ANMELDENพายุฝนซัดกระหน่ำจนผ่านพ้นไป แต่พายุตัณหาในใจของคนทั้งคู่กลับไม่มีทีท่าว่าจะดับลงง่ายๆ รถยนต์คันหรูแล่นกลับเข้ามาจอดในอาณาเขตคฤหาสน์หรูในช่วงพลบค่ำ หลังจากที่ทั้งสองคนเดินทางไปส่งเอกสารให้สถาปนิกเสร็จสิ้นตามคำสั่งของอนันต์ รินรดารีบก้าวลงจากรถแล้วตรงดิ่งขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองทันที หญิงสาวใช้เวลาอาบน้ำชำระล้างคราบคาวราคีแห่งบาปอยู่นานเพื่อลบเลือนสัมผัสอันเร่าร้อนของภัทรออกจากผิวกาย แต่ยิ่งขัดถู ร่องรอยสีกุหลาบเข้มที่ชายหนุ่มรุ่นหลานฝากไว้กลับยิ่งเด่นชัด
เธอยืนมองตัวเองในกระจกด้วยความรู้สึกสับสน... มันคือความกลัวระคนสุขสม บาปกรรมที่เธอและภัทรร่วมกันก่อขึ้นเริ่มหยั่งรากลึกจนยากจะถอนตัว แกรก... เสียงประตูห้องแต่งตัวที่เชื่อมกับห้องนอนเปิดออกเบาๆ รินรดาสะดุ้งสุดตัวสะบัดผ้าขนหนูขึ้นมาคลุมกายไว้แน่น เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของ ภัทร ก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธออย่างย่ามใจ ชายหนุ่มสวมเพียงเสื้อยืดสีดำธรรมดาแต่กลับดูทรงเสน่ห์และอันตรายในเวลาเดียวกัน "ภัทร! เข้ามาได้ยังไงคะ รินบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าอยู่ในบ้านห้ามเข้ามาหาแบบนี้" รินรดากระซิบดุ ใบหน้าหวานละมุนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "น้าอนันต์ยังไม่กลับหรอกครับอาริน... โทรมาบอกแม่บ้านเมื่อกี้ว่าจะค้างที่เพ้นท์เฮ้าส์กับหนูเอมี่อะไรนั่นของเขา" ภัทรเอ่ยเสียงเรียบ ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับวาวโรจน์ไปด้วยความสะใจที่สามีของเธอละเลยหน้าที่ "และอีกอย่าง... ผมมีของจะมาให้คุณ" ชายหนุ่มขยับก้าวเข้ามาประชิดจนรินรดาต้องถอยร่นไปจนแผ่นหลังบางแนบชิดกับตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ ภัทรยื่นกล่องกำมะหยี่สีแดงหรูหราขนาดกะทัดรัดมาตรงหน้าเธอ เมื่อรินรดาเปิดออกดู ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ภายในกล่องคือ สร้อยข้อมือเพชรน้ำงาม ดีไซน์แปลกตา ตัวเรือนทำจากทองคำขาวฝังเพชรแท้ล้อมรอบประกายระยิบระยับ มันดูหรูหรา สวยงาม และมูลค่าของมันคงไม่ต่ำกว่าหลักแสนหรืออาจจะถึงหลักล้าน "ภัทร... นี่มันอะไรกันคะ รินรับไว้ไม่ได้หรอก มันแพงเกินไป" รินรดารีบปฏิเสธ พลางดันกล่องคืนไปให้เขา "รับไว้เถอะครับอาริน... ผมตั้งใจซื้อให้คุณ" ภัทรไม่ยอมรับคืน ชายหนุ่มหยิบสร้อยเพชรเส้นงามออกจากกล่อง บรรจงสวมเข้าที่ข้อมือเรียวบางของอาสะใภ้อย่างเบามือ สัมผัสจากปลายนิ้วร้อนของเขาทำเอาผิวเนื้อของเธอสั่นสะท้าน "ผมเห็นคุณมองสร้อยเส้นนี้ในแคตตาล็อกงานประมูลเมื่อคืน... แต่น้าอนันต์กลับเลือกที่จะประมูลสร้อยอีกเส้นเพื่อเอาไปประเคนให้เมียน้อยของมัน" คำพูดของภัทรกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกของรินรดา ใช่... เมื่อคืนนี้บนเวทีประมูล อนันต์ทุ่มเงินหลายล้านเพื่อซื้อเครื่องประดับชิ้นไฮไลต์ โดยที่เธอคิดว่าเขาจะซื้อให้เธอในฐานะภรรยาออกงาน แต่สุดท้ายหลังจบงาน อนันต์กลับสั่งให้คนขับรถนำของชิ้นนั้นไปส่งให้ดารานางแบบสาวทันที ทิ้งให้เธอนั่งมองด้วยความขื่นขมใจ "ภัทรเลย... ไปซื้อมันมาเหรอคะ" รินรดาเอ่ยถามเสียงสั่น แววตาคู่สวยสั่นระริกด้วยความตื้นตันใจอย่างที่ไม่เคยได้รับจากสามีแท้ๆ "ใช่ครับ... ของสวยๆ งามๆ แบบนี้ มันคู่ควรกับอารินของผมคนเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ผู้หญิงชั้นต่ำพวกนั้น" ภัทรกระซิบเสียงพร่าต่ำ สายตาจับจ้องที่ข้อมือบางก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตาเธอ "และที่สำคัญ... ผมอยากให้คุณใส่มันไว้ตลอดเวลา ยามที่น้าอนันต์มองมาที่ข้อมือคุณ มันจะได้รู้... เอ้ย ไม่ใช่สิ คุณจะได้ระลึกไว้เสมอว่าคุณเป็นผู้หญิงของใคร" "ภัทร... คุณมันร้ายกาจที่สุด" รินรดาพึมพำ ทว่าหัวใจกลับเต้นแรงด้วยความหวานล้ำ ของขวัญจากชู้รักชิ้นนี้ช่างหอมหวานและเต็มไปด้วยเหลี่ยมคมแห่งการครอบครอง "ผมร้ายได้มากกว่านี้อีกครับ... ถ้าคุณยังคิดจะผลักไสผม" ภัทรไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มโน้มใบหน้าซุกไซ้ลงมาที่ลาดไหล่เนียนละเอียดที่โผล่พ้นผ้าขนหนูออกมา ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวสาวจนรินรดาครางแผ่ว สองมือหนาเอื้อมไปกระชากปมผ้าขนหนูที่พันกายเธอไว้จนหลุดร่วงลงไปกองกับพื้น เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าขาวผ่องประดุจงาช้างต่อสายตาในห้องแต่งตัวที่เปิดไฟสว่างจ้า "อ๊ะ... ภัทร อย่าเปิดไฟสว่างแบบนี้... รินอาย" หญิงสาวพยายามจะยกมือขึ้นปิดป้องทรวงอกอวบอิ่ม แต่ข้อมือบางที่สวมสร้อยเพชรเส้นใหม่กลับถูกมือหนาของภัทรรวบตรึงไว้เหนือหัว แนบชิดติดกับบานประตูตู้เสื้อผ้า "ไม่ต้องปิดครับริน... ผมอยากเห็นความสวยงามของคุณให้เต็มตา ยิ่งแสงไฟกระทบเพชรบนข้อมือคุณ... มันยิ่งทำให้คุณดูเซ็กซี่จนผมจะคลั่งตายอยู่แล้ว" สายตาอันลุกโชนไปด้วยไฟตัณหาของหลานชายทำเอารินรดาหมดแรงจะต้านทาน ภัทรฉกริมฝีปากลงมาบดจูบอย่างเร่าร้อนดุดัน ลิ้นหนาสอดลึกเข้ามาเกี่ยวพันควานหาความหวานระรัว สลับกับการก้มลงขบเม้มทรวงอกอวบหยุ่นชูชัน ดึงดูดตัวตนของเธออย่างหิวกระหาย มือหนาอีกข้างเลื่อนลงต่ำลูบไล้ผ่านหน้าท้องแบนราบ แทรกลึกเข้าสู่กึ่งกลางลำตัวที่เริ่มหลั่งน้ำหวานออกมารับสัมผัสอย่างรู้หน้าที่ "ซี้ด... อาริน แฉะเร็วเหลือเกินนะคร้บ... พร้อมสำหรับผมแล้วใช่ไหม" ภัทรครางพร่าชิดผิวเนื้ออุ่น ชายหนุ่มรีบจัดการปลดกางเกงของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นแก่นกายชายความเป็นบุรุษที่ขยายใหญ่ขึงขัง ร้อนระอุราวกับไฟ ภัทรจับเรียวขาเสลาข้างหนึ่งของอาสะใภ้ให้ยกขึ้นสูง แทรกร่างกำยำเข้าตรงกลาง ก่อนจะกดสะโพกสอบยัดเยียดความยิ่งใหญ่เข้าใส่ช่องทางรักอันคับแน่นฉ่ำแฉะในคราเดียวจนสุดทาง! สวบ! "อ๊าาาา! ภัทร... อื้อ!" รินรดาแหงนหน้าขึ้น ครางลั่นห้องแต่งตัว สองมือที่ถูกปล่อยเป็นอิสระรีบขยับไปจิกแน่นที่แผ่นหลังกว้างของหลานชายเพื่อระบายความสั่นสะท้าน ความคับแน่นลึกซึ้งตรึงอยู่ในท้องน้อยจนเธอแทบสำลักความสุข สร้อยข้อมือเพชรที่ข้อมือระยิบระยับล้อแสงไฟตามจังหวะที่เธอขยับกาย ภัทรซีดปากยาวสะใจ ชายหนุ่มเริ่มซอยสะโพกเข้าออกเป็นจังหวะเน้นหนักและรวดเร็ว เสียงเนื้อกระทบกันดัง ตับ ตับ ตับ ผสมกับเสียงครางกระเส่าของอาสะใภ้สาวที่ดังก้องในห้องแต่งตัวอันมิดชิด