ชาง เหว่ยหลงยืนกอดอกสะโพกสอบพิงขอบประตูห้อง นัยน์ตาสีถ่านจ้องมองภรรยาคนสวยคล้ายกำลังประเมินอีกฝ่าย การแต่งงานที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันบ่งบอกแล้วว่าคนทั้งสองไม่ได้รักกันมาก่อน เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นที่ต้องอยู่ร่วมหอนอนกับเธอ
“เราแต่งกันเพราะอะไร ฉันคิดว่าเธอรู้ดีอยู่แล้ว ฉะนั้นฉันจะไปข้างนอก” เหว่ยหลงเปิดประเด็น เป็นจังหวะเดียวกันที่ผิงผิงหันมาสบตาเขา ใบหน้างดงามดูสงบเสงี่ยม ทรวดทรงเย้ายวนในชุดกี่เพ้าแหวกลึกเดินนวยนาดไปยังเตียงนุ่ม เหว่ยหลงหรี่ตามองเธออย่างจับผิด แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากการที่เจ้าหล่อนค่อยๆ โน้มตัวลงถอดรองเท้าส้นสูงสี่นิ้ว และเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาราบเรียบ
ภรรยาคนสวยพยักหน้าตอบรับ เป็นอันตกลง นั่นทำให้มุมปากของเหว่ยหลงกดลงเล็กน้อย เธอดูไม่แยแสมันทำให้เขาหงุดหงิด
จากที่จะไม่สนใจกลายเป็นตั้งคำถามใส่เธอ
“ทำไมถึงแต่งกับฉัน”
ผิงผิงหยุดการเคลื่อนไหวของปลายนิ้วที่กำลังปลดเครื่องประดับต่างๆ ออกจากร่างกาย ใบหน้าสวยมองตรงไปยังเจ้าของร่างสูงที่ยังคงกอดอกมองกันด้วยท่าทางเคร่งขรึม
ทำไมถึงแต่งกับเขาน่ะเหรอ มีเหตุผลเป็นล้านเลยละ เชื่อว่าหลี่เชียนพ่อของเธอน่าจะตอบไม่หมดด้วยซ้ำ แต่สำหรับผิงผิงมีเหตุผลเดียวเท่านั้น
“ก็คงโดนบังคับเหมือนคุณล่ะมั้งคะ”
หึ...เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นจากลำคอหนา ตาคมปรายมองคนบนเตียง
“ได้ข่าวว่าหลี่เชียนรักลูกสาวมาก มีหรือที่เธอจะปฏิเสธไม่ได้...หากไม่ต้องการแต่งกับฉันจริงๆ”
ผิงผิงชะงักค้างไปหลายวิ... เช่นนั้นเขาก็คงไม่รู้ว่าหลี่เชียนไม่ได้มีลูกสาวเพียงคนเดียว เธอน่ะเป็นแค่ลูกชัง ลูกสาวที่แบกรับผลจากการกระทำต่อจากน้องสาวเสมอ ริมฝีปากบางกรีดยิ้มอีกครั้ง หนนี้ไม่ใช่รอยยิ้มอวดดีอย่างเช่นเคย เป็นรอยยิ้มของความขมขื่น รอยยิ้มที่ถูกบีบรัดไว้ด้วยบุญคุณ บุญคุณที่ต้องชดใช้
หลี่เชียนมักพูดเสมอ หากไม่มีเขาเธอก็คงไม่มีชีวิตสุขสบายถึงเพียงนี้ แต่รู้อะไรไหม หากเลือกได้ ผิงผิงก็ไม่ขอเติบโตภายใต้สกุลหลี่เหมือนกัน
“ช่างเถอะค่ะ ในเมื่อเราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ก็ไม่มีเรื่องอื่นที่ต้องสนใจไม่ใช่เหรอคะ”
ดูเหมือนว่าภรรยาคนที่ถือดีจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เธอเผยแววตาเศร้าหมอง ไม่แน่ว่าบางทีเรื่องเศร้าสำหรับเธอคงไม่พ้นการที่ต้องแยกจากคนรัก?
