LOGINเสียงฟองเบียร์ที่แตกตัวระยิบระยับในแก้วใสใบใหม่นั้นดูเย้ายวนใจอย่างประหลาด เมธีรินของเหลวสีทองอำพันจนฟองสีขาวนวลเอ่อล้นขอบแก้ว ก่อนจะเลื่อนมันมาวางตรงหน้าพิมพิกาช้าๆ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ปฏิกิริยาของเด็กสาวไม่วางตา
“มาเลยน้องพิม... ยกเลย” เมธียกแก้วของเขาขึ้นชูมาทางเธอ เป็นการกดดันเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้พิมพิกาไม่อาจปฏิเสธได้
เธอยื่นมือน้อยๆ ที่เริ่มสั่นเทาไปจับก้านแก้วอย่างเก้ๆ กังๆ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เมื่อแก้วทั้งสองกระทบกันเบาๆ จนเกิดเสียงกังวานใส เมธีก็แตะริมฝีปากกับขอบแก้วแล้วกระดกจิบลงคออย่างรวดเร็ว ในขณะที่ดวงตาคมกริบคู่นั้นยังคงจ้องมองลอดขอบแก้วมาที่เธอเพื่อดูว่าลูกแกะน้อยจะกล้าเดินตามเขาหรือไม่
พิมพิกากลั้นใจยกแก้วขึ้นกระดกตามแรงเชียร์ ทันทีที่น้ำสีเหลืองทองไหลผ่านลิ้นและสัมผัสลำคอ ความขมปร่าที่ไม่คุ้นเคยก็จู่โจมประสาทสัมผัสของเธออย่างรุนแรงจนเธอสำลักออกมาแทบจะทันที
“อูยยย... ขม! แหวะ!”
พิมพิกาอุทานเสียงหลงพลางทำหน้าเบ้ ใบหน้าหวานเหยเกด้วยความเข็ดขยาด เธอมองหน้าเมธี ระริน และศักดิ์ อย่างไม่อยากจะเชื่อว่าคนพวกนี้ทนดื่มน้ำรสชาติประหลาดนี่เข้าไปได้อย่างไร ในขณะที่เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของทั้งสามคนดังขึ้นประสานกันเมื่อเห็นท่าทีไร้เดียงสานั้น
“อึกแรกมันก็จะเป็นแบบนี้แหละจ้ะพิม... ลองอีกหน่อยสิ ค่อยๆ จิบ เดี๋ยวรสหวานมันจะตามมาเอง” ระรินยุส่งพลางส่งยิ้มท้าทาย แววตาที่ฉ่ำปรือของน้าสาวดูเหมือนจะบอกว่า 'ถ้าแกผ่านอึกนี้ไปได้ แกจะพบสวรรค์'
คำท้านั้นได้ผล พิมพิกาเป็นคนไม่ยอมคนอยู่เป็นทุนเดิม เธอยกแก้วขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่เพียงแค่จิบ แต่เธอกลั้นใจกลืนของเหลวซ่าขมนั้นลงไปติดๆ กันหลายอึกจนพร่องไปเกือบครึ่งแก้ว
ความซ่าที่ซัดสาดอยู่ในช่องปากเริ่มเปลี่ยนเป็นความอุ่นวาบที่ลำคอ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์และเที่ยงตรงเสมอ โดยเฉพาะกับร่างกายที่ใสสะอาดไม่เคยต้องมือมารอย่างพิมพิกา เพียงไม่กี่นาทีต่อมา ความรู้สึกประหลาดก็เริ่มจู่โจมเธอ
มันเริ่มจากความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง ก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าจนเธอรู้สึกว่าแก้มทั้งสองข้างมันตึงและร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก โลกที่เคยดูแข็งกระด้างและน่าอึดอัดในร้านซ่อมรถที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมัน บัดนี้กลับดูอ่อนละมุนและพร่าเลือนลงอย่างน่าอัศจรรย์ แสงไฟนีออนที่เคยกะพริบถี่จนน่ารำคาญ กลับกลายเป็นแสงสีที่นุ่มนวลชวนฝัน
