LOGINสายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเรือนหลัง หอบเอาความหนาวเย็นปะทะบานหน้าต่างไม้ผุกร่อนจนส่งเสียงกุกกัก มู่หนานเสวี่ยก้าวลงจากแท่นนอนอย่างเงียบเชียบ นางเดินตรงไปยังมุมห้องที่มืดมิดที่สุด ออกแรงดึงแผ่นไม้กระดานผุพังแผ่นหนึ่งออก เผยให้เห็นกล่องไม้แกะสลักใบเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ด้านหลังซอกกำแพง
ภายในกล่องไม้ไม่ได้บรรจุเครื่องประดับทองคำหรืออัญมณีมีค่า หากแต่เป็นห่อผ้าไหมสีดำ ซึ่งห่อหุ้มเข็มเงินขนาดต่างๆ กว่าร้อยเล่ม พร้อมด้วยตำราฝังเข็มโบราณและขวดยาสมุนไพรหลากชนิด ที่นางใช้เวลาหลายปีซุ่มศึกษาและรวบรวมไว้เพียงลำพัง มู่หนานเสวี่ยเปิดซองผ้าไหมมองดูเข็มเงินทอประกายวาววับ นัยน์ตาคู่สวยฉายแววครุ่นคิด ‘วิชาแพทย์และการฝังเข็มนี้ คือไพ่ตายเดียวที่ข้ามี ยามนี้คนในจวนต่างคิดว่าข้าเป็นคนโง่เง่าไร้การศึกษา รู้จักเพียงการแอบหนีไปขออาหารประทังชีวิต ข้าต้องซ่อนวิชาแพทย์นี้ไว้ให้มิดชิดที่สุด ห้ามให้ผู้ใดรู้เป็นอันขาดมา นางปิดกล่องไม้ลงอย่างระมัดระวัง แล้วผลักแผ่นไม้กระดานกลับเข้าที่เดิม ก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาส่องประกายความดื้อรั้น “คุณชายเหลียงพ่อค้าคลังทองคำทางใต้หรือ...” นางพึมพำเสียงเรียบ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “อยากแต่งงานกับคุณหนูผู้ไร้เดียงสานักใช่หรือไม่ ได้เลย... ข้าจะเนรมิตงานหมั้นหมายครั้งนี้ ให้กลายเป็นฝันร้ายที่คนทั้งเมืองหลวงต้องจดจำไปอีกนาน” ณ เรือนใหญ่ หลังจากมู่หนานเสวี่ยเดินกลับเรือนหลังไปแล้ว ‘มู่เฉิงอวี้’ อาสะใภ้หน้าเนื้อใจเสือ ก็ปลีกตัวออกมายังห้องหนังสือส่วนตัว นางหยิบจดหมายลับฉบับหนึ่งที่เพิ่งได้รับจากสายสืบชายแดนขึ้นมาพิศดู บนซองจดหมายประทับตราขี้ผึ้งสีแดงอันเป็นตราประจำตัวของ ‘มู่เหวินเจิ้ง’ บิดาของมู่หนานเสวี่ย ‘ถึงท่านแม่และน้องสาม... ศึกทางเหนือใกล้ยุติแล้ว ข้ากับซูหยาและเฉิงเฟิงสบายดี อีกไม่กี่เดือนกองทัพจะยกพลกลับเมืองหลวง ฝากดูแลหนานเสวี่ยลูกรักของข้าด้วย มู่เฉิงอวี้อ่านข้อความในจดหมายแล้วแค่นยิ้มเยียบเย็น “เหอะ! คิดจะกลับมารับลูกสาวงั้นหรือเสิ่นซูหยา หากเจ้ากลับมาเห็นลูกสาวโง่ๆ ของเจ้าแต่งงานออกไปกับพ่อค้าแถวชายแดนไกลลิบตา เจ้าคงจะอกแตกตายเป็นแน่!” สิ้นเสียงพึมพำ มู่เฉิงอวี้ก็จ่อแผ่นจดหมายเข้ากับเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันทันที เปลวไฟลุกโชนเผาทำลายจดหมายจากบิดามารดาจนกลายเป็นเถ้าถ่านร่วงหล่นลงบนพื้น โดยที่มู่หนานเสวี่ยไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่า