LOGINจะไม่ให้ตกใจได้ยังไง เมื่อนักเทนนิสสาวแชมป์โลกตื่นมาพบว่าอยู่ในร่างสตรีหย่าร้างอ้วนฉุ อดีตสามี น้องสาว แม่เลี้ยงต่างพากันรังแก แต่เธอจะไม่ยอมเป็นกระสอบทรายอีกต่อไป เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ได้เปิดให้สตรีอ้วนผู้นี่แล้ว!!
View Moreความมืดมิดคือสิ่งเดียวที่หลินโอบกอดเอาไว้ได้ในห้วงเวลาที่สติสัมปชัญญะขาดห้วง ภาพสุดท้ายที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำคือแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องเข้ามากระแทกสายตาจนพร่ามัว เสียงเบรกที่กรีดร้องแหลมบาดแก้วหู และแรงกระแทกมหาศาลที่ฉีกกระชากทุกอณูในร่างกาย รสชาติของคาวเลือดและความเจ็บปวดที่แสนสาหัสควรจะเป็นฉากสุดท้ายของชีวิตนักเทนนิสระดับโลกอย่างเธอ ทว่าในวินาทีที่เธอคิดว่าดวงวิญญาณได้หลุดลอยไปสู่ดินแดนอันว่างเปล่า ความรู้สึกเจ็บปวดระลอกใหม่กลับปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง
มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกเหล็กบดขยี้ แต่มันคือความปวดร้าวที่แผดเผาอยู่รอบลำคอ ราวกับมีห่วงเหล็กร้อนระอุรัดตรึงจนกระดูกคอแทบจะแหลกละเอียด หลินพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้ง แต่กลับพบว่ามันยากลำบากเหลือเกิน ร่างกายของเธอต่อต้านทุกคำสั่งจากสมอง สิ่งแรกที่เธอรับรู้ได้คือความทรมานจากการขาดอากาศหายใจ ลำคอของเธอตีบตัน หลอดลมคล้ายถูกบีบอัดจนแคบลง เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าสู่ปอด แต่ลมที่พัดผ่านเข้าไปกลับกลายเป็นเพียงเสียงคลืดคลาดที่น่าสมเพช
ร่างที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นเริ่มกระตุกเกร็ง สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งการให้เธออ้าปากกว้างเพื่อกอบโกยอากาศ แต่ยิ่งพยายามสูดหายใจ ความเจ็บปวดบริเวณลำคอก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว มันปวดแสบปวดร้อนราวกับผิวหนังถูกถลกออก หลินไอสำลักออกมาอย่างรุนแรง การไอแต่ละครั้งสร้างความเจ็บปวดจนน้ำตาทางสรีระไหลซึมออกจากหางตา หยดลงบนพื้นกระดานเบื้องล่าง เธอยกมือขึ้นกุมลำคอของตนเองโดยสัญชาตญาณ สัมผัสแรกที่ปลายนิ้วรับรู้คือผิวหนังที่หยาบกร้านและรอยนูนที่บวมเป่ง ปลายเล็บของเธอจิกเกร็งลงบนพื้นขณะที่พยายามฝืนทนต่อความทรมานที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ ในที่สุดสติสัมปชัญญะของเธอก็เริ่มกลับมาแจ่มชัดขึ้นพร้อมกับอากาศเฮือกใหญ่ที่สามารถหลุดรอดเข้าไปหล่อเลี้ยงปอดได้สำเร็จ หลินหอบหายใจเข้าออกอย่างหนักหน่วง ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการสูดอากาศที่แสนยากลำบาก เมื่อความเจ็บปวดเริ่มทุเลาลงจนพอทนได้ เธอจึงพยายามฝืนเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง
แสงสลัวสีเทาหม่นคือสิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตา ทัศนียภาพรอบตัวยังคงพร่ามัวและหมุนเคว้ง หลินกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสให้เข้ากับสภาพแสงในห้อง ภาพที่เคยขุ่นมัวเริ่มกระจ่างชัดขึ้นทีละน้อย เธอพบว่าตนเองไม่ได้นอนอยู่บนเตียงพยาบาลที่ปูด้วยผ้าปูสีขาวสะอาดตา หรือเตียงคิงไซส์หนานุ่มในเพนต์เฮาส์หรูหราใจกลางเมืองของเธอ ทว่าเธอกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นไม้กระดานเก่าคร่ำคร่า
สัมผัสจากพื้นกระดานนั้นเย็นเยียบและหยาบกระด้าง เสี้ยนไม้หลายชิ้นตำเข้าที่ฝ่ามือและท่อนแขน ฝุ่นละอองที่สะสมมาเนิ่นนานจับตัวเป็นแผ่นหนาอยู่บนพื้น กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับกลิ่นเชื้อราและกลิ่นไม้ผุพังลอยเตะจมูกจนเธอต้องเบือนหน้าหนี มันเป็นกลิ่นของความยากไร้และสถานที่ที่ถูกทอดทิ้ง หลินพยายามขยับตัว แต่กล้ามเนื้อทุกส่วนกลับประท้วงด้วยความปวดเมื่อยและไร้เรี่ยวแรง ราวกับว่าร่างกายนี้ไม่ได้ถูกใช้งานหรือได้รับสารอาหารที่เพียงพอมาเป็นเวลานาน
เธอพยายามยันฝ่ามือลงบนพื้นกระดานที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน เพื่อออกแรงผลักตัวเองให้ลุกขึ้น ฝุ่นสีเทาลอยคลุ้งขึ้นมาเตะจมูกทำให้เธอต้องไอสำลักอีกครั้ง ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอและไร้พละกำลัง แตกต่างจากร่างกายของนักกีฬาระดับโลกที่เคยเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อตึงกระชับและพละกำลังมหาศาลของเธออย่างสิ้นเชิง หลินกัดฟันข่มความเจ็บปวด ค่อยๆ พลิกตัวนอนหงายและกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ
สภาพห้องที่ปรากฏแก่สายตาสร้างความประหลาดใจให้แก่เธออย่างใหญ่หลวง ห้องนี้มีขนาดคับแคบจนน่าอึดอัด ผนังห้องทำจากดินและไม้ที่เริ่มผุกร่อน สีที่เคยทาไว้หลุดร่อนออกเป็นแผ่นๆ เผยให้เห็นเนื้อไม้ที่ถูกปลวกแมลงกัดกินจนเป็นโพรง หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาเก่าๆ ที่มีรอยแตกร้าว แสงแดดยามเย็นสาดส่องลอดผ่านช่องว่างของหลังคาและหน้าต่างไม้ที่ปิดไม่สนิท เข้ามาเป็นลำแสงเล็กๆ ตกกระทบลงบนพื้นห้อง เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยล่องลอยอยู่ในอากาศ
เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องมีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ที่ขาเตียงข้างหนึ่งต้องใช้ก้อนอิฐรองรับเอาไว้เพื่อไม่ให้เอียงล้ม บนเตียงมีเพียงฟูกบางๆ ที่สีซีดจางและมีรอยปะชุนเต็มไปหมด ถัดไปคือตู้เสื้อผ้าไม้ที่ประตูบานหนึ่งหลุดห้อยลงมา และโต๊ะไม้ตัวเล็กที่มีเก้าอี้ขาโยกเยกตั้งอยู่เพียงตัวเดียว ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นล้วนบ่งบอกถึงความยากจนข้นแค้นและชีวิตที่แสนรันทด มันไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีแม้แต่แสงสว่างจากหลอดไฟ
ความสับสนเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของหลิน เธอจำได้แม่นยำว่าตนเองประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรง รถสปอร์ตคันหรูของเธอพลิกคว่ำหลายตลบ ร่างกายของเธอถูกอัดอยู่ในซากเหล็ก โอกาสรอดชีวิตแทบจะเป็นศูนย์ แต่แล้วทำไมเธอถึงมาตื่นขึ้นในสถานที่ที่ซอมซ่อและล้าหลังเช่นนี้ สถานที่แห่งนี้ดูคล้ายกับชนบทในยุคอดีตที่เธอเคยเห็นในภาพถ่ายประวัติศาสตร์มากกว่าจะเป็นยุคปัจจุบันที่เธอเคยมีชีวิตอยู่
