Mag-log in“แม่คะ เกิดอะไรขึ้นกับหนูกันแน่” นพภรินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง จ้องหน้าผู้เป็นแม่ที่กำลังเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้กับเธอ
“แซนด์ หนูจำไม่ได้จริง ๆ หรือลูก” แม่ช่วยใส่เสื้อให้ พร้อมกับมัดสายผูกเสื้อให้แน่นกระชับมากยิ่งขึ้น
“หนูไปกินเลี้ยงกับเพื่อนมา เรานัดเจอกัน หนูไม่ได้ดื่ม และหนูก็ไม่ได้เมาด้วย”
“กินเลี้ยงอะไรลูก” แม่ทำหน้างุนงง
“ก็รับปริญญาอย่างไรล่ะคะ ฉลองที่เรียนจบแล้วไง” ยิ้มร่า หน้าตาเบิกบาน แววตาดูมีความสุขกับความสำเร็จก้าวแรกของตัวเอง
“แต่หนูจบมา... อ่า... นานแล้ว”
“หื้อ” นพภรินจ้องกลับ สีหน้าฉงน
“มาแล้วครับแม่” อภิรินเดินเข้ามาพร้อมกับคุณพ่อ และสองมือมีข้าวของพะรุงพะรัง
“แซนด์เป็นไงบ้าง” พ่อเอ่ยถาม
“พ่อ แซงค์” แม่ทำคิ้วย่น รีบลุกขึ้นมาจับมือของพ่อและลูกชายให้เดินไปวางของที่โต๊ะ
“มีอะไรแม่”
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”
“เรื่องใหญ่” ทุกคนจ้องหน้าแม่ และหันไปมองนพภรินที่นั่งยิ้มอยู่บนเตียง
“เรื่องอะไร”
“แซนด์บอกกับแม่ว่าเพิ่งกลับมาจากกินเลี้ยงรับปริญญาตรีกับเพื่อน ๆ ความทรงจำหายไป หายไปเกือบสี่ปี”
ทุกคนหันไปมองนพภรินเป็นตาเดียว
“มีอะไรให้หนูกินบ้างคะพ่อ หนูหิวจังค่ะ” พลางบิดขี้เกียจ
“แล้วจะเอายังไงกันดี ต้องไปปรึกษาคุณหมอไหม”
“พ่อกับแม่จะไปคุยกับหมอ แซงค์แม่ฝากพี่ด้วย ทิ้งเอาไว้แบบนี้ไม่ได้” ผู้เป็นแม่จับจูงพ่อแล้วพากันออกไปจากห้อง
อภิรินเดินเข้าไปหาพี่สาว
“นี่เจ้าแซงค์ พี่ขอกาแฟสักแก้วสิ”
“โน ๆ หมอยังไม่อนุญาตครับ”
“แต่พี่หายแล้วนะ”
“หาย... แฮ่... ยังไม่หายดีจ้า ให้พี่ออกจากโรงพยาบาลก่อนก็แล้วกัน ผมจะให้ดื่ม”
“เชอะ แกนี่มันยังขี้งกเหมือนเดิมนะ อะ... แล้ววันนี้ไม่ไปเรียนเหรอ แล้วผมแกยาวตั้งแต่เมื่อไร สองสามวันก่อนยังเห็นสั้นจุนจู๋อยู่เลย แล้วที่โรงเรียนของแกให้ไว้ผมยาวแล้วหรือยังไง เล่ามาสิ”
“อ่า...” อภิรินถึงกับพูดไม่ออก
“พี่เกิดอะไรขึ้น”