“เธอมีคนรักอยู่แล้วหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ” ผิงผิงตอบขณะที่นิ้วมือสวยก็ทำหน้าที่ปลดต่างหูไปด้วย
“ถ้ามีก็รีบบอกกัน ฉันจะได้คุยกับพ่อเรื่องหย่าเป็นไง”เหว่ยหลงเอ่ยเนิบๆ เขาเดินไปที่ริมระเบียงห้อง จากจุดนี้เขามองเห็นบอดี้การ์ดชุดดำกลุ่มหนึ่งที่ยืนกระจายตามจุดต่างๆ คล้ายกลัวใครหนีออกจากบ้าน?
คิ้วเข้มจึงขมวดเข้าหากัน นั่นไม่ใช่คนของเขาอย่างแน่นอน เหว่ยหลงผลุนผลันไปที่ประตูห้อง ปรากฏว่ามันไม่สามารถเปิดออกไปได้ สันกรามถูกบดเข้าหากันจนขึ้นรูปชัดเจน ผิงผิงที่นั่งมองสถานการณ์เริ่มตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
“อาหลาง นายอยู่ไหน!” เหว่ยหลงตะโกนเสียงดัง
“ครับเฮีย” ทว่าเจ้าของชื่อตอบรับอย่างรวดเร็วเสมือนว่าเขาเฝ้าอยู่ที่ประตูมาตั้งแต่ต้น
“ทำไมประตูถึงล็อก เปิดให้ฉันเดี๋ยวนี้”
“อาหลางขอโทษครับเฮีย” น้ำเสียงเจือความรู้สึกผิดถูกส่งออกมาเป็นนัยๆ ว่าเขาเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้ เหว่ยหลงจึงเดาได้ทันทีว่าใครเป็นคนบงการเรื่องทั้งหมด
“ให้มันได้อย่างงี้สิวะ!”
ตุบ!
แรงปะทะจากปลายรองเท้าขัดเงากระทบบานประตูเต็มแรงจนเสียงดังลั่น รวมถึงเจ้าของร่างบางที่สะดุ้งโหยง ใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย
“เกิดอะไรขึ้นคะ” เสียงหวานถามระคนสงสัยขณะเดียวกันน้ำเสียงของเธอก็แอบสั่นเล็กน้อย
เหว่ยหลงหันหน้ามาสบตาภรรยาคนสวย นัยน์ตาของเขาดูดุร้ายจนคนมองนึกหวาดหวั่น
“จะอะไรซะอีก ออกจากห้องไม่ได้ไง! สมใจคุณหนูบ้านหลี่มั้ยเล่า อยากทำลูกกับฉันไม่ใช่เหรอ เอาสิจังหวะมาถึงแล้ว”
ผิงผิงเบิกตากว้างด้วยไม่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วถึงเพียงนี้ ดังนั้นปิ่นปักผมที่เพิ่งถอดออกหมาดๆ จึงถูกมือเล็กกำไว้อย่างแน่นหนา...
ถึงจะเป็นสามีที่เพิ่งตบแต่ง ผิงผิงก็กล้าแทงได้เหมือนกัน!
ชาง เหว่ยหลงค่อนข้างหัวเสีย ตั้งแต่เกิดมายี่สิบเก้าปี ไม่เคยเลยสักครั้งที่ต้องร่วมหลับนอนกับคนแปลกหน้า ถึงแม้คนแปลกหน้าที่ว่าจะเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขาก็ตาม
หลังจากที่พ่นวาจาถากถางใส่กัน ก็ดูเหมือนว่าสติของเขาจะกลับมา นั่นอาจเป็นเพราะว่าเจ้าของร่างบางที่นั่งมองเขาอย่างหวาดระแวงบนเตียง
แล้วเจ้าหล่อนจะกลัวอะไร ในเมื่อเหตุผลของการแต่งงานครั้งนี้คือการผลิตทายาทไม่ใช่หรือ ไม่แน่คงเป็นแค่มารยาหญิง งั้นเธอก็คงแสดงเก่งใช่ย่อย
อ้อ...นึกออกแล้ว คราแรกที่เขาบอกว่าจะไปข้างนอกเธอดูไม่ร้อนใจทั้งที่เป็นคืนเข้าหอ ที่แท้ก็คงรู้อยู่แล้วสินะ ว่ายังไงเขาก็ออกไปไหนไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้เจ้าเล่ห์จริงๆ
“รู้อยู่แล้วสินะว่าประตูมันล็อก”
“ผิงไม่ทราบค่ะ ก็เพิ่งมารู้พร้อมคุณ” ถึงจะกลัวท่าทีของเขา แต่ผิงผิงก็ยังเก็บอาการไม่ให้ตื่นตระหนกเกินควร ดังนั้นน้ำเสียงที่เปล่งออกไปจึงค่อนข้างแข็งกระด้าง เหว่ยหลงกดยิ้มหยันเขาส่ายหน้าเบาๆ ราวกับไม่เชื่อคำพูดของเธอ