ความเสียวซ่านและแรงอารมณ์ดิบเถื่อนทวีคูณขึ้นเมื่อทุกครั้งที่ภัทรกระแทกกระทั้นเข้ามา สร้อยเพชรบนข้อมือของเธอจะครูดไถไปกับแผงอกและลาดไหล่ของเขา ราวกับตราประทับแห่งบาปที่ทั้งคู่ยินดีน้อมรับ "อาริน... ซี้ด... คุณเป็นของผม... สร้อยเส้นนี้มันเป็นหลักฐาน" ภัทรกระซิบสั่ง พลางเร่งจังหวะถี่รัวสะโพกสอบบดเบียดเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง "อ๊า... ภัทร... รินรักคุณ... อื้อ... แรงอีกค่ะ... รินจะเสร็จ..." รินรดาปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเพลิงตัณหาอย่างไร้ยางอาย สองขาเรียวโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่น แอ่นสะโพกรับแรงกระแทกสุดท้าย "พร้อมกันครับริน... ซี้ด... อ่าส์!" ภัทรกระทุ้งตัวตนเข้าใส่ส่วนลึกสุดหน่วงเน้นๆ อีกสามครั้งติดต่อกัน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ปลดปล่อยหยาดน้ำรักอุ่นร้อนเข้าสู่ร่างกายของอาสะใภ้สาวจนล้นทะลัก รินรดากรีดร้องแผ่วเบา ร่างกายสั่นสะท้านเสร็จสมก้าวข้ามขอบสวรรค์ตามชายหนุ่มไปในทันที ทั้งสองยืนกอดก่ายหอบหายใจรวยรินท่ามกลางคราบคาวราคีแห่งตัณหา บนข้อมือบาง... สร้อยเพชรชิ้นหรูยังคงส่งประกายระยิบระยับล้อแสงไฟ มันช่างงดงามและบาปหนา เป็นของขวัญจากชู้รักที่รินรดาเต็มใจสวมใส่... แม้รู้ดีว่ามันอาจจะเป็นตรวนโซ่ที่ล่ามเธอไว้ในนรกหลังคาคฤหาสน์หลังนี้ตลอดไปแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทอดตัวผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บนโต๊ะทำงานของรินรดามีเพียงแจกันดอกไม้เล็กๆ กับแฟ้มเอกสารที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความสงบสุข ซึ่งเป็นความสงบที่เธอไม่ได้ไขว่คว้ามาด้วยเงินทองหรืออำนาจ แต่มันคือผลลัพธ์จากการเดินทางอันยาวนานผ่านความเจ็บปวดและการเรียนรู้ที่จะให้อภัย รินรดานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอนึกถึงวันแรกๆ ที่เธอก้าวเข้ามาที่นี่ วันที่เธอยังเต็มไปด้วยความระแวงและบาดแผลในใจ วันที่เธอมองว่าตัวเองเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกโชคชะตาขีดเขียน แต่ในวันนี้ เธอไม่ได้เป็นคนเดิมคนนั้นอีกต่อไป แพรวเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแก้วกาแฟสองแก้ว เธอยิ้มให้รินรดาอย่างอ่อนโยน "วันนี้ดูท่าทางจะมีความสุขจังเลยนะคะ มีเรื่องดีอะไรหรือเปล่า?" รินรดารับกาแฟมาถือไว้พลางยิ้มตอบ "ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะแพรว แค่รู้สึกว่าวันนี้ท้องฟ้าสวยจัง และรินก็รู้สึกดีที่ได้ตื่นมาทำงานที่เรารัก... มันเป็นความสุขแบบเรียบง่ายที่รินไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยค่ะ"