“ฉันน่าจะถามแกมากกว่าว่า เกิดอะไรขึ้นกับฉันเนี่ย แล้วทำไมฉันถึงได้มานอนอยู่ที่นี่ แล้วฉันนอนที่โรงพยาบาลได้กี่คืนแล้ว”
“พี่ขับรถชน พี่นอนที่นี่ได้สามคืนแล้ว”
“หา! รถชน” ใบหน้าซีดจางลงไป นพภรินตกใจ ใจของเธอหายแวบ เธอจะต้องโดนทั้งคุณพ่อและคุณแม่ดุแน่ ๆ โทษฐานทำให้รถพัง
“นี่แซงค์ ฉันขับรถของพ่อหรือรถของแม่ล่ะ แล้วรถพังหรือเปล่า สภาพรถเป็นยังไงบ้าง เล่ามาสิ ยับเยินขนาดไหน ตาย ๆ แล้ว เฮ้ย... โอ้ย ๆ โธ่ ๆ พ่อกับแม่จะด่าฉันยับแน่ ๆ ใช่ไหม ๆ” แววตาวิตกกังวล
“ใจเย็น ๆ พี่แซนด์ใจเย็น ๆ” อภิรินรีบเข้าไปจับมือของพี่สาวเพื่อให้สงบลง
“จะให้ทำใจเย็นได้ยังไง พ่อกับแม่ต้องสวดฉันยับแน่ ๆ แล้วฉันจะต้องถูกตัดค่าขนม โอ้โห้... พี่จะเอาเงินที่ไหนใช้ แซงค์แกบอกพี่สิ รถพังมากไหม บอกมา” ยังคิดว่าตัวเองขับรถของบุพการีไปชนอยู่ดี
อภิรินได้แต่ถอนหายใจ
“เอาล่ะ เล่ามาสิ พี่ดื่มไปเยอะหรือ”
“ดื่มบ้าดื่มบออะไร ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์สักอึก แกก็รู้ว่าฉันแพ้แอลกอฮอล์ แต่...” ทำท่านึก
“นึกอะไรไม่ออก” อภิรินพูดขึ้นมาแทน
“ใช่ นึกไม่ออกเลยว่า มันเกิดอะไรขึ้น ”
“ไม่เป็นไร ๆ พี่ค่อย ๆ คิดก็แล้วกัน แต่ถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็ไม่ต้องนึก โอเคไหม” อภิรินเป็นห่วงพี่สาว
“อื้อ...” พยักหน้าแบบเข้าใจ แต่แววตายังฉายความกังวล
“แซงค์ แต่ว่า... ตอนนี้ฉันหิวมาก แกหาอะไรให้กินหน่อยสิ”
“หื้อ... หิวอีกแล้วหรือ พี่กินเยอะจะอ้วนเอานา”
“ฉันไม่กลัวอ้วน” พูดเหมือนสมัยมัธยม คงจะลืมไปว่าตัวเองห่วงเรื่องสุขภาพและความอ้วนมากแค่ไหน หลังจากได้ทำงานหน้ากล้อง
“หมอบอกว่า พี่กินได้แต่อาหารอ่อน ๆ นะ”
“มีอะไรบ้างล่ะ”
“โจ๊ก”
“ถ้างั้นน่ะ แกใส่ไข่ให้ฉันด้วยนะ นะ... แซงค์ได้ยินที่ฉันสั่งแกไหม” เธอตะโกนตามหลังน้องชาย ที่เดินกลับไปที่โต๊ะที่มีไมโครเวฟตั้งอยู่
“เฮ้อ... กลับไปเหมือนเดิมแล้วหรือนี่ โถ... ฝันร้ายชัด ๆ แค่คิดถึงว่าพี่แซนด์จะเปลี่ยนไปเป็นเหมือนตอนที่เรียนมหา’ลัย เฮ้อ...”
