Mag-log inองค์รัชทายาทสหายวัยเยาว์กลับมาพร้อมชัยชนะ สิ่งแรกที่เขาทำคือใช้ความดีความชอบทางทหารทั้งหมด แลกกับราชโองการขอพระราชทานสมรสกับพี่สาวของข้า แต่ในวันที่ราชโองการประกาศ ฮ่องเต้กลับพระราชทานข้าให้เขาด้วย เพื่อถ่วงดุลอำนาจทางทหารของตระกูลเสิ่นอย่างสมบูรณ์ เซี่ยหลิ่นเช่อจ้องชื่อของข้าบนราชโองการอยู่นาน ในที่สุดก็ไม่ได้ขัดราชโองการ เพียงก้มศีรษะคำนับ “ลูกน้อมรับพระบัญชา” แต่หลังแต่งงาน ข้ายังคงเอาแต่ใจและทำตามอำเภอใจเช่นเมื่อก่อน วันนี้ปีนกำแพงออกไปฟังงิ้ว พรุ่งนี้ควบม้าออกนอกเมือง ต่อให้ก่อเรื่องวุ่นวาย ก็มีเขาคอยเก็บกวาดเรื่องราวให้ข้าอยู่เสมอ ส่วนพี่สาวกลับวางตัวสง่างามและอ่อนโยน ดูแลจัดการเรื่องภายในจวนและปรนนิบัติพ่อแม่สามีทุกวัน จัดการจวนโหวขนาดใหญ่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เขาให้ความเคารพพี่สาว และตามใจข้า แม้แต่เรื่องค้างคืน เขาก็ไม่เคยเลือกข้าง แต่ละคนได้คืนละคนอย่างเท่าเทียม ข้าเคยคิดว่า อย่างไรเสียเขาก็ปฏิบัติต่อข้าแตกต่างจากคนอื่น ดังนั้นข้าจึงค่อยๆ เก็บนิสัยเอาแต่ใจลง วางแส้ม้าไว้ แล้วช่วยพี่สาวจัดการเรื่องในบ้าน กระทั่งเริ่มเฝ้ารอว่าจะมีลูกที่เป็นของเราสักคน แต่เจ็ดปีผ่านไปในพริบตา พี่สาวให้กำเนิดบุตรชายแก่เขาถึงสามคนติดต่อกัน ทว่าส่วนเรือนของข้ากลับยังคงเงียบเหงาไร้ผู้คน จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าเผลอทำยาบำรุงที่ดื่มมานานถึงเจ็ดปีหก หมอหลวงที่มาจับชีพจรให้ข้าบอกว่า นั่นคือยาตัดทายาท ข้านิ่งงันอยู่นาน หลังจากหมอหลวงตรวจชีพจรเสร็จ เขาก็พูดต่อ “พระชายารองเสวยยามานานเกินไป อวัยวะภายในได้รับความเสียหายไปนานแล้ว” “แม้จะหยุดยาตั้งแต่วันนี้ เกรงว่าพระองค์จะเหลือเวลาอีกไม่ถึงสามเดือน” ข้ามองม้าตัวนั้นที่แก่ชราลงไปแล้วนอกหน้าต่าง หวนคิดถึงตัวเองที่ถูกยัดเยียดให้เข้ามาในสายสัมพันธ์ครั้งนี้ เพื่อสามีแล้วข้าละทิ้งธรรมชาติของตนเอง และยังใช้ความจริงใจทั้งหมดที่มีจนหมดสิ้น เซี่ยหลิ่นเช่อโปรดปรานข้า แต่ไม่ได้รักข้า คนที่เขาต้องการมีลูกด้วยมาตลอด มีเพียงพี่สาวของข้า ช่างเถิด ข้าหลับตาลงอย่างแผ่วเบา