“เป็นภรรยาของฉันไม่สนุกหรอกนะ ขอโทษถ้าต้องพูดกันตรงๆ ฉันไม่ใช่คนที่จะใช้ชีวิตร่วมกับใครง่ายๆ ยิ่งโดยเฉพาะผู้หญิงที่ฉันไม่เคยรู้จักอย่างเธอมาก่อน ฉันแค่ต้องการชีวิตอิสระคืน” ดวงตาคมกล้าจ้องลึกผ่านนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน แต่สิ่งที่เหว่ยหลงได้รับกลับมาคือรอยยิ้มหวานๆ จากภรรยา เขาไม่อาจยืนมองเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉยได้อีกต่อไป
ชีวิตอิสระสำหรับผิงผิง นั่นคงหมายถึงยามที่เธอหมดลมหายใจหรือเปล่า... ผิงผิงเผยรอยยิ้มที่ดูโง่เขลา รู้สึกจุกในอกอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของสามีเธอก็ยิ่งตระหนักตนได้ว่า ในโลกนี้คงไม่มีใครต้องการกันจริงๆ เสียแล้ว แม้แต่พ่อก็ยังยัดเยียดเธอให้คนอื่น หรือแม้แต่สามีก็ยังไม่ต้องการเธอ
“เราจะเลิกพูดเรื่องนี้กันได้หรือยังคะ หากคุณยังไม่พร้อมทำลูก คืนนี้เราก็แค่นอนเฉยๆ ผิงจะไปอาบน้ำค่ะ” ผิงผิงตัดบทสนทนาไว้เพียงเท่านั้น เธอไม่คิดจะเถียงกับเขาให้ยืดยาว ปลายทางคือห้องน้ำ เธอแค่ต้องการใช้เวลาอยู่เงียบๆ คนเดียว ทว่าก็ไม่เป็นไปอย่างใจหวัง คล้ายว่ายังมีใครบางคนที่ไม่ยอมจบง่ายๆ
“มีลูกกับเธอน่ะเหรอ นอนฝันเอาเถอะคนสวย” เหว่ยหลงบีบต้นแขนขาวเนียน เขากระชากเธอเข้าหาแผ่นอกแกร่ง ผิงผิงขืนตัวไว้ เธอพยายามสะบัดต้นแขนออกจากฝ่ามือร้าย แต่ไม่อาจสู้แรงเขาได้เลย
“ผิงเจ็บนะ”
เหว่ยหลงชะงักไปหลายวิ แรงบีบจากฝ่ามือหนาจึงค่อยๆ เบาบางลงและปล่อยเธอให้เป็นอิสระในที่สุด นี่อาจเป็นข้อเสียอย่างหนึ่ง เขาเป็นคนขี้สงสารและใบหน้าของภรรยาที่เปื้อนหยาดน้ำตาในยามนี้... ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันทำให้เขาสับสน เธอเหมือนเด็กที่หลงทาง แววตาที่ใช้มองกันไม่เหลือร่องรอยของหญิงสาวถือดี
“ขอโทษด้วย ไม่ได้ตั้งใจให้เธอเจ็บ”
ผิงผิงใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำตาออกอย่างลวกๆ เธอไม่สนคำขอโทษจากคนตรงหน้า เรียวขาสวยรีบก้าวไปยังห้องน้ำ ล็อกประตูอย่างแน่นหนาราวกับว่าเขาจะเข้ามาหาเรื่องกันได้อีก...
ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงของหัวใจที่เต้นไร้จังหวะ ความรู้สึกโดดเดี่ยวไร้ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจกำลังเล่นงานใครบางคนที่แสร้งว่าเข้มแข็ง...
ผิงผิงทรุดร่างลงกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบภายในห้องน้ำ แผ่นหลังบางแนบไปกับประตู ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม หยาดน้ำตามากมายพรั่งพรูออกมาเป็นสาย แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นไร้ซึ่งเสียงสะอื้นไห้ อาจเป็นเพราะเธอกัดริมฝีปากจนระบมเพื่อกักเก็บความรู้สึกทั้งหมดให้กลั่นเป็นหยดน้ำตาแทน...
