LOGINจวนที่ซูซือเจ๋อเช่าไว้สว่างไสวด้วยโคมสีแดงนับร้อยดวง ที่ประดับประดาตั้งแต่ประตูใหญ่ไปจนถึงห้องโถงหลัก ม้านั่งตัวยาวปูผ้าไหมสีทองเรียงรายอยู่ทั้งสองข้างทางเดิน และเสียงดนตรีดังไปไกลถึงถนนหน้าจวน ช่างลำพองเหลือใคร และเพราะไม่มีใครชี้นำว่าควรทำตัวเช่นไร ความพยองนี้จึงเหมือนไร้ขอบเขตมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีคนไม่น้อยอยากเห็นเรื่องน่าขันของขุนนางใหม่ ที่ไม่ได้มีขุนนางใหญ่หนุนหลัง แต่กลับอวดอ้างตนราวกับเป็นทายาทของจวนเสนาบดี
แขกผู้มีเกียรติทยอยกันเข้ามา ขุนนางระดับกลางหลายคนที่มาเพราะรู้มาว่าโหย่วอ๋องจะมาร่วมงานด้วย บัดนี้โหย่วอ๋องกลับมามีอำนาจในราชสำนัก หลายคนอยากพูดคุยหารือกับเขา ไหนจะพ่อค้าผ้าไหมสองสามราย ผู้ที่ตั้งใจมาดูว่าบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งล้มสกุลเฉินนั้นจะเป็นเช่นไร และมาเพราะคุณหนูหลิน
อีกทั้งขุนนางจากสำนักตรวจการผู้หนึ่งที่ได้รับเทียบเชิญจึงมาร่วมความครึกครื้นนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซูซือเจ๋อสวมชุดขุนนางขั้นเจ็ดสีเขียว ยืนต้อนรับแขกที่ประตูห้องโถงด้วยรอยยิ้มที่ฝึกหน้ากระจกมาหลายวัน ข้างกายเขาคือฮูหยินผู้เฒ่าซูในชุดผ้าไหมสีม่วงแดงปักลายดอกโบตั๋นขนาดใหญ่ ประดับด้วยปิ่นทองคำที่ไม่รู้ว่าซื้อมาจากเงินใคร นางพูดเสียงดังอย่างโอ้อวด จนมีคนแอบหัวเราะอยู่ด้านหลัง
“ท่านซูมีวาสนายิ่งนัก เพิ่งแต่งตั้งก็มีจวนหรูหราขนาดนี้” ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยชม
ซูซือเจ๋อรับคำชมนั้นไว้พร้อมกับเหงื่อเย็นที่ซึมออกมาตรงท้ายทอย เพราะแท้จริงแล้วด้วยเงินที่เขามี เกรงว่าแม้แต่ประตูจวนก็ไม่อาจเอื้อม แต่บัดนี้จะแสดงออกมาให้ผู้อื่นรู้ถึงความอับจนของตนได้อย่างไร
ทว่าที่ซูซือเจ๋อกล้าใช้จ่ายอย่างมือเติบก็เพราะพร่ำบอกตนเองว่าคืนนี้ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไป ถ้าคุณหนูหลินมา ถ้าเขาได้พูดต่อหน้าผู้คนเหล่านี้ว่าสตรีผู้ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวงให้ค่าแก่ตน เรื่องเงินก็จะไม่ใช่ปัญหาอีก เขาเตรียมถ้อยคำสู่ขอไว้ในหัวแล้วถึงสามแบบ แบบหวานซึ้ง แบบสง่างาม และแบบถ่อมตัวที่สุดสำหรับใช้เมื่อถูกปฏิเสธ
มุมหนึ่งของห้องโถง ขุนนางจากสำนักตรวจการที่ได้รับเทียบเชิญด้วยก็ยืนจิบสุราเงียบ ๆ ไม่คุยกับใคร ดวงตามองไปรอบห้องเหมือนกำลังรอคอยบางสิ่ง และพ่อค้าผ้าไหมสองคนที่เคยค้าขายกับเถ้าแก่เฉินก็กระซิบกันเบา ๆ ว่า ‘บัณฑิตซูผู้นี้ ไม่ใช่คนที่ทิ้งสกุลเฉินกลางทางหรอกหรือ’ เสียงนั้นเบาพอจะไม่ถึงหูเจ้าภาพ แต่หนักพอจะทำให้ผู้ฟังใกล้เคียงหันมามองเขาด้วยสายตาที่ต่างออกไป
เมื่อแขกมาร่วมยินดีล้นหลาม เสียงประกาศก็ดังขึ้นจากหน้าประตูใหญ่
“โหย่วอ๋องมาถึงแล้ว!”