สายลมยามเช้าพัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล รินรดายืนมองวิวเมืองที่เริ่มตื่นตัวไปกับวันใหม่ แสงอาทิตย์สีทองอ่อนๆ กระทบลงบนใบหน้าของเธอที่ดูสดใสและอิ่มเอิบกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในชีวิต ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของกลุ่มทุนมืดถูกเปิดโปง องค์กรของเธอก็ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากสังคมอย่างมหาศาล ความวุ่นวายที่เคยมีจางหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อผู้เดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น แพรวเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติในมือถือเอกสารชุดหนึ่ง "รินคะ วันนี้มีเรื่องดีๆ จะแจ้งค่ะ" แพรววางเอกสารลงบนโต๊ะ "โครงการช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวที่เรายื่นเสนอไป ได้รับงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนแล้วนะคะ แถมยังมีอาสาสมัครทนายความเก่งๆ ติดต่อเข้ามาช่วยเราอีกเพียบเลยค่ะ" รินรดาหันกลับมามองด้วยความดีใจ "จริงเหรอคะแพรว! นั่นเป็นข่าวดีที่สุดเลยนะ เราจะสามารถขยายการช่วยเหลือไปได้อีกหลายเคสเลย ความพยายามของพวกเราเริ่มเห็นผลแล้วนะ" "ใช่ค่ะ และที่สำคัญที่สุด.
ภายในเรือนจำความมั่นคงสูง อนันต์ในชุดนักโทษสีเทาหม่นกำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องขังเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของนักโทษคนอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ อำนาจที่เขาเคยมีอยู่ล้นมือบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความโดดเดี่ยวที่น่าสะพรึงกลัว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความมืดมนในจิตใจของเขาก็ยิ่งขยายตัว ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความชั่วร้ายทั้งหมดที่เขาเคยกระทำไว้ "อนันต์... มีคนมาพบ" เสียงผู้คุมดังขึ้น พร้อมกับโซ่ตรวนที่กระทบกันเป็นจังหวะ อนันต์พยุงตัวขึ้นอย่างช้าๆ หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวังที่ริบหรี่ เขาคาดหวังว่าอาจจะมีลูกน้องเก่าสักคนที่ยังหลงเหลือความจงรักภักดีมาช่วยเหลือเขา แต่เมื่อเขามาถึงห้องเยี่ยม บุคคลที่นั่งรออยู่กลับไม่ใช่คนของเขา แต่เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปราบปรามคดีพิเศษ พร้อมด้วยแฟ้มเอกสารหนาปึกวางอยู่ตรงหน้า อนันต์นั่งลง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เจ้าหน้าที่ "พวกแกมาทำอะไรอีก? จะมาเค้นความลับอะไรจากฉันอีกล่ะ ในเมื่อทุกอย่างที่ฉันมี พวกแกก็ยึดไปหมดแล้ว!" เจ้าหน้าที่ยิ้มอย่างเย็นชา ก่อน
ท้องฟ้าเหนือเรือนจำกลางวันนี้ดูหม่นหมองกว่าปกติ ก้อนเมฆสีเทาหนาทึบเคลื่อนตัวช้าๆ ราวกับจะตอกย้ำบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในกำแพงสูงใหญ่ รินรดายืนอยู่หน้าอาคารเยี่ยมญาติ มือของเธอกำกระเป๋าถือไว้แน่น แม้จะผ่านการตัดสินใจครั้งใหญ่มาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันคือการตัดสินใจที่รินรดาเลือกทำเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อปิดฉากทุกความรู้สึกที่ยังค้างคาใจกับภัทร ผู้คุมพาเธอเดินเข้าไปในห้องเยี่ยมที่แบ่งกั้นด้วยกระจกหนา ภัทรนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เขาเห็นรินรดา แววตาของเขาก็ไหววูบ ความรู้สึกผิด ความโหยหา และความยอมรับในชะตากรรมผสมปนเปกันอยู่บนใบหน้าของชายที่เคยมีชีวิตที่เพียบพร้อม แต่กลับสูญเสียทุกอย่างเพราะความหลงผิด รินรดานั่งลงและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เสียงของเธอนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ฉันมาเพื่อบอกลาภัทร นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน" ภัทรมองผ่านกระจกใสด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึก "ผมรู้ดีว่าผมไม่มีสิทธิ์ขอร้องอะไรคุณอีกแล้วริน แต่การที่คุณมาที
