FAZER LOGINจะไม่ให้ตกใจได้ยังไง เมื่อนักเทนนิสสาวแชมป์โลกตื่นมาพบว่าอยู่ในร่างสตรีหย่าร้างอ้วนฉุ อดีตสามี น้องสาว แม่เลี้ยงต่างพากันรังแก แต่เธอจะไม่ยอมเป็นกระสอบทรายอีกต่อไป เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ได้เปิดให้สตรีอ้วนผู้นี่แล้ว!!
Ver maisความมืดมิดคือสิ่งเดียวที่หลินโอบกอดเอาไว้ได้ในห้วงเวลาที่สติสัมปชัญญะขาดห้วง ภาพสุดท้ายที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำคือแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องเข้ามากระแทกสายตาจนพร่ามัว เสียงเบรกที่กรีดร้องแหลมบาดแก้วหู และแรงกระแทกมหาศาลที่ฉีกกระชากทุกอณูในร่างกาย รสชาติของคาวเลือดและความเจ็บปวดที่แสนสาหัสควรจะเป็นฉากสุดท้ายของชีวิตนักเทนนิสระดับโลกอย่างเธอ ทว่าในวินาทีที่เธอคิดว่าดวงวิญญาณได้หลุดลอยไปสู่ดินแดนอันว่างเปล่า ความรู้สึกเจ็บปวดระลอกใหม่กลับปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง
มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกเหล็กบดขยี้ แต่มันคือความปวดร้าวที่แผดเผาอยู่รอบลำคอ ราวกับมีห่วงเหล็กร้อนระอุรัดตรึงจนกระดูกคอแทบจะแหลกละเอียด หลินพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้ง แต่กลับพบว่ามันยากลำบากเหลือเกิน ร่างกายของเธอต่อต้านทุกคำสั่งจากสมอง สิ่งแรกที่เธอรับรู้ได้คือความทรมานจากการขาดอากาศหายใจ ลำคอของเธอตีบตัน หลอดลมคล้ายถูกบีบอัดจนแคบลง เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าสู่ปอด แต่ลมที่พัดผ่านเข้าไปกลับกลายเป็นเพียงเสียงคลืดคลาดที่น่าสมเพช
ร่างที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นเริ่มกระตุกเกร็ง สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งการให้เธออ้าปากกว้างเพื่อกอบโกยอากาศ แต่ยิ่งพยายามสูดหายใจ ความเจ็บปวดบริเวณลำคอก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว มันปวดแสบปวดร้อนราวกับผิวหนังถูกถลกออก หลินไอสำลักออกมาอย่างรุนแรง การไอแต่ละครั้งสร้างความเจ็บปวดจนน้ำตาทางสรีระไหลซึมออกจากหางตา หยดลงบนพื้นกระดานเบื้องล่าง เธอยกมือขึ้นกุมลำคอของตนเองโดยสัญชาตญาณ สัมผัสแรกที่ปลายนิ้วรับรู้คือผิวหนังที่หยาบกร้านและรอยนูนที่บวมเป่ง ปลายเล็บของเธอจิกเกร็งลงบนพื้นขณะที่พยายามฝืนทนต่อความทรมานที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ ในที่สุดสติสัมปชัญญะของเธอก็เริ่มกลับมาแจ่มชัดขึ้นพร้อมกับอากาศเฮือกใหญ่ที่สามารถหลุดรอดเข้าไปหล่อเลี้ยงปอดได้สำเร็จ หลินหอบหายใจเข้าออกอย่างหนักหน่วง ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการสูดอากาศที่แสนยากลำบาก เมื่อความเจ็บปวดเริ่มทุเลาลงจนพอทนได้ เธอจึงพยายามฝืนเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง
แสงสลัวสีเทาหม่นคือสิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตา ทัศนียภาพรอบตัวยังคงพร่ามัวและหมุนเคว้ง หลินกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสให้เข้ากับสภาพแสงในห้อง ภาพที่เคยขุ่นมัวเริ่มกระจ่างชัดขึ้นทีละน้อย เธอพบว่าตนเองไม่ได้นอนอยู่บนเตียงพยาบาลที่ปูด้วยผ้าปูสีขาวสะอาดตา หรือเตียงคิงไซส์หนานุ่มในเพนต์เฮาส์หรูหราใจกลางเมืองของเธอ ทว่าเธอกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นไม้กระดานเก่าคร่ำคร่า
สัมผัสจากพื้นกระดานนั้นเย็นเยียบและหยาบกระด้าง เสี้ยนไม้หลายชิ้นตำเข้าที่ฝ่ามือและท่อนแขน ฝุ่นละอองที่สะสมมาเนิ่นนานจับตัวเป็นแผ่นหนาอยู่บนพื้น กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับกลิ่นเชื้อราและกลิ่นไม้ผุพังลอยเตะจมูกจนเธอต้องเบือนหน้าหนี มันเป็นกลิ่นของความยากไร้และสถานที่ที่ถูกทอดทิ้ง หลินพยายามขยับตัว แต่กล้ามเนื้อทุกส่วนกลับประท้วงด้วยความปวดเมื่อยและไร้เรี่ยวแรง ราวกับว่าร่างกายนี้ไม่ได้ถูกใช้งานหรือได้รับสารอาหารที่เพียงพอมาเป็นเวลานาน
เธอพยายามยันฝ่ามือลงบนพื้นกระดานที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน เพื่อออกแรงผลักตัวเองให้ลุกขึ้น ฝุ่นสีเทาลอยคลุ้งขึ้นมาเตะจมูกทำให้เธอต้องไอสำลักอีกครั้ง ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอและไร้พละกำลัง แตกต่างจากร่างกายของนักกีฬาระดับโลกที่เคยเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อตึงกระชับและพละกำลังมหาศาลของเธออย่างสิ้นเชิง หลินกัดฟันข่มความเจ็บปวด ค่อยๆ พลิกตัวนอนหงายและกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ
สภาพห้องที่ปรากฏแก่สายตาสร้างความประหลาดใจให้แก่เธออย่างใหญ่หลวง ห้องนี้มีขนาดคับแคบจนน่าอึดอัด ผนังห้องทำจากดินและไม้ที่เริ่มผุกร่อน สีที่เคยทาไว้หลุดร่อนออกเป็นแผ่นๆ เผยให้เห็นเนื้อไม้ที่ถูกปลวกแมลงกัดกินจนเป็นโพรง หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาเก่าๆ ที่มีรอยแตกร้าว แสงแดดยามเย็นสาดส่องลอดผ่านช่องว่างของหลังคาและหน้าต่างไม้ที่ปิดไม่สนิท เข้ามาเป็นลำแสงเล็กๆ ตกกระทบลงบนพื้นห้อง เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยล่องลอยอยู่ในอากาศ
เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องมีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ที่ขาเตียงข้างหนึ่งต้องใช้ก้อนอิฐรองรับเอาไว้เพื่อไม่ให้เอียงล้ม บนเตียงมีเพียงฟูกบางๆ ที่สีซีดจางและมีรอยปะชุนเต็มไปหมด ถัดไปคือตู้เสื้อผ้าไม้ที่ประตูบานหนึ่งหลุดห้อยลงมา และโต๊ะไม้ตัวเล็กที่มีเก้าอี้ขาโยกเยกตั้งอยู่เพียงตัวเดียว ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นล้วนบ่งบอกถึงความยากจนข้นแค้นและชีวิตที่แสนรันทด มันไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีแม้แต่แสงสว่างจากหลอดไฟ
ความสับสนเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของหลิน เธอจำได้แม่นยำว่าตนเองประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรง รถสปอร์ตคันหรูของเธอพลิกคว่ำหลายตลบ ร่างกายของเธอถูกอัดอยู่ในซากเหล็ก โอกาสรอดชีวิตแทบจะเป็นศูนย์ แต่แล้วทำไมเธอถึงมาตื่นขึ้นในสถานที่ที่ซอมซ่อและล้าหลังเช่นนี้ สถานที่แห่งนี้ดูคล้ายกับชนบทในยุคอดีตที่เธอเคยเห็นในภาพถ่ายประวัติศาสตร์มากกว่าจะเป็นยุคปัจจุบันที่เธอเคยมีชีวิตอยู่
