แชร์

บทที่ 4

ผู้เขียน: ฟ้าดุษฎี
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-10 18:23:24

ณ โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ร่างระหงสมส่วนภายใต้ชุดเดรสสีเปลือกไข่เดินออกจากห้องตรวจด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม คนไข้ที่นั่งรออยู่ในห้องโถงต่างหันไปมองและส่งยิ้มให้คุณหมอคนสวยอย่างชื่นชม

“หมอดาออกเวรแล้วเหรอคะ”

“ค่ะพี่อี๊ด” แพทย์หญิงอลินดา สุวัฒนา แพทย์ประจำแผนกสูตินารีเวชยิ้มให้หัวหน้าพยาบาล “วันนี้คนไข้เยอะนะคะ คุณหมออีกสองท่านคงรับมือได้”

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คุณหมอก็เข้าเวรมาทั้งคืนแล้ว แล้วนี่จะไปไหนต่อหรือเปล่าคะ” หัวหน้าพยาบาลก้มมองถังสังฆทานที่อลินดาถืออยู่ในมืออย่างแปลกใจ

“จะไปทำบุญที่วัดค่ะแล้วก็จะเลยกลับบ้าน ไปนะคะพี่อี๊ด” อลินดาบอกแล้วเดินไปที่ลานจอดรถของโรงพยาบาล พอมาถึงลานโล่งก็รู้สึกเหมือนมีคนแอบดูเธออยู่ คุณหมอสาวจึงมองรอบๆ ตัวเผื่อจะเจอคนรู้จัก แต่ก็ไร้เงา...

“เดี๋ยวนี้คิดมากนะเรา” อลินดาส่ายหน้ายิ้มๆ กับความรู้สึกของตัวเอง แล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งในรถก่อนจะขับออกไป หากอลินดามองกระจกหลังสักนิดก็คงเห็นรถโรลส์รอยซ์ แฟนทอมสีดำวิ่งตามมา และสายตาคมกริบมองท้ายรถของเธอด้วยแววตานิ่งลึกอย่างยากแก่การคาดเดา บรรณนั่งอ่านรายละเอียดประวัติต่างๆ ของอลินดา ริมฝีปากหยักได้รูปเหยียดตรงเป็นระยะราวกับพยายามระงับอารมณ์สุดกำลัง

รถของเจ้าพ่ออันดามันวิ่งตามมาห่างๆ จนกระทั่งรถของคุณหมอสาวผ่านประตูโขลงของวัดเข้าไปจอดหน้าโบสถ์ เจตต์ซึ่งนั่งเบาะหน้าของรถโรลส์รอยซ์ก็สั่งให้คนขับจอดรถและหันไปหาเจ้านายทันที

“นายจะตามเข้าไปไหมครับ”

“ไปสิ ฉันก็อยากทำบุญเหมือนกัน” คำพูดของเจ้านายหนุ่มแม้จะเรียบๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่เจตต์รู้ดีว่ามีความนัยแฝงอยู่ บอดี้การ์ดหนุ่มจึงพยักหน้าให้โชเฟอร์ขับเข้าไปจอดอีกฟากของโบสถ์ ทำให้อลินดาไม่เห็นรถที่วิ่งตามหลังเข้ามา

คุณหมอคนสวยเดินถือถังสังฆทานเข้าไปภายในโบสถ์ หลวงพ่อวัยชรานั่งอยู่หน้าพระประธานองค์ใหญ่มองมาอย่างเมตตา อลินดาค่อยๆ คลานเข่าไปนั่งห่างพอประมาณแล้วก้มลงกราบสามครั้ง

“เจริญพร วันนี้ไม่ได้รักษาคนไข้หรอกหรือ” หลวงตาวัยชราถามเสียงเนิบนาบ

“เพิ่งออกเวรเจ้าค่ะหลวงตา ก็เลยแวะมาทำบุญและมาเยี่ยมหลวงตาด้วยเจ้าค่ะ” เธอตอบขณะพนมมือไหว้อย่างศรัทธา

“เจริญพร หลวงตาสบายดี โยมแม่กับโยมพ่อสบายดีนะ”