“นี่แซงค์แกบ่นอะไร รีบ ๆ เข้า ฉันหิว” ทำตัวเป็นพี่สาวจอมเผด็จการ และใช้งานน้องยันเต
“ครับ รอสักครู่ครับคุณนายแซนด์” เขาหันไปมองหน้าพี่สาวเป็นระยะ อภิรินไม่อยากจะเชื่อเช่นเดียวกันว่าความทรงจำของพี่สาวจะหายไป แสดงว่าเรื่องที่นพภรินไปเจอมา มันเลวร้ายอย่างนั้นหรือ
“รู้ตัวก็ดีแล้วเจ้าแซงค์ แกนะเป็นน้องของฉัน ต้องคอยบริการฉัน ฮ่า...” หัวเราะเสียงดังเหมือนอยู่ที่บ้าน ได้เปรียบเพราะนอนโรงพยาบาลจะใช้อะไรอภิรินก็แสนง่าย
“ชู่... นี่มันโรง’บาลนะ ทำเสียงดังไปได้ ประเดี๋ยวเขาก็หาว่าบ้าหรือเพี้ยนหรอก พยาบาลมาดุเอาไม่รู้ด้วยนะ” น้องชายเอ็ด
“อ้อ ๆ ลืมไป ๆ นึกว่าอยู่บ้าน” พูดเบาขึ้นมา
“หัวสมองกลับหรือนี่ แล้วแบบนี้จะรู้ได้ยังไงว่า ใครเป็นคนปองร้ายพี่น่ะ” อภิรินบ่นอุบ หันไปมองหน้าพี่สาวอย่างหนักใจ
ที่ห้องของคุณหมอที่ดูแลรักษาอาการของนพภริน
“คุณพ่อ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ อาจจะเป็นไปได้ ที่คนไข้เกิดอาการช็อกจนทำให้สมองกลับ หรือลบความจำบางช่วง ซึ่งมีหลายเคสที่ความทรงจำหายไปหลังจากเกิดเหตุการณ์ร้าย ๆ”
“แต่ว่า... มันหายไปเกือบสี่ปีนะคะคุณหมอ”
“แน่ใจแล้วหรือครับ ผมว่าให้เวลาคนไข้อีกสักหน่อยก็แล้วกัน ถ้าคนไข้ได้พักผ่อน และสมองได้รับการฟื้นฟูมากขึ้น ความทรงจำที่หายไปอาจจะกลับคืนมาครับ”
“เอ่อ... คุณหมอเคยเจอเคสแบบนี้ไหมครับ”
“สำหรับคนไข้ของผม ผมไม่เคยเจอ แต่ในตอนที่เรียนอยู่ก็มีนะครับ ที่เป็นเคสอาจารย์ของผมเอง แต่ในกรณีนั้น สมองได้รับการกระทบกระเทือน”
“แสดงว่า ลูกสาวของผม หัวอาจจะกระแทก”
“อาจจะเป็นไปได้ครับ แต่ในอีกกรณีหนึ่งที่ผมเคยศึกษามา เป็นอาการช็อกของสมอง ในภาษาแพทย์เรียกว่า ‘head injury’ ซึ่งอาจจะไม่ได้รับการกระแทกโดยตรง แต่เป็นการที่สมองถูกเขย่าอย่างแรง ก็อาจจะเป็นได้ครับ ส่วนอาการของคุณนพภริน เธอไม่มีไข้ ไม่อาเจียน ก็หมดห่วงไปเปลาะหนึ่ง แต่เรื่องของความทรงจำที่หายไป ผมขอเวลาให้ร่างกายและสมองของเธอได้ฟื้นฟูขึ้นมาเอง”
“เป็นไปได้ไหมครับคุณหมอ ที่ความทรงจำจะหายไปเลยแบบถาวร”
“เป็นไปได้ครับ ผมไม่ได้การันตีว่า เมื่อเวลาผ่านไป เธอจะจำเรื่องราวที่หายไปได้ทั้งหมด หรือว่าอาจจะไม่กลับมาเลย”