หลินพยายามรวบรวมสติและปะติดปะต่อเรื่องราว แต่ในจังหวะที่สายตาของเธอกวาดมองไปถึงบริเวณกึ่งกลางของห้อง หัวใจของเธอก็พลันกระตุกวูบและเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น
ตรงขื่อไม้ขนาดใหญ่ที่พาดผ่านกลางหลังคา มีเชือกป่านเส้นหนาห้อยต่องแต่งลงมา ปลายเชือกด้านล่างถูกผูกขมวดเป็นปมห่วงกลมขนาดใหญ่พอที่จะสอดศีรษะของมนุษย์เข้าไปได้ เชือกเส้นนั้นยังคงแกว่งไกวไปมาอย่างแผ่วเบาตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ราวกับเพิ่งถูกใช้งานไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ บริเวณพื้นกระดานใต้ห่วงเชือกมีเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งล้มคว่ำอยู่
ภาพตรงหน้าประกอบกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ลำคอ ทำให้ปริศนาทุกอย่างกระจ่างชัดในห้วงความคิด หลินเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดขาดห้วง เธอไม่ได้ตื่นขึ้นมาจากการรอดชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ แต่เธอตื่นขึ้นมาในร่างของใครบางคนที่เพิ่งก่อเหตุอัตวินิบาตกรรมด้วยการแขวนคอตาย
ด้วยความตระหนกตกใจ หลินรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย ยันแขนทั้งสองข้างลงบนพื้นและผลักตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ความหน้ามืดวิงเวียนโจมตีเข้าอย่างจังจนเธอต้องหลับตาลงแน่น มือขวาของเธอยกขึ้นแตะที่ลำคอของตนเองอีกครั้ง คราวนี้เธอสัมผัสและสำรวจมันอย่างละเอียดรอบคอบ
ปลายนิ้วของเธอสัมผัสได้ถึงรอยร่องลึกที่บาดลึกลงไปในเนื้อ รอยนั้นพาดผ่านรอบลำคอเป็นแนวยาว ผิวหนังบริเวณนั้นบวมเป่งและมีรอยถลอกจนเลือดซิบ ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นสู่สมองทุกครั้งที่ปลายนิ้วกดลงไป มันคือร่องรอยของการถูกเชือกหนารัดคออย่างรุนแรงและทิ้งน้ำหนักตัวลงมา ไม่ผิดแน่ ร่างกายนี้เพิ่งผ่านการแขวนคอตายมาหมาดๆ และเหตุผลเดียวที่เธอยังคงมีชีวิตอยู่และนั่งหายใจรวยรินอยู่ตรงนี้ ก็เพราะเชือกป่านที่เก่าและเปื่อยยุ่ยนั้นไม่อาจรับน้ำหนักตัวได้ จึงขาดสะบั้นลงมา ทำให้ร่างนี้ตกลงมากระแทกพื้นก่อนที่จะขาดใจตายอย่างสมบูรณ์
หลินสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แม้จะเจ็บปวด แต่เธอก็ฝืนทน ร่างกายนี้อาจจะอ่อนแอและเต็มไปด้วยไขมัน แต่จิตวิญญาณที่สถิตอยู่ภายในคือนักสู้ระดับโลกที่ไม่เคยยอมจำนนต่ออุปสรรคใดๆ เธอเคยผ่านการฝึกซ้อมที่โหดร้าย ผ่านการแข่งขันที่กดดันแสนสาหัส ผ่านอาการบาดเจ็บที่เกือบจะทำลายอาชีพนักกีฬา เธอเคยก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์เพื่อไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโพเดียมมาแล้ว
การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในร่างที่ดูไร้ค่าและย่ำแย่ในยุคสมัยที่ล้าหลังเช่นนี้ อาจจะเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่โชคชะตาหยิบยื่นให้ หลินประสานมือที่สั่นเทาเข้าด้วยกันและกำหมัดแน่น ดวงตาของเธอที่เคยมัวหมองบัดนี้สว่างวาบขึ้นด้วยเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น
หลินค่อยๆ ยันตัวขึ้นจากพื้นกระดานอย่างเชื่องช้า ขาทั้งสองข้างสั่นเทาและไร้เรี่ยวแรง แต่เธอก็กัดฟันฝืนยืนหยัดขึ้นจนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะโอนเอนไปมา แต่จิตใจของเธอกลับมั่นคงดั่งหินผา เธอหันหลังให้กับเชือกแขวนคอเส้นนั้น สัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้ของเจ้าของร่างเดิม และก้าวเดินออกไปที่หน้าต่างบานเล็ก ผลักบานหน้าต่างไม้ให้เปิดออกกว้าง เพื่อรับแสงสว่างและสายลมแห่งชีวิตใหม่ที่กำลังพัดเข้ามา
"ช่างเป็นชีวิตที่น่าสมเพชเสียจริง"
หลินพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าจากการบาดเจ็บที่หลอดลม แต่ทว่าความหมายของคำพูดนั้นกลับเฉียบขาดและหนักแน่น เธอเดินลากเท้าที่หนักอึ้งไปยังหน้าโต๊ะเครื่องแป้งเก่าๆ ที่ตั้งอยู่มุมห้อง กระจกบานนั้นมัวหมองและมีรอยร้าวพาดผ่านตรงกลาง แต่ก็ยังพอสะท้อนภาพของสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าได้
ภาพที่ปรากฏในกระจกคือหญิงสาวที่มีรูปร่างอ้วนฉุและเทอะทะ ใบหน้ากลมแป้นเต็มไปด้วยไขมันจนบดบังดวงตาที่แท้จริง ผิวพรรณหมองคล้ำและหยาบกร้านจากการทำงานหนักและขาดการบำรุง ผมเผ้าแห้งเสียชี้ฟูไม่เป็นทรง สวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีมอๆ ที่คับติ้วจนแทบจะปริแตกออกมารอบตัว และที่เด่นชัดที่สุดคือรอยช้ำสีม่วงคล้ำปนรอยถลอกที่พาดผ่านรอบลำคอหนาๆ นั้น มันดูน่ากลัวและน่าเวทนาในเวลาเดียวกัน
หลินยกมือขึ้นลูบแก้มที่เต็มไปด้วยเนื้อล้นของตนเองในกระจก เธอไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือสิ้นหวังกับรูปร่างที่ย่ำแย่นี้ ตรงกันข้าม เธอกลับมองเห็นว่ามันคือโปรเจกต์ใหม่ที่ท้าทายความสามารถของเธอ ในชาติก่อน เธอคือนักกีฬาที่เคร่งครัดเรื่องโภชนาการและการออกกำลังกายมากที่สุด เธอรู้ดีว่ากล้ามเนื้อแต่ละมัดถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร เธอรู้ว่าต้องรับประทานอาหารแบบไหนเพื่อดึงไขมันออกมาใช้เป็นพลังงาน การลดน้ำหนักและปั้นหุ่นใหม่สำหรับเธอ ไม่ใช่เรื่องยากเกินความพยายาม มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาและวินัยที่แข็งแกร่งเท่านั้น
"ไขมันพวกนี้ ฉันจะจัดการเผามันออกให้หมด ร่างกายที่เคยอ่อนแอและถูกรังแกนี้ จะต้องกลายเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด"
หลินเอ่ยคำสาบานกับเงาของตนเองในกระจก รอยยิ้มที่มุมปากของเธอเริ่มชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่รอยยิ้มของความสุข แต่เป็นรอยยิ้มของการประกาศสงคราม สงครามกับร่างกายที่ล้มเหลว สงครามกับโชคชะตาที่เล่นตลก และสงครามกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้มองด้วยความสมเพช แต่มองเพื่อประเมินสถานการณ์และหาทางหนีทีไล่ เธอต้องสำรวจทรัพย์สินที่เหลืออยู่ เพื่อใช้เป็นทุนในการตั้งตัวและประทังชีวิตในช่วงแรก หลินเริ่มรื้อค้นตู้เสื้อผ้าและลิ้นชักโต๊ะอย่างเป็นระบบ เธอพบเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ชุด และเศษเงินหยวนที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้รอยแยกของแผ่นกระดานก้นลิ้นชัก จำนวนเงินนั้นน้อยนิดเสียจนแทบจะไม่พอซื้อข้าวสารประทังชีวิตได้ถึงสัปดาห์
