หลินเฟยหลันยืนรอคอยผู้เป็นบิดาด้วยความตื่นเต้น ผู้คนที่สัญจรไปมาต่างยิ้มออกกับท่าทีกระตือรือร้นของท่านหญิงใหญ่ตัวน้อย
“ท่านหญิงใหญ่ช่างน่าเอ็นดูนัก”
“ใครว่านางเอาแต่ใจกัน ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนสักนิด”
“ใช่ๆ ถ้าข้ามีลูกหลานเช่นนี้ ข้าคงจะหลงหัวปักหัวปำเลยทีเดียว”
“แต่ไม่เห็นพระชายาเลย”
แววตาของหลินเฟยหลันไหววูบ
นางจึงเดินออกมาที่ถนน แล้วเข้าไปกระซิบกับคนที่เอ่ยถามหามารดาตน
“เสด็จแม่ต้องดูแลน้องชายเจ้าค่ะ หลันเอ๋อร์ไม่อยากให้เสด็จแม่เหน็ดเหนื่อย จึงอาสามารับเสด็จพ่อแทน”
แล้วคิ้วน้อยๆ ก็ขมวดย่นเข้าหากัน พลางกระซิบถาม “ไม่เหมาะหรือเจ้าคะ ที่หลันเอ๋อร์มารับเสด็จพ่อ แต่เสด็จแม่ไม่มา ทั้งๆ ที่เสด็จแม่เองก็อยากมา แต่หลันเอ๋อร์สงสารเสด็จแม่ จึง..จึง..อึก”
สองประโยคท้ายน้ำเสียงของท่านหญิงตัวน้อยสั่นสะอื้น จนเหล่าชาวเมืองอดที่จะเห็นใจไม่ได้
“มิได้เพคะ ท่านหญิงใหญ่ พระชายาทรงเหน็ดเหนื่อยมากพอแล้ว ท่านหญิงทำเช่นนี้ ถือว่ากตัญญูยิ่งเพคะ”
“จริงนะ” หลินเฟยหลันถามย้ำด้วยน้ำเสียงดีใจ
“จริงเพคะ/จริงพ่ะย่ะค่ะ” หลายคนจึงช่วยกันยืนยัน
ได้รับรอยยิ้มจากท่านหญิงใหญ่ ทำเอาหลายคนถึงกับอยากจะดึงร่างเล็กนั่นเข้ามากอดเลยทีเดียว
เมื่อรถม้้าของชินอ๋องมาถึง ชาวบ้านต่างพากันคุกเข่าคำนับ
แต่เมื่อเห็นว่าชายารองและบุตรทั้งสองนั่งรถม้าคันเดียวกันกับชินอ๋อง แม้จะรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แต่ชาวบ้านอย่างพวกเขาจะทำอันใดได้
หลินเฟยหลันกล่าวต้อนรับทุกคนด้วยน้ำเสียงยินดี “เสด็จพ่อ เสด็จแม่รอง ยินดีต้อนรับกลับเพคะ น้องรอง น้องสาม ยินดีต้อนรับกลับ”
“อืม” ผู้เป็นบิดาพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ และหันไปรับชายารองและบุตรทั้งสองแทน
ส่วนสามแม่ลูกก็เชิดหน้าราวกับนางพญา
ท่านหญิงใหญ่หน้าเสียเล็กน้อย ปากเล็กเม้มเข้าหากัน และเหมือนอยากจะเอาอกเอาใจบิดา “เสด็จพ่อ น้องสี่ไม่สบาย เสด็จแม่จึงอยู่คอยดูแล อีกทั้งเสด็จแม่ถูกกักบริเวณอยู่ ลูกจึงมารับเสด็จพ่อกับเสด็จแม่รอง ลูกเก่งหรือไม่เพคะ”
ผู้เป็นบิดาเพียงปรายตามองแล้วจูงมือชายารองและบุตรทั้งสองผ่านบุตรสาวคนโตไป โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำชมหรือถ้อยคำใด
ชุนลี่จึงเข้าไปปลอบ “ท่านหญิงอย่าคิดมากเลยเพคะ ท่านอ๋องคงจะเหนื่อยจากการเดินทาง”
