Share

ดวงดาราที่ร่วงหล่น
ดวงดาราที่ร่วงหล่น
Author: อามีทอฟอ

มู่หนานเสวี่ย

last update publish date: 2026-10-07 17:50:21

ยามรุ่งอรุณ แสงอาทิตย์ทอพร่างผ่านทิวเขาและสายหมอกที่เริ่มเจือจาง รังสีอันอบอุ่นทาบทาลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กาของจวนแม่ทัพสกุลมู่ ทว่าแสงสว่างนั้นกลับไม่อาจส่องไปถึง เรือนซูเซียง เรือนร้างเก่าแก่ที่ตั้งอยู่มุมอับท้ายจวน อันเป็นที่สิงสู่ของเงาร่างเล็กนางหนึ่ง

มู่หนานเสวี่ยเพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้ไม่นาน นางนั่งอยู่บนม้านั่งไม้สลักที่บัดนี้ผุกร่อนด้วยความชื้น สายตาคู่โตจดจ้องไปยังแผ่นแป้งย่างแห้งแข็งในมือ เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นเพียงอาภรณ์เนื้อหยาบตัวยาวเก่าซบเซา เต็มไปด้วยรอยปะชุน สีสันซีดจางจนไม่อาจบอกได้ว่าเดิมทีคือสีใด

“คุณหนูเจ้าคะ... แป้งย่างนี้เย็นชืดหมดแล้ว ให้บ่าวไปขอให้แม่ครัวทำน้ำแกงร้อนๆ สักถ้วยดีหรือไม่เจ้าคะ”

เสี่ยวชุ่ย สาวใช้ประจำตัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าเมื่อมองดูคุณหนูซึ่งเป็นสายเลือดแท้ๆ ของผู้นำสกุลมู่ แต่กลับต้องมาทนทานอาหารประทังชีวิต ยิ่งกว่าบ่าวรับใช้ชั้นต่ำ

“อย่าลำบากเลยเสี่ยวชุ่ย”

น้ำเสียงของมู่หนานเสวี่ยราบเรียบดุจสายน้ำไร้ระลอกคลื่น นางบิแป้งย่างแห้งกรอบส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างตั้งใจ ความอดอยากในวัยเด็กหล่อหลอมให้นางรู้คุณค่าของอาหารทุกชิ้น

“พวกในเรือนใหญ่เห็นหน้าเจ้า มีแต่จะหาเรื่องขับไล่ไสส่ง เงินเบี้ยหวัดที่ท่านน้าสะใภ้จัดสรรมา แต่ละเดือนตกมาถึงมือพวกเราไม่ถึงสามในสิบส่วน หากเจ้าไปโวยวาย ยิ่งจะเข้าทางให้พวกนั้นหาว่าเรือนเราไร้การอบรมสั่งสอน”

ดวงตาดำขลับคู่สวยฉายแววเย็นเยียบเมื่อนึกถึง มู่เฉิงอวี้ อาสะใภ้หน้าเนื้อใจเสือผู้นั้น...

ย้อนกลับไปเมื่อสิบห้าปีก่อน สกุลมู่เป็นตระกูลแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ก้องแผ่นดิน มู่เหวินเจิ้ง บิดาของนางคุมกำลังทหารห้าหมื่นนายสืบทอดเจตนารมณ์บรรพบุรุษ ส่วนมารดา เสิ่นซูหยา บุตรีตระกูลทหารสกุลเสิ่น ก็นับเป็นสตรีเด็ดเดี่ยวห้าวหาญคล้ายบุรุษ ยามข้าศึกบุกรุกรานชายแดน มารดากำลังตั้งครรภ์นางได้แปดเดือน ทว่ากลับต้องควบอาชาออกศึกร่วมกับบิดาและ มู่เฉิงเฟิง พี่ชายของนางซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียงหกปี

การคลอดก่อนกำหนดท่ามกลางเสียงฆ่าฟันและกลิ่นคาวเลือดในสนามรบ ทำให้นางคลอดออกจากครรภ์มารดาก่อนกำหนดด้วยร่างกายบอบบางและขี้โรคยิ่งนัก ทารกน้อยตัวแดงไร้เรี่ยวแรง หากนำติดตัวไปในสนามรบย่อมมีแต่ความตาย เสิ่นซูหยาจึงจำใจให้นายกองฝีมือดีนำตัวทารกน้อยกลับมาฝากฝังไว้กับ มู่จิ่วเกอ ผู้เป็นย่าที่จวนสกุลมู่

ทว่า... มู่จิ่วเกอรังเกียจลูกสะใภ้ตระกูลเสิ่นผู้นี้มาแต่ไหนแต่ไร ยามที่เสิ่นซูหยายังอาศัยอยู่ในจวน ฮูหยินเฒ่ามักจะกล่าวเสมอว่า

‘สตรีตระกูลเสิ่นกลิ่นไอสังหารรุนแรงดั่งปีศาจ คล้ายคนไร้การอบรมสั่งสอน ยามเดินผ่านข้าแทบหายใจไม่ออก นางคือตัวอัปมงคลโดยแท้

ดังนั้น เมื่อมู่หนานเสวี่ยกำเนิดขึ้นพร้อมชะตากรรมที่ต้องแยกจากบิดามารดา ฮูหยินเฒ่าจึงถ่ายทอดความเกลียดชังนั้นมาลงที่ตัวหลานสาว แม้จะยังมีความเมตตาอยู่บ้างตรงที่เห็นแก่สายเลือดของมู่เหวินเจิ้ง บุตรชายคนโตที่ตนรักดั่งดวงใจ จึงยอมจ้างแม่นมและสาวใช้มาดูแล แต่กระนั้นกลับหลงเชื่อคำเป่าหูของมู่เฉิงอวี้ อาสะใภ้ผู้ละโมบ

‘ท่านย่าเจ้าคะ... เด็กคนนี้ร่างกายขี้โรค เล่าเรียนไปก็เปล่าประโยชน์ มารยาทกุลสตรีหรือก็ไม่จำเป็นต้องจ้างอาจารย์ให้สิ้นเปลืองเงินทอง ข้าผู้เป็นอาสะใภ้จะรับหน้าที่สั่งสอนนางเอง

คำสั่งสอนของมู่เฉิงอวี้ก็คือ... การตัดทอนเบี้ยหวัดค่าเสื้อผ้าอาหารการกิน ยักยอกเงินเบี้ยหวัดของนางไปซื้อเครื่องประดับทองคำและหยกเนื้อดีให้ตนเองและบุตรี ส่วนมู่หนานเสวี่ยถูกทิ้งขว้างให้อยู่เรือนร้างท้ายจวน ไร้คนสอนหนังสือ ไร้คนสั่งสอนมารยาท จนกลายเป็นคุณหนูใหญ่ผู้โง่เขลาและไร้การศึกษาในสายตาของคนทั้งเมืองหลวง

มู่หนานเสวี่ยกลืนแป้งย่างลงคอ นัยน์ตาคู่คมฉายแวววาววับ... คนพวกนั้นรวมถึงท่านย่าใจร้ายและอาสะใภ้คงไม่รู้เลยว่า ในยามที่นางอายุได้แปดขวบ ช่วงเวลาที่นางต้องดิ้นรนอดๆ อยากๆ จนแทบเจียนตาย นางได้แอบเล็ดลอดออกจากจวนไปยัง ‘อารามชิงหยวน’ ที่ตั้งอยู่บนภูเขาหลังเมืองหลวง เพื่อขออาหารจากนักบวชประทังชีวิต

ที่นั่น นางได้พบกับ ‘แม่ชีซูซิน’ สตรีผู้ซ่อนกายในชุดนักบวช ทว่าแท้จริงแล้วคือยอดหัตถ์เทวะผู้เร้นกาย แม่ชีซูซินเห็นความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของเด็กน้อย จึงได้ถ่ายทอดวิชาแพทย์และการฝังเข็มชั้นสูง รวมทั้งการอ่านเขียนตำราโบราณให้นางจนหมดสิ้น