บิดามารดาและพี่ชายไม่เคยลืมเลือนนางเลยแม้แต่น้อย สามวันต่อมา... วันพิธีหมั้นหมายอันยิ่งใหญ่ ขบวนของขวัญหมั้นหมายจากตระกูลเหลียงยาวเหยียดตั้งแต่ถนนสายหลักมาจนถึงหน้าประตูจวนมู่ หีบไม้เนื้อดีขอบทองนับสิบหีบถูกขนย้ายเข้ามาวางเรียงรายกลางโถงใหญ่ ฮูหยินเฒ่ามู่จิ่วเกอนั่งบนตั่ง สวมชุดคลุมงดงามสง่า นัยน์ตาลุกวาวเมื่อเห็นหีบเปิดออกเผยให้เห็นแท่งทองคำสะท้อนแสงวาววับ คุณชายเหลียงในชุดหรูหรา ร่างกายอ้วนฉุ นั่งยิ้มหน้าบานอยู่ข้างๆ แม่สื่อ นึกในใจถึงความงดงามของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ตามคำเล่าลือ “ฮูหยินเฒ่ามู่...” คุณชายเหลียงเอ่ยเสียงดังจงใจอวดรวย “หากพิธีหมั้นหมายราบรื่น วันนี้ข้าจะเพิ่มเงินทองให้อีกห้าร้อยตำลึงทันที!” “โอ้! คุณชายเหลียงช่างใจกว้างยิ่งนัก” มู่จิ่วเกอหัวเราะร่า ชอบอกชอบใจเป็นที่สุด “เฉิงอวี้! ไปพาตัวหนานเสวี่ยออกมาทำพิธีเร็วเข้า” ทว่า... ยังไม่ทันที่มู่เฉิงอวี้จะลุกขึ้น เสียงโวยวายก็ดังลั่นมาจากประตูหน้าเรือน “หลีกไปนะ! ข้าจะกิน! ข้าจะกินขนมกุ้ยฮวา! นั่นมันขนมกุ้ยฮวาใช่หรือไม่!” สิ้นเสียงโวยวาย ร่างของมู่หนานเสวี่ยในชุดสีขาวสลับชมพูสำหรับจัดเตรียมไว้ใช้ในพิธีหมั้น ซึ่งบัดนี้เปรอะเปื้อนคราบหมึกสีดำและคราบน้ำแกงเป็นวงกว้างก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องโถงใหญ่ นางไม่ได้ก้าวเดินอย่างสง่างามตามแบบกุลสตรีแม้แต่น้อย แต่กลับวิ่งถลันข้ามธรณีประตู จนเท้าซ้ายพันกับเท้าขวา... โครม! “อุ๊บส์!” มู่หนานเสวี่ยล้มคะมำหน้าคว่ำลงกับพื้นโถง เสียงดังสนั่นจนทุกคนในห้องโถงอ้าปากค้าง ท่าทางล้มของนางช่างแปลกพิสดาร ขาข้างหนึ่งชี้ฟ้า ส่วนแขนอีกข้างปัดไปโดนแจกันโบราณบนโต๊ะข้างประตูจนหล่นลงมาแตกกระจาย เพล้ง! “ไอ้หยา! คุณหนู” แม่สื่อจางร้องเสียงหลง จนพัดในมือร่วงตกพื้น มู่จิ่วเกอหน้าซีดสลับแดงด้วยความอับอายขายหน้า ตบโต๊ะดังปัง! “มู่หนานเสวี่ย! เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า ไร้มารยาทที่สุด!” มู่หนานเสวี่ยยันตัวลุกขึ้นมานั่งบนพื้น ผมยาวที่เคยรวบไว้อย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเหยิงราวกับรังนก บนหน้าผากเนียนสวยมีคราบเขม่าดำติดอยู่ข้างหนึ่ง แต่นางกลับไม่สำนึกสักนิด นางเบิ่งตาโตทำหน้าใสซื่อ ส่งยิ้มยิงฟันให้คุณชายเหลียง “แฮ่... ท่านย่าอย่าโกรธหนานเสวี่ยเลยเจ้าค่ะ” นางพูดเสียงดังฟังชัดพลางสูดน้ำมูก “พอดีเมื่อครู่ข้าหิวมาก ไปแอบดูในครัวเห็นแม่ครัวทำขนม ข้ากลัวโดนแย่งเลยรีบวิ่งไปกิน แต่พอเห็นแม่ครัวเข้าเลยตกใจวิ่งหนีมานี่เจ้าค่ะ” พูดจบ นางก็เอื้อมมือที่เปรอะคราบหมึกไปจับแขนเสื้อจิ่นผาวสีทองหรูหราของคุณชายเหลียงทันที “ฮะ... เฮ้ย! เจ้าทำอะไรของเจ้า!” คุณชายเหลียงตกใจร้องเสียงหลง พยายามสะบัดมือออก แต่มู่หนานเสวี่ยกลับเกาะแน่นไม่ยอมปล่อย “ว่าที่ท่านพี่” มู่หนานเสวี่ยทำตาโตเป็นประกาย “ท่านซื้อมันเผาร้อนๆ มาฝากข้าหรือไม่เจ้าคะ ข้าหิวเหลือเกิน ข้าอยากกินมันเผา หากท่านไม่มีมันเผา ข้าไม่แต่งงานด้วยนะเจ้าคะ!” นางไม่พูดเปล่า แต่กลับเอาหน้าผากที่มีคราบเขม่าดำไปเช็ดถูระบายกับเสื้อคลุมไหมราคาแพงของคุณชายเหลียงอย่างแรง จนเสื้อสีทองปักลายอย่างดีเกิดรอยคราบดำเปรอะเปื้อนเป็นทางยาว “ว๊ากกกก! เสื้อไหมหังโจวเนื้อดีของข้า!” คุณชายเหลียงร้องลั่นอย่างขยะแขยง เขามองดูคราบหมึก คราบน้ำแกง และคราบเขม่าบนเสื้อตัวเองด้วยความโมโหจนหน้าเขียวหน้าเหลือง “นางเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร!” “ข้าไม่ได้บ้าเจ้าค่ะ” มู่หนานเสวี่ยเถียงหน้าตาย พร้อมกับแกล้งทำเป็นแคะขี้มูกด้วยนิ้วก้อย แล้วทำท่าจะเอานิ้วนั้นไปป้ายแขนเสื้อของคุณชายเหลียงต่อ “ข้าแค่ชอบกินมันเผา! ท่านพี่... ให้ข้ากินมันเผาหน่อยนะเจ้าคะ” “ย๊ากกกก! อย่าเข้ามานะ!” คุณชายเหลียงผงะถอยหลังด้วยความตกใจสุดขีด ลืมกิริยาผู้ลากมากดีไปสิ้น เขากระโดดหลบหลีกมือของนางจนก้าวพลาด ล้มก้นกระแทกพื้นดังแอ้ก! จานขนมมงคลบนโต๊ะสะเทือนจนจานขนมหล่นลงมาแปะอยู่บนหัวของคุณชายเหลียงพอดิบพอดี “ฮ่าๆๆๆ! ท่านพี่ใส่หมวกขนมด้วย! ตลกจังเลย” มู่หนานเสวี่ยปรบมือหัวเราะร่า หัวเราะเสียงดังราวกับเด็กน้อยอายุห้าขวบ ไร้ซึ่งกิริยาสตรีโดยสิ้นเชิง “เจ้า... เจ้า!” คุณชายเหลียงประคองตัวเองลุกขึ้นมา ปัดขนมกุยช่ายออกจากหัวด้วยความโมโหจัด สภาพดูดีบัดนี้ไม่เหลือชิ้นดี “นี่หรือคุณหนูใหญ่ผู้สง่างามงดงามดั่งภาพวาด นี่มันนางสุกรตะกละชัดๆ! สตรีเช่นนี้ ต่อให้ยกทองคำสองพันตำลึงแถมให้อีก ข้าก็ไม่เอา!” “คุณชายเหลียงโปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ!” มู่เฉิงอวี้รีบก้าวเข้ามาทำหน้าตาตื่นตระนก “หนานเสวี่ยนางแค่อารมณ์ดีมากไปหน่อย...” “พอกันที!” คุณชายเหลียงตวาดลั่น “ยกหีบสินสอดกลับให้หมด! ตระกูลเหลียงของข้าไม่ขอรับตัวอัปมงคลไร้สมองเช่นนี้! ถอนหมั้น! ข้าขอถอนหมั้นเดี๋ยวนี้!” คุณชายเหลียงสะบัดชายเสื้อเปรอะคราบหมึก แล้ววิ่งหนีออกจากจวนมู่ไปอย่างรวดเร็ว เหล่าบ่าวไพร่ตระกูลเหลียงรีบยกหีบทองคำวิ่งตามผู้เป็นนายไปแทบไม่ทัน ห้องโถงใหญ่ที่เคยครึกครื้น บัดนี้เหลือเพียงความเงียบสงัดและเศษแจกันที่แตกกระจาย มู่จิ่วเกอนั่งกุมอก หน้าซีดเผือด เอามือชี้หน้ามู่หนานเสวี่ยด้วยนิ้วที่สั่นเทา “เจ้า... เจ้าเด็กคนนี้! เจ้าทำลายงานหมั้นหมาย สินสอดทองคำสองพันตำลึงของข้า... ลอยหายไปกับตาแล้ว!” มู่หนานเสวี่ยแกล้งทำหน้าเศร้า สูดน้ำมูกดังฟืด “ท่านย่า... ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากกินมันเผาเท่านั้นเอง...” ทว่าในใจของนางนั้น มู่หนานเสวี่ยกำลังหัวเราะสะใจจนท้องเกร็ง สะใจยิ่งนัก! คิดจะขายข้าเพื่อเงินหรือ ฝันไปเถิด! หลังจากงานหมั้นหมายล่มลงอย่างไม่เป็นท่า จวนมู่ก็ตกอยู่ในความอับอาย ฮูหยินเฒ่ามู่จิ่วเกอโมโหจนป่วยนอนซมอยู่บนเตียง ส่วนมู่เฉิงอวี้ อาสะใภ้ผู้ละโมบ ก็แค้นเคืองเป็นที่สุดที่ต้องสูญเสียส่วนแบ่งเงินสินสอดมหาศาลไป ยามบ่าย ณ เรือนของฮูหยินเฒ่า มู่เฉิงอวี้เดินเข้าไปคุกเข่าข้างเตียงมู่จิ่วเกอ เอ่ยเสียงนุ่มแฝงความร้ายกาจ “ท่านแม่เจ้าคะ... หนานเสวี่ยก่อเรื่องอับอายขายหน้าถึงเพียงนี้ ข่าวลือเรื่องนางเป็นสตรีวิปลาส ไร้มารยาท คงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว หากปล่อยให้นางอยู่ในจวนต่อไป มีแต่จะทำให้ชื่อเสียงสกุลมู่เราต้องแปดเปื้อนนะเจ้าคะ” มู่จิ่วเกอมองบานหน้าต่างด้วยสายตาเกลียดชัง “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ขับไล่นางออกจากเรือนหรือ หากมู่เหวินเจิ้งรู้เข้า คงได้กลับมาคิดบัญชีกับข้าแน่” มู่เฉิงอวี้ยิ้มเจ้าเล่ห์ ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ “ข้ามีอุบายดีๆ เจ้าค่ะท่านแม่... เราไม่ได้ขับไล่นาง แต่นำตัวนางไปสำนึกผิดที่ ‘หมู่บ้านผิงอัน’ ต่างหากเจ้าคะ” มู่จิ่วเกอมองหน้าอาสะใภ้ด้วยความแปลกใจ “หมู่บ้านผิงอัน หมู่บ้านทุรกันดารห่างไกลชายแดนทางใต้นั่นน่ะหรือ” “ถูกต้องเจ้าค่ะ” มู่เฉิงอวี้ตาเป็นประกาย “ที่นั่นมีอารามเก่าแก่ สำหรับให้สตรีผู้กระทำผิดไปสำนึกตน อากาศหนาวเย็น อาหารการกินทุรกันดาร ไร้ผู้คนเหลียวแล... หากเราส่งหนานเสวี่ยไปที่นั่น โดยอ้างว่าให้นางไปบำเพ็ญตนและเรียนรู้กิริยามารยาทสักสองสามปี ชาวบ้านเมืองหลวงก็นินทาเราไม่ได้ ซ้ำยังได้กำจัดนางไปให้พ้นหูพ้นตา” มู่เฉิงอวี้แอบคิดในใจอย่างโหดเหี้ยม หมู่บ้านผิงอันทั้งไกลและทุรกันดาร มีทั้งไข้ป่าและโจรป่า หากนางไปอยู่ที่นั่น ย่อมต้องอดตายหรือป่วยตายไปเองอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น ต่อให้มู่เหวินเจิ้งกับเสิ่นซูหยากลับมา ก็โทษใครไม่ได้! มู่จิ่วเกอนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายินยอม “ดี! วิธีนี้ประเสริฐนัก! นำตัวนางไปสำนึกตนที่หมู่บ้านผิงอันเสีย พรุ่งนี้รุ่งเช้า ออกเดินทางทันที!” เย็นวันเดียวกัน