เข้าสู่ระบบบรรยากาศตัดมาที่อาคารอเนกประสงค์ภายในโรงเรียนประจำจังหวัด อาคารโถงโล่งชั้นเดียวที่ลมพัดผ่านตลอดเวลา พื้นปูกระเบื้องสะอาดตาและเรียงรายไปด้วยโต๊ะไม้ยาวสำหรับนักเรียนใช้เป็นที่นั่งอ่านหนังสือหรือทำงานกลุ่มร่วมกัน
ชลธีกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาจดจ่ออยู่กับหนังสือเตรียมสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเล่มหนา ซึ่งครูนุชพี่สาวที่แสนดีเพิ่งจะอุตสาหะหามาให้เขาด้วยความเอ็นดู บนโต๊ะยังมีคู่มือคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 วางคู่กับสมุดโน้ตที่เต็มไปด้วยรอยปากกาขีดเขียน ท่าทางที่จริงจังและมุ่งมั่นของชายหนุ่มพลอยทำให้พิมพิกาที่นั่งอยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามต้องพลอยสงบปากสงบคำไปด้วย เธอนั่งท้าวคางเฝ้ามองดูคนรักด้วยความชื่นชมในความตั้งใจของเขาจากหัวใจที่แท้จริง
ชลธีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากตัวหนังสือเพื่อผ่อนคลายประสาทที่เคร่งเครียด ก่อนที่สายตาคมคายของเขาจะประสานเข้ากับดวงตากลมโตของพิมพิกาที่จ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้วด้วยความเทิดทูน เขาคลี่ยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน พร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถามว่ามีอะไรหรือเปล่า
“เปล่าจ้ะ! เห็นตัวเองมุ่งมั่นขนาดนี้แล้ว เค้าว่าตัวเองต้องทำได้แน่ๆ”
เธอเอ่ยให้กำลังใจเขาด้วยน้ำเสียงใสซื่อ และนั่นคือสิ่งที่เธอปรารถนาให้เป็นจริงจากส่วนลึกของหัวใจ แม้ในมโนสำนึกของเธอจะเริ่มมีภาพความทรงจำอื่นแทรกเข้ามาบ้างแล้วก็ตาม
“เดือนหน้าเค้าก็ต้องลงสนามสอบแล้ว... แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่เลยพิม” ชลธีสารภาพกับเธอตรงๆ แววตาของเขาดูวูบไหวราวกับรู้ตัวว่าหนทางข้างหน้ายังต้องใช้ความพยายามอีกมหาศาล
“แต่เค้าก็เห็นตัวเองเตรียมตัวเต็มที่แล้วนี่นา เค้าเชื่อว่าตัวเองทำได้แน่ เค้าคอยเป็นกำลังใจให้เสมอนะ”
พิมพิกาส่งยิ้มละไมที่ดูไร้เดียงสาที่สุดให้กับเขา พร้อมกับยื่นแก้วชาไข่มุกพลาสติกที่เธอตั้งใจซื้อมาจากโรงอาหารส่งให้
ชลธีรับแก้วนั้นมาดูดดื่มดับความร้อน พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่อิ่มเอมใจกลับมาให้เธอ เป็นความรักที่แสนจะสะอาดสะอ้านและเรียบง่าย จนพิมพิกาเองก็เผลอลืมความรุ่มร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้นในห้องนอนเมื่อคืนไปชั่วขณะ
หลังจากที่เฝ้าชื่นชมความมุ่งมั่นของคนรักอยู่นานสองนาน จนหัวใจพองโตไปด้วยความภาคภูมิใจ พิมพิกาก็เริ่มดึงตัวเองกลับมาสนใจหนังสือที่เปิดค้างอยู่ตรงหน้าเธอบ้าง แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านอาคารอเนกประสงค์ขับเน้นให้ใบหน้าของเด็กสาวดูนวลตาและไร้เดียงสาอย่างที่สุด
“นี่ตัวเอง... ข้อนี้เค้าติด ไม่รู้ว่าจะทำไงต่อ ตัวเองช่วยดูให้เค้าหน่อยสิ”
พิมพิกาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ พร้อมกับเลื่อนสมุดโน้ตที่เธอพยายามขีดเขียนแก้โจทย์อยู่นานจนหน้ากระดาษเริ่มเลอะเทอะด้วยรอยลบ ให้ชลธีช่วยดูเพื่อหาทางออก
