تسجيل الدخول“ฉันว่าฉันชอบผู้ชาย ฉันรู้ตัวมาสักพักแล้ว ฉันไม่เคยบอกใครเลยนะ ฉันขอให้มันเป็นความลับแค่ระหว่างเราได้ไหม”
عرض المزيدติณณ์ อายุ 26 ปี สูง185CM
พระเอกหนุ่มฮอตแถวหน้าของวงการบันเทิง (ซ่อนสถานะทางเพศที่แท้จริงจากสาธารณชน) แพท อายุ 25 ปี สูง158CM เป็นเพื่อนและเป็นผู้จัดการส่วนตัวของติณณ์ . . . . ตัวอย่าง “ฉันลองซ้อมหน้ากระจกแล้ว แต่ยังรู้สึกไม่มั่นใจเลย แพท...ฉันอยากให้เธอช่วยฉันหน่อย” “ช่วยอะไร?” แพทเลิกคิ้วถาม ติณณ์ก้าวเข้ามาใกล้เธออีกก้าวหนึ่ง จนแพทต้องขยับถอยหลังไปชิดขอบโต๊ะโดยไม่รู้ตัว “ฉากจูบ ฉันอยากให้เธอมาเป็นคู่ซ้อมให้ฉันที เพื่อให้ฉันคุ้นชินและไม่เกร็งในอีกสามวันข้างหน้า” “…” เธอสตั้นไปครู่ใหญ่จนพูดไม่ออก “ช่วยหน่อยนะแพท…” ติณณ์เอ่ยเสียงต่ำพลางก้าวเข้ามาใกล้ “ถ้าฉันผ่านมันไปได้เร็วเท่าไหร่ วันถ่ายจริงก็ไม่ต้องเทคหลายรอบ ถือว่าช่วยงานฉันนะ” ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยคำปฏิเสธ ติณณ์ก็ขยับตัวเข้ามาประชิดจนแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับผนังห้อง หมับ! . . . . “ปล่อยนะติณณ์! นี่มันที่ทำงาน คนอื่นอาจจะมาเห็นเข้า” “กลัวคนอื่นเห็น หรือกลัวจะทนมองหน้าฉันไม่ไหวกันแน่แพท!” ติณณ์ก้มหน้าลงกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงของเขาสั่นระริกด้วยความอัดอั้นและหงุดหงิด “หลบหน้าฉัน ทำตัวห่างเหิน ตีมึนใส่ฉันมาหนึ่งอาทิตย์เต็ม สนุกมากนักหรือไงที่ทำเป็นลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้น!” “แพทไม่ได้ทำเป็นลืม...” “แต่มันสมควรแล้วไม่ใช่หรือไง พวกเราเป็นแค่ดารากับผู้จัดการนะติณณ์! อีกอย่าง…ติณณ์ก็เป็นเกย์ไม่ใช่หรือไง เรื่องวันนั้นมันก็แค่...แค่ความผิดพลาดที่เผลอไผลไปตามอารมณ์ แพทแค่ไม่อยากให้มันมาทำลายความสัมพันธ์ในการทำงานของเราก็แค่นั้นเอง” . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ห้องพักศิลปิน ติณณ์ ในชุดสูทสีขาวสะอาดตาที่ขับให้ผิวพรรณของเขาดูผุดผ่องยิ่งกว่าเดิมกำลังนั่งไถโทรศัพท์มือถือพลางหัวเราะเบาๆให้กับบทสนทนาของ ฟลุค ดาราหนุ่มคู่จิ้นที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวถัดไป ทั้งคู่ดูสนิทสนมกันจนดูเป็นธรรมชาติมากกว่าแค่เพื่อนร่วมงาน แพท ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง สายตาของเธอมองไปยังแผ่นหลังของคนที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทตั้งแต่มัธยม และเป็นคนที่เธอกำลังทำหน้าที่ดูแลคิวงานให้ในฐานะผู้จัดการส่วนตัว “แพท” ติณณ์ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์แล้วหันมาเรียกเธอ “ว่าไงติณณ์” แพทตอบรับพลางก้าวเข้าไปหาเขาอย่างคล่องแคล่ว “คิวงานอาทิตย์หน้า ถ้าฉันจะขอแทรกคิวไปกินข้าวกับฟลุคหน่อยพอจะทำได้ไหม เห็นว่าเขาอยากลองไปร้านที่ฉันเคยเล่าให้ฟังน่ะ” แพทชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เธอต้องกวาดสายตามองตารางงานที่แน่นเอี้ยดของเขา สามปีก่อน วันรับปริญญา ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านในมหาวิทยาลัย ติณณ์ในชุดครุยที่ยังดูเกร็งๆวิ่งถือช่อดอกไม้ทานตะวันช่อเล็กมาหาแพทที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาไม่รอช้าที่จะคว้ามือเธอไว้แล้วบอกด้วยแววตาเป็นประกาย ‘แพท! ฉันได้รับนามบัตรแมวมองมา เขาบอกว่าฉันมีแววจะได้เป็นนักแสดง’ ติณณ์ยิ้มกว้าง แววตาของติณณ์เต็มไปด้วยความสดใส ‘ถ้าฉันจะลองไปแคสงานดู เธอจะว่ายังไง แต่ถ้าต้องไปอยู่ในวงการนั้น ฉันขอแค่คนเดียวที่ดูแลคิวงานให้ได้ ถ้าไม่เป็นเธอ ฉันไม่ไว้ใจใครเลยนะ’ “แพท! นิ่งไปทำไมล่ะ ตกลงว่าได้ไหมเรื่องคิวงานน่ะ?” แพทที่กำลังจัดเรียงตารางงานในมือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ “วันนี้ว่างนะ หลังจากเคลียร์คิวงานเสร็จ” ติณณ์หันมามองแพทด้วยแววตาคาดหวัง “ไปกินข้าวด้วยกันสิ ฟลุคเขาเองก็อยากรู้จักเธอให้มากขึ้นด้วย เห็นเขาบอกว่าถ้าไม่ได้แพทช่วยจัดการเรื่องตารางงานให้ เขาเองก็คงไม่มีโอกาสได้มาเจอฉันบ่อยขนาดนี้” ฟลุคที่นั่งอยู่ข้างๆส่งยิ้มให้อย่างจริงใจ “ใช่ครับแพท ไปด้วยกันเถอะครับ ผมอยากขอบคุณแพทด้วยที่ช่วยดูแลงานให้พวกเราอย่างดีมาตลอด” แพทฝืนยิ้มที่มุมปาก เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาที่สั่นไหว “ไม่ดีกว่ามั้งติณณ์ วันนี้แพทกะว่าจะกลับไปพักผ่อนน่ะ ตารางงานพรุ่งนี้ค่อนข้างแน่นด้วย เดี๋ยวแพทขอนั่งเคลียร์เอกสารตรงนี้อีกหน่อยดีกว่า” “โธ่แพท…” ติณณ์ลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินเข้ามาใกล้ เขาคว้าไหล่ของเธอไว้เบาๆแล้วโน้มตัวลงมาให้ระดับสายตาเท่ากัน “แค่มื้อเดียวเองน่า งานพวกนั้นไว้วันหลังก็ได้ ฉันน่ะ ถ้าไม่มีเธอไปด้วย มันก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไป ครั้งนี้ไปเป็นเพื่อนฉันเถอะนะ ถือว่าช่วยกัน” ประโยคที่เขาใช้มักจะเป็นแบบนี้เสมอ คำว่า ‘ช่วยกัน’ หรือ ‘ขาดอะไรไป’ คือไม้ตายที่เขามักจะใช้ผูกมัดเธอไว้โดยไม่รู้ตัว “นะแพท ไปด้วยกันเถอะครับ ให้ผมได้เลี้ยงขอบคุณคุณแพทบ้างเถอะ” ฟลุคเสริมขึ้นด้วยท่าทีอ่อนน้อม แพทมองหน้าติณณ์ที่ส่งสายตาอ้อนวอนอย่างที่เขาชอบทำมาตั้งแต่สมัยเรียน เธอรู้ดีว่าการปฏิเสธในตอนนี้อาจทำให้ติณณ์รู้สึกไม่สบายใจหรืออาจจะทำให้เขาโกรธเคืองได้ เธอจึงได้แต่ถอนหายใจยาวๆแล้วพยักหน้ายอมจำนน “ก็ได้ แต่แค่แป๊บเดียวนะติณณ์ แพทมีงานที่ต้องทำต่อ” “น่ารักที่สุด!” ติณณ์หัวเราะร่าเหมือนเด็กได้ของเล่น เขาหันไปส่งสัญญาณให้ฟลุคเตรียมตัวก่อนจะหันมาขยี้ผมเธอเบาๆอย่างลืมตัว แพททำได้เพียงยืนนิ่งปล่อยให้สัมผัสที่อบอุ่นนั้นกลายเป็นความทรมานใจ เธอรู้ดีว่ามื้ออาหารมื้อนี้คงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่เธอต้องฝืนกลั้นความรู้สึกให้แนบเนียนที่สุด เพื่อไม่ให้ทั้งติณณ์และฟลุคสังเกตเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ข้างใน ร้านอาหารกึ่งบาร์สไตล์มินิมอล ติณณ์และฟลุคนั่งอยู่ฝั่งเดียวกันบนโซฟาตัวยาว ในขณะที่แพทนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเพียงลำพัง ติณณ์กับฟลุคกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ฟลุคหยิบชิ้นปลาแซลมอนในจานกลางขึ้นมาวางบนจานของติณณ์ก่อนจะหัวเราะเมื่อติณณ์แกล้งแย่งเกี๊ยวซ่าชิ้นสุดท้ายจากเขาไป “ติณณ์น่ะชอบแกล้งผมแบบนี้ตลอดเลยครับแพท” ฟลุคพูดไปยิ้มไป สายตาที่เขามองติณณ์นั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูและความปรารถนาดีที่ปิดไม่มิด “ก็มันอร่อยดีนี่นา” ติณณ์ตอบพลางหัวเราะ หันไปสบตาฟลุคด้วยสายตาที่อ่อนลงกว่าปกติ เขายื่นมือไปปัดเศษขนมปังออกจากมุมปากของฟลุคเบาๆ ท่าทางนั้นดูสนิทสนมและคุ้นเคยเหมือนคู่รักที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานาน แพทนั่งเงียบ มือที่วางอยู่ใต้โต๊ะกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เธอกลายเป็นคนนอกในบทสนทนาของทั้งสองคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภาพตรงหน้าเหมือนหนังรักที่เธอเป็นเพียงผู้ชม เสียงหัวเราะที่เคยเป็นของเธอ แววตาที่เคยมีแค่เธอ วันนี้มันถูกส่งผ่านไปให้คนตรงหน้าอย่างหมดหัวใจ “แพท ทำไมไม่กินล่ะ อาหารไม่อร่อยเหรอ” ติณณ์หันมาถามด้วยความห่วงใยตามนิสัยเดิมของเขา แพทบังคับตัวเองให้คลี่ยิ้มบางๆ พยายามดึงความเข้มแข็งสุดท้ายที่มีออกมาใช้ “อร่อยสิ ติณณ์กินเถอะ เดี๋ยวแพทค่อยกินต่อ” ติณณ์พยักหน้ารับอย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะหันกลับไปสนทนาเรื่องไลฟ์สไตล์กับฟลุคต่อโดยปล่อยให้แพทนั่งมองภาพความสนิทสนมนั้นด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าตัวเองกำลังค่อยๆเลือนหายไปจากวงโคจรของเขาอย่างช้าๆวันต่อมาแสงแดดอ่อนๆยามสายที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาทำให้แพทเริ่มรู้สึกตัวตื่น ความรู้สึกหนักอึ้งที่ท่อนแขนและไออุ่นจากแผ่นอกแกร่งที่หนุนอยู่ทำให้เธอต้องลืมตาขึ้นช้าๆวินาทีแรกที่สติเริ่มทำงาน หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนโซฟาห้องนั่งเล่น แต่กำลังนอนอยู่ในห้องนอนของติณณ์ และที่สำคัญ ติณณ์กำลังโอบกอดเธอไว้แน่นราวกับว่าเธอเป็นหมอนข้างที่เขาหวงแหนที่สุด“เฮ้ย!”