พิมพิการู้สึกเหมือนร่างกายของเธอเบาหวิวราวกับขนนก ความเครียด ความกดดันจากอากู และความกังวลเรื่องชลธีที่เคยแบกไว้บนบ่า บัดนี้กลับมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกเคลิบเคลิ้มและผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอเริ่มรู้สึกว่าเสียงหัวเราะของศักดิ์ดูไพเราะขึ้น และใบหน้าคมเข้มของเมธีที่อยู่ข้างๆ ก็ดูเย้ายวนใจจนเธอไม่อาจละสายตาได้
เธอลองขยับนิ้วมือแล้วพบว่ามันดูเชื่องช้าและนุ่มนวลเกินจริง รอยยิ้มเริ่มผุดขึ้นบนริมฝีปากของเด็กสาวโดยที่เธอไม่ต้องพยายาม ความขมที่เคยรังเกียจในอึกแรก บัดนี้กลับกลายเป็นรสชาติที่ชวนให้กระหายต่อ พิมพิกาพบว่าตัวเองเริ่มชอบความรู้สึก "ลอย" แบบนี้เข้าเสียแล้ว มันเป็นอิสระที่เธอโหยหามาตลอดชีวิต เป็นโลกที่เธอสามารถเป็นอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องสนคำครหาของใคร
เธอมองหน้าเมธีอีกครั้งผ่านม่านตาที่เริ่มฉ่ำเยิ้ม รอยยิ้มของเธอเปลี่ยนจากความขัดเขินเป็นความกล้าแกร่งและแฝงไปด้วยจริตจะก้านที่ถูกปลุกขึ้นมาจากฤทธิ์น้ำเมา
“อืม... มันก็น่าสนใจดีนะจ๊ะเฮีย”
พิมพิกาพึมพำเสียงพร่า แววตาของเธอเริ่มส่องประกายร่านร้อนอย่างที่เมธีต้องการจะเห็นมาตลอด บัดนี้... ประตูสู่โลกแห่งราคะของพิมพิกาได้เปิดออกอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว โดยมีเบียร์ครึ่งแก้วนั้นเป็นกุญแจสำคัญ
เมธีจ้องมองใบหน้าหวานที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อของพิมพิกาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงใจ เขาเห็นชัดว่าเด็กสาวเริ่ม "ติดลม" และกำแพงแห่งความละอายใจกำลังสั่นคลอนจนแทบพังทลาย เขาไม่รอช้าที่จะรุกคืบต่อทันที ชายหนุ่มยกแก้วเบียร์ขยับเข้าหาเธออีกครั้ง รอยยิ้มที่มุมปากแฝงไปด้วยคำท้าทายที่ยากจะปฏิเสธ
“คราวนี้ขอหมดแก้วเลยนะน้องพิม... โชว์ให้เฮียดูหน่อยว่าพิมเก่งแค่ไหน”
พิมพิกาในยามนี้ไม่มีแม้แต่คำท้วงติง ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่สูบฉีดอยู่ในกระแสเลือดทำให้เธอรู้สึกฮึกเหิมและอยากเอาชนะ มือเล็กๆ คว้าหมับเข้าที่ก้านแก้วยกขึ้นชนกับแก้วของเมธีดัง เคร้ง! ก่อนจะกระดกของเหลวสีทองอำพันลงคอรวดเดียวจนหมดแก้ว
ท่ามกลางสายตาตะลึงพรึงเพริดของทุกคน เธอคว่ำแก้วเปล่าโชว์ให้คนทั้งสามดูอย่างผู้ชนะ แววตาที่เคยใสซื่อบัดนี้ฉ่ำเยิ้มและทอประกายความรั้นอย่างปิดไม่มิด
“ว้าว... เก่งจังน้องพิม!” ระรินร้องเชียร์เสียงอ้อแอ้ ดวงตาปรือปรอยพลางตบมือให้หลานสาวอย่างสนุกสนาน
“อย่างนี้มันต้องอีกแก้ว!” เมธีไม่ปล่อยให้จังหวะขาดช่วง เขารินเบียร์เติมให้พิมพิกาจนฟองขาวฟูฟ่องอีกครั้ง และคราวนี้ไม่ต้องรอให้เขาชวน พิมพิกาที่เป็นฝ่าย "ได้ใจ" กลับเป็นคนยื่นแก้วไปขอชนกับเขาเอง เธอรวบยอดดื่มทีเดียวหมดแก้วเป็นแก้วที่สามติดๆ กัน
ในวินาทีนั้นเอง... โลกของพิมพิกาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สรรพสิ่งรอบกายที่เคยแข็งกระด้างในร้านซ่อมรถ กลับกลายเป็นภาพที่นุ่มนวลและพร่าเลือนเหมือนอยู่ในความฝัน เสียงหัวเราะรอบตัวฟังดูไพเราะและก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทอย่างน่าประหลาด เธอรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังลอยละล่องอยู่ในปุยเมฆที่แสนอบอุ่น
ความอึดอัดใจ ความผิดชอบชั่วดี หรือแม้แต่เงาของชลธีที่เคยตามหลอกหลอน บัดนี้ถูกชะล้างหายไปสิ้น เหลือเพียงความสุขสมที่เอ่อล้นจนอยากจะกรีดร้องออกมา
เธอมองออกไปเบื้องหน้าด้วยสายตาที่พร่ามัว เห็นระรินกำลังประกบปากจูบกับศักดิ์อย่างดูดดื่มที่เก้าอี้ข้างๆ ภาพไอดอลสาวที่กำลังถูกลูกน้องผัวรุกรานในโพรงปากอย่างเร่าร้อน กลับกลายเป็นภาพฝันที่แสนหวานและเย้ายวนใจในสายตาของเด็กสาวที่กำลังเมามาย
เสียงคราง อือๆ ในลำคอของระรินที่สลับกับเสียงดูดดื่มน้ำลาย ฟังดูเหมือนท่วงทำนองเพลงที่กระตุ้นสัญชาตญาณร่านร้อนในกายเธอให้ตื่นตัว
‘อยากเป็นแบบนั้นจัง... อยากถูกทำแบบนั้นบ้าง...’ ความคิดชั่ววูบแล่นเข้ามาในสมองที่กำลังขาวโพลน
ทันใดนั้นเอง เธอรับรู้ได้ถึงสัมผัสจากมือหยาบใหญ่ของเมธีที่เอื้อมมาประคองแก้มใสของเธอไว้อย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น
ความร้อนจากฝ่ามือของชายรุ่นใหญ่ที่เจนจัดในกามารมณ์แผ่ซ่านเข้าสู่ผิวเนื้อนุ่มนวลของเด็กสาว มันวูบวาบและซ่านสยิวจนร่างกายของเธอสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ กระแสความรู้สึกเหมือนไฟฟ้าช็อตแล่นปลาบไปทั่วร่างจนร่างกายกระตุกเบาๆ แขนขาที่เคยมีแรงกลับอ่อนระทวยไปหมดจนแทบจะทรงตัวบนเก้าอี้ไม่อยู่
พิมพิกาเผยอริมฝีปากบางๆ ออกอย่างไม่รู้ตัว ราวกับเป็นการเชื้อเชิญที่รอคอยมานาน และเมธีก็ไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไป
เขาโน้มใบหน้าคมเข้มเข้าไปหา ก่อนจะประกบริมฝีปากหนาลงบนปากสวยของเด็กสาวอย่างรุนแรงและหิวกระหาย ลิ้นร้อนที่จัดจ้านและเต็มไปด้วยรสชาติของเบียร์และบุหรี่ถูกส่งเข้าไปสำรวจในโพรงปากที่แสนหวานและอ่อนนุ่มของพิมพิกาอย่างจาบจ้วง
“อื้อออ...”