“ขอบคุณค่ะ”“ขอบคุณครับแม่”“แม่ฝากน้องวิวดูแลพี่แซงค์ด้วยนะ ถ้าพี่แซงค์ดื้อก็ตีได้เลย” แล้วท่านก็หัวเราะ“พ่อขอหลานเลยนะ พ่ออยากมีหลานปู่”“พ่อครับ ผมจัดให้แล้วครับ”ปณิชานั่งเอียงอาย ในตอนนั้นเองปณิชาก็มีอาการพะอืดพะอมขึ้นมา ทำท่าเหมือนจะอ้วก“เป็นอะไรไปนะวิว พ่อเห็นวิวไม่ค่อยสบายมาหลายวันแล้วนะ” พ่อผู้ใหญ่รู้สึกเป็นห่วง“วิวสารภาพก็ได้ค่ะ วิวเอ่อ...”“เป็นอะไรลูก”สายตาทุกคนอยากรู้“วิวท้องค่ะ”“หา!” ทุกคนทำเสียงตกใจขึ้นมาพร้อม ๆ กัน“ผมบอกแล้วนี่ครับ ว่าผมทำได้” อภิรินยกนิ้วโป้งของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะโอบกอดสาวน้อยให้มาซบที่อก“ถ้าอย่างนั้น วิวก็พักผ่อน ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องออกไป เดี๋ยวพ่อจะบอกทุกคนเองว่าลูกไม่ค่อยสบาย”“แซงค์ดูแลน้องนะลูก”“ครับคุณแม่”ทั้งสามคนพากันออกไปแล้ว ตรงนั้นมีเพียงเขาและเธออยู่กันตามลำพังรถแห่เปิดเพลงเสียงดังสนั่นดังมาจนถึงที่กระท่อมกลางน้ำอภิรินพาเธอลุกขึ้นไปนั่งที่เตียง“วิวเป็นยังไง” อภิรินมองหน้าเธอเห็นเหงื่อซึม เขารีบหยิบรีโมตมาเร่งแอร์ให้แรงขึ้น“วิวจ๊ะ พี่ว่าถอดเสื้อชุดนี้ออกเถอะ วิวจะได้หายใจสะดวก”“ใช่ค่ะ วิวหายใจแทบไม่ออกแล้ว”“มะพี่ช่วย”“มันรู้ส
บ้านผู้ใหญ่โด้พี่สาวยืนกุมมือน้องสาว โดยมีพี่ศรียนต์ กับพี่หลีคอยดูแลใกล้ชิด“มือเย็นเชียว ตื่นเต้นละสิ”“ค่ะ ใครจะไม่ตื่นเต้นบ้าง”“พี่ก็อยากจะแต่งงานแบบนี้จัง ว่าไหมพี่หลี”“โอ๊ย! ศรียนต์พี่ว่าอย่าคิดแต่งเลย อายุป่านนี้แล้ว อยู่คนเดียวสบายตัวกว่าเยอะ”“สบายตัวไม่ว่า พี่สบายใจมากกว่าด้วย”“จ้า”“วิวก็กลัวการแต่งงานเหมือนกันนะคะ อีกอย่างกลัวจะมีลูก”“มีลูกก็ดี วิวจะได้ไม่ไปก่อเรื่องวุ่นวาย”“อ้าว ไหงพี่ศรียนต์พูดอย่างนี้ล่ะจ๊ะ เดี๋ยวมีเฮ” สาว ๆ พากันหัวเราะ“มีเถอะ พี่หลีช่วยเลี้ยงเอง ย่าก็บ่นอยากให้วิวมีลูกเลย ย่าทวดอยากอุ้มหลาน”“วันนี้ย่ามาไหม”“มา แต่วันสองวันนี้ไม่ค่อยดี พี่เลยให้กินยานอนล่ะ”“เพลงมันดังด้วยเนอะ”“ถ้าไม่ไหว แกคงจะให้คนไปส่งกลับบ้าน แค่มาเห็นบรรยากาศ ได้เห็นวิวใส่ชุดนี้ แกก็ปลื้มแล้ว”“ได้ถ่ายรูปกับย่าหรือยัง”“ถ่ายแล้วจ้า” ปณิชาหน้าซีด ๆ หายใจไม่ทั่วท้อง สาวน้อยได้แต่คิดถึงประจำเดือนของเธอไม่มาร่วมสองเดือนกว่าแล้ว ไม่ต้องสงสัยจะท้อง ปณิชาตั้งครรภ์อ่อน ๆ อย่างแน่นอน ทว่าเธอยังไม่ได้บอกใคร“เอิ้ก...” ลมในท้องตีกัน แน่นจุกขึ้นมาที่อก ปณิชารู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมา“พี่