เธอต้องรีบวางแผน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการฟื้นฟูร่างกายนี้ให้มีเรี่ยวแรงพอที่จะเดินทางออกไปสืบหาสมบัติของบิดา เธอต้องการอาหารที่ดีกว่าเศษผักต้มและน้ำข้าว เธอต้องการสถานที่ที่ปลอดภัยกว่าห้องเช่าที่มีเชือกแขวนคอห้อยอยู่กลางห้อง เธอต้องจัดการโยกย้ายทรัพย์สินทุกอย่างที่เป็นของตระกูลหมิงมาเป็นของเธออย่างถูกต้อง เพื่อตัดช่องทางทำมาหากินของกู้ฟ่านจงและหมิงฉู่หนิงอย่างเด็ดขาด
หลินเดินกลับไปที่เตียงไม้เก่าๆ ทรุดตัวลงนั่งช้าๆ ความเหนื่อยล้าเริ่มโจมตีร่างกายอย่างหนักหน่วง การรับรู้ความทรงจำทั้งหมดและการพยายามลุกขึ้นเดิน ทำให้พลังงานที่มีอยู่น้อยนิดในร่างกายนี้แทบจะหมดเกลี้ยง เธอสูดลมหายใจลึกๆ พยายามปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้สงบลง
แสงแดดยามเย็นที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเริ่มจางหายไป ความมืดมิดค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมห้องเช่าซอมซ่อแห่งนี้อีกครั้ง แต่ในความมืดมิดนั้น จิตใจของหลินกลับสว่างไสวด้วยเปลวเพลิงแห่งความหวังและความทะเยอทะยาน เธอไม่ใช่สตรีผู้อ่อนแอที่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาอีกต่อไป เธอคือหลิน ราชินีคอร์ตหญ้าผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าพ่ายแพ้
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคงประดุจสายน้ำที่ไหลเรื่อยไม่เคยหยุดพัก ลมหนาวที่เคยพัดกระโชกแรงและบาดลึกทะลุชั้นผิวหนังของช่วงฤดูหนาวอันแสนหฤโหดในมหานครปักกิ่ง ได้ค่อยๆ อ่อนกำลังลงและถูกแทนที่ด้วยสายลมเอื่อยที่พัดพาเอาความอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิเข้ามาเยือน หิมะสีขาวโพลนที่เคยปกคลุมยอดหลังคาตึกและกิ่งก้านของต้นอู๋ถงละลายหายไปจนหมดสิ้น เผยให้เห็นยอดอ่อนสีเขียวขจีที่เริ่มผลิบานรับแสงตะวัน บรรยากาศของเมืองหลวงที่เคยเงียบเหงาและอ้างว้าง กลับมามีชีวิตชีวาและสว่างไสวอีกครั้ง เช่นเดียวกับอาณาจักรธุรกิจการดูแลสุขภาพของหมิงหลินเชี่ยนที่ยิ่งเติบโตและหยั่งรากลึกลงอย่างมั่นคงประดุจต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมไปทั่วทั้งแวดวงสังคมชั้นสูงสถาบันเรือนหงส์ ศูนย์ดูแลสุขภาพและปรับปรุงรูปร่างระดับไฮเอนด์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหัวมุมถนนย่านการค้าหวังฝูจิ่ง ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสความนิยมชั่วข้ามคืนที่พัดมาแล้วก็จางหายไป ทว่ามันได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา ความงาม และสถานะทางสังคมที่สตรีผู้มั่งคั่งทุกคนปรารถนาที่จะเข้ามาครอบครอง ป้ายชื่อสถาบันสีทองอร่ามที่ติด