“อึก หลันเอ๋อร์ไม่คิดมาก หลันเอ๋อร์เป็นเด็กรู้ความ เสด็จแม่บอกว่าหลันเอ๋อร์ต้องรักและกตัญญูต่อเสด็จพ่อ แม้ว่าเสด็จพ่อจะไม่รักหลันเอ๋อร์ก็ตาม” ประโยคสุดท้าย หลินเฟยหลันก้มหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ชาวบ้านที่คุกเข่าอยู่ใกล้มีหรือจะไม่ได้ยิน
เห็นท่านหญิงใหญ่นิ่งเงียบไป ชุนลี่รู้สึกขัดใจเล็กน้อย
เพราะปกติแล้ว หลินเฟยหลันต้องกรีดร้องอย่างเอาแต่ใจเมื่อบิดาไม่สนใจเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ช่วงสองสามวันมานี้ รู้สึกว่าท่านหญิงใหญ่จะนิ่งเงียบผิดปกติ
หรือว่าเพราะได้พระชายาเสวียนสั่งสอน
ไม่ได้การละ นางต้องทำอะไรสักอย่าง มิเช่นนั้น ตำแหน่งอนุท่านอ๋องคงต้องหลุดลอยไปแน่
หลินเฟยหลันที่ก้มหน้าสะอื้นแอบหรี่ตามองพี่เลี้ยงของตนด้วยแววตาลุ่มลึก ปากน้อยๆ ยกยิ้ม
วันนี้นางได้พิสูจน์อีกเหตุการณ์ในฝันนั้น ทุกประโยคของชาวบ้านที่เอ่ยในตอนแรกล้วนเป็นเหมือนในฝัน
แต่ว่าในฝันนั้น นางใช้ถ้อยคำดูแคลนชาวบ้านเหล่านั้น ทำให้เมื่อรถม้าของบิดามาถึง ชายารองของบิดาก็มาช่วยแก้ต่างให้นาง ทำให้ได้ใจชาวบ้านไปไม่น้อย
นางจึงลองเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในฝัน เดินเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้าน ซึ่งนั่นทำให้เหตุการณ์เปลี่ยน
แสดงว่า เหตุการณ์ในฝันของนาง สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เหมือนกับว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวนางเองว่าต้องการเปลี่ยนมันหรือไม่
เมื่อแน่ใจว่าเหตุการณ์ในฝันนั้นล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หลินเฟยหลันจึงตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องความฝันของตนให้มารดาฟัง นางเลือกจะเล่าเหตุการณ์บางอย่างที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่ยังไม่เล่าเรื่องที่นางแต่งงานไปต่างแคว้นตระกูลเสวียนถูกประหารในข้อหากบฏ เพราะกลัวว่ามารดาจะคิดมาก และอาจจะคิดว่านางสติฟั่นเฟือน
ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน
ตอนนี้ต้องให้เสด็จแม่เชื่อหมดใจเสียก่อนว่าความฝันของนาง คือลางบอกเหตุล่วงหน้า
พระชายาเสวียนแม้จะยังไม่เชื่อ แต่นางก็ไม่คิดที่จะกล่าวหาว่าบุตรสาวพูดจาเลอะเลือน จึงบอกเพียงว่าขอพิสูจน์ทุกอย่างให้แน่ใจเสียก่อน
แล้วข่าวลือจากงานล่าสัตว์แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ชาวบ้านต่างพากันนินทาอย่างสนุกปาก