ท่ามกลางมรสุมที่รุมเร้าองค์กรการกุศลจากการโจมตีของกลุ่มทุนมืดที่พยายามทำลายชื่อเสียง รินรดาไม่ได้นั่งรอให้พายุพัดผ่านไปเฉยๆ ในขณะที่เธอกำลังรวบรวมหลักฐานทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเตรียมแถลงการณ์ครั้งใหญ่ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ติดต่อที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ "สวัสดีครับคุณริน... ผมทนายสมชายนะครับ" เสียงทนายผู้เคยรับใช้อดีตสามีของเธอและอนันต์ดังขึ้นผ่านสาย รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "สวัสดีค่ะคุณสมชาย มีเรื่องอะไรหรือคะ ถึงได้ติดต่อมาในเวลานี้?" "ผมมีบางอย่างที่อนันต์พยายามทำลายทิ้งไปแล้ว แต่โชคดีที่ผมแอบสำรองไว้ได้ มันเป็นแฟ้มบันทึกข้อมูลธุรกรรมลับและรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่หนุนหลังกลุ่มทุนมืดที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ครับ... สิ่งนี้จะช่วยเปิดโปงความเน่าเฟะของพวกเขาได้ทั้งหมด" รินรดาถึงกับนิ่งอึ้ง "ทำไมคุณถึงยอมช่วยฉันคะ? ทั้งที่คุณเคยเป็นคนของพวกเขา..." ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด "เพราะผมไม่อยากตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดที่เห็นคนบริสุ
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักในเช้าวันใหม่ บรรยากาศรอบองค์กรการกุศลดูเงียบเหงา แต่ภายในอาคารกลับมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ รินรดาที่กำลังจัดเตรียมเอกสารเคสผู้เสียหายในมือ ต้องชะงักเมื่อเห็นแพรวเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ริน! มีปัญหาใหญ่แล้วค่ะ" แพรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางวางแท็บเล็ตลงตรงหน้า "มีข่าวหลุดออกมาว่าองค์กรของเรากำลังถูกกดดันจากกลุ่มทุนมืดที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับอนันต์ พวกเขาพยายามจะบีบให้เราปิดตัวลงโดยการสร้างหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของบัญชีการเงิน!" รินรดารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่าง ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยฝังรากลึกในอดีตเกือบจะประทุขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมาให้มั่นคง "ใจเย็นๆ นะแพรว เรื่องบัญชีเราทำทุกอย่างโปร่งใสมาตลอด แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีข่าวแบบนี้ออกมาได้?" "เหมือนเขาจะใช้เครือข่ายเก่าๆ ของอนันต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายนอกคุกค่ะ พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเรา เพื่อที่ผู้หญิงที่ได้รับความช่วยเหลือจากที่นี่จะได้ไม่กล้าเข้ามาปรึกษาอีกต่อไป" แพรวอธ







