เข้าสู่ระบบ“โยม…พาเด็กไปเปลี่ยนยางรถเถอะ” หลวงตาบอกอย่างเมตตา ดึงสติของอลินดาให้กลับมา ก่อนที่หญิงสาวจะเดินนำเด็กวัดไปที่รถ
เมื่อเปลี่ยนยางเสร็จเรียบร้อย อลินดาก็กล่าวขอบคุณหลวงตา จากนั้นก็ขับรถออกจากวัดไปด้วยความหวั่นวิตกกับคำขู่สุดท้ายของบรรณ ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ทำไมเขาทำเหมือนโกรธเกลียดเธอมาสักสิบปีสิบชาติ ทั้งๆ ที่เธอกับเขาเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก หรือผู้ชายคนนั้นจำคนผิดกันแน่นะ…
คิ้วโก่งสวยขมวดเข้าหากันเป็นโบว์ผูกผมตลอดเส้นทางที่ขับรถกลับบ้าน ขณะที่สมองกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น อลินดาจึงเอื้อมไปหยิบแล้วยกขึ้นมาแนบข้างใบหูเล็ก
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับน้องดา” เสียงทักทายดังมาตามสายทำให้หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ คล้ายรำคาญ แต่ก็ทำได้เพียงทักทายกลับไป
“สวัสดีค่ะ พี่พศินโทร.มามีธุระสำคัญอะไรหรือเปล่า พอดีดาขับรถอยู่ค่ะ”
“พี่ไม่สบายใจครับก็เลยอยากเจอน้องดา เย็นนี้เราทานข้าวเย็นด้วยกันนะครับ” พศินเอ่ยชวนด้วยสุ้มเสียงหวานๆ แต่อลินดาไม่อยากฝืนตัวเองที่จะไปกับชายหนุ่ม
“พอดีดาเข้าเวรค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะรถเยอะดาเกรงจะเกิดอุบัติเหตุ” หญิงสาวตัดบทแล้วกดสายทิ้งไปดื้อๆ โดยไม่สนใจคนปลายสายว่าจะรู้สึกเช่นไร ส่วนพศินพอโดนปฏิเสธแบบนั้นก็ถึงกับไม่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งนั่นคือทำให้ชายหนุ่มคิดว่าหญิงสาวคงจะเบื่อขี้หน้าเต็มทนเพราะช่วงนี้เขาโทร.มาหาเธอบ่อยเกินไป
อลินดาขับรถมาถึงบ้านก็ด้วยสีหน้ากังวล และนั่งเงียบๆ อยู่ในรถเพื่อสงบสติอารมณ์ คุณหญิงอัมพร ซึ่งเป็นมารดาเห็นบุตรสาวไม่ลงมาจากรถสักทีก็เดินออกมาดู
“คุณแม่...” อลินดาลงจากรถก็โผเข้ากอดมารดาราวกับเด็กกำลังเสียขวัญ จนคุณหญิงอัมพรตกใจรีบกอดตอบร่างบอบบางพร้อมกับลูบหลังไปมาเบาๆ
“ดาเป็นอะไรเหรอลูก” คนเป็นแม่เอ่ยถามหลังจากร่างในอ้อมกอดเริ่มขยับตัวเล็กน้อย เมื่อความหวาดหวั่นลดลงหญิงสาวจึงเอนกายออกจากอกอุ่น
“เปล่าคะคุณแม่ ดาแค่คิดถึงแม่กับพ่อเท่านั้นเอง” อลินดาไม่ต้องการให้มารดาเป็นกังวลด้วยก็เลยจำต้องเปลี่ยนเรื่อง คุณหญิงอัมพรประคองด้วยหน้าสวยหวานของบุตรสาวอย่างเอ็นดู
“ลูกคนนี้เข้าเวรทีไรกลับมาอ้อนแม่ทุกทีเลยนะ” คุณหญิงส่ายหน้านวลเนียนของบุตรสาวไปมาช้าๆ แววตาอ่อนโยนของคนเป็นแม่ ทำให้ความหวาดกลัวจางหายไป “ไปอาบน้ำให้สบายเนื้อสบายตัวก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวแม่ให้ป้าบัวเตรียมของว่างไว้รอ”
“คุณแม่น่ารักที่สุดในโลกเลยคะ” อลินดาหอมแก้มมารดาสองฟอดใหญ่ๆ แล้วจับมือกันเข้าไปในบ้าน “วันมะรืนนี้เป็นวันเกิดคุณพ่อ แขกคงจะเยอะเหมือนปีที่แล้ว”