เสียงดนตรีหยุดชะงัก ทุกคนในห้องโถงรีบลุกขึ้นต้อนรับ ซูซือเจ๋อที่ตื่นเต้นจนเหงื่อซึมแผ่นหลังรีบเดินมาด้านหน้าประสานมือคำนับต้อนรับท่านอ๋องพร้อมกับฮูหยินผู้เฒ่าซูด้วยท่าทางลนลาน
ฝีเท้าที่มั่นคงก้าวเข้ามาในห้องโถง โหย่วอ๋องในชุดสีดำปักลายมังกรสีทอง ใบหน้ายังซีดจางจากไข้แต่ดวงตาคมกริบเหมือนเดิม และข้างกายเขาคือสตรีผู้หนึ่งในชุดสีม่วงอ่อนปักไหมทองลายดอกเหมย ท่าเดินสงบและสง่างาม
“ตามสบายเถิด” โม่จิ่งเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ามาในฐานะผู้แทนพระองค์ ไม่ต้องมากพิธี”
ทุกคนลุกขึ้นช้า ๆ และเมื่อซูซือเจ๋อเงยหน้ามองไปยังสตรีที่ยืนอยู่ข้างท่านอ๋อง สีหน้าเขาก็เปลี่ยนจากความประหม่าเป็นความตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบทันที
“คุณหนูหลิน! ข้าน้อยดีใจนักที่ท่านมาเป็นเกียรติ...”
“นี่คือว่าที่พระชายาของข้า” โม่จิ่งเหว่ยแทรกขึ้นเสียงราบเรียบ วาดมือโอบเอวของเจิงหลิงเอาไว้ “ข้าพานางมาในฐานะแขกของงานนี้ด้วย ขุนนางซูเจ้าไม่ขัดข้องกระมัง”
รอยยิ้มของซูซือเจ๋อแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนส่งเสียงซุบซิบ ฮูหยินผู้เฒ่าซูอ้าปากค้างกับคำว่าที่พระชายา คำนั้นทำให้ทุกอย่างที่เขาวางแผนไว้พังทลายภายในประโยคเดียว
“ข...ข้าน้อยมิกล้า” เขากลืนน้ำลาย “ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องและคุณหนูด้วย”
“บัณฑิตซู” เจิงหลิงยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงนุ่มนวล “เอ๊ะ ขออภัยตอนนี้ต้องเรียกว่าขุนนางซูแล้ว วันนี้ข้ามาเพื่อแสดงความยินดีกับตำแหน่งใหม่ของท่าน”
เมื่อทักทายกันพอเป็นมารยาทเรียบร้อยแล้ว ว่าที่พระชายาก็เดินไปที่โต๊ะรับรองใกล้ ๆ หยิบกาน้ำชาขึ้นมารินใส่ถ้วยหนึ่งใบด้วยท่าทางนุ่มนวล แล้วยื่นให้เขาด้วยสองมือ ท่าทางที่นางเคยทำทุกคืนตลอดสามปี
“เพื่อแสดงความยินดี ข้าขอใช้น้ำชาแทนสุราแสดงความยินดีต่อใต้เท้าซู” เจิงหลินว่าพลางเทน้ำชาและยื่นมันไปตรงหน้าของซูซือเจ๋อ
ก่อนที่จะเอ่ยออกมาเสียงเบาในสำเนียงที่เขาไม่ได้ยินมานาน สำเนียงอ่อนหวานของคนหลานเหลียง “ซือเจ๋อ น้ำชาถ้วยนี้ยังร้อนอยู่ ดื่มเสียก่อนที่มันจะเย็น”