“สบายดีเจ้าค่ะ” อลินดาตอบเสร็จ หลวงตาก็มองเลยหญิงสาวไปที่ประตู ทำให้คุณหมอสาวมองตาม และก็เห็นร่างสูงสง่าของใครบางคนเดินองอาจเข้ามา อลินดารับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่แฝงอยู่ในคราบของความดุดันจนขนอ่อนๆ ทุกเส้นลุกซู่ อีกทั้งชุดสีดำที่เขาสวมใส่บวกกับความมืดของรัตติกาล ยิ่งเสริมส่งให้บุรุษผู้นี้ดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก

“เข้ามาสิโยม…” สายตาฝ้าฟางมองร่างผึ่งผายที่เดินเข้ามาช้าๆ แต่ทุกย่างก้าวมั่นคง รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจนอลินดาเย็นยะเยือก หญิงสาวพยายามขยับให้ห่างเขา แต่สมองกลับไม่สั่งการใดๆ กระทั่งชายหนุ่มมานั่งพับเพียบเคียงคู่เธอ

 “มาทำบุญเหมือนกันเหรอโยม” หลวงตามองหนุ่มสาวที่นั่งเสมอกันอย่างเมตตา

“ครับ ผมมาทำบุญให้น้องสาว” เสียงทุ้มห้าวเต็มไปด้วยพลังอำนาจ ในขณะที่ปรายหางตามองเสี้ยวหน้าสวยหวานของคนข้างกาย

“มีเกิดก็ต้องมีดับ มีเหตุก็ต้องมีผล คนที่อยู่ต้องรู้จักไตร่ตรองด้วยสตินะโยม” หลวงตามองใบหน้าคมเข้มอย่างสงบ บรรณหัวใจกระตุกเมื่อท่านสามารถสัมผัสได้

“ผมจะพยายามครับหลวงตา”

“ดีๆ การให้อภัยคือสิ่งที่ประเสริฐ คนให้ยิ่งได้บุญ” หลวงตากล่าวเตือนสติ เจ้าพ่อหนุ่มจึงใช้ความเงียบแทนคำตอบทุกอย่าง “โยมหมอมาทำบุญให้ใครล่ะ”

“มาทำบุญให้คนไข้รายหนึ่งค่ะ เธอชื่อ ‘พัดชา’ ค่ะหลวงตา” อลินดาบอกเสียงเศร้าๆ และรู้สึกผิดที่ไม่สามารถดูแลคนไข้ได้ตลอด เพราะคนไข้ของเธอคนนี้คลอดลูกได้ไม่ถึงชั่วโมงก็หนีออกจากโรงพยาบาลไป จนกระทั่งเธอเห็นข่าวว่าถูกยิงเสียชีวิตแล้ว

บรรณได้ยินชื่อน้องสาวหลุดออกมาจากปากคุณหมอก็สะบัดหน้าไปจับจ้องเขม็ง อลินดารับรู้ได้ถึงรังสีร้อนบางอย่างจากผู้ชายข้างตัวก็หันมามองเขาเช่นกัน ยังผลให้ตากลมโตสบตาแข็งกร้าวไปชั่วขณะ และเป็นฝ่ายหญิงสาวที่ต้องสะท้านวูบวาบเสียเองโดยไม่มีเหตุผล

“ทำคนตายทั้งคน ต่อให้ทำบุญมากเท่าไหร่ก็ลบล้างกันไม่ได้หรอกนะ” บรรณบอกเสียงเรียบพอๆ กับแววตาเย็นชาที่มองมา อลินดาหน้าเครียดไปทันทีกับประโยคที่กวนตะกอนในใจให้ลอยขึ้น

“เอาล่ะโยมทั้งสอง ตั้งจิตอันเป็นกุศลนะเพื่อคนที่เราจะทำบุญไปให้” หลวงตาชรายุติการสนทนา จากนั้นก็เริ่มสวดแผ่เมตตา บรรณและอลินดาจึงพนมมือขึ้นขณะตั้งจิตอันเป็นกุศลจนกระทั่งการทำบุญเสร็จสิ้นลง