“ใช่จ้ะ จริงๆ แม่ก็ไม่อยากให้จัดงานใหญ่โตอะไรมากมายหรอกนะ สู้เอาเงินไปบริจาคให้โรงพยาบาลหรือเป็นทุนการศึกษาเด็กดีกว่า” คุณหญิงอัมพรถอนหายใจเบาๆ จนอลินดาปล่อยคิกออกมา
“คุณแม่ก็... คนรักพ่อเยอะนี่คะ”
“แม่รู้จ้ะ แต่แม่ไม่อยากให้ใครมาลำบากจัดงานแบบนี้” คุณหญิงอัมพรและรัฐมนตรีประภาสผู้เป็นสามี เติบโตมาจากครอบครัวชนชั้นสูง และสร้างฐานะตัวเองจากการรับราชการ จนกระทั่งสามีลงเล่นการเมือง ทำให้ชีวิตที่เคยสงบอยู่อย่างพอเพียงเปลี่ยนไป
“พ่อวางมือจากงานเมื่อไหร่ เราค่อยกลับไปอยู่ที่บ้านสวนของเรานะคะแม่” อลินดากอดมารดาอย่างเข้าใจ เพราะเธอรับรู้ความรู้สึกของผู้ให้กำเนิดทั้งสอง
“แม่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันจ้ะ”
“แล้วปีนี้ใครเป็นแม่งานจัดวันเกิดให้คุณพ่อเหรอคะ” หญิงสาวชวนคุยเพื่อให้มารดาสบายใจขึ้น คุณหญิงอัมพรครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบออกไป
“คุณสนธิกับคุณยุวเรศ ผู้บริหารระดับสูงเอสซีแอล ดีเวลลอปเมนท์จ้ะ”
อลินดาพยักหน้าขึ้นลง เธอเคยได้ยินกลุ่มธุรกิจนี้ในสื่อการตลาดต่างๆ บ่อยครั้ง เพราะเป็นกลุ่มบริษัทที่มีผลประกอบการดีเยี่ยม และได้รับรางวัลจากหลายหน่วยงาน พ่อของเธอในฐานะรัฐมนตรีพาณิชย์มอบรางวัลให้หลายครั้ง แต่คนที่ขึ้นรับรางวัลมักจะเป็นตัวแทนของบริษัท และไม่เคยมีใครเคยเห็นตัวเป็นๆ ของประธานกรรมการใหญ่เลยสักครั้ง
“งั้นดาไปอาบน้ำก่อนนะคะแม่ เดี๋ยวลงมาค่ะ” อลินดาจุ๊บแก้มมารดาอีกครั้ง ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไป โดยมีสายตาคนเป็นแม่มองตามด้วยความรัก
หลังจากถูกอลินดาปฏิเสธจนหน้าหงาย พศินก็กลับมานั่งดื่มชุดใหญ่อยู่ในห้องนั่งเล่น กลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปทั่วจนคุณหญิงอมรรัตน์ต้องใช้มือปัดปลายจมูกสองสามครั้ง ก่อนจะมองสภาพของบุตรชาย
“ไหนแกบอกจะพาหนูดาไปกินข้าว ทำไมมานั่งดื่มอยู่คนเดียวแบบนี้” ผู้เป็นแม่มองขวดเหล้าเปล่าที่ล้มอยู่บนโต๊ะ และมีขวดใหม่ที่เพิ่งเปิดตั้งอยู่
“อลินดาไม่ยอมไป เธออ้างโน้นอ้างนี่สารพัด ทำไมแม่ ทำไมน้องดาถึงรังเกียจผมด้วย” พศินพูดจบก็เทเหล้าลงคอพรวดเดียวหมดแก้ว จนคุณหญิงอมรรัตน์ได้แต่ถอนหายใจและนั่งลงข้างๆ
“เพราะแกมัวแต่ไปเสียเวลาเริงรักกับนังพัดอยู่น่ะสิ ถ้าไม่มีนังนั่น ป่านนี้แกกับหนูดาคงแต่งงานกันไปแล้ว ธุรกิจของเราก็คงจะได้โครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาลหลายต่อหลายโครงการ”
“ถ้าผมเจอน้องดาก่อนพัด เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้” แทนที่พศินจะสำนึกว่าตัวเองผิดต่อพัดชา แต่ไม่เลย เพราะความรักของเขาที่มีต่อพัดชาหมดไปตั้งแต่เธอตั้งท้องแล้ว พศินไม่อยากมีลูก แต่พัดชาต้องการใช้ลูกผูกมัดสามีและคิดว่าจะเป็นโซ่ทองคล้องใจพ่อแม่ให้กลับมารักกันมากกว่าเดิม ทว่ากลับคิดผิดเพราะตั้งแต่รู้ว่าพัดชาท้อง พศินก็ทำตัวห่างเหินและกลับมาอยู่ที่บ้านตัวเอง แทนที่จะอยู่กับพัดชาที่คอนโด
