เหว่ยหลงใช้เวลาในการชำระร่างกายเพียงไม่นาน เมื่อพ้นประตูห้องน้ำก็พบว่าภรรยาคนสวยนอนทอดกายอยู่บนเตียงแล้ว เธอนอนตะแคงข้างไปอีกฝั่ง เขาชักสายตากลับเนื่องด้วยไม่อยากจะใส่ใจเธอมากเกินไป ทว่าคิ้วเข้มก็เลิกขึ้นอย่างนึกแปลกใจ เมื่อชุดนอนที่สมควรจะอยู่ในตู้เสื้อผ้าถูกใครบางคนจัดเตรียมไว้อย่างดิบดี เหลือแค่รอเขามาสวมใส่เท่านั้น
หึ...
เหว่ยหลงกดยิ้มมุมปาก ดูเหมือนว่าการเอาใจใส่ของภรรยาจะสูญเปล่า เขาไม่ได้นึกซึ้งอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามเธอจุ้นจ้านไม่รู้เรื่องเสียมากกว่า
แต่ถึงจะอย่างนั้นก็หยิบชุดนอนที่ภรรยาเตรียมไว้ให้มาสวม และดูเหมือนว่าเหว่ยหลงยังคงไม่หมดหวังกับประตูหน้าที่ถูกล็อก เขาเดินไปหามันอีกครั้งแล้วลองหมุนลูกบิด
แกร๊ก...
ประตูยังคงถูกล็อกจากด้านนอกเหมือนเดิม
“อาหลาง” คราวนี้เขาเรียกคนสนิท
“...”
แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ เหว่ยหลงสบถคำหยาบ การกระทำของเขาไม่อาจรอดพ้นสายตาของคนที่ยังไม่ได้หลับ
ผิงผิงลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ใบหน้าสวยไร้ซึ่งเครื่องสำอางแต่ไม่อาจลดทอนความงามของเธอได้เลย
“ขอโทษที่ทำให้คุณอึดอัด พรุ่งนี้ผิงจะย้ายไปอีกห้องค่ะ” ผิงผิงเอ่ยเสียงเรียบพอๆ กับใบหน้าสวยที่เรียบเฉยไม่แพ้กัน ไม่อาจเดาอารมณ์ของเธอได้เลย เหว่ยหลงไม่ได้ตอบกลับเขาเพียงแค่รับฟัง สักพักเท้าหนาเดินอ้อมมาอีกฝั่งร่างสูงเอนตัวลงนอนเขาปิดเปลือกตาลงโดยที่ไม่คิดจะเอ่ยบทสนทนาใดๆ กับภรรยาทั้งสิ้น
การกระทำที่แสนเย็นชาของสามี ไม่เกินการคาดเดาของผิงผิงสักเท่าไหร่ เธอได้แต่ภาวนาให้ถึงเช้าวันใหม่โดยเร็ว...
เช้าวันใหม่คฤหาสน์ชางดูครื้นเครงเป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะประมุขของบ้านอารมณ์ดีกว่าปกติ ก็มีสมาชิกใหม่มาเพิ่มทั้งที มีหรือชาง จู่หลงจะไม่สุขใจ
แถมลูกสะใภ้คนนี้ทั้งสวยและรู้จักเอาใจสามี
สองสามีภรรยาถูกเชิญมาร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านใหญ่ ในขณะที่ทุกคนกำลังสนทนากันอย่างออกรส ผิงผิงก็คอยตักอาหารใส่จานให้สามีไม่ขาดตกบกพร่อง เหว่ยหลงมีสีหน้าติดรำคาญเล็กน้อย แต่เมื่อถูกบิดาใช้สายตาเข้มข้นมองมา เขาก็ทำได้เพียงระบายลมหายใจและทานทุกอย่างที่ภรรยาคนสวยตักให้กัน
“ไก่ผัดซอสบ้านเราอร่อยมากเลยนะครับ ซ้อต้องลอง”
ชาง เหยียนซีเอ่ยพร้อมรอยยิ้มจางๆ เขาตักไก่ผัดซอสไวน์แดงของโปรดตนให้พี่สะใภ้
“ขอบใจอาเหยียนมาก” ผิงผิงยิ้มหวาน ไม่นานนักรอยยิ้มก็จุดขึ้นที่มุมปากสวย
“อร่อยจริงๆ สงสัยจะเป็นจานโปรดของพี่เสียแล้ว”
อาเหยียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแก้มแทบปริ “งั้นซ้อลองผัดถั่วงอกจานนี้”
“อะไรกันนายชอบผัดถั่วงอกตั้งแต่เมื่อไหร่อาเหยียน”
หนนี้เป็นชาง ไป๋หู่ที่เอ่ยแทรกบทสนทนา เขาจำได้ว่าเจ้าน้องชายไม่ชอบกินถั่วงอก แล้วเหตุใดถึงให้พี่สะใภ้ชิม
“พิสูจน์ไงเฮีย ว่าผมกับซ้อเราคอเดียวกันหรือเปล่า” อาเหยียนพูดติดตลก แต่มีใครบางคนไม่ตลกตาม พี่ใหญ่ของชางรวบช้อนเข้าหากันไม่เบานัก
“เอ่อ...พี่เองก็ไม่ชอบมันสักเท่าไหร่” ผิงผิงยิ้มเขิน เพราะเธอไม่ชอบผัดถั่วงอก และมีความทรงจำเกี่ยวกับอาหารจานนี้ไม่ดีนัก...