ปณิชาเสียวเจียนใจจะขาด จับขยุ้มเส้นผมสีดำของเขาแล้วดึงทึ้งเพื่อระบายความเสียวซ่าน ริมฝีปากบางเปล่งเสียงหวานออกมาอย่างต่อเนื่อง อภิรินกดตัวเองเข้าไปในช่องทางคับแคบของเธอแบบช้า ๆ ปณิชารีบอ้าขากว้างอย่างอัตโนมัติ ทั้งคู่พ่นลมหายใจออกมาแรง ๆเขาทิ้งน้ำหนักตัวส่งท่อนใหญ่กระแทกแรงพรวด...“โอ๊ย... ซี้ด...” ปณิชาจิกปลายเล็บลากยาวลงไปบนเนื้อหลังของเขา พลางเกาะเกี่ยวยึดเอาร่างหนาของเขาเอาไว้“โอ้ว... วิว รัด แน่นมาก พี่จะขยับเร็วเลยนะ”“ค่ะ” เธอกลั้นลมหายใจ และแอ่นร่างรับการบดกระแทกของอภิรินที่ตอกอัดลงมาเมื่อจบคำ ทั้งสองคนครางเสียงอื้ออ้าผสานกับเสียงอัดกระทบของเนื้อหนังมังสาดังลั่นไปทั้งกระท่อมช่องทางน้อย ๆ นั้นบีบอัดท่อนใหญ่ของเขาจนแทบระเบิด สีหน้าของทั้งคู่เปี่ยมไปด้วยความสุขหฤหรรษ์อภิรินทั้งขยับโยกบดควง และช่องทางของสาวน้อยก็ตอบรับการบดเสียวอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน มีแต่ความสุขอภิรินผละร่างของเธอออก แล้วจับร่างของเธอยกขึ้น ปณิชารู้ว่าเขาต้องการอะไร สาวน้อยรีบคลานเข่า บทเรียนรักที่เขาเคยสอน เด็กสาวก็จำได้อย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มจับท่อนแข็งจ้วงแทง โดยมีร่างของสาวน้อยให้ความร่วมมือพอทุกอย่างเข้
“ใช่ค่ะ เพราะว่าเป็นการเดินทางมาไกลสักหน่อย เพื่อนฝูงก็อยู่แถวทางกรุงเทพฯ คงจะมีคนมาร่วมงานน้อย”“ใช่ บางคนอาจจะกลัวไม่มีที่พัก”“ผมพอจะช่วยจัดหาให้ได้นะครับ” พี่ชุมแพเอ่ยขึ้น“ถ้าใครต้องการที่พักก็ให้ทักถามผมมา จะจัดหาให้ครับ”“ถ้าไม่มี ก็นอนศาลาวัดได้นะครับ ผมจะเรียนท่านเจ้าอาวาสให้” ลุงสมัครเสนอมาแบบนั้น ทุกคนก็พากันหัวเราะ“แถวนี้มีทั้งโฮมสเตย์ รีสอร์ต โรงแรม ไม่น่าจะลำบากแบบนั้นครับ” อภิรินบอกให้พ่อแม่คลายใจ“ถ้าใครต้องการห้องพัก ก็ประสานกับผมมาได้ ผมจะช่วยเต็มที่ครับ” น้าชุมแพสำทับอีกที“จิตจะไปโฆษณากับเพื่อน ๆ ว่าที่นี่สวยจริง ๆ ค่ะ”“ถ้าเราสองครอบครัวได้เกี่ยวดองเป็นญาติกันแล้ว คงได้แวะมาที่นี่อีก”“ยินดีครับ ผมตั้งใจว่าสมบัติที่ผมมีจะแบ่งให้ลูกสาวสองคน คนละครึ่ง หากพวกเธออยากจะทำอะไรก็ให้ทำได้เลย ผมก็แก่แล้ว จะคอยอยู่ข้าง ๆ ให้คำแนะนำก็พอ อีกอย่างถ้าแซงค์มีความรู้ความสามารถเป็นแรงหนุนให้กับน้องได้ จะทำอะไรก็ทำ”“ครับคุณพ่อ ผมจะพัฒนาที่นี่ให้น่าอยู่และดีขึ้นครับ”“ไปกินข้าวเถอะครับ ผมได้กล้วยมาแค่สองลูกตอนนี้ดูเหมือนจะละลายหมดแล้ว”“เอ้า... เชิญ ๆ เชิญทุกคนเลยครับ”ทุกคนลุกขึ้
อภิรินส่งมือถือของตัวเอง เขาเปิดรูปของวิวให้คุณพ่อคุณแม่ดู“เด็กคนนี้สวยน่ารักเนาะ”“ใช่หน้าตาเหมือนดาราคนหนึ่ง”“ใครครับ”“แม่ว่าเหมือนต่ายสายธารตอนสาว ๆ”“ใช่ ๆ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มแบบนี้แหละ”“ปากนิดจมูกหน่อย ไอ้ลูกชายเราก็ตาถึงเหมือนกันนะเนี่ย”“ขอบพระคุณครับคุณพ่อ”“มิน่าถึงได้รีบร้อนอยากแต่งงาน” พ่อกับแม่มีแซว“ว่าแต่เมื่อไรจะถึงนัด พ่อชักจะหิวข้าวแล้วสิ”“เห็นบอกว่าเจรจากันก่อนกินข้าว”“เอ... หรือว่าเราจะรองท้องด้วยขนมนมเนยอะไรสักหน่อย”“คุณพ่อจะกินกล้วยไหมครับ ผมมีกล้วยน้ำว้าอยู่ สุกกำลังดี”“เอาสิ”อภิรินยกเอากล้วยมาวางไว้ให้พ่อกับแม่ที่ระเบียง ก่อนจะกลับเข้าไปในกระท่อมเพื่อแต่งตัวท่านทั้งสองนั่งมองวิวสวย ๆ หนองบัวแดงสวยงามสุดลูกหูลูกตา พระอาทิตย์ดวงกลมโตกำลังร่วงหล่นจากฟากฟ้าหลบหายไปยังพื้นแผ่นดิน“สวยจริง ๆ เชื่อแล้วล่ะว่าทำไมแซงค์ถึงอยากจะมาอยู่ที่นี่ มันน่าอยู่นะคะ”“เอาแบบนี้ไหม เราขายที่บ้านที่กรุงเทพฯ แล้วมาอยู่ที่นี่” สามีเอ่ยถาม“โอ้ย ยายแซนด์จะได้โกรธเอาน่ะสิคะ”“โกรธทำไมล่ะ”“ก็เราสองคนมาอยู่เสียไกล ลูกจะมาหาลำบาก”“เออมันก็จริง ถ้างั้นเราสองคนก็อยู่ตรงนั้นแหละ อย
ปณิชาทำตามคำสั่งของศรียนต์ ทั้งอาบน้ำ ขัดผิว และสระผมที่ยาวสลวยด้วยเมื่อเธอเดินออกมาจากห้องน้ำ ทุกอย่างเหมือนถูกจัดเตรียมเอาไว้หมดแล้ว บนเตียงนอนของเธอมีผ้าถุงสีแดงลายดอกใหญ่ ๆ กับเสื้อลายลูกไม้ของเธอเองวางอยู่ส่วนพี่ศรียนต์ยืนยิ้ม ถือไดร์เป่าผมอยู่ที่หน้ากระจก“ยืนซื่อบื้ออะไร มานั่งตรงนี้ อย่าทำรีรอและลีลาอยู่ มะ มะ” แถมยังขยับเก้าอี้ให้ปณิชาอีกด้วยเด็กสาวจำใจไปนั่งลง เธอมองหน้าสบตากับพี่ศรียนต์อยู่ในกระจก“อย่าทำหน้าตามีปัญหา ประเดี๋ยวก็รู้เองแหละ พี่บอกตามตรง พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน” ทำเสียงสูง“หรา... แต่เมื่อกี้พี่ทำเหมือนอย่างกับรู้”“อึ... พี่ก็รู้แค่ว่าพ่อผู้ใหญ่สั่งมาให้ทำอะไรแค่นั้นแหละ”“แล้วจะให้พี่ทำอะไรล่ะ”“ก็จับหนูแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมให้สวย ๆ นะสิ” แล้วศรียนต์ก็ได้ใช้ไดร์เป่าผม เป่าผมยาว ๆ ของปณิชาจนแห้งเมื่อก่อนนั้นศรียนต์เคยเป็นลูกมืออยู่ในร้านเสริมสวยที่กรุงเทพฯ จึงค่อนข้างคล่องแคล่วและมีความถนัดอยู่พอประมาณ“ไดร์ฟาร่าแบบนี้แหละ อุ้ย! สวย พี่อยากผมเยอะแบบวิวจัง ถ้าผมพี่หนา ๆ แล้วพี่ไดร์ทรงนี้ออกมา พี่คงจะสวยน่าดู”“อิ อิ”“หัวเราะทำไม”“พี่ศรียนต์จ๋า คนมันสวยอยู่
10.00 น. อภิรินนั่งทำตาโตอยู่ต่อหน้าสารวัตรคชา“ว่ายังไงนะครับสารวัตร พูดใหม่อีกทีสิครับ ผมฟังไม่ถนัดนัก” อภิรินมองหน้าสารวัตรคชาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง กับคำบอกกล่าวถึงหลักฐานที่ทำให้รถยนต์ของพี่สาวของเขาเกิดอุบัติเหตุ“คุณแซงค์ฟังไม่ผิดหรอกครับ ทางอู่ที่ผมให้เช็กดูและตรวจสอบรถยนต์ของพี่สาวคุณที่เกิ
“แซนด์จ๋า พี่น้ำเป็นคู่หมั้นคู่หมายของหนูไงจ๊ะ” คำพูดของน้าสาวทำให้นพภรินหันไปมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อสายตา“พี่น้ำคือคนที่หนูลืม”“แซนด์จำพี่ไม่ได้” ชลศรัณรีบรับสมอ้างด้วยดวงตาเศร้าเรียกคะแนนสงสาร“ไม่จริงค่ะ ไม่จริงใจ ทำไมแซนด์ไม่เห็นรู้จักเขาเลย จำหน้าไม่ได้ด้วย น้านงคะอย่ามาพูดเล่นอย่างนี้ แซนด์
“คุณพ่อ คุณแม่ถามว่า เมื่อไหร่พี่ไมค์จะไปทานข้าวที่บ้านอีกคะ”“แซนด์ต้องบอกคุณพ่อคุณแม่แล้วแหละว่า รอให้พี่ถ่ายซีรีส์ให้เสร็จก่อน”“คุณแม่บ่นคิดถึงพี่ไมค์อยู่นะคะ เสียดายวันก่อนทำต้มขาหมูของโปรดของพี่ แล้วพี่ไม่ได้กิน แม่บ่นอุบเชียวค่ะ”“คราวหน้าแซนด์ก็ห่อมาให้พี่สิครับ” เขาใช้สายตาออดอ้อน“ไว้วันห
“ผมได้นอนไปแค่นิดเดียวนะครับคุณพ่อคุณแม่ แต่ผมอยากอยู่ที่นี่ อยากอยู่เฝ้าแซนด์ ผมเป็นห่วงแซนด์มากครับ” เขาเอ่ยคำพูดที่แสดงความจริงใจออกมาอีก“อย่าเลยไมค์ พ่อว่าไมค์กลับไปพักผ่อนเถอะ ยังไงพ่อจะส่งข่าวไปนะ หรือไม่ ถ้าไมค์อยากรู้อะไรก็โทร. มาถามพ่อก็ได้”“เอ่อ... คือ” ท่าทางยังร้อนใจและลังเล“ไปเถอะไม