เนื่องจากชินอ๋องไม่มีตระกูลหนุนหลัง แต่ได้ตำแหน่งนี้มา เพราะอาศัยบารมีของฮ่องเต้และไทเฮาเกื้อหนุน ทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจโดยเฉพาะเหล่าอ๋อง เมื่อสบโอกาสที่จะทำลายชื่อเสียงของหลินเฉิงจวิน พวกเขาก็ไม่ปล่อยโอกาสอันดีนี้ไป
แม้จะเป็นเรื่องเรือนหลังของตำหนักตงหยาง แต่ก็เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของชินอ๋องโดยตรง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของฮ่องเต้ ไทเฮาจึงมีหนังสือตำหนิพระชายา
หลังจากที่อ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ เสวียนเยี่ยนฟางก็เผาจดหมายเป็นผุยผง พร้อมกับบอกบ่าวคนสนิท “ให้คนของเรากระจายข่าวเรื่องของชายารองไป อีกถ้าจะให้ดีให้เล่าลือไปถึงมารดาของนางด้วย”
ฮึ! คิดว่าเป็นไทเฮาแล้วจะมีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้งั้นรึ ฝันไปเถอะ
ที่นางยอมรับสมรสพระราชทาน ก็เพราะเห็นแก่ทุกชีวิตของตระกูลเสวียนสายรองที่กระจายอยู่ที่อื่นต่างหาก
ลำพังแค่จวนหลัก หากจะขัดราชโองการ ใครหน้าไหนจะกล้าสั่งประหารบิดานาง
ตระกูลเสวียนจงรักภักดีมาหลายชั่วรุ่น แต่พวกเจ้ากลับรังแกพวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า จนบุตรสาวของนางเกือบตกตายโดยที่นางไม่สามารถทำอะไรได้
นับว่าสวรรค์ยังเมตตาคืนบุตรสาวคนเดิมของนางกลับมา
คราวนี้ข้าจะขอตอบโต้กลับคืนบ้าง ล้างคอรอได้เลย!
หลังจากนั้นก็มีคนขุดคุ้ยเกี่ยวกับพื้นเพของมารดาของชายารองลู่ขึ้นมา เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านได้มีเรื่องนินทาสนุกปากอีกครั้ง เพราะมารดาของชายารองลูู่เคยเป็นหญิงคณิกามาก่อน ฮูหยินลู่จึงถือโอกาสนี้สั่งกักบริเวณอนุคนโปรดของสามี เพราะอับอายที่บุตรสาวของอนุผู้นี้ไม่สามารถสั่งสอนสายเลือดของราชวงศ์ให้ดีได้ แสดงกิริยาชั้นต่ำต่อหน้าเชื้อพระวงศ์จนกลายเป็นที่ครหา ทำให้ตระกูลลู่อับอาย
เหล่าพี่น้องก็พลอยถูกครอบครัวสามีตำหนิ
ส่วนหลานสาวที่ยังไม่ออกเรือน ทางแม่สื่อของตระกูลของฝ่ายชายหลายตระกูลก็ชะลอการพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายไว้ก่อน
ทางด้านตระกูลหญิงสาวที่ต้องการเกี่ยวดองกับหลานชายหมอหลวงลู่ ก็ขอเลื่อนกำหนดงานหมั้นหมายและงานแต่งงานออกไปเช่นกัน เพราะกลัวว่าบุรุษตระกูลลูู่จะลุ่มหลงอนุหรือแอบซ่อนสาวใช้อุ่นเตียงไว้คอยรังแกภรรยาเอกอย่างที่มารดาของชายารองลู่กระทำต่อฮูหยินลู่
หมอหลวงลูู่ก็ถูกสายตาของหมอหลวงคนอื่นมองมาด้วยความสมเพช
ทุกคนในตระกูลลู่จึงพลอยจงเกลียดจงชังลู่หว่านเหลียนไปอีก
ชินอ๋องไม่สนใจข่าวลือดังกล่าว เพราะเขาสนใจเพียงความรู้สึกของสตรีอันเป็นที่รักเท่านั้น
ที่เขารับตำแหน่งชินอ๋อง ก็เพื่อคอยพิทักษ์บัลลังก์ให้แก่ฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายและไทยเฮาผู้เปรียบเสมือนมารดา ซึ่งทั้งสองเป็นคนให้ชีวิตใหม่แก่เขาหลังจากสิ้นมารดา
คนอื่นจะคิดเช่นไร เขาล้วนไม่สนใจ
เมี่ยวกูกูพยักหน้าอย่างพึงพอใจ หลังจากที่นางถ่ายทอดหลักการสี่จรรยาแก่ท่านหญิงใหญ่หลัน
ซึ่งหลินเฟยหลันก็ไม่ทำให้นางกำนัลอาวุโสผิดหวัง นางเรียนรู้จนแตกฉาน สามารถตอบคำถามต่อเมี่ยวกูกูได้ทุกข้อ
พระชายาเสวียนยิ้มรับคำชมด้วยความภาคภูมิใจ บุตรสาวของนางอายุย่างสิบสาม สมควรแก่การเรียนรู้เรื่องของสตรีเอาไว้ อย่างน้อยจะได้ไม่ถูกตระกูลของสามีดูแคลน
หลังมื้อเที่ยง นางกำนัลอาวุโสก็กลับไป หลินเฟยหลันจึงขอเล่นกับน้องชายก่อนที่จะถึงเวลานอนกลางวันของเขา
หลังจากที่สองแม่ลูกปรับความเข้าใจกัน อาหารสามมื้อ ทั้งสามจะร่วมโต๊ะกันทุกวัน ทุกมื้อของอาหารจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
เป็นเช่นนี้มานานนับเดือน
เสวียนเยี่ยนฟางแม้จะเข้มงวด หากแต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด บุตรสาวของนางก็ล้วนเรียนรู้ได้ดี อาจารย์ทุกคนต่างเอ่ยปากชม หลังจากรับมื้อเที่ยง นางจึงตามใจหลินเฟยหลันทุกอย่าง
แม้บุตรทั้งสองจะอยู่ในวัยที่ควรร่ำเรียนมากกว่าที่จะเล่นไร้สาระ หากแต่หลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องล้วนห่างเหิน นางไม่อยากให้สองพี่น้องกลายเป็นคนอื่น
อีกทั้ง หลังจากที่หลินเฟยหลันขลุกเล่นอยู่กับน้องชาย ดูเหมือนว่าอาการป่วยของหลินเฟยฉีจะดีขึ้น ทั้งยังกินข้าวได้มากกว่าอดีต หมอหลวงเองก็ลดจำนวนเทียบยาลงบ้างแล้ว
นางจึงคิดว่า ให้บุตรชายได้วิ่งเล่นกับพี่สาว นอกจากจะแข็งแรงขึ้น ยังทำให้สองพี่น้องสนิทกันมากขึ้นด้วย
“พี่หญิง วันนี้เราจะเล่นอะไรดีขอรับ” หลินเฟยฉีถามขึ้น
หลินเฟยหลันคิดอยู่เพียงครู่ ก็เอ่ย “เล่นซ่อนหาดีหรือไม่”
หลินเฟยฉีพยักหน้า
“พี่จะหา เจ้าไปซ่อน” หลินเฟยหลันบอก
เมื่อพี่สาวยกมือขึ้นปิดตา ท่านชายน้อยก็วิ่งไปหาที่หลบอย่างรวดเร็ว
พี่เลี้ยงชุนลี่หันมากระซิบบางอย่างกับพี่เลี้ยงของท่านชายน้อย เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า นางจึงมองซ้ายแลขวาแล้วถอยออกไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลินเฟยหลันก็ตะโกนขึ้น “ฉีเอ๋อร์ อยู่ที่ไหน ออกมาหาพี่สาวหน่อย”
หลินเฟยหลันตามหาน้องชายอยู่นานก็ไม่พบ นางจึงคลานเข่าส่องลอดตามพุ่มไม้ไปเรื่อยจนพ้นเขตเรือนของมารดาโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ว่าตนเองอยู่ที่เรือนกลาง ก็ตอนที่หัวน้อยๆ โผล่ขึ้นมา
เรือนกลางจะเป็นเรือนที่อยู่ระหว่างเรือนของมารดาและบิดา ซึ่งเป็นห้องหนังสือและคลังเก็บสมบัติของตำหนัก
สายตาของหลินเฟยหลันเหลือบไปเห็นพี่เลี้ยงของตนยืนอยู่ที่หน้าห้องคลังสมบัติ พร้อมด้วยฝูกงกงซึ่งเป็นพ่อบ้านของตำหนัก จากนั้นไม่นาน นางก็เห็นหลินฟางซินเดินมา
เมื่อฝูกงกงเปิดประตู ทั้งสามก็เข้าไปในห้องเก็บสมบัติด้วยกัน
หลินเฟยหลันยืนรอคอยผู้เป็นบิดาด้วยความตื่นเต้น ผู้คนที่สัญจรไปมาต่างยิ้มออกกับท่าทีกระตือรือร้นของท่านหญิงใหญ่ตัวน้อย“ท่านหญิงใหญ่ช่างน่าเอ็นดูนัก”“ใครว่านางเอาแต่ใจกัน ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนสักนิด”“ใช่ๆ ถ้าข้ามีลูกหลานเช่นนี้ ข้าคงจะหลงหัวปักหัวปำเลยทีเดียว”“แต่ไม่เห็นพระชายาเลย”แววตาของหลินเฟยหลันไหววูบนางจึงเดินออกมาที่ถนน แล้วเข้าไปกระซิบกับคนที่เอ่ยถามหามารดาตน“เสด็จแม่ต้องดูแลน้องชายเจ้าค่ะ หลันเอ๋อร์ไม่อยากให้เสด็จแม่เหน็ดเหนื่อย จึงอาสามารับเสด็จพ่อแทน”แล้วคิ้วน้อยๆ ก็ขมวดย่นเข้าหากัน พลางกระซิบถาม “ไม่เหมาะหรือเจ้าคะ ที่หลันเอ๋อร์มารับเสด็จพ่อ แต่เสด็จแม่ไม่มา ทั้งๆ ที่เสด็จแม่เองก็อยากมา แต่หลันเอ๋อร์สงสารเสด็จแม่ จึง..จึง..อึก”สองประโยคท้ายน้ำเสียงของท่านหญิงตัวน้อยสั่นสะอื้น จนเหล่าชาวเมืองอดที่จะเห็นใจไม่ได้“มิได้เพคะ ท่านหญิงใหญ่ พระชายาทรงเหน็ดเหนื่อยมากพอแล้ว ท่านหญิงทำเช่นนี้ ถือว่ากตัญญูยิ่งเพคะ”“จริงนะ” หลินเฟยหลันถามย้ำด้วยน้ำเสียงดีใจ“จริงเพคะ/จริงพ่ะย่ะค่ะ” หลายคนจึงช่วยกันยืนยันได้รับรอยยิ้มจากท่านหญิงใหญ่ ทำเอาหลายคนถึงกับอยากจะดึงร่างเล็กนั่นเข้ามาก