ณ เรือนซูเซียง เสี่ยวชุ่ยวิ่งร้องไห้น้ำตาคลอเบ้าเข้ามาหา มู่หนานเสวี่ย ที่กำลังนั่งแทะแป้งย่างอย่างสบายอารมณ์ “คุณหนูเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าค่ะ! ฮูหยินเฒ่ากับอาสะใภ้มีคำสั่ง ให้ส่งตัวคุณหนูไปสำนึกผิดที่หมู่บ้านผิงอัน พรุ่งนี้เช้าเลยเจ้าค่ะ!” “หมู่บ้านผิงอันหรือ” มู่หนานเสวี่ยเอียงคอถาม รอยยิ้มกว้างพลันปรากฏบนใบหน้า “ที่นั่นห่างไกลจากเมืองหลวงมากหรือไม่” “ไกลมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยตอบเสียงสั่น “เดินทางตั้งเจ็ดวันเจ็ดคืน ที่นั่นเป็นหมู่บ้านบนภูเขาทุรกันดาร ไม่มีคนในจวนมู่คอยรับใช้ อาหารการกินก็มีแต่ผักป่า... ฮูหยินเฒ่าต้องการส่งคุณหนูไปทรมานและปล่อยให้ตายชัดๆ เจ้าค่ะ!” ทว่า มู่หนานเสวี่ยกลับไม่ได้มีสีหน้าตระนกตกใจแม้แต่น้อย นางกลับวางแป้งย่างลง แล้วตบมือดังเพียะ! ด้วยความดีใจ “ประเสริฐ! ประเสริฐที่สุด!” เสี่ยวชุ่ยอ้าปากค้าง ตะลึงงัน “คุณหนู... ท่านเสียสติไปแล้วหรือเจ้าคะ” “ข้าไม่ได้บ้า!” มู่หนานเสวี่ยยิ้มร่า ดวงตาใสแจ๋วฉายแววฉลาดเฉลียว “เสี่ยวชุ่ย... เจ้าคิดดูสิ! อยู่ในจวนมู่นี้ ข้าต้องคอยแกล้งทำตัวเป็นคนโง่ ต้องกินแป้งย่างแห้งๆ อยู่อย่างอดๆ อยากๆ ซ้ำยังโดนจับแต่งงานกับบุรุษมากหน้าหลายตา แถมยังต้องคอยระวังตัวไม่ให้พวกนั้นจับได้เรื่องวิชาแพทย์ของข้าอีก” นางลุกขึ้นยืน กางแขนออกรับสายลมยามเย็น “แต่หากข้าไปอยู่ที่หมู่บ้านผิงอัน... ที่นั่นอยู่ไกลหูไกลตาคนตระกูลมู่ ไร้คนมาคอยกลั่นแกล้ง ไร้คนมาบังคับแต่งงาน ข้าจะได้เป็นอิสระ จะได้แอบใช้วิชาแพทย์รักษาคนหาเงิน ได้กินอาหารอร่อยๆ และไม่ต้องคอยทนเห็นหน้าพวกคนเห็นแก่ตัวพวกนี้อีกต่อไป” เสี่ยวชุ่ยฟังแล้วก็นึกตาม “จริงด้วยเจ้าค่ะคุณหนู ที่นั่นไกลมาก พวกเขาย่อมสอดส่องมาไม่ถึง” “ถูกต้อง” มู่หนานเสวี่ยหัวเราะเบาๆ “ท่านอาสะใภ้คิดว่าส่งข้าไปตกนรก... แต่ความจริง นางกำลังยื่นหนทางออกจากจวนนี้ให้ข้าต่างหาก ถึงแม้ท่านอาสะใภ้จะอยากส่งข้าไปให้พ้นหูพ้นตาก็ตาม” นางเดินไปเปิดกล่องไม้ ซุกซ่อนซองเข็มเงินและขวดยาสมุนไพรไว้อย่างมิดชิดในห่อผ้า “พวกเขานึกว่าข้าเป็นดวงดาวที่ร่วงหล่นลงในโคลนตม... แต่หารู้ไม่ว่า ดวงดาราอย่างข้า กำลังจะออกไปเปล่งแสงสว่างอย่างเป็นอิสระที่นอกจวนต่างหาก” มู่หนานเสวี่ยแหงนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน นัยน์ตาคู่สวยส่องประกายเด็ดเดี่ยวและเต็มไปด้วยความหวังที่จะได้หลุดพ้นจากจวนสกุลมู่นี้เสียทีสายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเรือนหลัง หอบเอาความหนาวเย็นปะทะบานหน้าต่างไม้ผุกร่อนจนส่งเสียงกุกกัก