view moreหลังจากเสิ่นอวี่เฉียนถูกส่งตัวเข้าสำนักราชนิกุล นางจึงได้รู้ว่าการตั้งครรภ์ไม่ได้ทำให้นางได้รับการอภัยท้ายที่สุด เด็กในท้องของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้หมอหลวงกล่าวว่า เป็นเพราะความหวาดกลัวและวิตกกังวลอย่างหนัก ทำให้ครรภ์ได้รับความเสียหายรุนแรงฮ่องเต้เห็นแก่คุณงามความดีของตระกูลเสิ่น จึงไม่ได้พระราชทานโทษประหาร เพียงถอดฐานันดรของนาง และกักตัวไว้ในเรือนพักต่างเมืองตลอดชีวิต ห้ามก้าวออกจากที่นั่นแม้แต่ก้าวเดียวแม่นมซุน ผู้ดูแลห้องยา และผู้ที่มีส่วนร่วมในแผนหนีตามกัน ล้วนได้รับโทษตามความผิดหมอหลวงที่ปกปิดอาการป่วยถูกปลดจากตำแหน่งและเนรเทศเฉิงอันกับน้องชายอีกสองคนถูกส่งไปให้ตระกูลเสิ่นอบรมเลี้ยงดูในวันที่ต้องจากไป เฉิงอันกอดคันธนูเล็ก ๆ ที่ซ่อมเสร็จแล้วไว้ เดินไปสามก้าวก็หันกลับมามองหนึ่งครั้ง แต่ไม่มีใครยิ้มเรียกเขาอีกแล้วเซี่ยหลิ่นเช่อเป็นผู้คุ้มกันโลงศพของเสิ่นถิงเหอกลับไปยังชายแดนด้วยตัวเองแม่ทัพใหญ่เสิ่นไม่อนุญาตให้เขาเข้าไปในโถงไว้ศพ เขาจึงคุกเข่าอยู่ด้านนอกตลอดทั้งคืนเช้าวันรุ่งขึ้น ขบวนส่งศพออกจากเมืองท้องฟ้าที่ชายแดนกว้างใหญ่กว่าที่เมืองหลวงสายลมพัดผ่านทุ่งห
ก่อนนำเสิ่นถิงเหอไปฝัง ชิงไต้กลับมายังตำหนักบูรพาอีกครั้งนางนำคันธนูเล็ก ๆ ที่เปื้อนโคลนมาวางตรงหน้าเซี่ยหลิ่นเช่อ“นี่เก็บขึ้นมาจากในสระ”ตัวคันธนูบวมพองจากการแช่น้ำ บนนั้นมีชื่อเฉิงอันแกะเอาไว้ด้วยลายมือโย้เย้เซี่ยหลิ่นเช่อจำรอยแกะสลักของเสิ่นถิงเหอได้ตอนเด็ก นางชอบแกะตัวอักษรลงบนลูกธนูของเขา บางครั้งก็แกะชื่อ บางครั้งก็แกะรูปกระต่ายน่าเกลียด ๆหลังแต่งเข้าตำหนักบูรพา นางก็ไม่เคยจับคันธนูหรือยิงธนูอีกเลยที่แท้นางไม่ได้ทำไม่เป็นแล้วเพียงแต่ความปรารถนาเล็ก ๆ นั้น นางมอบให้ลูกของเขาไปจนหมดเซี่ยหลิ่นเช่อไปยังเรือนของนางภายในห้องว่างเปล่าจนน่าใจหายแส้ม้าถูกเก็บไว้ก้นหีบ คันธนูและลูกธนูมีฝุ่นจับเต็มไปหมด ในตู้เสื้อผ้าล้วนเป็นชุดกระโปรงสีเรียบสุภาพจนดูเคร่งขรึมเขาจำได้ว่าเสิ่นถิงเหอเกลียดสีพวกนี้ที่สุดตอนแต่งงานใหม่ ๆ นางเคยสวมชุดสีแดงทั้งชุดแล้วปีนกำแพงหนีออกไปเขาตามจับตัวนางกลับมา ปากก็เอาแต่ดุด่า แต่คืนนั้นกลับนั่งอยู่บนหลังคาเป็นเพื่อนนางจนเกือบครึ่งคืนหลังจากนั้นนางก็ไม่เคยปีนกำแพงอีกเลยเขาคิดว่าในที่สุดนางก็คงรู้จักวางตัวแล้วจนกระทั่งตอนนี้ เขาถึงได้เข้า
ยามฟ้าสาง คนตระกูลเสิ่นก็มาถึงแม่ทัพใหญ่เสิ่นไม่ได้สวมชุดขุนนาง เพียงสวมเกราะเก่าชุดหนึ่งนั่นคือเกราะที่เขาเคยสวมยามออกรบปกป้องชายแดนเขาเดินเข้าไปในตำหนักบรรทม เมื่อเห็นบุตรสาวคนเล็กบนเตียง ฝีเท้าพลันหยุดชะงักปีที่เสิ่นถิงเหอออกเรือน เขาก็ยืนอยู่ตรงนี้เช่นกันตอนนั้นนางร้องไห้กอดแขนเขา บอกว่าไม่อยากเป็นภรรยาร่วมสามีกับพี่สาวแต่ราชโองการได้ประกาศลงมาแล้วตระกูลเสิ่นยอมคืนอำนาจทางทหารกว่าครึ่ง ก็ยังแลกกับอิสรภาพที่นางต้องการไม่ได้แม่ทัพใหญ่เสิ่นเดินไปข้างเตียง ยื่นมือปัดเส้นผมที่ปรกขมับของบุตรสาวออกให้ผ่านไปนาน เขาจึงเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “พ่อมาช้าไป”เซี่ยหลิ่นเช่อคุกเข่าอยู่ด้านนอกตำหนักเมื่อแม่ทัพใหญ่เสิ่นเดินออกมา เขายื่นมือหมายจะช่วยประคองโลง แต่กลับถูกผลักออกอย่างแรง“อย่าแตะต้องนาง”“ท่านพ่อตา”“กระหม่อมมิกล้ารับคำเรียกนี้”แม่ทัพใหญ่เสิ่นชักกระบี่จากเอว ปลายกระบี่จ่อเข้าที่ไหล่ของเซี่ยหลิ่นเช่อเหล่าองครักษ์โดยรอบพากันคุกเข่าลง แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามา“หากเจ้าไม่ใช่องค์รัชทายาท วันนี้ข้าคงฆ่าเจ้าไปแล้ว”เซี่ยหลิ่นเช่อไม่หลบคมกระบี่กรีดผ่านเสื้อผ้า เลือดค่
สีเลือดบนใบหน้าของเสิ่นอวี่เฉียนพลันจางหายไปจนหมดสิ้น“องค์รัชทายาทกำลังตรัสเรื่องอะไร”นางฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย“ถิงเหอเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของหม่อมฉัน หม่อมฉันจะทำร้ายนางได้อย่างไร”“ผู้ดูแลห้องยาและหมอหลวงสารภาพหมดแล้ว”เซี่ยหลิ่นเช่อก้าวเข้ามาหานางทีละก้าว“ต้องให้ข้าเรียกแม่นมซุนมาที่นี่ด้วยหรือ”แววตาของเสิ่นอวี่เฉียนฉายความลนลานวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง“บางทีแม่นมอาจตัดสินใจทำเอง”“นางเป็นห่วงมาตลอดว่าถิงเหอจะให้กำเนิดบุตรชาย และคุกคามตำแหน่งของเฉิงอัน หม่อมฉันไม่เคยสั่งให้นางทำร้ายใคร”เสียงโซ่เหล็กลากไปกับพื้นดังมาจากนอกประตูแม่นมซุนถูกองครักษ์คุมตัวเข้ามาเพียงถูกเฆี่ยนสิบครั้ง นางก็สารภาพทุกอย่างยาทำหมันเป็นคำสั่งของเสิ่นอวี่เฉียนหมอหลวงก็ถูกนางข่มขู่แม้แต่รถม้าที่แล่นเข้าไปในตรอกร้าง เสิ่นอวี่เฉียนก็เป็นคนจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าหลังฟังจบ ใบหน้าของเซี่ยหลิ่นเช่อยังคงไร้ความรู้สึก“หยกประจำตัวอยู่ที่ไหน”แม่นมซุนหมอบอยู่กับพื้น“เป็นบ่าวชราที่ฉวยโอกาสตอนชิงไต้ไม่อยู่ ลอบขโมยมาจากหีบเครื่องประดับของพระชายารอง”“จดหมายลับก็เป็นพวกเจ้าส่งไปด้วยหรือ”