พิมพิกาครางแผ่วในลำคอ รสสัมผัสที่แปลกใหม่และรุนแรงทำให้น้ำหวานในกายเด็กสาวหลั่งรินจนแฉะชื้นไปหมด ความเสียวซ่านแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กายยามที่ลิ้นของเมธีพัวพันหยอกล้อกับลิ้นของเธอ
เธอหลับตาพริ้มปล่อยตัวปล่อยใจไปกับพายุแห่งราคะที่เมธีเป็นคนจุดขึ้น ท่ามกลางเสียงครางของระรินที่ดังอยู่ข้างๆ โลกสีขาวที่เธอเคยอยู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงสีดำสนิทที่แสนเย้ายวนและร้อนรุ่มในร้านซ่อมรถแห่งนี้ที่กำลังแผดเผาตัวตนของเธอให้กลายเป็นจลน์ไปพร้อมกับความใคร่ที่ยากจะหยุดยั้ง
พิมพิกาหลับตาพริ้มปล่อยสติให้ล่องลอยไปกับพายุราคะที่โหมกระหน่ำใส่ร่างน้อยของเธออย่างไม่ปรานี รสจูบของเมธีนั้นช่างหอมหวานและรุนแรงจนเธอแทบจะหลอมละลาย
สิ่งที่เคยทำได้เพียงจินตนาการฟุ้งซ่านอยู่บนเตียงนอน บัดนี้เธอกำลังสัมผัสมันจริงๆ รสชาติของความ "ผิดบาป" มันกลับอร่อยลิ้นและละมุนละไมจนเธอไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาพบกับความเป็นจริง
“อูวววว... อือออ...”
เสียงครางหวานหูหลุดออกมาจากลำคอระหง พิมพิกาตกอยู่ในภวังค์แห่งความสุขสมจนกระทั่งเสียงบางอย่างเริ่มแทรกซึมเข้ามาในโสตประสาท เสียงนั้นมันดิบเถื่อนและกระชั้นถี่จนทำให้เธอต้องฝืนปรือตาที่ฉ่ำเยิ้มขึ้นมองดูภาพตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกแอลกอฮอล์ปลุกปั่น
“ซี้ดดด... อาาาา... จ๊วบ... จ๊วบ...”
เสียงซี้ดปากยาวของศักดิ์ ผสมกับเสียงจ้วบจ้าบของการดูดดึงบางอย่างที่เปียกชื้น มันช่างน่าดึงดูดใจจนพิมพิกาต้องเบิกตากว้าง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเด็กสาวตัวเย็นเฉียบทว่าเลือดในกายกลับเดือดพล่าน ศักดิ์กำลังยืนแอ่นเอวอยู่ข้างเก้าอี้ของระริน
กางเกงของเขากองร่นลงไปอยู่ที่ข้อเท้าทั่งสองข้าง มื้อที่หยาบกร้านของเขาจิกประคองขยี้เส้นผมของระรินไว้แน่น ใบหน้าของศักดิ์หงายเชิดเหยเกด้วยความเสียวซ่านสุดขีด
พิมพิกาจ้องมองดูภาพไอดอลสาวของเธอที่กำลังอ้าปากกว้าง คาบกลืนเอาส่วนหัวของท่อนเอ็นเขื่องของศักดิ์เข้าไว้ในโพรงปากอย่างช่ำชอง เด็กสาวสังเกตเห็นด้วยความตระหนกว่าแท่งลำที่ระรินกำลังปรนเปรอนั้นมันดู "ประหลาด" กว่าที่เธอเคยเห็นผ่านตา
ผิวสัมผัสของมันขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำไม่เรียบเนียนเหมือนของเมธี แถมสีสันยังดำคล้ำดูน่ากลัวทว่ากลับปลุกเร้าอารมณ์ใคร่ในตัวเธอให้พุ่งพล่านจนถึงขีดสุด
ในจังหวะที่เธอกำลังตกตะลึงจนตาไม่กะพริบนั้นเอง ความรู้สึกจี๊ดแล่นปรี่เป็นริ้วขึ้นสู่สมองราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูง เมื่อยอดปทุมถันคู่งามที่เธอเฝ้าหวงแหนกลับถูกคุกคามด้วยสัมผัสที่จาบจ้วง
“อูยยยย... ซี้ดดดด... อาาาา!”