หลินพยายามรวบรวมสติและปะติดปะต่อเรื่องราว แต่ในจังหวะที่สายตาของเธอกวาดมองไปถึงบริเวณกึ่งกลางของห้อง หัวใจของเธอก็พลันกระตุกวูบและเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น
ตรงขื่อไม้ขนาดใหญ่ที่พาดผ่านกลางหลังคา มีเชือกป่านเส้นหนาห้อยต่องแต่งลงมา ปลายเชือกด้านล่างถูกผูกขมวดเป็นปมห่วงกลมขนาดใหญ่พอที่จะสอดศีรษะของมนุษย์เข้าไปได้ เชือกเส้นนั้นยังคงแกว่งไกวไปมาอย่างแผ่วเบาตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ราวกับเพิ่งถูกใช้งานไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ บริเวณพื้นกระดานใต้ห่วงเชือกมีเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งล้มคว่ำอยู่
ภาพตรงหน้าประกอบกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ลำคอ ทำให้ปริศนาทุกอย่างกระจ่างชัดในห้วงความคิด หลินเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดขาดห้วง เธอไม่ได้ตื่นขึ้นมาจากการรอดชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ แต่เธอตื่นขึ้นมาในร่างของใครบางคนที่เพิ่งก่อเหตุอัตวินิบาตกรรมด้วยการแขวนคอตาย
ด้วยความตระหนกตกใจ หลินรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย ยันแขนทั้งสองข้างลงบนพื้นและผลักตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ความหน้ามืดวิงเวียนโจมตีเข้าอย่างจังจนเธอต้องหลับตาลงแน่น มือขวาของเธอยกขึ้นแตะที่ลำคอของตนเองอีกครั้ง คราวนี้เธอสัมผัสและสำรวจมันอย่างละเอียดรอบคอบ
ปลายนิ้วของเธอสัมผัสได้ถึงรอยร่องลึกที่บาดลึกลงไปในเนื้อ รอยนั้นพาดผ่านรอบลำคอเป็นแนวยาว ผิวหนังบริเวณนั้นบวมเป่งและมีรอยถลอกจนเลือดซิบ ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นสู่สมองทุกครั้งที่ปลายนิ้วกดลงไป มันคือร่องรอยของการถูกเชือกหนารัดคออย่างรุนแรงและทิ้งน้ำหนักตัวลงมา ไม่ผิดแน่ ร่างกายนี้เพิ่งผ่านการแขวนคอตายมาหมาดๆ และเหตุผลเดียวที่เธอยังคงมีชีวิตอยู่และนั่งหายใจรวยรินอยู่ตรงนี้ ก็เพราะเชือกป่านที่เก่าและเปื่อยยุ่ยนั้นไม่อาจรับน้ำหนักตัวได้ จึงขาดสะบั้นลงมา ทำให้ร่างนี้ตกลงมากระแทกพื้นก่อนที่จะขาดใจตายอย่างสมบูรณ์
หลินสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แม้จะเจ็บปวด แต่เธอก็ฝืนทน ร่างกายนี้อาจจะอ่อนแอและเต็มไปด้วยไขมัน แต่จิตวิญญาณที่สถิตอยู่ภายในคือนักสู้ระดับโลกที่ไม่เคยยอมจำนนต่ออุปสรรคใดๆ เธอเคยผ่านการฝึกซ้อมที่โหดร้าย ผ่านการแข่งขันที่กดดันแสนสาหัส ผ่านอาการบาดเจ็บที่เกือบจะทำลายอาชีพนักกีฬา เธอเคยก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์เพื่อไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโพเดียมมาแล้ว
การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในร่างที่ดูไร้ค่าและย่ำแย่ในยุคสมัยที่ล้าหลังเช่นนี้ อาจจะเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่โชคชะตาหยิบยื่นให้ หลินประสานมือที่สั่นเทาเข้าด้วยกันและกำหมัดแน่น ดวงตาของเธอที่เคยมัวหมองบัดนี้สว่างวาบขึ้นด้วยเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น