“หนูกราบลาหลวงตาเลยเจ้าค่ะ”

“เจริญพร”

อลินดาจึงก้มกราบพร้อมๆ กับบรรณ หลวงตาชรามองหนุ่มสาวด้วยจิตใจสงบ เมื่อกราบลาเสร็จร่างบอบบางก็คลานเข่าออกมาจนถึงประตูแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปที่รถของตัวเองเพื่อจะได้พ้นๆ จากผู้ชายน่ากลัวคนนี้ แต่พอมาถึงรถเธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นล้อรถด้านหน้าแบนติดพื้น

“รถยางแบนได้ยังไงเนี่ย?” อลินดาเดินไปดูล้อรถอีกด้าน “เฮ้อ…โชคยังดีแบนแค่สองล้อหน้า” เธอถอนหายใจเบาๆ แต่ยังไงก็ไปไม่ได้อยู่ดี หญิงสาวมองหาเด็กวัด แต่ก็ไม่เห็นใคร ก็เลยเดินหาจนกระทั่งไปถึงรถโรลส์รอยซ์ของบรรณ จังหวะนั้นร่างสูงสง่าก็ก้าวพ้นประตูโบสถ์ออกมาเห็นเธอ สายตาคู่คมดั่งใบมีดที่มองมานั้นทำเอาคนถูกมองรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าต้องรีบไปห่างๆ เขาทันที ทำให้เท้าเรียวก้าวไปอีกทาง บรรณเดินตามมาติดๆ อลินดามีท่าทางลุกลี้ลุกลนจึงรีบเร่งฝีเท้าไปที่กุฏิหลวงตาอย่างรวดเร็ว และหันไปมองด้านหลังจนกระทั่งเท้าก้าวไม่พ้นรากต้นไทรที่โผล่พ้นดินขึ้นมา

“ว้าย…” ร่างบอบบางล้มลงกับพื้น หากความหวาดหวั่นทำให้หญิงสาวรีบพยุงกายลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อเท้า สุดท้ายก็ต้องทรุดตัวนั่งลงตรงนั้นอีกรอบ บรรณเดินเข้ามาหาช้าๆ ด้วยสีหน้าเย็นชา และหยุดยืนมองดูเงียบๆ จนหญิงสาวเป็นฝ่ายทนไม่ไหว

“คุณตามฉันมาทำไม?”

“ผมบอกเหรอว่าตามคุณมา” บรรณย้อนถามเสียงเรียบ ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นนิดๆ ซึ่งอลินดารับรู้ถึงความเหยียดหยันเต็มเปี่ยมในสายตาของเขา

“คุณ…”

“ลุกขึ้น…” บรรณสั่งและไม่คิดจะช่วย อลินดาสะบัดหน้าหนีและไม่คิดจะทำตามเขาเช่นกัน เจ้าพ่อหนุ่มผู้ที่ไม่เคยถูกอิสตรีใดขัดใจมากก่อนถึงกับขบกรามแน่น เท้าใหญ่ก้าวยาวๆ เข้าไปกระชากแขนเรียวให้ลุกขึ้นยืนราวกับตุ๊กตาล้มลุก

“โอ้ย…ปล่อยนะ…ฉันเจ็บ” อลินดาตกใจไม่คิดว่าจะถูกเขาใช้กิริยาจาบจ้วงอันไร้ซึ่งความนุ่มนวลแบบนี้ เมื่อได้ยืนใกล้ๆ ระดับความสูงของเขานั้นทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นจนกลายเป็นแหงนเลยทีเดียว

“เธอเจ็บเท่านี้ มันยังไม่เท่ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกเธอฆ่าทางอ้อมหรอก...อลินดา” ดวงตาคมเข้มของบรรณมองหน้าซีดขาวของหญิงสาวราวกับมัจจุราชที่เตรียมจะสูบวิญญาณออกจากร่างไป

“คุณรู้จักฉัน?” อลินดาผงะเมื่อเขาเรียกชื่อเธอถูกเหมือนรู้จักเป็นอย่างดี คำถามและความงุนงงทำให้เธอคิดอะไรไม่ออก เพราะมัวแต่หาคำตอบกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนั้น