“มันยังไม่สายนะลูก เร่งทำคะแนนให้น้องดาเห็นใจ แม่เชื่อว่ายังไงเด็กหัวอ่อนอย่างน้องดาต้องรับรักลูกของแม่แน่นอน” คุณหญิงอมรรัตน์ให้กำลังใจอย่างคนที่ผ่านชีวิตมามาก
“ป่านนี้ไม่รู้ว่าลูกของผมกับพัดชาจะเป็นยังไงบ้าง”
“แกอย่าพูดถึงนังนั่นให้แม่ได้ยินอีกนะพศิน เพราะนังพัดไม่ใช่เหรอที่ทำให้ลูกของแม่ไม่ได้คนดีๆ อย่างน้องดาตั้งแต่แรก” หญิงสูงวัยบอกเสียงห้วนๆ เนื่องจากความชิงชังที่มีต่อพัดชานั้นมันหยั่งรากลึกในใจจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว
“โธ่แม่ ไหนๆ พัดก็ตายไปแล้ว แม่จะจงเกลียดจงชังอะไรเมียผมนักหนา” พศินบอกอย่างอ่อนใจกับท่าทีของมารดา
“ฉันไม่เคยคิดว่านังนั่นเป็นลูกสะใภ้ สะใภ้ของฉันต้องมีหน้ามีตาทางสังคม ไม่ใช่เด็กใจแตกอย่างมัน แล้วแกก็ต้องเลิกพูดถึงมันได้แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาจีบน้องดาอย่างจริงจังซะ พร้อมเมื่อไหร่แม่จะไปสู่ขอให้” พูดจบคุณหญิงอมรรัตน์ก็เดินออกไป ส่วนพศินได้แต่ถอนหายใจดังๆ กับความเจ้ากี้เจ้าการที่ชอบบงการชีวิตตนของมารดา ตั้งแต่จำความได้ เขาก็ถูกมารดาขีดเส้นให้เดินมาโดยตลอด หากเรื่องพัดชาเขาเป็นฝ่ายเลือกเอง แต่ก็ถูกกีดกันทางอ้อมอยู่ดี พัดชาก็อดทนเหลือเกิน ยอมทุกอย่างเพราะความรักจนกระทั่งนาทีสุดท้ายของชีวิต
“โยม…พาเด็กไปเปลี่ยนยางรถเถอะ” หลวงตาบอกอย่างเมตตา ดึงสติของอลินดาให้กลับมา ก่อนที่หญิงสาวจะเดินนำเด็กวัดไปที่รถเมื่อเปลี่ยนยางเสร็จเรียบร้อย อลินดาก็กล่าวขอบคุณหลวงตา จากนั้นก็ขับรถออกจากวัดไปด้วยความหวั่นวิตกกับคำขู่สุดท้ายของบรรณ ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ทำไมเขาทำเหมือนโกรธเกลียดเธอมาสักสิบปีสิบชาติ ทั้งๆ ที่เธอกับเขาเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก หรือผู้ชายคนนั้นจำคนผิดกันแน่นะ…คิ้วโก่งสวยขมวดเข้าหากันเป็นโบว์ผูกผมตลอดเส้นทางที่ขับรถกลับบ้าน ขณะที่สมองกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น อลินดาจึงเอื้อมไปหยิบแล้วยกขึ้นมาแนบข้างใบหูเล็ก“สวัสดีค่ะ”“สวัสดีครับน้องดา” เสียงทักทายดังมาตามสายทำให้หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ คล้ายรำคาญ แต่ก็ทำได้เพียงทักทายกลับไป“สวัสดีค่ะ พี่พศินโทร.มามีธุระสำคัญอะไรหรือเปล่า พอดีดาขับรถอยู่ค่ะ”“พี่ไม่สบายใจครับก็เลยอยากเจอน้องดา เย็นนี้เราทานข้าวเย็นด้วยกันนะครับ” พศินเอ่ยชวนด้วยสุ้มเสียงหวานๆ แต่อลินดาไม่อยากฝืนตัวเองที่จะไปกับชายหนุ่ม“พอดีดาเข้าเวรค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะรถเยอะดาเกรงจะเกิดอุบัติเหตุ” หญิงสาวตัดบทแล้วกดสายทิ้งไปดื้อๆ โดยไม่สนใจคนปลายส
ณ โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ร่างระหงสมส่วนภายใต้ชุดเดรสสีเปลือกไข่เดินออกจากห้องตรวจด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม คนไข้ที่นั่งรออยู่ในห้องโถงต่างหันไปมองและส่งยิ้มให้คุณหมอคนสวยอย่างชื่นชม“หมอดาออกเวรแล้วเหรอคะ”“ค่ะพี่อี๊ด” แพทย์หญิงอลินดา สุวัฒนา แพทย์ประจำแผนกสูตินารีเวชยิ้มให้หัวหน้าพยาบาล “วันนี้คนไข้เยอะนะคะ คุณหมออีกสองท่านคงรับมือได้”“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คุณหมอก็เข้าเวรมาทั้งคืนแล้ว แล้วนี่จะไปไหนต่อหรือเปล่าคะ” หัวหน้าพยาบาลก้มมองถังสังฆทานที่อลินดาถืออยู่ในมืออย่างแปลกใจ“จะไปทำบุญที่วัดค่ะแล้วก็จะเลยกลับบ้าน ไปนะคะพี่อี๊ด” อลินดาบอกแล้วเดินไปที่ลานจอดรถของโรงพยาบาล พอมาถึงลานโล่งก็รู้สึกเหมือนมีคนแอบดูเธออยู่ คุณหมอสาวจึงมองรอบๆ ตัวเผื่อจะเจอคนรู้จัก แต่ก็ไร้เงา...“เดี๋ยวนี้คิดมากนะเรา” อลินดาส่ายหน้ายิ้มๆ กับความรู้สึกของตัวเอง แล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งในรถก่อนจะขับออกไป หากอลินดามองกระจกหลังสักนิดก็คงเห็นรถโรลส์รอยซ์ แฟนทอมสีดำวิ่งตามมา และสายตาคมกริบมองท้ายรถของเธอด้วยแววตานิ่งลึกอย่างยากแก่การคาดเดา บรรณนั่งอ่านรายละเอียดประวัติต่างๆ ของอลินดา ริมฝีปา
หนึ่งปีต่อมา...บนพื้นน้ำสีครามอันกว้างใหญ่รายล้อมไปด้วยเกาะส่วนตัวของตระกูลมัณตะธารา ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่และทรงอิทธพลมากที่สุดในน่านน้ำทะเลอันดามัน มัณตะธาราเป็นเจ้าของธุรกิจมากมายมูลค่ารวมกันหลายหมื่นล้าน โดยผู้ที่กุมบังเหียนทุกอย่างคือทายาทคนโต ‘บรรณ มัณตะธารา’ นักธุรกิจหนุ่มวัยสามสิบห้าปี ที่มากไปด้วยความสามารถเต็มรูปแบบ ความดุดันและความร้ายกาจในชั้นเชิงธุรกิจทำให้ไม่มีใครอยากมีปัญหากับเขา แต่ทุกครั้งที่ชายหนุ่มขยับหรือทำอะไรมักจะเป็นข่าวดังตามหน้าสื่อต่างๆ อยู่เสมอคฤหาสน์หลังใหญ่รูปทรงยุโรป ซึ่งเป็นที่อยู่ของเจ้าของเกาะตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาหันหน้าเข้าหาทะเล ระเบียงโล่งยื่นออกไปรับลมชายหาด ร่างสูงสง่าของบรรณยืนทอดสายตามองพื้นน้ำสีครามด้วยใบหน้าเรียบเฉย จนกระทั่งเสียงร้องของเด็กน้อยดังแว่วมาทำให้ชายหนุ่มต้องหันกลับไปมอง“แอ้…แอ้…” เสียงร้องของหลานชายตัวน้อยทำให้ร่างสูงก้าวยาวๆ เข้าไปหา พยาบาลที่จ้างมาดูแลอุ้มน้องพอร์ตหรือเด็กชายชลลัมพี มัณตะธารา วัยหนึ่งขวบเดินไปเดินมา แต่เจ้าหนูพอร์ตตัวกลมก็ไม่ยอมหยุดร้อง พอเห็นคุณลุงตัวใหญ่จึงยื่นมือป้อมๆ ไปหา ริมฝีปากแดงเรื่อเบะออกพร้อมกับ