ณ ลานกว้างในป่าหลังจากที่ช่วงเช้ามีการแข่งประชันยิงธนู ช่วงบ่าย เหล่าบุรุษกล้าทั้งหลายก็ต่างควบม้าเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์กันเสียส่วนใหญ่ และมีสตรีที่สนใจเข้าร่วมอยู่ไม่น้อยส่วนคนที่เหลือก็เลือกที่จะออกไปชมนกชมไม้ หรือไม่ก็พักผ่อนตามอัธยาศัย ซึ่งส่วนใหญ่เลือกที่จะจับกลุ่มพูดคุยกันเสียมากกว่า“ชายารองลู่ มิคิดว่าท่านจะกล้าเข้าร่วมงานนี้ด้วย” พระสนมหวางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหมิ่นเหยียดชินอ๋องผู้นี้ ช่างลำเอียงจนไม่แยกแยะว่าอะไรควรไม่ควร ให้ชายารองออกงานแทนพระชายาเอกเป็นที่ขบขันยิ่งนักดีแล้วที่ข้าไม่แต่งเข้าตำหนักตงหยางนางเคยหมายตาตำแหน่งชายาเอกของชินอ๋อง หากแต่เมื่อตกเป็นของเสวียนเยี่ยนฟางก็แล้วไปเถอะ เพราะพื้นเพตระกูลเสวียนต่อให้อยากอยู่ในตำแหน่งฮองเฮา ใต้หล้าก็ไม่รังเกียจหากแต่ว่าตำแหน่งชายารองที่คิดว่าจะเป็นของนาง กลับมีลูกอนุของหมอหลวงมาโฉบไปแทนใจนางล้วนไม่ยอมรับเมื่อไม่อาจทำใจไปอยู่ตำแหน่งเดียวกันกับดอกบัวขาวเปื้อนโคลนตรงหน้า นางจึงเลือกที่จะมาอยู่ในตำแหน่งที่สตรีคนนี้ต้องก้มหัวให้นางแทน จะดีกว่า“ท่านชายเล็กร่างกายไม่แข็งแรง พระชายาจึงต้องอยู่ดูแล ท่านอ๋องจึงให้หม่อมฉันมาแทนเพคะ
พระชายาเสวียนแทบไม่อยากเชื่อสายตา เมื่อเห็นภาพของสองพี่น้องที่คีบอาหารส่งให้กัน“เสด็จแม่” หลินเฟยหลันเอ่ยทักทายมารดาพลางจัดแจงเก้าอี้ให้อย่างรู้งานด้วยความคล่องแคล่ว ปากน้อยๆ ก็เอ่ยไปด้วย “เชิญเสด็จแม่ประทับนั่งตรงนี้เพคะ”ตรงนี้ที่ว่า คือตรงกลางระหว่างบุตรทั้งสองเสวียนเยี่ยนฟางยิ้มให้กับบุตรสาวตัวน้อยจะดีแค่ไหน หากบุตรสาวของนางเป็นเช่นนี้ตลอดไป“เสด็จแม่ลองชิมปลานึ่งเพคะ ลูกทำเองกับมือเลยนะเพคะ” ว่าพลางคีบเนื้อปลาวางที่ถ้วยข้าวของมารดา“หืมมมม หลันเอ๋อร์ของแม่เข้าครัวเป็นด้วยหรือนี่ เก่งจริง” ผู้เป็นมารดาเอ่ยชมอย่างให้กำลังใจหลินเฟยหลันถอนหายใจห้วน “ก็ที่ครัวใหญ่อาหารไม่อร่อยนี่เพคะ แถมชุนลี่ก็ไม่สนใจลูกด้วย ลูกจึงต้องแอบไปทำกินเอง ตอนเช้าลูกเห็นคนเอาปลามาส่ง ท่านป้าหนิงบอกว่าเสด็จแม่โปรดเสวยปลานึ่ง ลูกจึงอาสาทำเองเพคะ อ๊ะ..ลูกทำเองจริงๆ นะเพคะ แม่ครัวเพียงแค่บอกวิธีทำ”เสียงเจื้อยแจ้วของบุตรสาวตัวน้อยเล่าเรื่องราวไปเรื่อย ด้วยน้ำเสียงสบาย แต่มารดากลับรับรู้ได้ถึงความผิดปกติชุนลี่อยู่กับตระกูลเสวียนมานาน แม้ไม่ได้ขายตัวเป็นบ่าว หากแต่ก็รับเงินจากนางโดยตรงเมื่อบุตรสาวแยกเรือน น
ดวงตาของเด็กน้อยเหม่อมองไปทางหน้าต่าง ขณะที่หมอหลวงกำลังตรวจชีพจรให้หมอหลวงถอนหายใจอย่างโล่งอก “ตอนนี้ท่านหญิงใหญ่พ้นขีดอันตรายแล้ว ให้ดื่มยาอีกสามเทียบและให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็หายดีแล้ว”แล้วก็กำชับกับพี่เลี้ยงของท่านหญิงอีกสองสามประโยคชุนลี่พยักหน้า แล้วเดินออกไปส่งหมอหลวงที่หน้าตำหนักเมื่อไม่มีใครอยู่ในห้อง หลินเฟยหลันก็ถอนสายตาตัวเองกลับมาสามวันก่อนหน้า นางมีเรื่องทะเลาะกับน้องสาวต่างมารดา จนเป็นเหตุให้นางตกน้ำแล้วหมดสติในระหว่างที่หลับใหล นางฝันถึงเหตุการณ์หลายอย่าง ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวนางเองทั้งสิ้นสิ่งที่ได้เห็นในฝันนั้นน่ากลัวนัก นางพยายามที่จะลืมตาตื่นจากฝันร้าย หากแต่ทำไม่ได้ จนมาถึงเหตุการณ์สุดท้ายที่นางได้เห็นตัวเองถูกลากไปตัดหัวต่อหน้ามารดาราวกับว่านางและตัวของนางในฝันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อคมดาบตวัดลงมาที่ลำคอ นางก็ได้สติขึ้นมาพร้อมกับกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งหมอหลวงจึงถูกตามตัวกลางดึกอย่างกะทันหันเพื่อมาตรวจอาการนางพยายามที่จะอธิบายสิ่งที่อยู่ในฝันร้ายให้ทุกคนฟัง หากแต่พวกเขาไม่รับฟัง และแอบไปนินทาหาว่านางสติฟั่นเฟือนดังนั้น นางจึงปิดปากเงียบอย่างไรเสีย ด้ว
ร่างผอมโซในชุดนักโทษสีซีดถูกกระชากอย่างไร้ความปราณีพร้อมกับเสียงตวาดจากผู้คุม“คุกเข่า!”ตลอดหนึ่งเดือนที่ถูกกักขังแล้วนำตัวมา ณ ที่แห่งนี้ลานประหารที่ตั้งอยู่ระหว่างเขตแดนระหว่างแคว้นเยว่และแคว้นเว่ยผู้คนต่างสาบแช่งอดีตพระชายาขององค์ชายเจ็ดแห่งแคว้นเว่ย ที่เป็นตัวต้นเหตุให้เกิดการนองเลือดขึ้นในทั้งสองแคว้นเพราะองค์ชายเจ็ดที่มีตระกูลเสวียนหนุนหลังคิดการก่อกบฏโค่นล้มรัชทายาท จึงทำให้เกิดการนองเลือดล้างแผ่นดินขึ้นในแคว้นเว่ยขณะเดียวกัน กองทัพตระกูลเสวียนก็คิดการใหญ่ต้องการราชบัลลังก์แคว้นเยว่มาไว้ในมือ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะรวมแผ่นดินให้กลายเป็นแคว้นเดียวกันองค์ชายเจ็ดขึ้นเป็นฮ่องเต้ ส่วนพระชายาเสวียนก็ขึ้นเป็นฮองเฮา ปกครองแคว้นใหม่ร่วมกันกว่าที่ทั้งสองแคว้นจะสามารถปราบกบฏลงได้ ย่อมต้องสูญเสียเหล่าทหารกล้าไปไม่น้อยหลายครอบครัวต้องสูญเสียบิดาและบุตรชายไป จึงทำให้พวกเขาโกรธแค้นองค์ชายเจ็ดกับพระชายา และตระกูลเสวียนเข้ากระดูกองค์ชายเจ็ดถูกสำเร็จโทษที่แคว้นเว่ยตระกูลเสวียนก็ถูกประหารต่อหน้าชาวเมืองไปก่อนหน้าเหลือเพียงพระชายาผู้นี้ที่ผู้คนทั้งสองแคว้นอยากเห็นการตายของนางแคว้นเว่ยจึงส่