ขณะที่คนในจวนมู่คิดว่านางเป็นเด็กโง่เขลา อ่านหนังสือไม่ออกสักตัว มู่หนานเสวี่ยกลับจดจำตำราการแพทย์นับพันเล่มได้จนขึ้นใจ

“คุณหนูเจ้าคะ...” เสี่ยวชุ่ยเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าลำบากใจ “ยามซื่อวันนี้ ท่านย่ามีคำสั่งให้คุณหนูไปพบที่เรือนใหญ่เจ้าค่ะ... ได้ยินว่าแม่สื่อจางพาคุณชายจากตระกูลหานมาพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายอีกแล้วเจ้าค่ะ”

มุมปากของมู่หนานเสวี่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแฝงความขื่นขมและเย้ยหยัน นับตั้งแต่นางผ่านพิธีปักปิ่น ฮูหยินเฒ่ามู่จิ่วเกอก็ไม่เคยเว้นว่างจากการหาบุรุษมาหมั้นหมายให้นาง ไม่ใช่เพราะห่วงใยอนาคตของหลานสาว แต่เพราะฮูหยินเฒ่าเป็นคนรักเงินทองและความหรูหราเป็นที่สุด ย่าของนางต้องการขายหลานสาวโง่ๆ คนนี้ออกไป เพื่อแลกกับสินสอดมหาศาลจากตระกูลอื่น

ทว่าแม่สื่อพาคนมาหมั้นหมายกี่ครั้ง การหมั้นหมายเหล่านั้นก็ต้องล่มไม่เป็นท่าทุกครั้งไป เพราะเหตุใดน่ะหรือ... ก็เพราะยามที่บุรุษเหล่านั้นมาพบหน้า มู่หนานเสวี่ยจะแกล้งทำตัวเป็นกุลสตรีโง่เง่า หัวเราะร่าอย่างไร้มารยาท พูดจาไร้สาระ หกล้มหัวคะมำ หรือแม้กระทั่งแสร้งทำเป็นหยิบจับอาหารเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม จนเหล่าคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ตกใจกลัว วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกลับไปแทบไม่ทัน

“เหอะ!” มู่หนานเสวี่ยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางลุกขึ้นยืนจัดแจงเสื้อผ้าสีหม่นของตนให้เรียบร้อย

“ไปกันเถิดเสี่ยวชุ่ย ไปดูเสียหน่อยว่าคราวนี้ ท่านย่าจะพาเหยื่อรายใดมาให้ข้าต้อนรับ”

ณ เรือนใหญ่จวนสกุลมู่

กลิ่นหอมของกำยานละมุนอบอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง เครื่องเรือนไม้ทุกชิ้นล้วนสลักลายอย่างประณีตสะท้อนความมั่งคั่ง ฮูหยินเฒ่ามู่จิ่วเกอนั่งอยู่บนตั่ง สวมชุดคลุมงดงามประโคมเครื่องประดับเต็มตัว สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความหงุดหงิดขณะฟังคำรายงานจากแม่สื่อจาง

“ฮูหยินเฒ่าเจ้าคะ...” แม่สื่อจางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“คุณชายหานแห่งตระกูลเสนาบดีฝ่ายซ้าย... พอได้ยินข่าวลือเรื่องกิริยาของคุณหนูใหญ่เมื่อวันก่อน ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง ยอมเสียเงินหมั้นส่วนหนึ่งเพื่อขอถอนหมั้นทันทีเลยเจ้าค่ะ”

“บังอาจนัก!” มู่จิ่วเกอตบโต๊ะดังปังด้วยความโทสะ

“เด็กคนนั้นมันเป็นตัวไร้ประโยชน์โดยแท้ มีดีแค่รูปโฉมงดงามดั่งลี่จี แต่สมองกลับโง่เขลาดั่งสุกร แค่สอนให้ทำตัวสงบเจียมเนื้อเจียมตัวยามเจอหน้าบุรุษก็ทำไม่ได้ เสียแรงที่ข้าสู้อุตส่าห์เลี้ยงดูมันมา!”

มู่เฉิงอวี้ อาสะใภ้ผู้ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มหยันในใจ ก่อนจะรีบเสแสร้งทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจ

“ท่านแม่โปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ หนานเสวี่ยเติบโตมาในเรือนหลัง ไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดี... ข้าเองก็พยายามเคี่ยวกรำนางแล้ว แต่นางกลับหัวช้า เล่าเรียนสิ่งใดก็ไม่จำ ความโง่เขลาของนางคงสืบทอดมาจากมารดาและตระกูลทหารกระมังเจ้าคะ”

คำพูดของมู่เฉิงอวี้จุดชนวนความเกลียดชังในใจของมู่จิ่วเกอให้โหมกระหน่ำขึ้นอีก

“เหอะ! สกุลเสิ่นไร้การอบรมอย่างไร ลูกของนางก็เป็นอย่างนั้น! มู่เหวินเจิ้งหลงผิดไปคว้านางมาเป็นภรรยา นำความอัปมงคลมาสู่ตระกูลมู่ไม่เว้นแต่ละวัน! บัดนี้ศึกชายแดนยาวนานนับสิบห้าปี ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกจะตายกลายเป็นผีเฝ้าชายแดนไปแล้วหรือยัง!”

“อาเจิ้งของข้า...” หญิงชราโอดครวญอย่างเกินจริง

ขณะนั้นเอง เสียงก้าวเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน มู่หนานเสวี่ยก้าวเข้ามาในห้องโถง นางก้มหน้าลงต่ำ เลียนแบบกิริยาท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ของคนไร้การศึกษา เสื้อผ้าชุดเก่าตัดกับผิวพรรณขาวเนียนดุจหิมะได้อย่างชัดเจน

“หนานเสวี่ย คารวะท่านย่า... คารวะอาสะใภ้เจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางดูลนลาน ไร้ซึ่งความสง่างามตามแบบฉบับกุลสตรีตระกูลขุนนาง

มู่จิ่วเกอมองดูหลานสาวแท้ๆ ของตนด้วยสายตาเหยียดหยาม

“เจ้าตัวดี! รู้หรือไม่ว่าเจ้าก่อเรื่องอะไรไว้ คุณชายหานถอนหมั้นแล้ว สินสอดทองหมั้นห้าร้อยตำลึงต้องหลุดลอยไปเพราะความโง่เง่าของเจ้า!”

มู่หนานเสวี่ยแกล้งทำหน้าตาตื่นตระนก เบิ่งตาโตใสราวกับเด็กน้อยไม่รู้ความ

“เอ๊ะ คุณชายหานถอนหมั้นหรือเจ้าคะ แปลกจัง... วันก่อนข้าเพียงแค่เห็นเขามีเศษผักติดฟัน ข้าจึงหวังดีใช้ไม้จิ้มฟันสะกิดออกให้เขาต่อหน้าผู้คน เท่านั้นเขาก็ตกใจใบหน้าขาวซีด แล้ววิ่งหนีไปเลยเจ้าค่ะท่านย่า ข้าทำสิ่งใดผิดหรือเจ้าคะ”

“เจ้า... เจ้ามันโง่เง่าไร้คำบรรยาย!” ฮูหยินเฒ่ามู่จิ่วเกอแทบจะกระอักเลือดด้วยความโมโห “กิริยาถ่อยคำเช่นนั้น เจ้าทำต่อหน้าคุณชายตระกูลขุนนางได้อย่างไร! ไร้ยางอาย! ไร้มารยาทที่สุด!”

มู่เฉิงอวี้แอบยกยิ้มสมน้ำหน้า ก่อนจะรีบก้าวออกมาเอ่ยเสียงหวาน

“ท่านแม่อย่าเพิ่งโกรธไปเลยเจ้าค่ะ หนานเสวี่ยยังเด็กและไร้ความคิด... แต่ข้าได้ยินมาว่า คุณชายเหลียง บุตรชายของพ่อค้าทองทางใต้ กำลังมองหาฮูหยินหมั้นหมาย แม้ตระกูลเหลียงจะเป็นเพียงพ่อค้า แต่พวกเขารวยล้นฟ้า หากเรามอบหนานเสวี่ยให้ตระกูลเหลียง พวกเขายินดีมอบสินสอดเป็นทองคำสองพันตำลึงเชียวนะเจ้าคะ”

ดวงตาของฮูหยินเฒ่ามู่จิ่วเกอลุกวาวทันทีเมื่อได้ยินคำว่าทองคำสองพันตำลึง

“สกุลเหลียงหรือ” มู่จิ่วเกอพยักหน้าอย่างยินดี ความโกรธเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น “ดี! พ่อค้าก็พ่อค้า ขอเพียงมีเงินทองให้ข้า จะเป็นใครก็ช่าง! มู่หนานเสวี่ย เจ้ากลับไปเตรียมตัวที่เรือนซูเซียงเสีย อีกสามวัน ตระกูลเหลียงจะส่งคนมารับเจ้าไปทำพิธีหมั้นหมาย”

มู่หนานเสวี่ยก้มหน้ารับคำ “เจ้าค่ะท่านย่า...”

ทว่าใต้ใบหน้าที่ดูใสซื่ออดทนและโง่เขลานั้น นัยน์ตาของมู่หนานเสวี่ยกลับฉายรังสีสังหารอันเด็ดเดี่ยว... คุณชายเหลียงตระกูลพ่อค้าคนนั้นน่ะหรือ ข้าได้ยินมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าเป็นพวกชอบทรมานสตรี และสะสมสตรีไว้ในเรือนหลังจนตายไปหลายคน อาสะใภ้... ท่านช่างเลือกสามีได้ประเสริฐยิ่งนัก คิดจะขายข้าเพื่อเงินทองหรือ ฝันไปเถิด!

ยามไฮ่ ค่ำคืนอันเงียบสงัด จวนสกุลมู่ตกอยู่ในความเงียบสงบ แสงจันทราส่องสว่างกระทบผิวน้ำในสระท้ายจวน มู่หนานเสวี่ยนั่งอยู่บนหลังคาเรือนซูเซียง ชุดสีหม่นพลิ้วไหวตามลมหนาว นัยน์ตาคู่สวยแหงนมองดวงดาราที่ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าไกลโพ้น

ในใจของนาง ย่อมเคยมีความหวัง... ตอนที่นางยังเป็นเด็กตัวน้อยๆ ที่ต้องอดอยากและถูกกลั่นแกล้ง นางเคยนั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ มองดูดวงดาวบนฟ้าและเฝ้ารอคอย... รอคอยสักวันว่าบิดามารดาและพี่ชายจะควบอาชาควบทะยานกลับมาจากสนามรบ รอคอยให้พวกเขายื่นมืออันอบอุ่นมา แล้วพานางออกไปจากนรกแห่งนี้

นางเฝ้ารอ... วันแล้ววันเล่า ปีแล้ว... ปีเล่า...

สิบห้าปีผ่านไป ไร้ข่าวคราว ไร้จดหมาย มีเพียงความเงียบเหงาและความอัปยศที่นางต้องเผชิญอยู่เพียงลำพัง

“บิดา มารดา...” มู่หนานเสวี่ยพึมพำกับความมืด น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่งและเย็นชา “ข้าเลิกรอพวกท่านนานแล้ว...”