ถ้วยชาในมือซูซือเจ๋อสั่นสะท้านจนน้ำชากระเซ็นออกมา จนคุณหนูหลินต้องยื่นมือมารองถ้วยชาที่ถืออย่างไม่มั่นคงนั้นเอาไว้
เขาจ้องมองสตรีตรงหน้า มองรอยยิ้มบนริมฝีปาก มองดวงตาที่แวววาว แล้วสายตาก็เลื่อนลงไปยังมือของนางที่ยกขึ้นรองถ้วยชา บนหลังมือมีรอยแผลเป็นเก่าเลือนรางสองสามรอยที่ไม่อาจหายสนิท รอยที่เกิดจากการซักผ้า ล้างจาน และเก็บผักมาตลอดสามปีในเรือนของเขา
เสียงในหัวเขาดังก้อง เขาเคยเห็นรอยแผลเหล่านี้ทุกวัน ในคืนที่นางเอามือไปปะเสื้อให้เขา ในเช้าที่นางส่งชามข้าวต้ม แต่ไม่เคยเอ่ยปากถามเลยว่าเจ็บหรือไม่
“เจ้า...เจ้าคือ...” ริมฝีปากของเขาขยับโดยไม่มีเสียงเล็ดลอด ใบหน้าซีดขาวเหมือนกระดาษ
“เจิงหลิง!!”
เสียงแหลมสูงที่ดังก้องไปทั่วห้องโถงนั้นไม่ได้มาจากซูซือเจ๋อ แต่มาจากฮูหยินผู้เฒ่าซูที่ยืนตัวแข็งอยู่ข้างกาย ใบหน้าของหญิงชราเปลี่ยนจากแดงก่ำเป็นขาวซีดภายในชั่วพริบตา นิ้วมือที่ชี้ไปยังสตรีงดงามตรงหน้าอย่างสั่นเทา
“นังเจิงหลิง! นังขอทาน!”
ห้องโถงทั้งห้องเงียบกริบ แล้วก็เกิดเสียงอุทานดังเซ็งแซ่ขึ้นพร้อมกัน...
ไม่ผิดจากที่ใครหลายคนคิด มางานเลี้ยงในวันนี้ไม่ต่างอะไรกับมาดูครึกครื้นจริง ๆ
จวนที่ซูซือเจ๋อเช่าไว้สว่างไสวด้วยโคมสีแดงนับร้อยดวง ที่ประดับประดาตั้งแต่ประตูใหญ่ไปจนถึงห้องโถงหลัก ม้านั่งตัวยาวปูผ้าไหมสีทองเรียงรายอยู่ทั้งสองข้างทางเดิน และเสียงดนตรีดังไปไกลถึงถนนหน้าจวน ช่างลำพองเหลือใคร และเพราะไม่มีใครชี้นำว่าควรทำตัวเช่นไร ความพยองนี้จึงเหมือนไร้ขอบเขตมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีคนไม่น้อยอยากเห็นเรื่องน่าขันของขุนนางใหม่ ที่ไม่ได้มีขุนนางใหญ่หนุนหลัง แต่กลับอวดอ้างตนราวกับเป็นทายาทของจวนเสนาบดีแขกผู้มีเกียรติทยอยกันเข้ามา ขุนนางระดับกลางหลายคนที่มาเพราะรู้มาว่าโหย่วอ๋องจะมาร่วมงานด้วย บัดนี้โหย่วอ๋องกลับมามีอำนาจในราชสำนัก หลายคนอยากพูดคุยหารือกับเขา ไหนจะพ่อค้าผ้าไหมสองสามราย ผู้ที่ตั้งใจมาดูว่าบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งล้มสกุลเฉินนั้นจะเป็นเช่นไร และมาเพราะคุณหนูหลินอีกทั้งขุนนางจากสำนักตรวจการผู้หนึ่งที่ได้รับเทียบเชิญจึงมาร่วมความครึกครื้นนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นซูซือเจ๋อสวมชุดขุนนางขั้นเจ็ดสีเขียว ยืนต้อนรับแขกที่ประตูห้องโถงด้วยรอยยิ้มที่ฝึกหน้ากระจกมาหลายวัน ข้างกายเขาคือฮูหยินผู้เฒ่าซูในชุดผ้าไหมสีม่วงแดงปักลายดอกโบตั๋นขนาดใหญ่ ประดับด้วยปิ่นทองคำที่ไม่รู้ว่