“ไหน... มาดูซิ” ชลธีวางหนังสือเตรียมทหารในมือลงทันที เขาไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญใจแม้แต่น้อย แต่กลับขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เพื่อสนใจสมุดโน้ตที่คนรักยื่นให้ด้วยความเต็มใจ
ทั้งคู่ต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างจริงจัง ชลธีพยายามอธิบายที่มาที่ไปของสูตรคณิตศาสตร์ด้วยความใจเย็น ในขณะที่พิมพิกาก็พยายามทุ่มเถียงตามความเข้าใจของเธอ บางจังหวะที่ความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งคู่ก็มีการถกเถียงกันบ้างตามประสาเด็กเรียนที่ตั้งใจ ทว่าความขัดแย้งเหล่านั้นมักจบลงด้วยรอยยิ้มเสมอ เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อพิมพิกาเริ่มทำหน้างอง้ำ ชลธีก็จะเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อและหาวิธีง้อด้วยคำพูดนุ่มนวล จนทั้งคู่กลับมาหัวเราะและคืนดีกันในที่สุด
มันเป็นความรักที่บริสุทธิ์สะอาดสะอ้าน เปรียบเสมือนผ้าขาวที่ยังไม่มีรอยด่างพร้อยของกามารมณ์หรือเล่ห์เหลี่ยมจากโลกภายนอกเข้ามาเจือปน
ในสายตาของชลธี พิมพิกาคือดอกไม้ที่งดงามและควรค่าแก่การทะนุถนอม และในสายตาของพิมพิกาตอนที่อยู่กับเขา ชลธีก็คือโลกทั้งใบที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง เป็นความอบอุ่นแบบเด็กหนุ่มสาวในวัยเรียนที่กำลังประคับประคองความฝันและหัวใจไปด้วยกันอย่างซื่อตรง
เสียงใสๆ ที่ร้องทักขึ้นท่ามกลางความเงียบของอาคารอเนกประสงค์ ทำให้ทั้งคู่ต้องผละจากหนังสือและการถกเถียงที่ค้างคา ทั้งพิมพิกาและชลธีต่างเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียงพร้อมกับลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้มโดยพร้อมเพรียงกัน
“ขยันกันจริงนะเราสองคน”
ครูนุช เดินตรงเข้ามาหาทั้งคู่ด้วยท่าทางคุ้นเคยและสนิทสนม แววตาของเธอที่มองเด็กทั้งสองดูเป็นกันเองมากกว่านักเรียนคนอื่นที่นั่งอยู่รอบๆ อาคารแห่งนี้อย่างเห็นได้ชัด
“สวัสดีค่ะครูนุช” พิมพิกายกมือไหว้พลางส่งรอยยิ้มทักทายอย่างที่เคยทำเป็นประจำ ทว่าในใจกลับเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นเงียบๆ
“พี่ซื้อชาไข่มุกมาฝากจ้ะ” ครูนุชวางแก้วชาไข่มุกสองใบลงบนโต๊ะ ก่อนจะเบนความสนใจทั้งหมดไปที่ชลธีโดยตรง
“เป็นยังไงบ้างธี หนังสือที่พี่ซื้อให้ช่วยได้บ้างไหม?”
“มากเลยครับพี่ มันทำให้ผมรู้แนวข้อสอบได้ชัดขึ้นเยอะเลย ขอบคุณมากนะครับ” ชลธีเอ่ยขอบคุณพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่อาบเต็มใบหน้า แววตาที่เขามองครูบรรณารักษ์สาวคนนี้เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
“สู้ๆ นะ อยากให้พี่ช่วยอะไรก็บอกได้ พี่ไปละ... ทิ้งห้องสมุดไว้นานไม่ดี” ครูนุชพูดจบก็โบกมือลาเด็กทั้งสองแล้วเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ และแก้วชาไข่มุกที่วางอยู่คู่กัน
พิมพิกามองตามแผ่นหลังของครูสาวไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันกลับมามองคนรักที่ยังคงมีรอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า ความรู้สึกหน่วงๆ ในใจทำให้เธอเผลอเอ่ยขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเหน็บแนม
“ดูครูนุชจะสนิทสนมกับตัวเองมากเลยนะ...”