ความหนาวเย็นของช่วงต้นฤดูหนาวในมหานครปักกิ่งยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สายลมเหนือพัดกระโชกแรงจนกิ่งก้านของต้นไม้ที่ผลัดใบจนหมดสิ้นต้องสั่นไหวและส่งเสียงหวีดหวิว บรรยากาศภายนอกเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่บาดลึกทะลุชั้นผิวหนัง ทว่าภายใต้ความเหน็บหนาวนั้น กระแสความร้อนระอุแห่งความเปลี่ยนแปลงกำลังแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของสังคมชั้นสูง รูปร่างที่เปลี่ยนไปของบรรดาลูกค้า กลายเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ชั้นดีให้กับศูนย์ดูแลสุขภาพ ภาพของสตรีผู้มั่งคั่งที่เคยมีรูปร่างอวบอ้วน เชื่องช้า และเต็มไปด้วยส่วนเกินที่น่าอึดอัด บัดนี้ได้ถูกสลักเสลาใหม่จนกลายเป็นประติมากรรมที่มีชีวิต ในงานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ระดับชาติที่จัดขึ้น ณ โรงแรมหรูใจกลางเมืองหลวง แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลสาดส่องลงมากระทบชุดราตรีเข้ารูปที่ถูกสั่งตัดเย็บเป็นพิเศษ เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งที่สมบูรณ์แบบ หน้าท้องที่แบนราบ ต้นแขนที่เรียวเสลา และแผ่นหลังที่ตั้งตรงอย่างสง่างามเมื่อเหล่าคุณนายและภรรยาคหบดีที่เคยผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจากสถาบันเรือนหงส์ ก้าวเท้าเดินเข้ามาในงานเลี้ยงด้วยความมั่นใจที่เปี่ยมล้น
ความหนาวเย็นของฤดูหนาวในมหานครปักกิ่งทวีความรุนแรงขึ้นตามเข็มนาฬิกาที่หมุนเปลี่ยน ลมเหนือพัดกระโชกแรงจนกิ่งก้านของต้นไม้ที่ไร้ใบสั่นไหวและส่งเสียงหวีดหวิว ทว่าภายในพื้นที่กว้างขวางของสถาบันเรือนหงส์ ศูนย์ดูแลสุขภาพและปรับปรุงรูปร่างระดับไฮเอนด์ที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้าหวังฝูจิ่ง กลับอบอวลไปด้วยความร้อนระอุและกลิ่นอายแห่งความพยายาม ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างหนัก สินค้าประเภทอาหารเสริมของหมิงหลินเชี่ยนก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม บรรยากาศภายในห้องโถงฝึกซ้อมที่ปูด้วยพื้นไม้ขัดเงายังคงดุเดือด สตรีในแวดวงสังคมชั้นสูงผู้ซึ่งเคยคุ้นชินกับความสะดวกสบาย บัดนี้กำลังก้มหน้าก้มตาบริหารร่างกายตามคำสั่งอันเฉียบขาดของอดีตราชินีคอร์ตหญ้า หยาดเหงื่อเม็ดโตไหลรินลงมาตามกรอบหน้าและลำคอ ซึมซาบเข้าสู่เนื้อผ้าของชุดกีฬาจนเปียกชุ่ม เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องไปทั่วบริเวณ สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้กับขีดจำกัดของร่างกายตนเองอย่างเอาเป็นเอาตายแต่เมื่อช่วงเวลาแห่งความทรมานบนลานฝึกซ้อมสิ้นสุดลง หมิงหลินเชี่ยนไม่ได้ปล่อยให้ลูกศิษย์ผู้มั่งคั่งของหล่อนต้องทนทุกข์ทรมานกับความหิวโหยอย่างไร้ความปรานี หล่