โม่จิ่งเหว่ยไข้ขึ้นสูงอยู่หลายวัน เจิงหลิงนั่งเฝ้าข้างเตียงอยู่ตลอด นางคอยป้อนยา เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าชุบน้ำเย็นบนหน้าผาก และปฏิเสธทุกครั้งที่ใครบอกให้นางไปพัก ท่านอ๋องที่ไม่รู้สึกตัวเอาแต่พึมพำชื่อนางเป็นระยะ จนเหยาเล่อคังที่ยืนอยู่หน้าประตูต้องทำเป็นหูหนวก และเสี่ยวหลันต้องแอบเอาแขนเสื้อซับน้ำตาปนยิ้มในเมืองหลวง เรื่องที่โหย่วอ๋องคุกเข่าตากฝนเพื่อคุณหนูหลินถูกพูดถึงไปทั่วทุกมุมเมือง บ้างว่าเป็นความรักอันยิ่งใหญ่ บ้างว่าเป็นความบ้า บ้างว่าสตรีผู้นั้นคงมีเสน่ห์ร้ายกาจนัก แต่คำว่าร้ายพวกนั้นก็ไม่อาจเล็ดรอดเข้าไปในจวนโหย่วอ๋องทว่ากลับมีคนผู้หนึ่งที่ได้ยินเรื่องเดียวกัน แล้วตีความไปเป็นอื่น...***ผลการสอบในพระราชวังประกาศในเช้าวันที่ท่านอ๋องเริ่มลุกจากเตียงได้ซูซือเจ๋อยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนหน้ากำแพงประกาศผล เขาหาชื่อตัวเองอยู่นานกว่าที่คิด เพราะมันไม่ได้อยู่แถวบน ๆ แต่ปรากฏอยู่ท้ายประกาศ พร้อมตำแหน่งที่ระบุไว้อย่างเรียบง่ายว่า ‘ผู้ช่วยเสมียนพิธีแห่งกรมพิธีการ ขุนนางขั้นเจ็ด’ขั้นเจ็ด ขั้นต่ำสุดของระบบขุนนางต้าเฉิน“ข้อสอบที่ซื้อมาก็ช่วยได้แค่รอบก่อน” เขากัดฟันพูดกับตัวเองเบา ๆ ในใจ รอบสุด
ข่าวนั้นมาถึงเมืองริมทะเลสาบในบ่ายวันที่สี่ ผ่านปากพ่อค้าที่เพิ่งเดินทางมาจากเมืองหลวงชุนเถาเป็นคนได้ยินก่อนที่ตลาด นางจึงวิ่งกลับมาทั้งที่ตะกร้าผักหล่นเกลื่อนทาง ใบหน้าซีดขาว “คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! ท่านอ๋อง...ท่านอ๋องคุกเข่าอยู่หน้าท้องพระโรงมาสามวันสามคืนแล้ว ตากฝนอยู่ท่ามกลางพายุ ไม่ยอมลุก!”ถ้วยชาในมือเจิงหลิงหลุดร่วงลงพื้นแตกกระจาย นางไม่ได้ก้มลงเก็บ ไม่ได้แม้แต่รู้สึกว่าน้ำชาร้อนกระเซ็นเปื้อนปลายเท้า“เขาพูดว่าอะไร”“เขาพูดต่อหน้าขุนนางทั้งหมดว่าชาตินี้มีชายาเพียงคนเดียว...คือคุณหนูหลินเจ้าค่ะ”เจิงหลิงไม่เหลือเวลาจะคิดอะไรอีก นางคว้าเสื้อคลุมที่แขวนอยู่ข้างประตู ร่มกระดาษน้ำมันคันเก่าที่วางอยู่ในมุมระเบียง แล้ววิ่งออกจากบ้านโดยไม่ได้บอกกล่าวใคร***เหยาเล่อคังที่ตามหาตัวนางพบก่อนฟ้ามืด เขาดักรออยู่ที่ท่าเรือพร้อมม้าเร็วสามตัว หน้าตามอมแมมเพราะเดินทางโดยไม่หลับไม่นอน เขาไม่ต้องอธิบายอะไร เจิงหลิงเห็นเข้าก็รู้ทันทีว่าท่านอ๋องไม่ได้ให้เขามาตาม แต่เขามาเอง“ท่านอ๋องสั่งห้ามข้าน้อยมาตามหาคุณหนู” เขาพูดเสียงเครียด “แต่ข้าน้อยไม่อาจเห็นท่านอ๋องตายเพราะความดื้อของตนเองได้ หากเราเปลี่ย
โม่จิ่งเหว่ยกลับถึงจวนในตอนที่ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มเป็นสีเทาจางเขาไปกรมกลาโหมตั้งแต่เมื่อคืนเพื่อตรวจบัญชีเสบียงที่ค้างอยู่ ตั้งใจจะกลับมากินข้าวเช้ากับนางเหมือนทุกวัน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ไม่มีกลิ่นน้ำชาอุ่น ไม่มีเสียงพลิกหน้ากระดาษ เสี่ยวหลันยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตูห้องตำรา ใบหน้าซีดเผือด“ท่านอ๋อง คุณหนู...”เขาไม่ฟังต่อ ผลักประตูเข้าไป บนกระดานหมากที่ค้างตาเดินอยู่ มีจดหมายหนึ่งฉบับถูกทับด้วยแผ่นหยกสีขาวนวลเขายืนมองมันอยู่นานก่อนจะหยิบขึ้นมาอ่าน มือที่เคยจับดาบไม่สั่นแม้ในสนามรบกลับสั่นจนแทบจะถือกระดาษเอาไว้ไม่อยู่เสียงบางอย่างแตกกระจายดังสนั่น เขาไม่รู้ตัวว่ากวาดกระดานหมากทั้งกระดานลงพื้นไปแล้ว หมากขาวดำกลิ้งกระจายไปทั่วห้อง“ท่านอ๋อง!” เหยาเล่อคังวิ่งเข้ามา “คุณหนูออกจากจวนทางประตูสวนด้านหลังก่อนฟ้าสาง ลงเรือของตระกูลหลินไปทางใต้ขอรับ คนของข้าน้อยตามไปแล้ว ภายในสามวันจะรู้แน่ว่าคุณหนูพักอยู่ที่ใด”“ข้าจะไปเอง” โม่จิ่งเหว่ยหันไปหยิบเสื้อคลุม แต่ก้าวไปได้สองก้าวก็ชะงัก เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอยู่ ก่อนจะหยิบแผ่นหยกขึ้นกำไว้ในมือแล้วสอดเข้าแขนเสื้อ “
คืนนั้นเจิงหลิงแทบไม่ได้นอนเลยทั้งคืน นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือในห้องของตนด้วยแสงตะเกียงดวงเดียว มองม้วนกระดาษที่ยังว่างเปล่าอยู่ตรงหน้า แล้วนึกถึงวันแต่งงานครั้งแรกของตนที่หลานเหลียงวันนั้นมีเสียงประทัด มีผ้าสีแดง และมีสตรีที่หัวใจเต้นแรงด้วยความยินดีที่ไร้เดียงสา นางเชื่อทุกคำที่ชายผู้นั้นสัญญา ว่าจะรักษา จะปกป้อง จะอยู่ข้างกันจนแก่เฒ่า และนางก็ได้เรียนรู้ด้วยเลือดและน้ำตาว่าคำสัญญาของบุรุษนั้นเปราะบางเพียงไรโม่จิ่งเหว่ยไม่ใช่ซูซือเจ๋อ นางรู้ดี เขาไม่ใช่คนที่ทิ้งใครเพื่อประโยชน์ของตน แต่ความจริงที่เจ็บปวดกว่าคือ แม้เขาจะรักนางเพียงใด แม้ว่าเขาเป็นเพียงอ๋องผู้หนึ่งที่ถูกสั่งให้ปลดเกราะ แต่ชาติกำเนิดก็สูงส่งเกินกว่าที่นางจะอาจเอื้อมอยู่วันยังค่ำนางกำลังจะต้องเลือกว่าจะเป็นอนุภรรยาที่ยืนอยู่ข้างหลังพระชายาเอกที่ฮ่องเต้เลือก ซึ่งนางไม่มีวันยอม ไม่ใช่เพราะนางหยิ่งทะนง แต่เพราะนางเคยเป็นสตรีที่ถูกกดลงต่ำจนไม่เหลือแม้แต่ความเป็นมนุษย์ หรือไม่ก็ต้องเป็นหอกที่ชี้ไปยังหัวใจของเขา ให้ศัตรูมีข้ออ้างว่าเถ้าแก่เนี้ยแซ่หลินผู้นี้คือเหตุผลที่ทำให้อ๋องขัดราชโองการถ้าเขายอมรับ นางเจ็บ ถ้าเข
หนึ่งเดือนหลังคืนที่ศาลาริมสระบัว เป็นหนึ่งเดือนที่เจิงหลิงไม่เคยคิดว่าตนจะมีโอกาสแบบนี้ในชีวิตทุกเช้าจะมีบ่าวนำของหวานที่นางชอบมาวางไว้ข้างหมอนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ทุกค่ำท่านอ๋องจะแวะมานั่งในห้องตำราของนาง แสร้งทำเป็นมาขอดูบัญชีทั้งที่ไม่ได้เปิดดูสักหน้า เขาสอนนางคัดอักษรด้วยลายมือที่เรียบนิ่งแต่ดุดันและแข็งกร้าว นางเองก็สอนเขาดูตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ เล่นหมากกันจนดึก และเมื่อนางชนะเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โม่จิ่งเหว่ยก็เท้าคางมองกระดานตรงเบื้องหน้าอยู่นานสองนานจนนางสงสัยว่าเขาแกล้งแพ้หรือไม่ แต่เขาเพียงยิ้มแล้วบอกว่า “ลูกศิษย์เก่งเกินอาจารย์ ข้าย่อมภูมิใจ”เหยาเล่อคังที่แอบมองอยู่ตรงประตูหลายครั้ง ต้องแสร้งไอเพื่อกลบรอยยิ้มของตัวเอง***การสอบในพระราชวังจบลงแล้ว ผลจะประกาศในอีกเจ็ดวัน การตรวจสอบเส้นทางเสบียงของกรมกลาโหมก็ก้าวหน้าไปทีละชั้นอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างเดินไปอย่างที่วางไว้ เจิงหลิงเกือบจะเชื่อแล้วว่าชีวิตนี้ในที่สุดก็เป็นของนางจริง ๆแต่นั่นก็แค่เกือบ...ในท้องพระโรงเช้าวันหนึ่ง เสนาบดีหวังเหวินไห่ที่รู้สึกถึงตาข่ายที่กำลังรัดเข้ามาใกล้ตัวทุกที ตัดสินใจเลือกวิธีที่เ