“รู้จักสิ รู้จักไปถึงโคตรเหง้าศักราชของเธอด้วย” เสียงทุ้มทรงอำนาจตะคอกใส่ หญิงสาวดิ้นรนสุดกำลังและเบือนหน้าหลบ มือหนาข้างหนึ่งจึงจับปลายคางมนบังคับให้กลับมาหา แววตาคมแดงก่ำน่ากลัวจนร่างงามสั่นสะท้าน และเสียงสวรรค์ก็ช่วยให้เธอรอดจากคนพาล

“พอเถอะโยม…”

เสียงนั้นเป็นเสียงของหลวงตาที่เดินเข้ามาพร้อมกับเด็กวัดอีกสามคน ทำให้บรรณต้องยอมปล่อยมือจากอลินดา “อาตมาขอบิณทบาตรนะโยม” หลวงตากล่าวด้วยท่าทีสงบ บรรณแม้จะโกรธแค้นสักปานใด แต่เมื่อพบกับแสงแห่งคุณธรรม ความรุ่มร้อนที่คลุกเคล้าด้วยแรงโทสะก็อ่อนลงทันที ชายหนุ่มพนมมือไหว้แล้วหันกลับไปมองหญิงสาว

“เราได้เจอกันอีกแน่คุณหมอ” พูดจบร่างสูงก็เดินจากไปอย่างสง่า ในขณะที่หญิงสาวยังคงยืนตะลึงอยู่ที่เดิม โดยที่สายตามองตามแผ่นหลังหนา จนกระทั่งเขาหายเข้าไปนั่งในรถยนต์คันหรู

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ดั่งเพลิงพิศวาส   บทที่ 5

    “โยม…พาเด็กไปเปลี่ยนยางรถเถอะ” หลวงตาบอกอย่างเมตตา ดึงสติของอลินดาให้กลับมา ก่อนที่หญิงสาวจะเดินนำเด็กวัดไปที่รถเมื่อเปลี่ยนยางเสร็จเรียบร้อย อลินดาก็กล่าวขอบคุณหลวงตา จากนั้นก็ขับรถออกจากวัดไปด้วยความหวั่นวิตกกับคำขู่สุดท้ายของบรรณ ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ทำไมเขาทำเหมือนโกรธเกลียดเธอมาสักสิบปีสิบชาติ ทั้งๆ ที่เธอกับเขาเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก หรือผู้ชายคนนั้นจำคนผิดกันแน่นะ…คิ้วโก่งสวยขมวดเข้าหากันเป็นโบว์ผูกผมตลอดเส้นทางที่ขับรถกลับบ้าน ขณะที่สมองกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น อลินดาจึงเอื้อมไปหยิบแล้วยกขึ้นมาแนบข้างใบหูเล็ก“สวัสดีค่ะ”“สวัสดีครับน้องดา” เสียงทักทายดังมาตามสายทำให้หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ คล้ายรำคาญ แต่ก็ทำได้เพียงทักทายกลับไป“สวัสดีค่ะ พี่พศินโทร.มามีธุระสำคัญอะไรหรือเปล่า พอดีดาขับรถอยู่ค่ะ”“พี่ไม่สบายใจครับก็เลยอยากเจอน้องดา เย็นนี้เราทานข้าวเย็นด้วยกันนะครับ” พศินเอ่ยชวนด้วยสุ้มเสียงหวานๆ แต่อลินดาไม่อยากฝืนตัวเองที่จะไปกับชายหนุ่ม“พอดีดาเข้าเวรค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะรถเยอะดาเกรงจะเกิดอุบัติเหตุ” หญิงสาวตัดบทแล้วกดสายทิ้งไปดื้อๆ โดยไม่สนใจคนปลายส

  • ดั่งเพลิงพิศวาส   บทที่ 4

    ณ โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ร่างระหงสมส่วนภายใต้ชุดเดรสสีเปลือกไข่เดินออกจากห้องตรวจด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม คนไข้ที่นั่งรออยู่ในห้องโถงต่างหันไปมองและส่งยิ้มให้คุณหมอคนสวยอย่างชื่นชม“หมอดาออกเวรแล้วเหรอคะ”“ค่ะพี่อี๊ด” แพทย์หญิงอลินดา สุวัฒนา แพทย์ประจำแผนกสูตินารีเวชยิ้มให้หัวหน้าพยาบาล “วันนี้คนไข้เยอะนะคะ คุณหมออีกสองท่านคงรับมือได้”“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คุณหมอก็เข้าเวรมาทั้งคืนแล้ว แล้วนี่จะไปไหนต่อหรือเปล่าคะ” หัวหน้าพยาบาลก้มมองถังสังฆทานที่อลินดาถืออยู่ในมืออย่างแปลกใจ“จะไปทำบุญที่วัดค่ะแล้วก็จะเลยกลับบ้าน ไปนะคะพี่อี๊ด” อลินดาบอกแล้วเดินไปที่ลานจอดรถของโรงพยาบาล พอมาถึงลานโล่งก็รู้สึกเหมือนมีคนแอบดูเธออยู่ คุณหมอสาวจึงมองรอบๆ ตัวเผื่อจะเจอคนรู้จัก แต่ก็ไร้เงา...“เดี๋ยวนี้คิดมากนะเรา” อลินดาส่ายหน้ายิ้มๆ กับความรู้สึกของตัวเอง แล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งในรถก่อนจะขับออกไป หากอลินดามองกระจกหลังสักนิดก็คงเห็นรถโรลส์รอยซ์ แฟนทอมสีดำวิ่งตามมา และสายตาคมกริบมองท้ายรถของเธอด้วยแววตานิ่งลึกอย่างยากแก่การคาดเดา บรรณนั่งอ่านรายละเอียดประวัติต่างๆ ของอลินดา ริมฝีปา

  • ดั่งเพลิงพิศวาส   บทที่ 3

    หนึ่งปีต่อมา...บนพื้นน้ำสีครามอันกว้างใหญ่รายล้อมไปด้วยเกาะส่วนตัวของตระกูลมัณตะธารา ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่และทรงอิทธพลมากที่สุดในน่านน้ำทะเลอันดามัน มัณตะธาราเป็นเจ้าของธุรกิจมากมายมูลค่ารวมกันหลายหมื่นล้าน โดยผู้ที่กุมบังเหียนทุกอย่างคือทายาทคนโต ‘บรรณ มัณตะธารา’ นักธุรกิจหนุ่มวัยสามสิบห้าปี ที่มากไปด้วยความสามารถเต็มรูปแบบ ความดุดันและความร้ายกาจในชั้นเชิงธุรกิจทำให้ไม่มีใครอยากมีปัญหากับเขา แต่ทุกครั้งที่ชายหนุ่มขยับหรือทำอะไรมักจะเป็นข่าวดังตามหน้าสื่อต่างๆ อยู่เสมอคฤหาสน์หลังใหญ่รูปทรงยุโรป ซึ่งเป็นที่อยู่ของเจ้าของเกาะตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาหันหน้าเข้าหาทะเล ระเบียงโล่งยื่นออกไปรับลมชายหาด ร่างสูงสง่าของบรรณยืนทอดสายตามองพื้นน้ำสีครามด้วยใบหน้าเรียบเฉย จนกระทั่งเสียงร้องของเด็กน้อยดังแว่วมาทำให้ชายหนุ่มต้องหันกลับไปมอง“แอ้…แอ้…” เสียงร้องของหลานชายตัวน้อยทำให้ร่างสูงก้าวยาวๆ เข้าไปหา พยาบาลที่จ้างมาดูแลอุ้มน้องพอร์ตหรือเด็กชายชลลัมพี มัณตะธารา วัยหนึ่งขวบเดินไปเดินมา แต่เจ้าหนูพอร์ตตัวกลมก็ไม่ยอมหยุดร้อง พอเห็นคุณลุงตัวใหญ่จึงยื่นมือป้อมๆ ไปหา ริมฝีปากแดงเรื่อเบะออกพร้อมกับ