หลินค่อยๆ ยันตัวขึ้นจากพื้นกระดานอย่างเชื่องช้า ขาทั้งสองข้างสั่นเทาและไร้เรี่ยวแรง แต่เธอก็กัดฟันฝืนยืนหยัดขึ้นจนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะโอนเอนไปมา แต่จิตใจของเธอกลับมั่นคงดั่งหินผา เธอหันหลังให้กับเชือกแขวนคอเส้นนั้น สัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้ของเจ้าของร่างเดิม และก้าวเดินออกไปที่หน้าต่างบานเล็ก ผลักบานหน้าต่างไม้ให้เปิดออกกว้าง เพื่อรับแสงสว่างและสายลมแห่งชีวิตใหม่ที่กำลังพัดเข้ามา
"ช่างเป็นชีวิตที่น่าสมเพชเสียจริง"
หลินพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าจากการบาดเจ็บที่หลอดลม แต่ทว่าความหมายของคำพูดนั้นกลับเฉียบขาดและหนักแน่น เธอเดินลากเท้าที่หนักอึ้งไปยังหน้าโต๊ะเครื่องแป้งเก่าๆ ที่ตั้งอยู่มุมห้อง กระจกบานนั้นมัวหมองและมีรอยร้าวพาดผ่านตรงกลาง แต่ก็ยังพอสะท้อนภาพของสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าได้
ภาพที่ปรากฏในกระจกคือหญิงสาวที่มีรูปร่างอ้วนฉุและเทอะทะ ใบหน้ากลมแป้นเต็มไปด้วยไขมันจนบดบังดวงตาที่แท้จริง ผิวพรรณหมองคล้ำและหยาบกร้านจากการทำงานหนักและขาดการบำรุง ผมเผ้าแห้งเสียชี้ฟูไม่เป็นทรง สวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีมอๆ ที่คับติ้วจนแทบจะปริแตกออกมารอบตัว และที่เด่นชัดที่สุดคือรอยช้ำสีม่วงคล้ำปนรอยถลอกที่พาดผ่านรอบลำคอหนาๆ นั้น มันดูน่ากลัวและน่าเวทนาในเวลาเดียวกัน
หลินยกมือขึ้นลูบแก้มที่เต็มไปด้วยเนื้อล้นของตนเองในกระจก เธอไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือสิ้นหวังกับรูปร่างที่ย่ำแย่นี้ ตรงกันข้าม เธอกลับมองเห็นว่ามันคือโปรเจกต์ใหม่ที่ท้าทายความสามารถของเธอ ในชาติก่อน เธอคือนักกีฬาที่เคร่งครัดเรื่องโภชนาการและการออกกำลังกายมากที่สุด เธอรู้ดีว่ากล้ามเนื้อแต่ละมัดถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร เธอรู้ว่าต้องรับประทานอาหารแบบไหนเพื่อดึงไขมันออกมาใช้เป็นพลังงาน การลดน้ำหนักและปั้นหุ่นใหม่สำหรับเธอ ไม่ใช่เรื่องยากเกินความพยายาม มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาและวินัยที่แข็งแกร่งเท่านั้น
"ไขมันพวกนี้ ฉันจะจัดการเผามันออกให้หมด ร่างกายที่เคยอ่อนแอและถูกรังแกนี้ จะต้องกลายเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด"
หลินเอ่ยคำสาบานกับเงาของตนเองในกระจก รอยยิ้มที่มุมปากของเธอเริ่มชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่รอยยิ้มของความสุข แต่เป็นรอยยิ้มของการประกาศสงคราม สงครามกับร่างกายที่ล้มเหลว สงครามกับโชคชะตาที่เล่นตลก และสงครามกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้มองด้วยความสมเพช แต่มองเพื่อประเมินสถานการณ์และหาทางหนีทีไล่ เธอต้องสำรวจทรัพย์สินที่เหลืออยู่ เพื่อใช้เป็นทุนในการตั้งตัวและประทังชีวิตในช่วงแรก หลินเริ่มรื้อค้นตู้เสื้อผ้าและลิ้นชักโต๊ะอย่างเป็นระบบ เธอพบเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ชุด และเศษเงินหยวนที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้รอยแยกของแผ่นกระดานก้นลิ้นชัก จำนวนเงินนั้นน้อยนิดเสียจนแทบจะไม่พอซื้อข้าวสารประทังชีวิตได้ถึงสัปดาห์