ชลธีชะงักไปเล็กน้อย เขาพอจะรู้ซึ้งถึงท่าทีแบบนี้ของแฟนสาวดี จึงรีบละล่ำละลักอธิบายเพื่อหวังให้เธอสบายใจ “ก็... เค้าอยู่บ้านเช่าหลังเดียวกับครูนุชนี่นา มันก็ต้องสนิทกันเป็นธรรมดาอยู่แล้วพิม”
“หึ... สักวันคงได้แนบแน่นกันบ้างล่ะ”
คำพูดประชดประชันที่มีแววหึงหวงอย่างปิดไม่มิดนั้น ทำเอาชลธีถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาจ้องมองใบหน้าแง่งอนของพิมพิกาด้วยความลำบากใจ โดยไม่รู้เลยว่าภายใต้ความหึงหวงนั้น พิมพิกาเองก็กำลังเริ่มมี ‘ความลับ’ ที่แนบแน่นกับคนอื่นยิ่งกว่า เช่นกัน
ชลธีเบิกตาโตอย่างตกใจกับคำประชดประชันของแฟนสาว เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าพิมพิกาจะคิดไกลไปถึงขั้นนั้น
“อะไรกันพิม... คิดไปได้ขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงเค้าจะสนิทกับครูนุช แต่พี่แกก็แต่งงานมีครอบครัวไปแล้วนะ” ชลธีพยายามตีหน้ายิ้มสู้ หวังจะให้บรรยากาศที่เริ่มมาคุกลับมาสดใสเหมือนเดิม
“ไม่รู้ล่ะ... เห็นสนิทกันเกินหน้าเกินตาแบบนี้ เค้าก็อดใจหายไม่ได้นี่นา” พิมพิกายังคงทำหน้าเง้างอด สะบัดสะบิ้งใส่ด้วยท่าทีแง่งอนที่ดูน่ารักมากกว่าน่ากลัว
“ไปกันใหญ่แล้วพิม ครูนุชแกไม่มาสนใจหรือวอแวกับเรื่องแบบนั้นหรอกจ้ะ แกเห็นเค้าเป็นแค่น้องชายคนหนึ่งจริงๆ” ชลธีรีบแก้ตัวช่วยปรียานุชทันควัน เขาไม่อยากให้ครูสาวที่แสนดีต้องมัวหมองหรือกลายเป็นตัวร้ายในสายตาของพิมพิกาเพียงเพราะความเมตตาที่มีต่อเขา
“‘พี่นุช’ ย่ะ! เมื่อกี้ไม่เห็นได้ยินตัวเองเรียกว่าครูนุชสักคำเลยนี่!” พิมพิกายังคงจี้จุดด้วยความหมั่นไส้ ดูเหมือนเธอจะยังไม่ยอมหยุดงอนง่ายๆ กับเรื่องสรรพนามที่ฟังดูสนิทสนมเกินควรนั้น
ทว่าภายใต้ใบหน้าที่บึ้งตึง แววตาของเด็กสาวกลับฉายแววสนุกสนานที่ได้เห็นแฟนหนุ่มมาดนิ่งเริ่มเสียอาการ เธอเฝ้ามองดูชลธีที่เริ่มมีอาการทุรนทุราย พยายามอธิบายจนหน้าดำหน้าแดงด้วยความกลัวว่าเธอจะเข้าใจผิดจริงๆ
“แหม... เค้าล้อเล่นจ้ะ! ดูสิ ทำหน้ายังกะจะร้องไห้เลย”
พิมพิกาหัวเราะคิกคักพลางอมยิ้มขำ เมื่อเห็นว่าแกล้งจนพอใจแล้วจึงยอมเฉลยความจริงออกมา ชลธีถึงกับลอบระบายลมหายใจยาวเหยียดอย่างโล่งอก ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้พลางทำหน้าง้ำใส่กลับบ้าง
“โธ่พิม... เล่นเอาเค้าใจคอไม่ดีเลยนะเนี่ย ไม่เอาสิ ไม่เล่นแบบนี้อีกนะ เค้าตกใจหมดเลย”
เสียงบ่นงึมงำของชลธีไม่ได้ทำให้พิมพิการู้สึกผิดแม้แต่น้อย เธอกลับมองว่าท่าทางแสนซื่อของเขานั้นช่างน่ารักและน่าแกล้งยิ่งกว่าเดิม ความโกลาหลเล็กๆ ในใจเมื่อครู่จึงถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นละมุนไมแบบเด็กๆ ที่ปรับความเข้าใจกันได้เพียงแค่รอยยิ้มเดียว
พิมพิกามองดูใบหน้าเหลอหลาของแฟนหนุ่มอย่างอดขำไม่ได้ ท่าทางที่เขาดูเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบเพียงเพราะคำล้อเล่นของเธอมันช่างน่าเอ็นดูเสียจนเธออยากจะแกล้งต่ออีกนิด เด็กสาวขยับยิ้มพรายที่มุมปาก ก่อนจะวางระเบิดลูกใหญ่ทิ้งท้ายไว้อย่างมีชั้นเชิง
“ไม่รู้ล่ะนะ... อย่าให้เค้าจับได้ก็แล้วกัน!”
เธอพูดพร้อมกับทำสายตามองบนเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ท่าทางกระเง้ากระงอดนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล่นๆ ทว่าในน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยพลังกดดันบางอย่างที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
คำคาดโทษที่ดูเหมือนจะล้อเล่นแต่ทว่าจริงจังนั้น ทำเอาชลธีถึงกับลอบกลืนน้ำลายเอื็อกใหญ่ลงคอที่แห้งผากอีกครั้งอย่างฝืนๆ เขาจ้องมองเสี้ยวหน้าของพิมพิกาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ทั้งที่เขามั่นใจในความบริสุทธิ์ใจของตัวเองที่มีต่อครูนุช แต่พอถูกแฟนสาวขู่ไว้แบบนี้ หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะด้วยความประหม่าเสียอย่างนั้น
เขาไม่ได้กลัวความผิดที่ไม่ได้ก่อ แต่เขากลัวอารมณ์ที่แปรปรวนของยอดรัก ซึ่งบัดนี้ดูเหมือนจะเริ่มมีเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงในการต้อนเขาให้จนมุมได้เก่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนัก โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า "ระเบิด" ที่เธอวางไว้นั้น เป็นเพียงเงาสะท้อนจากโลกอีกใบที่เธอกำลังก้าวเท้าเข้าไปสัมผัสนั่นเอง
หยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น
ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั
ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน
สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.
มือที่กำลังพับกางเกงสแล็กสีเข้มของชลธีชะงักลงครู่หนึ่ง กลิ่นอับจาง ๆ ของกระเป๋าเดินทางสีดำใบเก่าโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นแป้งเย็นอ่อน ๆ จากตัวมารดาที่นั่งอยู่บนเสื่อกกผืนบาง แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฝาบ้านไม้ออกมาเป็นลำ ฉายให้เห็นฝุ่นละอองที่เริงระบำอยู่ในอากาศเหมือนความวุ่นวายที่เขากำลังพยายามจัดระเบียบมันทิ้งไว้เบื้องหลัง“จะกลับวันพรุ่งนี้จริงๆ เหรอลูก ไม่ไปงานแต่งของหนูพิมพ์จริงๆ เหรอ?” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียดายซ่อนเร้น สายตาฝ้าฟางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลูกชายที่ดูองอาจขึ้นผิดหูผิดตาชลธีระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบจนน่าใจหาย “ครับแม่... ผมคงไม่ไปหรอกครับ”“คนที่เคยรักใคร่ชอบพอกัน จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาหน่อยเหรอ?”คำถามของคนไม่รู้ความจริงกรีดผ่านหัวใจที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดของชลธี เขาขยับกายเข้าไปหาบุพการี มือที่สากระคายจากการฝึกหนักกุมมือที่เหี่ยวหย่นของแม่เอาไว้ แผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาจ้องมองดวงตาของแม่พร้อมรอยยิ้มที่เศร้าลึกอยู่ภายใน “ผมไม่ไปจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพิมแล้วครับแม่...”หญิงชราถอนหา
เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างเหนื่อยอ่อนค่อยๆ สงบลง เมื่อรถหกล้อสองแถวสีน้ำเงินซีดประจำหมู่บ้านวิ่งเข้าจอดเทียบข้างถนนลูกรังหน้าตลาดชุมชน ฝุ่นดินแดงที่ถูกล้อรถบดขยี้จนละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นเป็นม่านหนาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่กำลังสาละวนกับการจับจ่ายต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พลางโบกมือหยอยๆ ขับไล่ฝุ่นละอองที่ลอยมากระทบผิวสัมผัสจนสากระคายทว่าในจังหวะที่ม่านฝุ่นสีแดงส้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ปรากฏร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากท้ายรถหกล้อด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและองอาจรองเท้าคัตชูหนังสีดำ กระทบลงบนพื้นดินลูกรังดัง “ปึ้ก” หนักแน่น แสงอาทิตย์ยามสายสะท้อนผ่านเงาวับของรองเท้าที่ขัดมาอย่างประณีตประดุจกระจกเงา ขัดแย้งกับพื้นดินขี้ฝุ่นรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชลธีใน ชุดเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของม่านฝุ่น แผ่นอกที่กว้างขึ้นภายใต้เนื้อผ้าที่รีดจนตึงเปรี๊ยะเห็นจีบคมกริบ และหมวกทรงหม้อตาลที่วางระดับสายตาอย่างพอเหมาะพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนมีอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายของตลาดลงได้ในพริบตาเสียงจอกแจกจอแจของแม่ค้าปลาสดและเสียงสับเขียงหมูพลันเงีย