  • ดั่งเพลิงพิศวาส   บทที่ 2

    หน้าห้องดับจิตของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังอันดับต้นๆ ของเมืองไทยแห่งหนึ่ง โรลส์รอยซ์ แฟนทอม (RollsRoyce Phantom) สีดำขลับวิ่งมาจอดเทียบยังหน้าตึก ชายฉกรรจ์สวมชุดสูทสีดำสองคนรีบลงจากรถแล้วหันกลับไปเปิดประตูหลังให้ผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักร่างสูงสง่าล่ำบึกของบรรณ มัณตะธารา ก็ก้าวออกมาจากพาหนะสุดหรูราคาเฉียดหกสิบล้านบาท ทันทีที่รองเท้าหนังเงาวับทั้งสองข้างเหยียบย่ำลงบนพื้นฟุตบาท สายลมอ่อนๆ พร้อมกับกลิ่นหอมบางอย่างก็พัดผ่านวูบมา ทำเอาบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแถบทะเลอันดามันถึงกับหัวใจกระตุกไหว ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรงราวกับเจ้าตัวกำลังสะกดกั้นความรู้สึกบ้างอย่างเอาไว้ ดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้กรอบแว่นสีดำหากใครได้เห็นยามนี้มันแดงก่ำเต็มไปด้วยความเครียดแค้นและความเสียใจปนอยู่“บรรณ…”เสียงเรียกทำให้บรรณหันไปมอง ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับเอกวัตรมาถึงตัว โดยมีนายตำรวจอีกสองคนยืนอยู่ด้านหลัง“ฉันอยากเจอยัยพัด” เสียงทุ้มที่เปล่งออกมานั้นแฝงไว้ซึ่งความเจ็บปวดอย่างเก็บอาการไม่อยู่ ทำเอาเอกวัตรลอบถอนหายใจเบาๆ อย่างหนักใจไม่น้อย เพราะหลังจากวันนี้เป็นต้นไปคนที่ทำกับพัดชาคงอยู่ไ

  • ดั่งเพลิงพิศวาส   บทที่ 1

    เปรี้ยงงง!!!...อสนีบาตปรากฏแสงแปลบปลาบอยู่บนเวิ้งฟ้าอันมืดมิด ก่อนที่เส้นสายลวดลายต่างๆ จะสว่างวาบพึ่บพั่บขึ้นมาเป็นระลอกใหญ่ๆ ราวกับจะนำทางให้เงาดำที่เดินแกมวิ่งอยู่บนถนนซึ่งไร้ยวดยานพาหนะได้มองเห็นจุดมุ่งหมายเบื้องหน้าร่างอ้อนแอ้นภายใต้ชุดสีเขียวอ่อนของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในวงแขนโอบกอดห่อผ้าสีขาวเอาไว้แนบอกอย่างหวงแหน พลางหันกลับไปมองด้านหลังด้วยประกายตาหวาดหวั่นตลอดเวลา“อุแว้...อุแว้…”เสียงร้องระงมจ้าอันไร้เดียงสาบีบคั้นหัวใจผู้เป็นแม่ยิ่งนัก ไม่ต่างอะไรกับเอามีดที่แหลมคมกรีดลงบนเนื้อใจ ทว่าเวลานี้เธอจะอ่อนแอไม่ได้เพราะคนที่จ้องเอาชีวิตเธอกับลูกนั้นกำลังเข้ามาใกล้ทุกขณะ หญิงสาวพาเรือนกายที่อิดโรยของตัวเองมาถึงทางแยกสามแพร่งอย่างกระหืดกระหอบ ขณะมองซ้ายแลขวาเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะเลือกทางไหนเพื่อไปให้พ้นจากความตายในครั้งนี้‘ขอให้เราสองแม่ลูกรอดพ้นจากคนที่หมายเอาชีวิตด้วยเถอะ’คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายหลับตาลงเพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะตัดสินใจก้มหน้าก้มตากอดลูกแน่นและวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปทางด้านซ้าย แต่รถที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงก็เลี้ยวตามมาติดๆ ชนิดหายใจรดต้นคอ“เร

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status