แพทอุทานเสียงหลง เธอดีดตัวขึ้นด้วยสัญชาตญาณความตกใจจนผ้าห่มเลื่อนหลุดลงไปกองที่เอว เธอพยายามจะยันตัวลุกหนีออกจากเตียง แต่ท่อนแขนที่พาดผ่านเอวของเธอกลับรัดแน่นขึ้นกว่าเดิมติณณ์ที่ถูกรบกวนการนอนขยับตัวเล็กน้อย เขาลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคมคู่นั้นยังดูง่วงงุน เขาไม่ได้ตกใจที่เห็นแพทอยู่ตรงนี้ แต่กลับกระตุกยิ้มมุมปากราวกับว่านี่เป็นสิ่งที่เขาคาดไว้อยู่แล้ว“ตื่นเช้าจัง” ติณณ์พึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจากการเพิ่งตื่น เขาไม่ได้คลายกอดออกแม้แต่น้อย กลับกระชับอ้อมแขนให้แพทขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้นจนหน้าอกของเธอแนบชิดกับอกของเขา“ติณณ์! นี่มัน...คือ...” แพทพูดตะกุกตะกัก ใบหน้าแดงซ่านลามไปถึงใบหู “แพทมาอยู่นี่ได้ยังไง? แล้ว
วันต่อมาห้องคอนโดติณณ์ติณณ์นอนอ่านบทละครอยู่บนโซฟา ส่วนแพทที่เพิ่งจัดการงานเอกสารเสร็จก็นั่งลงที่พรมข้างโซฟา เธอหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบพลางมองแผ่นหลังของคนที่กำลังจดจ่อกับตัวหนังสือแพทตัดสินใจทำลายความเงียบด้วยการใช้ความหยอกล้อเป็นเกราะกำบังหัวใจตัวเอง “นี่ ติณณ์...” แพทเอ่ยขึ้นเบาๆพลางใช้นิ้วเขี่ยขอบแก้วกาแฟ “ช่วงนี้อินเนอร์แรงจังนะในกองถ่ายน่ะ ถามจริงเถอะ เวลาที่ต้องเข้าฉากเลิฟซีนกับฟลุคเนี่ย ติณณ์แอบหวั่นไหวบ้างหรือเปล่า”เธอแสร้งหัวเราะเบาๆเหมือนเป็นเพียงบทสนทนาสัพเพเหระ “แบบว่า...คนอะไรจะแสดงได้สมจริงขนาดนั้น ถ้าไม่ได้แอบรู้สึกอะไรจริงๆบ้างเนี่ย แพทว่าติณณ์ควรไปชิงรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมแห่งปีได้เลยนะ”ติณณ์ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักโซฟา สายตาที่เคยจดจ่ออยู่กับบทละครเปลี่ยนมามองหญิงสาวที่นั่งอยู่บนพรม“หวั่นไหวเหรอ?” ติณณ์ทวนคำพลางหัวเราะเบาๆในลำคอ “แพท นี่เธออ่านนิยายเรื่องไหนมาเนี่ย คำถามเหมือนแฟนคลับในเว็บบอร์ดเลยนะ”เขายื่นมือมาหยิบแก้วกาแฟจากมือเธอไปถือไว้เอง ก่อนจะเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างสบายอารมณ์ “การแสดงมันก็คือการแสดงนะแพท แต่ถ้าถามว่ารู้สึกยัง
ห้องคอนโดติณณ์ในขณะที่ติณณ์นอนอยู่บนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่น ส่วนแพทกำลังนั่งเช็คอีเมลงานอยู่ที่โต๊ะทำงานมุมห้อง ทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของแพทก็ดังขึ้น แพทหยิบขึ้นมาดูแล้วเห็นชื่อของพีทนักแสดงรุ่นน้องคนเดิมที่เพิ่งเจอกันที่งานอีเว้นท์เมื่อวันก่อน เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย“ว่าไงคะ อ๋อ วันนี้เหรอ” แพทพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามประสาคนทำงาน แต่เสียงจากปลายสายที่ค่อนข้างดังเล็ดลอดออกมาทำให้คนที่นอนอยู่บนโซฟาหูผึ่ง(เย็นนี้ว่างไหมพี่แพท ผมเจอร้านอาหารเปิดใหม่แถวทองหล่อ อยากชวนพี่ไปลองชิมด้วยกันหน่อย)ติณณ์ที่เมื่อครู่ยังดูง่วงซึม บัดนี้เปลือกตาของเขาเปิดกว้างขึ้นทันที เขาหันศีรษะมามองแพทที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแกล้งหันกลับไปสนใจหน้าจอแท็บเล็ตในมือราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น“ไม่ดีกว่ามั้งคะ ช่วงนี้แพทต้องดูแลตารางงานติณณ์น่ะ ค่อนข้างยุ่งเลย” แพทพยายามปฏิเสธอย่างสุภาพ(โธ่พี่ แค่มื้อเย็นเอง ไม่นานหรอกครับ ผมรอได้นะ) เสียงปลายสายยังคงคะยั้นคะยอไม่เลิกติณณ์วางแท็บเล็ตลงช้าๆ เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักโซฟา รอยยิ้มจางๆปรากฏบนใบหน้า แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไ
ช่วงเย็น ห้องแต่งตัวของงานอีเว้นท์ติณณ์ในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงดูโดดเด่นและภูมิฐานจนใครต่อใครก็ต้องเหลียวมอง ส่วนแพทในชุดเดรสเรียบง่ายสีเข้มยืนอยู่ไม่ห่าง คอยตรวจสอบความเรียบร้อยของคิวงานและรายละเอียดเล็กน้อยของติณณ์ “ติณณ์ครับ ฟลุคมาถึงแล้วนะ รออยู่ทางเข้างานครับ” ทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาแจ้งทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น สายตาของติณณ์ที่เคยดูนิ่งๆก็เปลี่ยนเป็นแววตาสดใสขึ้นมาทันที เขารีบเช็คความเรียบร้อยของเนคไทอีกครั้งก่อนจะหันมามองแพทที่ยืนถือตารางงานอยู่ข้างๆ“แพท วันนี้เดี๋ยวตอนสัมภาษณ์บนเวที ฝากดูจังหวะไฟให้ด้วยนะ ถ้าเห็นฉันกับฟลุคยืนมุมมืดเกินไป สะกิดทีมงานให้หน่อย” ติณณ์สั่งงานด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติก่อนจะคว้ามือของแพทไปบีบเบาๆเป็นเชิงฝากฝัง “เหนื่อยหน่อยนะวันนี้ เดี๋ยวจบงานแล้วฉันเลี้ยงข้าวเย็นนะ”“อื้อ รู้แล้วน่า ติณณ์ไปเถอะ เดี๋ยวไม่ทันเวลา” แพทตอบรับด้วยรอยยิ้มจางๆติณณ์พยักหน้าก่อนจะเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้องแต่งตัวตรงไปยังจุดที่ฟลุคยืนรออยู่แพทยืนมองแผ่นหลังของคนที่เธอผูกพันมานานห่างออกไปเรื่อยๆจนกระทั่งเขาไปหยุดยืนเคียงข้างฟลุค แสงแฟลชจากกล้องสื่อมวลชนเริ่มรัวขึ้นเมื่อเห็นทั้