ความหวังที่เคยส่องสว่างดั่งดวงดาราในใจของนาง ได้ร่วงหล่นและมอดดับไปจนหมดสิ้นแล้ว…

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ดวงดาราที่ร่วงหล่น   งานหมั้น

    สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเรือนหลัง หอบเอาความหนาวเย็นปะทะบานหน้าต่างไม้ผุกร่อนจนส่งเสียงกุกกัก มู่หนานเสวี่ยก้าวลงจากแท่นนอนอย่างเงียบเชียบ นางเดินตรงไปยังมุมห้องที่มืดมิดที่สุด ออกแรงดึงแผ่นไม้กระดานผุพังแผ่นหนึ่งออก เผยให้เห็นกล่องไม้แกะสลักใบเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ด้านหลังซอกกำแพงภายในกล่องไม้ไม่ได้บรรจุเครื่องประดับทองคำหรืออัญมณีมีค่า หากแต่เป็นห่อผ้าไหมสีดำ ซึ่งห่อหุ้มเข็มเงินขนาดต่างๆ กว่าร้อยเล่ม พร้อมด้วยตำราฝังเข็มโบราณและขวดยาสมุนไพรหลากชนิด ที่นางใช้เวลาหลายปีซุ่มศึกษาและรวบรวมไว้เพียงลำพังมู่หนานเสวี่ยเปิดซองผ้าไหมมองดูเข็มเงินทอประกายวาววับ นัยน์ตาคู่สวยฉายแววครุ่นคิด ‘วิชาแพทย์และการฝังเข็มนี้ คือไพ่ตายเดียวที่ข้ามี ยามนี้คนในจวนต่างคิดว่าข้าเป็นคนโง่เง่าไร้การศึกษา รู้จักเพียงการแอบหนีไปขออาหารประทังชีวิต ข้าต้องซ่อนวิชาแพทย์นี้ไว้ให้มิดชิดที่สุด ห้ามให้ผู้ใดรู้เป็นอันขาดมานางปิดกล่องไม้ลงอย่างระมัดระวัง แล้วผลักแผ่นไม้กระดานกลับเข้าที่เดิม ก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาส่องประกายความดื้อรั้น“คุณชายเหลียงพ่อค้าคลังทองคำทางใต้หรือ...” นางพึมพำเสียงเรียบ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา

  • ดวงดาราที่ร่วงหล่น   มู่หนานเสวี่ย

    ยามรุ่งอรุณ แสงอาทิตย์ทอพร่างผ่านทิวเขาและสายหมอกที่เริ่มเจือจาง รังสีอันอบอุ่นทาบทาลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กาของจวนแม่ทัพสกุลมู่ ทว่าแสงสว่างนั้นกลับไม่อาจส่องไปถึง เรือนซูเซียง เรือนร้างเก่าแก่ที่ตั้งอยู่มุมอับท้ายจวน อันเป็นที่สิงสู่ของเงาร่างเล็กนางหนึ่งมู่หนานเสวี่ยเพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้ไม่นาน นางนั่งอยู่บนม้านั่งไม้สลักที่บัดนี้ผุกร่อนด้วยความชื้น สายตาคู่โตจดจ้องไปยังแผ่นแป้งย่างแห้งแข็งในมือ เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นเพียงอาภรณ์เนื้อหยาบตัวยาวเก่าซบเซา เต็มไปด้วยรอยปะชุน สีสันซีดจางจนไม่อาจบอกได้ว่าเดิมทีคือสีใด“คุณหนูเจ้าคะ... แป้งย่างนี้เย็นชืดหมดแล้ว ให้บ่าวไปขอให้แม่ครัวทำน้ำแกงร้อนๆ สักถ้วยดีหรือไม่เจ้าคะ”เสี่ยวชุ่ย สาวใช้ประจำตัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าเมื่อมองดูคุณหนูซึ่งเป็นสายเลือดแท้ๆ ของผู้นำสกุลมู่ แต่กลับต้องมาทนทานอาหารประทังชีวิต ยิ่งกว่าบ่าวรับใช้ชั้นต่ำ“อย่าลำบากเลยเสี่ยวชุ่ย”น้ำเสียงของมู่หนานเสวี่ยราบเรียบดุจสายน้ำไร้ระลอกคลื่น นางบิแป้งย่างแห้งกรอบส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างตั้งใจ ความอดอยากในวัยเด็กหล่อหลอมให้นางรู้คุณค่าของอาหา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status