เธอต้องรีบวางแผน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการฟื้นฟูร่างกายนี้ให้มีเรี่ยวแรงพอที่จะเดินทางออกไปสืบหาสมบัติของบิดา เธอต้องการอาหารที่ดีกว่าเศษผักต้มและน้ำข้าว เธอต้องการสถานที่ที่ปลอดภัยกว่าห้องเช่าที่มีเชือกแขวนคอห้อยอยู่กลางห้อง เธอต้องจัดการโยกย้ายทรัพย์สินทุกอย่างที่เป็นของตระกูลหมิงมาเป็นของเธออย่างถูกต้อง เพื่อตัดช่องทางทำมาหากินของกู้ฟ่านจงและหมิงฉู่หนิงอย่างเด็ดขาด
หลินเดินกลับไปที่เตียงไม้เก่าๆ ทรุดตัวลงนั่งช้าๆ ความเหนื่อยล้าเริ่มโจมตีร่างกายอย่างหนักหน่วง การรับรู้ความทรงจำทั้งหมดและการพยายามลุกขึ้นเดิน ทำให้พลังงานที่มีอยู่น้อยนิดในร่างกายนี้แทบจะหมดเกลี้ยง เธอสูดลมหายใจลึกๆ พยายามปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้สงบลง
แสงแดดยามเย็นที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเริ่มจางหายไป ความมืดมิดค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมห้องเช่าซอมซ่อแห่งนี้อีกครั้ง แต่ในความมืดมิดนั้น จิตใจของหลินกลับสว่างไสวด้วยเปลวเพลิงแห่งความหวังและความทะเยอทะยาน เธอไม่ใช่สตรีผู้อ่อนแอที่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาอีกต่อไป เธอคือหลิน ราชินีคอร์ตหญ้าผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าพ่ายแพ้
ความเงียบสงัดที่เข้าครอบงำห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเหอในวินาทีนี้ เป็นความเงียบที่แฝงไปด้วยภยันตรายและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงกัมปนาทของฟ้าผ่า บรรยากาศรอบด้านคล้ายจะถูกแช่แข็งด้วยรังสีความกดดันอันมหาศาลที่ปะทะกันระหว่างสองขั้วอำนาจแห่งสายเลือด แสงสว่างจากโคมไฟระย้าคริสตัลเบื้องบนสาดส่องลงมากระทบเศษซากความพินาศของชุดน้ำชาที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นหินอ่อนสีดำขลับ ขับเน้นให้เห็นถึงร่องรอยของพายุโทสะที่เพิ่งจะกวาดผ่านไป ทว่าพายุลูกใหม่ที่กำลังจะปะทุขึ้นนั้นกลับมีความรุนแรงและบ้าคลั่งยิ่งกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า คุณนายเหอ สตรีผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งฝ่ายใน นั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ประธานทำจากไม้จันทน์หอมสลักลาย ใบหน้าที่เคยถูกแต่งแต้มอย่างประณีตและเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง บัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความตื่นตะลึงและความโกรธแค้นที่พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด นัยน์ตาคมกริบของเธอเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ลมหายใจสะดุดหยุดนิ่งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำปฏิเสธที่ไร้เยื่อใยและเด็ดขาดที่สุดจากปากของบุตรชายแท้ๆคุณนายเหออ้าปากค้าง เตรียมจะด่าทอลูกชายที่กล้าขัดคำสั่ง ทรวงอกของสตรีสูงวัยกระเพื่อมขึ้นลงอย่า