“หึ ทำไมนายไม่มาแต่งแทนฉันตั้งแต่แรกนะอาเหยียน ดูเหมือนว่านายกับพี่สะใภ้จะเข้ากันได้ดีกว่าที่คิด” เหว่ยหลงเอ่ยเสียงเรียบ เขาเตรียมจะลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารบ่งบอกว่าเขาไม่อยากทานมื้อเช้านี้แล้ว ที่จริงมันไม่มีอะไรถูกปากเขามาตั้งแต่แรก เหยียนซีกดยิ้มเล็กน้อยใบหน้าหล่อเหลาที่คล้ายเหว่ยหลงอยู่หลายส่วนซ่อนสีหน้าเจ้าเล่ห์ไว้
“ผมจะไปท่าเรือ วันนี้อาจไม่กลับบ้าน” ประโยคแรกเขากล่าวกับบิดา แต่ช่วงท้ายใบหน้าหล่อเหลาเอียงมาทางผิงผิง คล้ายจะบอกภรรยาให้รับรู้ไว้
“ถ้างั้นพาเมียแกไปแนะนำตัวด้วย”
“พ่อคิดอะไรอยู่ ผมไปทำงานนะครับไม่ได้ไปเดินห้าง จะพาเธอไปให้เกะกะทำไม”
“อาหลง พูดจาให้มันมีมารยาทกว่านี้หน่อย เกะกะอะไรกันนั่นเมียทั้งคน” จู่หลงกดเสียงต่ำไร้แววล้อเล่น
เหมือนว่าบรรยากาศที่เคยครึกครื้นจะกลายเป็นตึงเครียดเสียแล้ว เมื่อสองพ่อลูกดูจะไม่ยอมกันง่ายๆ
ผิงผิงตั้งใจจะขออยู่บ้านไม่ตามไป ทว่าคำพูดทุกอย่างถูกกลืนกลับเข้าลำคอ
“พาเมียไปทำความรู้จักคนอื่นซะบ้างมันจะเป็นอะไร”
“รู้จักกับใครเหรอครับ คนเรือหรือพวกชาวประมง ผมจะได้พาไปแนะนำได้ถูก”
“แกนี่มัน!” จู่หลงหน้าแดงก่ำด้วยเลือดลมที่สูบฉีดขึ้นศีรษะ ดวงตาเบิกกว้างนิ้วที่ใช้ชี้ลูกชายก็สั่นระริก ท่าทางของพ่อสามีคล้ายกับลมจับ
อายุที่เข้าเลขเจ็ดบ่งบอกถึงความชราภาพของร่างกาย จู่หลงในวัยเจ็ดสิบปีไม่เหมือนดังวันวาน ข้อนี้ลูกๆ ทั้งสามย่อมรู้ดี และคนที่ขี้สงสารอย่างชางเหว่ยหลงมีหรือจะมองข้ามท่านไปได้
“เลิกใช้มุกเดิมๆ สักทีเถอะครับ ผมไม่หลงกลพ่อหรอก” พูดจบก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ตาคมปรายมองสีหน้างุนงงของภรรยา
“ลุกสิคุณภรรยา หรือจะต้องให้สามีอุ้มขึ้นรถ”
ผิงผิงหน้าเหวอไปชั่วขณะ ไหนเขาว่าไม่หลงกล... เมื่อหันไปสบตากับพ่อสามีท่านก็ขยิบตาให้เธอ เหมือนว่าอาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับจู่หลงเมื่อสักครู่จะอันตรธานหายไป เหลือไว้เพียงตาเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์
ถึงจะเป็นผู้หญิงที่เขาไม่รัก ทว่าเหว่ยหลงก็ไม่อาจละเลยภรรยา แบล็กการ์ดใบหรูจึงถูกยัดใส่ฝ่ามือนุ่ม
“ฉันพาเธอไปด้วยไม่ได้ เดินเล่นอยู่ห้างแล้วกัน อยากกลับบ้านตอนไหนก็บอกอาหลาง” ดวงตาดูดุตลอดเวลาปรายมองภรรยาเพียงนิดเดียว
ท่าทีของเขาเย็นชาไม่มีเปลี่ยน ริมฝีปากอวบอิ่มขบเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ใบหน้าสวยกดลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องบัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงินด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
เขาทำราวกับว่าเธอเป็นอะไรสักอย่าง ที่คิดจะปล่อยทิ้งไว้ตรงไหนก็ย่อมทำได้ ไม่แน่ว่าสิ่งที่อยู่ในมือเธอคงเป็นค่าปิดปากเพื่อไม่ให้เอาเรื่องของวันนี้ไปบอกจู่หลง ถ้าเช่นนั้นเขาก็คิดผิดมหันต์
“ขอบคุณค่ะ แต่ผิงไม่รบกวน”
ผิงผิงนำแบล็กการ์ดส่งกลับคืนให้สามี เธอเปิดประตูก้าวลงจากรถแบบที่ไม่คิดจะอยู่ฟังคำพูดต่อจากนั้นอีก และเหว่ยหลงก็เย็นชาพอที่จะไม่ท้วงติงเธอเช่นกัน
ร่างผอมเพรียวในชุดเดรสแขนตุ๊กตาดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คน ผิงผิงเป็นคนสวย ผิวของเธอขาวอมชมพู ขนาดที่ว่าใครเดินผ่านต้องเหลียวมองคอแทบเคล็ด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนสวยหัวเสีย เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินตามหลังเธอนั่นไง และไม่ใช่ใครที่ไหนเขาก็คืออาหลาง คนสนิทของสามี ตามด้วยชายฉกรรจ์ชุดดำร่างหนาอีกสามคนที่เดินตามเธอต้อยๆ ตอนนั้นเองที่ผิงผิงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้คนถึงได้มองมาที่เธอด้วยสายตาที่แปลกประหลาดนัก
“อาหลางใช่มั้ย” ผิงผิงเอ่ยถามคนตัวสูงที่ยืนอยู่ใกล้กันที่สุด
“ครับซ้อ” อาหลางกดศีรษะลงเล็กน้อย ท่าทางสำรวมของเขาทำให้ผิงผิงรู้สึกทำตัวไม่ถูก
“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ ทำตัวตามสบายเถอะ”
“ไม่ได้ครับ ภรรยาของเฮียหลงก็เท่ากับว่าเป็นเจ้านายของผมเหมือนกัน” อาหลางเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ มีความจริงใจในน้ำเสียง ผิงผิงจึงทำได้เพียงยืนกะพริบตาปริบๆ ถึงเธอจะเป็นคุณหนูจากตระกูลหลี่ แต่ไม่เคยมีใครให้ความเคารพกันได้มากถึงเพียงนี้
“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างงั้นในฐานะภรรยาของเฮียหลง ฉันขอสั่งให้พวกเขาไม่ต้องเดินตามฉันได้หรือเปล่า”
ดูเหมือนว่าคำขอของซ้อใหญ่จะมากเกินไป อาหลางมีสีหน้าลำบากใจ
“ความปลอดภัยของซ้อใหญ่ต้องมาก่อนครับ” อาหลางก้มหน้าไม่สบตา
“แต่นี่ในห้าง ไม่คิดว่ามันจะดูเว่อร์ไปหน่อยเหรอ หรืออาหลางไม่มั่นใจประสิทธิภาพของตัวเองถึงต้องให้พวกเขาคอยตามฉันด้วย” หนนี้น้ำเสียงหวานเริ่มแข็งขึ้น อาหลางเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเหมือนถูกปรามาส เกิดความลังเลในดวงตาเรียวคม
“แค่อาหลางตามฉันคนเดียวก็พอแล้ว ให้พวกเขาไปรอที่รถเถอะ” คราวนี้ผิงผิงใช้น้ำเสียงที่ไม่แข็งกระด้างเช่นเดิม แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด คล้ายกับว่ายังไงเธอก็ต้องได้ในสิ่งที่เธอต้องการ เขาจึงจำใจให้บอดี้การ์ดที่เหลือกลับไปรอที่รถอย่างเลี่ยงไม่ได้
มุมปากสวยยกยิ้มพึงพอใจเมื่อเห็นว่าคนชุดดำเหล่านั้นเดินจากไปแล้ว ขณะเดียวกันอาหลางกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง
เขารู้สึกว่า...ซ้อของเฮียหลงไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
ข้าวของเครื่องใช้และสิ่งสวยงาม ผิงผิงมีครบแล้ว และการที่เธอยอมมาเดินห้างสรรพสินค้าโดยไม่อิดออดแน่นอนว่าเธอกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง อย่างเช่น การที่สามีไม่ให้ตามไปที่ทำงานนั่นแสดงว่าเขาอาจกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง หรือไม่เขาก็แอบซ่อนบ้านเล็กบ้านน้อย ถึงเราจะแต่งงานกันเพื่อผลประโยชน์แต่ผิงผิงเป็นคนตระหนี่มาก ดังนั้นเธอจะไม่ยอมหากมีเรื่องชู้สาวเกิดขึ้นภายในครอบครัว
“อาหลาง ท่าเรืออยู่ไกลมั้ย”
“ถ้าหมายถึงท่าเรือของตระกูลชาง อยู่ไม่ไกลครับ”
“พาฉันไปหน่อยสิ” ผิงผิงหยุดฝีเท้าการก้าวเดิน ร่างผอมเพรียวหันกลับมามองอาหลางที่เดินตามหลังกันมา สายตาของเธอแน่วแน่ อาหลางเหงื่อตก มีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินคำขอของซ้อใหญ่
“ถ้าซ้อเบื่อที่นี่แล้ว งั้นผมพาซ้อกลับเลยดีมั้ยครับ” เขาเลือกปฏิเสธกันทางอ้อม คราวนี้ผิงผิงยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดแนบอก นัยน์ตากลมโตหรี่มองลูกน้องคนสนิทของสามีอย่างจับผิด
“เจ้านายของอาหลางกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่หรือเปล่า” ผิงผิงกดเสียงต่ำ แววตาที่ใช้มองกันเต็มไปด้วยความสงสัย อาหลางจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าซ้อผิงกำลังคิดสิ่งใด
“ไม่มีบ้านเล็กบ้านน้อยอย่างที่ซ้อเข้าใจแน่นอนครับ อาหลางเอาหัวเป็นประกัน”
“แล้วทำไมถึงพาฉันไปที่ทำงานเฮียหลงไม่ได้”
“เรื่องนั้น...” อาหลางกดสายตาลงต่ำ
“ช่างเถอะ อาหลางไม่เต็มใจพาฉันไป งั้นฉันจะไปเอง” ผิงผิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ปลายเท้าหมุนไปตามทางเดินที่เดินจากมา แต่อาหลางก็รีบก้าวมาขวางหน้ากันเสียก่อน
“ซ้อจะไปยังไงครับ ผมยังไม่ได้บอกทางเลย” เป็นข้ออ้างที่ค่อนข้างเฮงซวยไปหน่อย แต่อาหลางก็จนปัญญาแล้วจริงๆ
ซ้อของเฮียหลงหลุดขำให้ได้ยิน รอยยิ้มที่เขาเคยคิดว่าสวยที่สุดตอนนี้กลับพาเขาขวัญเสียไปพร้อมๆ กัน
“พ่อสามีของฉันท่านไม่ใช่คนใจร้าย ไม่แน่บางทีท่านอาจให้คนพาฉันไปส่งถึงที่เลยก็ได้ อาหลางมีความเห็นยังไงจ๊ะ” ขณะที่เธอเอ่ย รอยยิ้มหวานก็ประดับมุมปากตลอดเวลา
อาหลางกลืนน้ำลายลงคอดังอึก ซ้อของเฮียหลงไม่ธรรมดาจริงๆ นั่นแหละ ถึงขั้นเอาท่านประธานชางมาขู่กันแบบนี้มีหรือที่อาหลางจะขัดข้องได้ และเขาคิดว่าเฮียหลงก็น่าจะประเมินภรรยาคนนี้ต่ำไปเช่นกัน
อาหลางเม้มปากแล้วคลายออกอยู่หลายหน คล้ายว่ากำลังลังเลที่จะบอกเธอเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า...
“ความจริงแล้วเฮีย...เฮียไม่ได้ไปท่าเรือครับ”
ผิงรู้สึกชาในอกอย่างบอกไม่ถูก จริงๆ ก็ชาตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าสามีโกหกว่าจะไปทำงาน ถ้าไม่เอาพ่อสามีมาขู่ อาหลางก็คงไม่บอกกันตามตรง เพราะเหตุนี้ซ้อใหญ่ของชางจึงลงทุนนั่งเรือข้ามฝั่งไปมาเก๊า เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อนกาสิโนและสถานที่อโคจร
ถ้าโชคดีเห็นสามีอยู่กับผู้หญิงคนอื่น บางทีเธออาจขอหย่ากับเขาได้...