พิมพิกาสะดุ้งเฮือก ร่างกายกระตุกเกร็งด้วยความเสียวซ่านที่จู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอรับรู้ได้ทันทีว่าเมธีฉวยโอกาสตอนที่เธอถลำลึกไปกับภาพของระริน สอดนิ้วโป้งและนิ้วชี้ที่หยาบใหญ่เข้าไปในคอเสื้อของเธอ บีบคีบและคลึงเคล้าเม็ดปทุมถันที่ยอดสงวนของเธอไว้อย่างถนัดถนี่
แรงบีบที่เน้นย้ำและจังหวะการขยี้ที่เป็นงานของเมธี ทำให้พิมพิการู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น
ร่างกายของเด็กสาวอ่อนระทวยจนแทบจะร่วงหล่นจากเก้าอี้ ความเสียวซ่านมันแล่นผ่านยอดทรวงไปถึงใจกลางความสาวจนมันสั่นระริกและหลั่งไหลหยาดน้ำหวานออกมาจนชุ่มโชก
พิมพิกาหอบหายใจถี่กระชั้น ดวงตาพร่าเลือนมองสลับระหว่างภาพระรินที่กำลังดูดดื่มของศักดิ์กับใบหน้าเจ้าเล่ห์ของเมธีที่กำลังขยี้ปทุมถันของเธออย่างเมามัน
โลกใบเก่าที่สะอาดสะอ้านมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความร่านร้อนที่แผดเผาใจสาวท่ามกลางกลิ่นน้ำมันเครื่องและรสเบียร์ที่ขมปร่า เธอพ่ายแพ้แล้ว... พ่ายแพ้ต่อสัมผัสที่ดิบเถื่อนนี้อย่างหมดรูป
หยาดเหงื่อที่ยังอุ่นชื้นบนผิวเนื้อของคนทั้งคู่ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอเย็นตามแรงลมจากหน้าต่างที่พัดเอากลิ่นฝนเจือจางเข้ามาในห้อง ปรียานุชซบใบหน้าลงกับอกแกร่งที่ยังคงกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ รอยยิ้มละไมผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากที่เพิ่งผ่านรสสัมผัสอันหอมหวาน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากไล้ผ่านมัดกล้ามหน้าอกที่แข็งตึง ก่อนจะหยุดเขี่ยวนเบาๆ ที่ยอดอกของชลธี สัมผัสสากระคายเล็กน้อยของผิวกายชายหนุ่มย้ำเตือนให้เธอรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่ใช่เพียงจินตนาการยามค่ำคืนชลธีระบายลมหายใจยาวด้วยความอิ่มเอม เขากระชับวงแขนโอบร่างบางที่นุ่มนิ่มประดุจปุยเมฆเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ก่อนจะก้มลงกดจุมพิตหนักๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อที่ส่งกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ อย่างรักใคร่เทิดทูน“ผมรักพี่นะครับ...”คำบอกรักที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและแตกระแหง ปรียานุชรู้สึกเหมือนมีกระแสน้ำทิพย์อุ่นๆ หลั่งไหลมาชโลมหัวใจจนมันพองโตเต็มอก เธอเงยหน้าขึ้น สบตาคมที่ทอดมองมาด้วยความบูชา ก่อนจะขยับตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ปลายคางซึ่งเริ่มมีไรเคราเขียวครึ้มของเขา สัมผัสที่สากระคายนั้น
ชลธีโถมกายกลับลงสู่ผืนเตียงที่ยวบยาบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นิ้วหนาขยับปลดตะขอกระโปรงผ้าป่านด้วยจังหวะที่กะพริบถี่ ปรียานุชขยับสะโพกงามให้ความร่วมมืออย่างเป็นใจจนอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นไปจากเรือนร่าง ความงามที่ไร้สิ่งขวางกั้นปรากฏชัดภายใต้แสงสลัวราง ช่างดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจจนเด็กหนุ่มถึงกับลืมหายใจ“อย่างห้ามผมเลยนะครับ... คนดีของผม พี่สวยเหลือเกิน”เสียงที่กระซิบข้างใบหูนั้นสั่นพร่าและแหบพร่าเต็มไปด้วยความเทิดทูน ก่อนที่มือหยาบใหญ่จะเชยจับข้อเท้างามแยกออกกว้างอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมกรุ่นของโคกเนื้ออวบอูมที่ชุ่มชื่นไปด้วยละอองรักหยาดใส ปลายจมูกโด่งคมสูดดมกลิ่นอายสาวที่เขาถวิลหามาเนิ่นนานจนเต็มปอดลิ้นร้อนระอุเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเนิบนาบ แตะไล้ลงบนรอยแยกของกลีบเนื้อสีหวานที่กำลังชุ่มฉ่ำ สัมผัสแรกนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกนุ่มๆ ที่ปัดผ่าน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของปรียานุช“อูย... ซี้ด... ยะ... อย่า... อย่าทำอย่างนั้น... อูย...”เสียงร้องห้ามนั้นแผ่วเบาจนเป็นเพียงลมหายใจที่ขาดช่วง ทว่าสะโพกงามกลับไม่ยอมถอยหนี เธอขยับแอ่นรับสัมผั
ร่างบางของปรียานุชถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังประคองกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบาง แรงยุบตัวของฟูกและกลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่ซักตากแดดจนแห้งสนิทโชยเข้าจมูก ทว่าแขนเรียวงามกลับยังคงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งไว้มั่น ไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว สายตาสองคู่ประสานกันในระยะที่ลมหายใจอุ่นจัดรดรินกันและกัน จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นรัวแรง“พี่ครับ... ผมรักพี่เหลือเกิน ผมห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงทุ้มต่ำที่พร่าสั่นกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ชลธีจะโน้มลงมามอบจูบที่หยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่คือจูบที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและถวิลหาที่อัดอั้นมานานปี ปรียานุชเผยอริมฝีปากรับสัมผัสจากเด็กหนุ่มด้วยความเต็มใจ “อืออ… อุ๊ย… อาาา…”เสียงครางแผ่วในลำคอดังขึ้นอย่างลืมตัว รสจูบนั้นหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งรวงที่มาชโลมใจซึ่งเคยแห้งผากให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเขาย้ายริมฝีปากหนาไปพรมจูบทั่วใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่หน้าผากมน ไล่มาที่เปลือกตาที่ปิดพริ้ม และพวงแก้มที่ร้อนผ่าวประดุจเปลวไฟสีกุหลาบ ความโหยหาที่ถูกปลดปล่อยทำให้อุณหภูมิใน
สายลมยามบ่ายหอบเอาไอแดดและกลิ่นหอมของดอกหญ้าข้างทางลอยละล่องเข้าปะทะใบหน้าขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมแล่นลัดเลาะไปตามซอยแคบ ๆ จนเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านที่แสนคุ้นตา ปรียานุชหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความกังวลทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเนื้อหนาของเด็กหนุ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาช่างมั่นคงจนหัวใจที่เคยอ้างว้างและแห้งแล้งประดุจผืนทรายที่ขาดน้ำมานานปี กลับมารู้สึกชุ่มฉ่ำและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสองแขนเรียวที่โอบกระชับเอวหนาถูกพันธนาการไว้ด้วยมือหยาบใหญ่ของชลธี เขาละมือข้างหนึ่งลงมากุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้เหนือหน้าตัก บีบเบา ๆ ราวกับจะบอกผ่านสัมผัสว่าเขาพร้อมจะเป็นโล่กำบังและที่พักพิงให้เธอตลอดไป สัมผัสสากระคายแต่ทว่านุ่มนวลนั้นทำให้ปรียานุชขยับใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังเขาแน่นขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมไอแดดอ่อน ๆ จากตัวเขาช่างเป็นน้ำหอมที่ปลอบประโลมใจได้ดีที่สุด“พี่ครับ... ถึงแล้วครับ”เสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์อันหวานล้ำ ปรียานุชเผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดที่รำไรอยู่ใต้ชายคาบ้านไม้หลังเดิมทำให้เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง“อืม.
มือที่กำลังพับกางเกงสแล็กสีเข้มของชลธีชะงักลงครู่หนึ่ง กลิ่นอับจาง ๆ ของกระเป๋าเดินทางสีดำใบเก่าโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นแป้งเย็นอ่อน ๆ จากตัวมารดาที่นั่งอยู่บนเสื่อกกผืนบาง แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านฝาบ้านไม้ออกมาเป็นลำ ฉายให้เห็นฝุ่นละอองที่เริงระบำอยู่ในอากาศเหมือนความวุ่นวายที่เขากำลังพยายามจัดระเบียบมันทิ้งไว้เบื้องหลัง“จะกลับวันพรุ่งนี้จริงๆ เหรอลูก ไม่ไปงานแต่งของหนูพิมพ์จริงๆ เหรอ?” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียดายซ่อนเร้น สายตาฝ้าฟางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลูกชายที่ดูองอาจขึ้นผิดหูผิดตาชลธีระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบจนน่าใจหาย “ครับแม่... ผมคงไม่ไปหรอกครับ”“คนที่เคยรักใคร่ชอบพอกัน จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาหน่อยเหรอ?”คำถามของคนไม่รู้ความจริงกรีดผ่านหัวใจที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดของชลธี เขาขยับกายเข้าไปหาบุพการี มือที่สากระคายจากการฝึกหนักกุมมือที่เหี่ยวหย่นของแม่เอาไว้ แผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาจ้องมองดวงตาของแม่พร้อมรอยยิ้มที่เศร้าลึกอยู่ภายใน “ผมไม่ไปจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพิมแล้วครับแม่...”หญิงชราถอนหา
เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างเหนื่อยอ่อนค่อยๆ สงบลง เมื่อรถหกล้อสองแถวสีน้ำเงินซีดประจำหมู่บ้านวิ่งเข้าจอดเทียบข้างถนนลูกรังหน้าตลาดชุมชน ฝุ่นดินแดงที่ถูกล้อรถบดขยี้จนละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นเป็นม่านหนาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่กำลังสาละวนกับการจับจ่ายต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พลางโบกมือหยอยๆ ขับไล่ฝุ่นละอองที่ลอยมากระทบผิวสัมผัสจนสากระคายทว่าในจังหวะที่ม่านฝุ่นสีแดงส้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ปรากฏร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากท้ายรถหกล้อด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและองอาจรองเท้าคัตชูหนังสีดำ กระทบลงบนพื้นดินลูกรังดัง “ปึ้ก” หนักแน่น แสงอาทิตย์ยามสายสะท้อนผ่านเงาวับของรองเท้าที่ขัดมาอย่างประณีตประดุจกระจกเงา ขัดแย้งกับพื้นดินขี้ฝุ่นรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชลธีใน ชุดเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของม่านฝุ่น แผ่นอกที่กว้างขึ้นภายใต้เนื้อผ้าที่รีดจนตึงเปรี๊ยะเห็นจีบคมกริบ และหมวกทรงหม้อตาลที่วางระดับสายตาอย่างพอเหมาะพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนมีอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายของตลาดลงได้ในพริบตาเสียงจอกแจกจอแจของแม่ค้าปลาสดและเสียงสับเขียงหมูพลันเงีย
![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