หน้าห้องดับจิตของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังอันดับต้นๆ ของเมืองไทยแห่งหนึ่ง โรลส์รอยซ์ แฟนทอม (RollsRoyce Phantom) สีดำขลับวิ่งมาจอดเทียบยังหน้าตึก ชายฉกรรจ์สวมชุดสูทสีดำสองคนรีบลงจากรถแล้วหันกลับไปเปิดประตูหลังให้ผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักร่างสูงสง่าล่ำบึกของบรรณ มัณตะธารา ก็ก้าวออกมาจากพาหนะสุดหรูราคาเฉียดหกสิบล้านบาท ทันทีที่รองเท้าหนังเงาวับทั้งสองข้างเหยียบย่ำลงบนพื้นฟุตบาท สายลมอ่อนๆ พร้อมกับกลิ่นหอมบางอย่างก็พัดผ่านวูบมา ทำเอาบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแถบทะเลอันดามันถึงกับหัวใจกระตุกไหว ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรงราวกับเจ้าตัวกำลังสะกดกั้นความรู้สึกบ้างอย่างเอาไว้ ดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้กรอบแว่นสีดำหากใครได้เห็นยามนี้มันแดงก่ำเต็มไปด้วยความเครียดแค้นและความเสียใจปนอยู่“บรรณ…”เสียงเรียกทำให้บรรณหันไปมอง ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับเอกวัตรมาถึงตัว โดยมีนายตำรวจอีกสองคนยืนอยู่ด้านหลัง“ฉันอยากเจอยัยพัด” เสียงทุ้มที่เปล่งออกมานั้นแฝงไว้ซึ่งความเจ็บปวดอย่างเก็บอาการไม่อยู่ ทำเอาเอกวัตรลอบถอนหายใจเบาๆ อย่างหนักใจไม่น้อย เพราะหลังจากวันนี้เป็นต้นไปคนที่ทำกับพัดชาคงอยู่ไ
เปรี้ยงงง!!!...อสนีบาตปรากฏแสงแปลบปลาบอยู่บนเวิ้งฟ้าอันมืดมิด ก่อนที่เส้นสายลวดลายต่างๆ จะสว่างวาบพึ่บพั่บขึ้นมาเป็นระลอกใหญ่ๆ ราวกับจะนำทางให้เงาดำที่เดินแกมวิ่งอยู่บนถนนซึ่งไร้ยวดยานพาหนะได้มองเห็นจุดมุ่งหมายเบื้องหน้าร่างอ้อนแอ้นภายใต้ชุดสีเขียวอ่อนของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในวงแขนโอบกอดห่อผ้าสีขาวเอาไว้แนบอกอย่างหวงแหน พลางหันกลับไปมองด้านหลังด้วยประกายตาหวาดหวั่นตลอดเวลา“อุแว้...อุแว้…”เสียงร้องระงมจ้าอันไร้เดียงสาบีบคั้นหัวใจผู้เป็นแม่ยิ่งนัก ไม่ต่างอะไรกับเอามีดที่แหลมคมกรีดลงบนเนื้อใจ ทว่าเวลานี้เธอจะอ่อนแอไม่ได้เพราะคนที่จ้องเอาชีวิตเธอกับลูกนั้นกำลังเข้ามาใกล้ทุกขณะ หญิงสาวพาเรือนกายที่อิดโรยของตัวเองมาถึงทางแยกสามแพร่งอย่างกระหืดกระหอบ ขณะมองซ้ายแลขวาเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะเลือกทางไหนเพื่อไปให้พ้นจากความตายในครั้งนี้‘ขอให้เราสองแม่ลูกรอดพ้นจากคนที่หมายเอาชีวิตด้วยเถอะ’คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายหลับตาลงเพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะตัดสินใจก้มหน้าก้มตากอดลูกแน่นและวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปทางด้านซ้าย แต่รถที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงก็เลี้ยวตามมาติดๆ ชนิดหายใจรดต้นคอ“เร