แสงสว่างยามเช้าตรู่ของมหานครปักกิ่งยังไม่ทันได้สาดส่องทะลุผ่านม่านหมอกสีเทาอย่างเต็มที่ ทว่าภายในสถาบันเรือนหงส์ ศูนย์ดูแลสุขภาพและปรับปรุงรูปร่างครบวงจรที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวง กลับเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่ดุเดือดและร้อนระอุ เมื่อได้ลูกค้ามาอยู่ในมือจำนวนมหาศาลจากการเปิดตัวที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสังคมชั้นสูง หมิงหลินเชี่ยนก็สลัดคราบนักธุรกิจหญิงผู้สง่างามทิ้งไปจนหมดสิ้น และสวมวิญญาณผู้ฝึกสอนสุดโหดอย่างเต็มตัว อดีตราชินีคอร์ตหญ้าระดับโลกผู้คุ้นเคยกับความเหนื่อยยากและการก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ บัดนี้ได้ยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถงออกกำลังกายที่ปูด้วยพื้นไม้ขัดเงา หล่อนสวมใส่ชุดเสื้อกางเกงเข้ารูปสีดำสนิทที่เผยให้เห็นสัดส่วนกระชับและมัดกล้ามเนื้ออันสมบูรณ์แบบ เส้นผมสีดำขลับถูกรวบตึงเป็นหางม้าสูงเพื่อไม่ให้เกะกะ นัยน์ตาคู่คมกริบประดุจเหยี่ยวที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ กวาดมองไปยังร่างของสตรีผู้มั่งคั่งนับสิบชีวิตที่กำลังยืนเรียงแถวหน้ากระดานด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆหมิงหลินเชี่ยนไม่ได้มีความประนีประนอมหรือความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยนิด หล่อนรู้ดีว่าความเมตตาในเ
แสงแดดยามบ่ายคล้อยที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ซึ่งเปิดกว้าง เริ่มทอดตัวยาวและเปลี่ยนเป็นสีส้มทองอมแดง อาบไล้ไปทั่วบริเวณห้องพักที่บัดนี้สะอาดสะอ้านและปราศจากกลิ่นอับชื้น หมิงหลินเชี่ยนยืนนิ่งอยู่กลางห้องพักซอมซ่อ แผ่แผ่นหลังตั้งตรงอย่างสง่างาม แม้ร่างกายที่อวบอ้วนและเต็มไปด้วยชั้นไขมันจะเต็มไปด้วยห
เสียงโลหะกระทบกันจากการสับกลอนประตูดังลั่นและหนักแน่น มันเป็นเสมือนประกาศิตสุดท้ายที่ตัดขาดโลกภายนอกอันแสนวุ่นวายและเต็มไปด้วยความน่ารำคาญใจออกไปอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าถูกปิดตายและลงล็อกอย่างแน่นหนา ความเงียบสงัดก็หวนกลับมาครอบครองพื้นที่ภายในห้องพักซอมซ่อแห่งนี้อีกครั้ง หมิงหล
"ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉัน"เสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากซึ่งแห้งผากและแตกระแหงของหมิงหลินเชี่ยนนั้น ไม่ได้ดังกึกก้องจนแสบแก้วหู ทว่ามันกลับอัดแน่นไปด้วยพลังอำนาจอันมหาศาลและเย็นเยียบจนสามารถแช่แข็งทุกสิ่งรอบกาย ประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่คำนี้ ดังกังวานก้องสะท้อนไปมาอยู่ในโสตประสาทของกู้ฟ่านจง ราวกับมีค้อน
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่องราวกับพายุที่โหมกระหน่ำเข้าใส่กระท่อมผุพัง บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าสั่นสะเทือนตามแรงกระแทกจากภายนอก ฝุ่นละอองสีเทาหม่นที่เกาะกุมอยู่ตามขอบวงกบและขื่อเพดานร่วงหล่นลงมาสู่พื้นกระดานเบื้องล่างอย่างเงียบงัน เสียงตะโกนเรียกชื่อที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและอำนาจบา











