Mag-log inความสุขบนความเสี่ยงเปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ แม้รินรดาจะพยายามปลอบใจตัวเองว่าสร้อยข้อมือเพชรที่ภัทรมอบให้คือตัวแทนของความรักและความอบอุ่นที่เธอขาดหายไป แต่ลึกๆ แล้ว เธอก็รู้ดีว่ามันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่อาจนำหายนะมาสู่ตัวเองได้ทุกเวลา หญิงสาวเลือกที่จะซ่อนกล่องกำมะหยี่สีแดงไว้ในส่วนลึกที่สุดของตู้เสื้อผ้า และจะหยิบมันออกมาสวมใส่เฉพาะในยามที่อยู่ในห้องนอนตามลำพังกับหลานชายสามีเท่านั้น
ทว่า... ร่องรอยแห่งความลับไม่ได้มีเพียงแค่สิ่งของ เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยความเงียบสงบ อนันต์ยังคงไม่กลับมาจากเพ้นท์เฮ้าส์ใจกลางเมืองตามเคย รินรดาเดินลงมาที่ห้องครัวชั้นล่างเพื่อช่วยจัดเตรียมอาหารเช้าเหมือนอย่างทุกวัน โดยมี ป้าอุ่น หัวหน้าแม่บ้านเก่าแก่ที่อยู่รับใช้ตระกูลนี้มาตั้งแต่สมัยที่อนันต์ยังเป็นวัยรุ่น กำลังยืนคุมเด็กรับใช้คนอื่นๆ อยู่หน้าเตา "ป้าอุ่นคะ วันนี้มีอะไรให้รินช่วยไหม" รินรดาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มละมุน พลางเอื้อมมือไปหยิบจับตะกร้าผลไม้เพื่อนำมาปอกเปลือก "อุ้ย คุณริน ไม่ต้องหรอกค่ะ เรื่องแค่นี้ให้พวกเด็กๆ มันทำเถอะค่ะ" ป้าอุ่นหันมาบอก ทว่าสายตาของหญิงชรากลับชะงักนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาที่ผ่านโลกมามากจับจ้องไปที่บริเวณลำคอระหงของอาสะใภ้สาว รินรดาใจหายวาบเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเช้านี้เธอรีบร้อนจนลืมสำรวจร่องรอยใต้ร่มผ้าให้ดี แม้จะสวมเสื้อคอปิดทับแล้ว แต่จังหวะที่เธอเอื้อมมือและก้มหน้าเมื่อครู่ คอเสื้ออาจจะรั้งลงจนเผยให้เห็นรอยช้ำสีกุหลาบเข้มที่ภัทรฝากไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากค่ำคืนที่ผ่านมา หญิงสาวรีบยกมือขึ้นจัดปกเสื้อของตัวเองให้เข้าที่ทันที ใบหน้าหวานซีดสลับแดงด้วยความตื่นตระหนก ป้าอุ่นไม่ได้พูดอะไรต่อในตอนนั้น หญิงชราทำเพียงแค่ถอนหายใจยาวๆ แววตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและเคลือบแคลงสงสัยอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะหันไปสั่งงานคนงานคนอื่นให้แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน ช่วงสายหลังจากที่ทุกคนทานมื้อเช้าเสร็จสิ้น ภัทรออกไปคุยงานกับผู้รับเหมาข้างนอก รินรดาเลือกที่จะเดินเลี่ยงมานั่งเล่นที่ศาลาริมน้ำในสวนท้ายคฤหาสน์เพื่อหลีกหนีความอึดอัดในบ้าน เสียงสายน้ำไหลเอื่อยๆ ช่วยให้อารมณ์ที่ฟุ้งซ่านของเธอสงบลงได้บ้าง ทว่าความสงบนั้นก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อมีเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ "คุณรินคะ... ป้าขอคุยด้วยสักครู่ได้ไหมคะ" รินรดาหันไปมองตามเสียง ก่อนจะพบว่าเป็นป้าอุ่นที่ถือถาดน้ำชาเดินเข้ามา หญิงชราจัดวางแก้วชาลงบนโต๊ะหินอ่อนอย่างเบามือ ท่าทางของป้าอุ่นดูนิ่งขรึมและจริงจังจนรินรดารู้สึกสะท้านในอก "มีอะไรหรือเปล่าคะป้าอุ่น นั่งก่อนสิคะ" รินรดาพยายามทำใจดีสู้เสือ ฝืนยิ้มให้ระรื่นที่สุด ป้าอุ่นทอดสายตามองหญิงสาวรุ่นลูกตรงหน้าด้วยความสงสารระคนเตือนสติ หญิงชรานั่งลงบนม้านั่งฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "คุณรินคะ... ป้าอยู่บ้านหลังนี้มานาน เห็นคุณอนันต์มาตั้งแต่เล็กจนโต และป้าก็เห็นคุณรินตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานเข้ามา ป้ารู้ดีค่ะว่าคุณรินต้องเผชิญกับความทุกข์ใจและความเหงามากแค่ไหนกับการกระทำของคุณอนันต์" "ป้าอุ่น..." รินรดาพึมพำ เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือเมื่อถูกจี้ใจดำ "แต่ว่านะคุณริน... น้ำตาและความเสียใจมันไม่ควรจะนำพาเราไปสู่ทางที่ผิดศีลธรรมนะคะ" ป้าอุ่นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอาสะใภ้สาว แววตาของหญิงชราเต็มไปด้วยคำเตือน "ช่วงนี้... ป้าเห็นความผิดปกติหลายอย่างในบ้าน ไฟในห้องครัวที่เปิดทิ้งไว้กลางดึก รอยช้ำที่คอของคุณรินเมื่อเช้า... รวมไปถึงสายตาของคุณภัทรที่มองคุณรินเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น" คำพูดของหัวหน้าแม่บ้านเก่าแก่ทำเอารินรดาเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ ร่างกายของเธอกลายเป็นหิน มือเรียวทั้งสองข้างขยับไปกำกระโปรงตัวเองไว้แน่นจนเนื้อผ้าขึ้นรอยยับ ความลับที่เธอคิดว่าซ่อนไว้มิดชิดใต้ชายคาหลังนี้ บัดนี้มันได้เล็ดลอดสายตาของคนเก่าคนแก่ไปเสียแล้ว "ป้า... ป้าอุ่นกำลังเข้าใจผิดนะคะ รินกับภัทรเราไม่ได้..." หญิงสาวพยายามจะปฏิเสธ น้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความกลัว "คุณรินคะ ป้าไม่ได้โง่ค่ะ และป้าก็ไม่อยากจะจับผิดใคร" ป้าอุ่นเอ่ยขัดเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด "ป้าพูดเพราะความเป็นห่วงคุณรินจริงๆ คุณภัทรเขาเป็นหนุ่มแน่น ร้อนแรงและเอาแต่ใจตามประสาวัยรุ่น ส่วนคุณรินก็กำลังอ่อนแอ... แต่คุณรินต้องไม่ลืมนะคะว่าคุณอนันต์เป็นคนยังไง แกเป็นคนใจดำเด็ดขาดและหูไวตาไวมาก ถ้าวันไหนที่คุณอนันต์จับได้ขึ้นมา... ทั้งคุณรินและคุณภัทรจะไม่มีที่ซุกหัวนอน และเรื่องนี้มันจะกลายเป็นนรกที่แผดเผาทุกคนให้ตายทั้งเป็น" คำเตือนสติของป้าอุ่นกรีดลึกเข้ามาในมโนสำนึกของรินรดา มันคือความจริงอันโหดร้ายที่เธอพยายามหลับตาข้างหนึ่งเพื่อมองข้ามมันไปมาตลอด อนันต์ไม่ใช่คนโง่ และเขามีอำนาจล้นมือ หากความสัมพันธ์ชู้สาวระหว่างอาสะใภ้กับหลานชายแท้ๆ ถูกเปิดเผยออกไป จุดจบของเธอคงไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น "ป้าขอเตือนด้วยความหวังดีนะคะคุณริน... รีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเถอะค่ะ ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้" ป้าอุ่นทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะลุกเดินจากไป ทิ้งให้รินรดานั่งนิ่งอยู่ลำพังท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านหยาดน้ำตาที่เริ่มไหลรินลงมาอาบแก้มด้วยความตื่นกลัว ตกเย็นวันนั้น... บรรยากาศในคฤหาสน์ยิ่งดูอึดอัดมากขึ้นเมื่อภัทรเดินทางกลับมาจากข้างนอก ชายหนุ่มสังเกตเห็นใบหน้าหวานที่ดูเคร่งเครียดและดวงตาที่บวมช้ำของรินรดาได้ทันที จังหวะที่ไม่มีใครอยู่ห้องโถง ภัทรขยับก้าวเข้ามาดึงข้อมือของเธอเบาๆ เพื่อพาเดินเลี่ยงเข้ามารับลมที่ระเบียงทางเดินทิศตะวันตก "เป็นอะไรไปครับอาริน... ใครทำอะไรคุณ ร้องไห้ทำไม" ภัทรถามเสียงทุ้มต่ำ แววตาคู่คมเต็มไปด้วยความห่วงใยระคนกรุ่นโกรธ "ภัทร... ป้าอุ่นรู้เรื่องของเราแล้วค่ะ" รินรดาเอ่ยบอกเสียงสั่นเครือ ร่างบางสั่นสะท้านจนภัทรต้องเอื้อมมือไปโอบไหล่เธอไว้ "ป้าอุ่นงั้นเหรอ?" ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาฉายแววดุดันขึ้นมาแวบหนึ่ง "แกพูดอะไรกับคุณบ้าง" "ป้าเตือนให้เรารีบหยุดค่ะ... ป้าบอกว่าถ้าคุณอนันต์จับได้ เราสองคนจะไม่มีที่ซุกหัวนอน" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาหลานชาย แววตาของเธอเต็มไปด้วยความวิงวอน "ภัทรคะ... รินกลัว เราหยุดเรื่องนี้กันเถอะนะคะ ก่อนที่ทุกอย่างมันจะพังพินาศไปมากกว่านี้" คำขอร้องของอาสะใภ้กลับทำให้ภัทรขบสันกรามแน่น ชายหนุ่มรวบเอวคอดกิ่วของเธอเข้าหาตัวอย่างแรงจนหน้าอกอวบอิ่มบดเบียดกับแผงอกแกร่ง นัยน์ตาคมกริบของเขาลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความเอาแต่ใจและไม่ยอมแพ้ "ผมไม่หยุด!" ภัทรกระซิบสั่งเสียงพร่าต่ำชิดริมฝีปากของเธอ "ป้าอุ่นจะรู้ก็ช่างแก ผมใช้เงินปิดปากแกได้ หรือต่อให้น้าอนันต์จะรู้... ผมก็ไม่สน! ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าคุณเป็นผู้หญิงของผม ยิ่งคนอื่นเตือน ยิ่งคนอื่นห้าม... มันยิ่งทำให้ผมอยากจะกลืนกินคุณเข้าไปทั้งตัว!" "ภัทร... อื้อ!" ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้เธอได้เอ่ยปากคัดค้าน ริมฝีปากหยักพุ่งลงมาฉกชิงความหวานเบียดบดจูบปากบางอย่างดุดัน รสจูบในครั้งนี้เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและกระหายอยากเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ลิ้นหนาสอดลึกเข้าไปเกี่ยวกระหวัดพัวพันอย่างบ้าคลั่ง รินรดาครางอื้ออึงในลำคอ สองมือน้อยพยายามจะผลักไสแผงอกแกร่งออกเพราะความหวาดกลัวคำเตือนของป้าอุ่นที่ยังคงหลอนอยู่ในหัว ทว่าความร้อนแรงของหลานชายหนุ่มกลับแผดเผาความกลัวนั้นจนมอดไหม้ลงไปอีกครั้ง ร่างกายของเธออ่อนระทวยยอมจำนนต่อเพลิงตัณหาอันบาปหนาอย่างสิ้นเชิงยามพลบค่ำ!แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทอดตัวผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บนโต๊ะทำงานของรินรดามีเพียงแจกันดอกไม้เล็กๆ กับแฟ้มเอกสารที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความสงบสุข ซึ่งเป็นความสงบที่เธอไม่ได้ไขว่คว้ามาด้วยเงินทองหรืออำนาจ แต่มันคือผลลัพธ์จากการเดินทางอันยาวนานผ่านความเจ็บปวดและการเรียนรู้ที่จะให้อภัย รินรดานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอนึกถึงวันแรกๆ ที่เธอก้าวเข้ามาที่นี่ วันที่เธอยังเต็มไปด้วยความระแวงและบาดแผลในใจ วันที่เธอมองว่าตัวเองเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกโชคชะตาขีดเขียน แต่ในวันนี้ เธอไม่ได้เป็นคนเดิมคนนั้นอีกต่อไป แพรวเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแก้วกาแฟสองแก้ว เธอยิ้มให้รินรดาอย่างอ่อนโยน "วันนี้ดูท่าทางจะมีความสุขจังเลยนะคะ มีเรื่องดีอะไรหรือเปล่า?" รินรดารับกาแฟมาถือไว้พลางยิ้มตอบ "ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะแพรว แค่รู้สึกว่าวันนี้ท้องฟ้าสวยจัง และรินก็รู้สึกดีที่ได้ตื่นมาทำงานที่เรารัก... มันเป็นความสุขแบบเรียบง่ายที่รินไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยค่ะ"
สายลมยามเช้าพัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล รินรดายืนมองวิวเมืองที่เริ่มตื่นตัวไปกับวันใหม่ แสงอาทิตย์สีทองอ่อนๆ กระทบลงบนใบหน้าของเธอที่ดูสดใสและอิ่มเอิบกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในชีวิต ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของกลุ่มทุนมืดถูกเปิดโปง องค์กรของเธอก็ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากสังคมอย่างมหาศาล ความวุ่นวายที่เคยมีจางหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อผู้เดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น แพรวเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติในมือถือเอกสารชุดหนึ่ง "รินคะ วันนี้มีเรื่องดีๆ จะแจ้งค่ะ" แพรววางเอกสารลงบนโต๊ะ "โครงการช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวที่เรายื่นเสนอไป ได้รับงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนแล้วนะคะ แถมยังมีอาสาสมัครทนายความเก่งๆ ติดต่อเข้ามาช่วยเราอีกเพียบเลยค่ะ" รินรดาหันกลับมามองด้วยความดีใจ "จริงเหรอคะแพรว! นั่นเป็นข่าวดีที่สุดเลยนะ เราจะสามารถขยายการช่วยเหลือไปได้อีกหลายเคสเลย ความพยายามของพวกเราเริ่มเห็นผลแล้วนะ" "ใช่ค่ะ และที่สำคัญที่สุด.
ภายในเรือนจำความมั่นคงสูง อนันต์ในชุดนักโทษสีเทาหม่นกำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องขังเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของนักโทษคนอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ อำนาจที่เขาเคยมีอยู่ล้นมือบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความโดดเดี่ยวที่น่าสะพรึงกลัว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความมืดมนในจิตใจของเขาก็ยิ่งขยายตัว ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความชั่วร้ายทั้งหมดที่เขาเคยกระทำไว้ "อนันต์... มีคนมาพบ" เสียงผู้คุมดังขึ้น พร้อมกับโซ่ตรวนที่กระทบกันเป็นจังหวะ อนันต์พยุงตัวขึ้นอย่างช้าๆ หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวังที่ริบหรี่ เขาคาดหวังว่าอาจจะมีลูกน้องเก่าสักคนที่ยังหลงเหลือความจงรักภักดีมาช่วยเหลือเขา แต่เมื่อเขามาถึงห้องเยี่ยม บุคคลที่นั่งรออยู่กลับไม่ใช่คนของเขา แต่เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปราบปรามคดีพิเศษ พร้อมด้วยแฟ้มเอกสารหนาปึกวางอยู่ตรงหน้า อนันต์นั่งลง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เจ้าหน้าที่ "พวกแกมาทำอะไรอีก? จะมาเค้นความลับอะไรจากฉันอีกล่ะ ในเมื่อทุกอย่างที่ฉันมี พวกแกก็ยึดไปหมดแล้ว!" เจ้าหน้าที่ยิ้มอย่างเย็นชา ก่อน
ท้องฟ้าเหนือเรือนจำกลางวันนี้ดูหม่นหมองกว่าปกติ ก้อนเมฆสีเทาหนาทึบเคลื่อนตัวช้าๆ ราวกับจะตอกย้ำบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในกำแพงสูงใหญ่ รินรดายืนอยู่หน้าอาคารเยี่ยมญาติ มือของเธอกำกระเป๋าถือไว้แน่น แม้จะผ่านการตัดสินใจครั้งใหญ่มาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันคือการตัดสินใจที่รินรดาเลือกทำเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อปิดฉากทุกความรู้สึกที่ยังค้างคาใจกับภัทร ผู้คุมพาเธอเดินเข้าไปในห้องเยี่ยมที่แบ่งกั้นด้วยกระจกหนา ภัทรนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เขาเห็นรินรดา แววตาของเขาก็ไหววูบ ความรู้สึกผิด ความโหยหา และความยอมรับในชะตากรรมผสมปนเปกันอยู่บนใบหน้าของชายที่เคยมีชีวิตที่เพียบพร้อม แต่กลับสูญเสียทุกอย่างเพราะความหลงผิด รินรดานั่งลงและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เสียงของเธอนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ฉันมาเพื่อบอกลาภัทร นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน" ภัทรมองผ่านกระจกใสด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึก "ผมรู้ดีว่าผมไม่มีสิทธิ์ขอร้องอะไรคุณอีกแล้วริน แต่การที่คุณมาที
ท่ามกลางมรสุมที่รุมเร้าองค์กรการกุศลจากการโจมตีของกลุ่มทุนมืดที่พยายามทำลายชื่อเสียง รินรดาไม่ได้นั่งรอให้พายุพัดผ่านไปเฉยๆ ในขณะที่เธอกำลังรวบรวมหลักฐานทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเตรียมแถลงการณ์ครั้งใหญ่ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ติดต่อที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ "สวัสดีครับคุณริน... ผมทนายสมชายนะครับ" เสียงทนายผู้เคยรับใช้อดีตสามีของเธอและอนันต์ดังขึ้นผ่านสาย รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "สวัสดีค่ะคุณสมชาย มีเรื่องอะไรหรือคะ ถึงได้ติดต่อมาในเวลานี้?" "ผมมีบางอย่างที่อนันต์พยายามทำลายทิ้งไปแล้ว แต่โชคดีที่ผมแอบสำรองไว้ได้ มันเป็นแฟ้มบันทึกข้อมูลธุรกรรมลับและรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่หนุนหลังกลุ่มทุนมืดที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ครับ... สิ่งนี้จะช่วยเปิดโปงความเน่าเฟะของพวกเขาได้ทั้งหมด" รินรดาถึงกับนิ่งอึ้ง "ทำไมคุณถึงยอมช่วยฉันคะ? ทั้งที่คุณเคยเป็นคนของพวกเขา..." ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด "เพราะผมไม่อยากตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดที่เห็นคนบริสุ
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักในเช้าวันใหม่ บรรยากาศรอบองค์กรการกุศลดูเงียบเหงา แต่ภายในอาคารกลับมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ รินรดาที่กำลังจัดเตรียมเอกสารเคสผู้เสียหายในมือ ต้องชะงักเมื่อเห็นแพรวเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ริน! มีปัญหาใหญ่แล้วค่ะ" แพรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางวางแท็บเล็ตลงตรงหน้า "มีข่าวหลุดออกมาว่าองค์กรของเรากำลังถูกกดดันจากกลุ่มทุนมืดที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับอนันต์ พวกเขาพยายามจะบีบให้เราปิดตัวลงโดยการสร้างหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของบัญชีการเงิน!" รินรดารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่าง ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยฝังรากลึกในอดีตเกือบจะประทุขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมาให้มั่นคง "ใจเย็นๆ นะแพรว เรื่องบัญชีเราทำทุกอย่างโปร่งใสมาตลอด แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีข่าวแบบนี้ออกมาได้?" "เหมือนเขาจะใช้เครือข่ายเก่าๆ ของอนันต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายนอกคุกค่ะ พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเรา เพื่อที่ผู้หญิงที่ได้รับความช่วยเหลือจากที่นี่จะได้ไม่กล้าเข้ามาปรึกษาอีกต่อไป" แพรวอธ