มู่หนานเสวี่ยก้าวลงจากแท่นนอนอย่างเงียบเชียบ นางเดินตรงไปยังมุมห้องที่มืดมิดที่สุด ออกแรงดึงแผ่นไม้กระดานผุพังแผ่นหนึ่งออก เผยให้เห็นกล่องไม้แกะสลักใบเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ด้านหลังซอกกำแพงภายในกล่องไม้ไม่ได้บรรจุเครื่องประดับทองคำหรืออัญมณีมีค่า หากแต่เป็นห่อผ้าไหมสีดำ ซึ่งห่อหุ้มเข็มเงินขนาดต่างๆ กว่าร้อยเล่ม พร้อมด้วยตำราฝังเข็มโบราณและขวดยาสมุนไพรหลากชนิด ที่นางใช้เวลาหลายปีซุ่มศึกษาและรวบรวมไว้เพียงลำพังมู่หนานเสวี่ยเปิดซองผ้าไหมมองดูเข็มเงินทอประกายวาววับ นัยน์ตาคู่สวยฉายแววครุ่นคิด ‘วิชาแพทย์และการฝังเข็มนี้ คือไพ่ตายเดียวที่ข้ามี ยามนี้คนในจวนต่างคิดว่าข้าเป็นคนโง่เง่าไร้การศึกษา รู้จักเพียงการแอบหนีไปขออาหารประทังชีวิต ข้าต้องซ่อนวิชาแพทย์นี้ไว้ให้มิดชิดที่สุด ห้ามให้ผู้ใดรู้เป็นอันขาดมานางปิดกล่องไม้ลงอย่างระมัดระวัง แล้วผลักแผ่นไม้กระดานกลับเข้าที่เดิม ก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาส่องประกายความดื้อรั้น“คุณชายเหลียงพ่อค้าคลังทองคำทางใต้หรือ...” นางพึมพำเสียงเรียบ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา
ยามรุ่งอรุณ แสงอาทิตย์ทอพร่างผ่านทิวเขาและสายหมอกที่เริ่มเจือจาง รังสีอันอบอุ่นทาบทาลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กาของจวนแม่ทัพสกุลมู่ ทว่าแสงสว่างนั้นกลับไม่อาจส่องไปถึง เรือนซูเซียง เรือนร้างเก่าแก่ที่ตั้งอยู่มุมอับท้ายจวน อันเป็นที่สิงสู่ของเงาร่างเล็กนางหนึ่งมู่หนานเสวี่ยเพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้ไม่นาน นางนั่งอยู่บนม้านั่งไม้สลักที่บัดนี้ผุกร่อนด้วยความชื้น สายตาคู่โตจดจ้องไปยังแผ่นแป้งย่างแห้งแข็งในมือ เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นเพียงอาภรณ์เนื้อหยาบตัวยาวเก่าซบเซา เต็มไปด้วยรอยปะชุน สีสันซีดจางจนไม่อาจบอกได้ว่าเดิมทีคือสีใด“คุณหนูเจ้าคะ... แป้งย่างนี้เย็นชืดหมดแล้ว ให้บ่าวไปขอให้แม่ครัวทำน้ำแกงร้อนๆ สักถ้วยดีหรือไม่เจ้าคะ”เสี่ยวชุ่ย สาวใช้ประจำตัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าเมื่อมองดูคุณหนูซึ่งเป็นสายเลือดแท้ๆ ของผู้นำสกุลมู่ แต่กลับต้องมาทนทานอาหารประทังชีวิต ยิ่งกว่าบ่าวรับใช้ชั้นต่ำ“อย่าลำบากเลยเสี่ยวชุ่ย”น้ำเสียงของมู่หนานเสวี่ยราบเรียบดุจสายน้ำไร้ระลอกคลื่น นางบิแป้งย่างแห้งกรอบส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างตั้งใจ ความอดอยากในวัยเด็กหล่อหลอมให้นางรู้คุณค่าของอาหา