การร้องไห้เงียบๆ คนเดียวคงเป็นเรื่องที่ชินชาสำหรับผิงผิงเสียแล้ว แม้ภายนอกจะดูเข้มแข็งแค่ไหนแต่ท้ายสุดเธอก็คือเธอ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไร้ซึ่งอำนาจ
ใช่...หากเธอมีอำนาจเหนือกว่าหลี่เชียนบางทีอาจไม่ต้องตบแต่งกับคนที่ไม่ได้รัก...
วันแรกของการใช้ชีวิตคู่กับชางเหว่ยหลงไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะเขามีใจปฏิปักษ์ต่อกันอย่างชัดเจน ผิงผิงเข้าใจดีการแต่งงานกับคนที่เราไม่ได้ชอบพอกันมันคงหงุดหงิดพอๆ กับการที่ซื้อรองเท้าผิดไซซ์มาใส่ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เธอกลับไปจุดเดิมไม่ได้เสียแล้ว...
ผิงผิงใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงในการอาบน้ำชำระร่างกาย จนลืมไปว่าเธอไม่ได้เตรียมชุดนอนมาเปลี่ยน ถ้าต้องออกไปทั้งผ้าเช็ดตัวแบบนี้ อาจโดนใครบางคนกล่าวหาว่าให้ท่ากัน ดังนั้นคนคิดมากจึงค่อยๆ แง้มประตูอย่างช้าๆ คิ้วเรียงเส้นสวยมีหยดน้ำเกาะแพรวพราวเลิกขึ้นเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นเจ้าของห้อง แต่ดีแล้วเธอเองก็ไม่พร้อมจะปะทะคารมกับเขาในตอนนี้...
“ทำอะไรของเธอ จะออกก็ออก ฉันจะเข้าต่อ”
ทว่าเสียงทุ้มติดหงุดหงิดดังขึ้นข้างๆ ใบหู ผิงผิงได้ยินอย่างชัดเจน คนสวยหน้าแดงซ่านและดูเหมือนว่าจะลามไปทั้งตัว ต้องโทษผิวเธอที่มันขาวเกินไป!
ดวงตาช้ำที่ผ่านการร้องไห้อย่างหนักเงยขึ้นมองเจ้าของเสียง เขาจ้องตอบและ...มีเพียงผ้าเช็ดตัวที่ปกปิดช่วงเอวสอบ ด้านบนจึงเปลือยเปล่าเห็นกล้ามเนื้อแน่นหนั่นเป็นมัดๆ เรียงตัวเป็นลอนสวยลากยาวไปจนถึงเส้นขนอ่อนๆ ที่หลบอยู่ภายใต้ผ้าขนหนูผืนเล็ก
“ขอโทษค่ะ” เธอเอ่ยไม่เต็มเสียง และไม่รู้ว่าทำไมต้องขอโทษเขาด้วย ในเมื่อเธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย เมื่อคิดได้ดังนั้นคนตัวเล็กก็ตีหน้านิ่ง สองมือจับปมผ้าเช็ดตัวแน่นหนาและเดินผ่านคนหน้าดุราวกับเขาเป็นเพียงแค่ธาตุอากาศ
เหว่ยหลงไม่สบอารมณ์นักกับท่าทีจองหองของภรรยา เขามองตามร่างบางที่มีเพียงผ้าผืนเล็กปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งจนกระทั่งเจ้าหล่อนนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งนั่นแหละ เขาถึงตระหนักได้ว่ามองภรรยานานเกินไปแล้ว รู้ตัวอีกทีดวงตากลมโตก็จ้องมองเขาผ่านกระจกใส เธอเลิกคิ้วขึ้นสูงคล้ายสงสัยว่าเขาจะไม่ไปอาบน้ำแล้วหรืออย่างไร
เฮอะ...!
เหว่ยหลงชักใบหน้ากลับ พ่นลมหายใจยาวเหยียด ถึงจะไม่ได้ชอบเจ้าหล่อน แต่การที่มีผู้หญิงมาอาศัยร่วมห้อง แถมสวยขนาดนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอทำเขาไม่มีสมาธิเอาเสียเลย แต่ถึงไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่มีวันร่วมหลับนอนกับเธออย่างเด็ดขาด