ความเงียบปกคลุมห้องโถงใหญ่ไปชั่วขณะ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเริ่มขยับริมฝีปาก ความเงียบงันที่ทอดตัวลงมาทาบทับทุกตารางนิ้วของคฤหาสน์ตระกูลเหอในวินาทีนี้ ไม่ใช่ความเงียบอันเกิดจากความสงบสุขร่มเย็น ทว่ามันเป็นความเงียบที่หนักอึ้ง บีบรัด และเต็มไปด้วยภยันตรายที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง ประดุจความเงียบสงัดของท้องทะเลลึกก่อนที่พายุสึนามิขนาดยักษ์จะถาโถมเข้ากลืนกินทุกสรรพสิ่ง บรรยากาศภายในห้องโถงอันโอ่อ่าและกว้างใหญ่บัดนี้เย็นเยียบจนแทบจะจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง แสงสว่างจากโคมไฟระย้าคริสตัลที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูง สาดส่องกระทบเศษซากความพินาศของกาน้ำชาและถ้วยกระเบื้องเคลือบศิลาดลที่แตกละเอียดกระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นหินอ่อนสีดำขลับ สะท้อนประกายวาววับที่ดูคล้ายกับหยาดน้ำตาแห่งความอัปยศ กลิ่นหอมของน้ำชาชั้นเลิศที่หกเลอะเทอะผสมปนเปกับกลิ่นฉุนเฉียวของกำยานไม้จันทน์ สร้างมวลอากาศที่ชวนให้อึดอัดและคลื่นเหียนจนเหล่าบ่าวไพร่และสาวใช้ที่หมอบคุดคู้หลบซ่อนตัวอยู่ตามมุมห้องแทบจะขาดใจตาย พวกเขาต่างกลั้นลมหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหรือส่งเสียงใดๆ ออกมา เพราะต่างรู้ดีว่าการขยับเขยื้อนเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการดึงด
ความเงียบสงัดที่โรยตัวลงมาครอบคลุมห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเหอในยามวิกาลนั้น หนักอึ้งและบีบรัดโสตประสาทของทุกคนที่ยืนอยู่ ณ บริเวณนั้นอย่างรุนแรง แสงสว่างจากโคมไฟระย้าคริสตัลที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูง สาดส่องกระทบใบหน้าที่หล่อเหลาทว่าเย็นเยียบของสารวัตรเหอผู่จั้ง ท่ามกลางความคาดหวังและคำสั่งที่กดดันซึ่งเพิ่งจะถูกประกาศกร้าวออกมาจากริมฝีปากของมารดาบังเกิดเกล้า ถ้อยคำที่บีบบังคับให้เขาต้องจัดงานแต่งงานกับสตรีที่เขาไม่ได้รักภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ยังคงดังก้องสะท้อนไปมาปะทะกับกำแพงหินอ่อน ทว่าบุรุษผู้เป็นเป้าหมายของคำสั่งอันเผด็จการนั้นกลับไม่ได้แสดงปฏิกิริยาตอบสนองตามที่ผู้เป็นมารดาคาดหวัง เหอผู่จั้งกลับยืนนิ่งสนิทเป็นรูปสลักน้ำแข็ง แผ่นหลังกว้างที่ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมเครื่องแบบนายตำรวจสีเขียวขี้ม้าเข้มตั้งตระหง่านและหยิ่งทระนงประดุจเสาหลักของแผ่นดินที่ไม่มีพายุลูกใดสามารถทำให้สั่นคลอนได้ ท่วงท่าการยืนของเขามั่นคงและหยั่งรากลึกลงไปในอุดมการณ์ของตนเอง ลมหายใจที่เข้าออกอย่างเชื่องช้าและสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงการควบคุมสติสัมปชัญญะได้อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุประดุจยืนอ
ความเงียบสงัดที่โรยตัวลงมาครอบคลุมห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเหอในยามวิกาลนั้น ไม่ใช่ความเงียบอันเกิดจากความสงบสุขหรือการพักผ่อนหย่อนใจ ทว่ามันคือความเงียบอันหนักอึ้งและเต็มไปด้วยรังสีความกดดันประดุจพายุหมุนที่กำลังก่อตัวขึ้นใจกลางมหาสมุทรที่มืดมิด เสียงตวาดอันดุดันและเฉียบขาดของคุณนายเหอ สตรีผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งฝ่ายในของตระกูลขุนเธอเก่าแก่ ยังคงดังก้องกังวานสะท้อนไปมาปะทะกับเสาไม้สักสลักลายและกำแพงหินอ่อน ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาประดุจประกาศิตจากสรวงสวรรค์ที่ไม่มีผู้ใดหาญกล้าขัดขืน คำสั่งที่บีบบังคับให้ทายาทอันดับหนึ่งอย่างสารวัตรเหอผู่จั้ง ต้องตัดขาดจากสตรีหม้ายไร้หัวนอนปลายเท้า และกลับมาเข้าพิธีวิวาห์กับอดีตคู่หมั้นอย่างสมเกียรติภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนนั้น ได้พลิกผันบรรยากาศอันแสนตึงเครียดให้กลายเป็นสมรภูมิแห่งการชี้ชะตาเมื่อได้ยินคำสั่งประกาศิตจากปากคุณนายเหอ ฟางซินจวี๋ก็หยุดสะอื้นและค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นจนเหล่าบ่าวไพร่แทบจะหยุดหายใจ สตรีผู้มีใบหน้างดงามหมดจดราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่กำลังนั่งซบไหล่ผู้เป็นนายหญิงใหญ่ของคฤหาสน์ ก็รับรู้ได้ถึงกระแส
แสงแดดยามบ่ายคล้อยที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ซึ่งเปิดกว้าง เริ่มทอดตัวยาวและเปลี่ยนเป็นสีส้มทองอมแดง อาบไล้ไปทั่วบริเวณห้องพักที่บัดนี้สะอาดสะอ้านและปราศจากกลิ่นอับชื้น หมิงหลินเชี่ยนยืนนิ่งอยู่กลางห้องพักซอมซ่อ แผ่แผ่นหลังตั้งตรงอย่างสง่างาม แม้ร่างกายที่อวบอ้วนและเต็มไปด้วยชั้นไขมันจะเต็มไปด้วยห
เสียงโลหะกระทบกันจากการสับกลอนประตูดังลั่นและหนักแน่น มันเป็นเสมือนประกาศิตสุดท้ายที่ตัดขาดโลกภายนอกอันแสนวุ่นวายและเต็มไปด้วยความน่ารำคาญใจออกไปอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าถูกปิดตายและลงล็อกอย่างแน่นหนา ความเงียบสงัดก็หวนกลับมาครอบครองพื้นที่ภายในห้องพักซอมซ่อแห่งนี้อีกครั้ง หมิงหล
"ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉัน"เสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากซึ่งแห้งผากและแตกระแหงของหมิงหลินเชี่ยนนั้น ไม่ได้ดังกึกก้องจนแสบแก้วหู ทว่ามันกลับอัดแน่นไปด้วยพลังอำนาจอันมหาศาลและเย็นเยียบจนสามารถแช่แข็งทุกสิ่งรอบกาย ประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่คำนี้ ดังกังวานก้องสะท้อนไปมาอยู่ในโสตประสาทของกู้ฟ่านจง ราวกับมีค้อน
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่องราวกับพายุที่โหมกระหน่ำเข้าใส่กระท่อมผุพัง บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าสั่นสะเทือนตามแรงกระแทกจากภายนอก ฝุ่นละอองสีเทาหม่นที่เกาะกุมอยู่ตามขอบวงกบและขื่อเพดานร่วงหล่นลงมาสู่พื้นกระดานเบื้องล่างอย่างเงียบงัน เสียงตะโกนเรียกชื่อที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและอำนาจบา