LOGINหนึ่งเดือนหลังคืนที่ศาลาริมสระบัว เป็นหนึ่งเดือนที่เจิงหลิงไม่เคยคิดว่าตนจะมีโอกาสแบบนี้ในชีวิต
ทุกเช้าจะมีบ่าวนำของหวานที่นางชอบมาวางไว้ข้างหมอนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ทุกค่ำท่านอ๋องจะแวะมานั่งในห้องตำราของนาง แสร้งทำเป็นมาขอดูบัญชีทั้งที่ไม่ได้เปิดดูสักหน้า เขาสอนนางคัดอักษรด้วยลายมือที่เรียบนิ่งแต่ดุดันและแข็งกร้าว นางเองก็สอนเขาดูตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ เล่นหมากกันจนดึก และเมื่อนางชนะเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โม่จิ่งเหว่ยก็เท้าคางมองกระดานตรงเบื้องหน้าอยู่นานสองนานจนนางสงสัยว่าเขาแกล้งแพ้หรือไม่ แต่เขาเพียงยิ้มแล้วบอกว่า “ลูกศิษย์เก่งเกินอาจารย์ ข้าย่อมภูมิใจ”
เหยาเล่อคังที่แอบมองอยู่ตรงประตูหลายครั้ง ต้องแสร้งไอเพื่อกลบรอยยิ้มของตัวเอง
***
การสอบในพระราชวังจบลงแล้ว ผลจะประกาศในอีกเจ็ดวัน การตรวจสอบเส้นทางเสบียงของกรมกลาโหมก็ก้าวหน้าไปทีละชั้นอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างเดินไปอย่างที่วางไว้ เจิงหลิงเกือบจะเชื่อแล้วว่าชีวิตนี้ในที่สุดก็เป็นของนางจริง ๆ
แต่นั่นก็แค่เกือบ...
ในท้องพระโรงเช้าวันหนึ่ง เสนาบดีหวังเหวินไห่ที่รู้สึกถึงตาข่ายที่กำลังรัดเข้ามาใกล้ตัวทุกที ตัดสินใจเลือกวิธีที่เก่าแก่ที่สุดในการล้มผู้มีอำนาจ ไม่ใช่การโจมตี แต่คือการหยอดความระแวงลงในใจของผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่กล้าพูดเรื่องนี้ แต่หากไม่พูดก็เกรงว่าจะเป็นความผิดต่อแผ่นดิน” เขาคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม ยื่นฎีกาฉบับหนึ่งขึ้นเหนือศีรษะ “โหย่วอ๋องผู้คุมกรมกลาโหม ทรงสนิทสนมกับแม่ค้าผู้หนึ่งนามหลินเจิงอย่างผิดวิสัย สตรีผู้นั้นกุมเส้นทางผ้าไหมและเงินทุนมหาศาลจากเจียงหนาน ผู้ที่มีทั้งกำลังทหารและกำลังทรัพย์รวมอยู่ในมือเดียว ข้าน้อยเกรงว่า...”
เขาไม่ต้องพูดต่อ ทุกคนในท้องพระโรงรู้ดีว่าประโยคที่ไม่ได้พูดคืออะไร
ฮ่องเต้ทรงนิ่งอยู่นาน พระองค์ไม่ได้ทรงเชื่อทุกคำ พระองค์ทรงรู้จักน้องชายต่างมารดาผู้นี้ดีกว่าใครในราชสำนัก ทว่าบัลลังก์มังกรทำให้ผู้ที่นั่งอยู่บนนั้นเรียนรู้ว่าความไว้วางใจต่อให้มั่นคงเพียงใดก็ต้องมีขอบเขต พี่น้องที่ฆ่ากันเพื่อแย่งอำนาจในประวัติศาสตร์ต้าเฉิน ล้วนก็ต่างเคยรักกันมาก่อนทั้งสิ้น
“เสนาบดีกรมวังฉีเหวินเฉิง” ฮ่องเต้เรียกชื่อผู้ที่ยืนอยู่ในแถวขุนนาง “เจ้ามีบุตรสาวที่ยังไม่ออกเรือน”
ชายชราผมขาวผู้นั้นตกใจจนเกือบทำฎีกาหล่น “พ่ะย่ะค่ะ นามว่าหรูเยี่ยน อายุสิบเก้า”
“เป็นสตรีที่ดี ตระกูลของเจ้าซื่อสัตย์มาสามชั่วอายุคน ไม่เกี่ยวข้องกับการค้าหรือขั้วอำนาจใด” ฮ่องเต้ตรัสเรียบ ๆ “จะเป็นพระชายาเอกของโหย่วอ๋องก็เหมาะสม”
ไม่มีใครในท้องพระโรงไม่เข้าใจ นี่ไม่ใช่การสมรสเพื่อความรัก แต่เป็นโซ่ที่ถูกร้อยเข้ากับข้อมือของโหย่วอ๋อง
***
ขันทีใหญ่หลี่เดินทางมาถึงจวนโหย่วอ๋องในยามบ่าย พร้อมกับม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองที่ถือเหนือศีรษะ
เสียงประกาศ ‘พระราชโองการมาถึง’ ดังไปทั่วจวน ทุกคนคุกเข่าลงในลานกว้าง โม่จิ่งเหว่ยในชุดอยู่บ้านสีเข้ม ลงไปคุกเข่าอยู่แถวหน้าสุดด้วยสีหน้าสงบ ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
เจิงหลิงที่ถือถาดน้ำชามาจากห้องครัวพอดี หยุดชะงักอยู่ที่ปลายระเบียงเมื่อได้ยินเสียงนั้น นางไม่ได้คุกเข่า เพราะนางไม่ใช่คนของจวนนี้อย่างเป็นทางการ นางจึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ในเงาของเสาไม้ และฟังพระราชโองการทุกคำ
“ฮ่องเต้มีราชโองการว่า โหย่วอ๋องโม่จิ่งเหว่ย เป็นพระอนุชาที่ทรงคุณธรรม รับราชการด้วยความภักดี บัดนี้ถึงวัยที่ควรแต่พระชายา จึงมีพระราชโองการประทานสมรส ให้สมรสกับฉีหรูเยี่ยน บุตรีเสนาบดีกรมวังฉีเหวินเฉิง เป็นพระชายาเอก กำหนดฤกษ์งานมงคลในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า...”
ถาดน้ำชาในมือเจิงหลิงเอียงเล็กน้อย ถ้วยชาบนนั้นกระทบกันเบา ๆ จนเกิดเสียง กริ๊ง ที่ไม่มีใครได้ยินในท่ามกลางความเงียบ
“ท่านอ๋อง โปรดรับพระราชโองการ” ขันทีหลี่พูดเสียงเรียบ ยื่นม้วนผ้าไหมออกไปข้างหน้า
โม่จิ่งเหว่ยไม่ขยับ
“ข้าน้อย...” เสียงของเขาต่ำจนผู้คนต้องเงี่ยหูฟัง “ขอเข้าเฝ้ากราบทูลก่อน”
“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งว่า ไม่ทรงอนุญาตให้ใครเข้าเฝ้าในวันนี้” ขันทีหลี่ตอบด้วยสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ท่านอ๋อง ขัดพระราชโองการโทษถึงตาย ข้าน้อยขอเตือนด้วยความหวังดี”
มือของท่านอ๋องกำแน่นจนข้อนิ้วขาว เขาไม่ได้เอื้อมไปรับ แต่เมื่อลานทั้งลานนิ่งเงียบจนได้ยินเสียงลมหนาว เขาก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ไม่ได้มองขันที แต่มองข้ามลานกว้างไปยังเงาร่างที่ยืนอยู่ปลายระเบียง
สายตาของเขากับของนางประสานกันครู่หนึ่ง ในดวงตาของเขามีสิ่งที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความตระหนกอย่างลึกซึ้ง เหมือนเด็กที่เพิ่งรู้ว่าสิ่งที่ตนจับไว้แน่นที่สุดกำลังจะหลุดมือไป
เจิงหลิงก้มหน้า วางถาดน้ำชาลงบนราวระเบียงอย่างเงียบเชียบ แล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในเรือนโดยไม่เหลียวมอง
ไม่มีใครเห็นว่าฝ่ามือของนางที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสั่นเทา และในหัวใจของนางนั้น เสียงที่เคยหายไปเมื่อสามปีก่อนกลับมากระซิบอีกครั้ง
เจ้าไม่เคยมีสิทธิ์ได้สิ่งใดมาเป็นของตัวเองเลย
หนึ่งเดือนหลังคืนที่ศาลาริมสระบัว เป็นหนึ่งเดือนที่เจิงหลิงไม่เคยคิดว่าตนจะมีโอกาสแบบนี้ในชีวิตทุกเช้าจะมีบ่าวนำของหวานที่นางชอบมาวางไว้ข้างหมอนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ทุกค่ำท่านอ๋องจะแวะมานั่งในห้องตำราของนาง แสร้งทำเป็นมาขอดูบัญชีทั้งที่ไม่ได้เปิดดูสักหน้า เขาสอนนางคัดอักษรด้วยลายมือที่เรียบนิ่งแต่ดุดันและแข็งกร้าว นางเองก็สอนเขาดูตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ เล่นหมากกันจนดึก และเมื่อนางชนะเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โม่จิ่งเหว่ยก็เท้าคางมองกระดานตรงเบื้องหน้าอยู่นานสองนานจนนางสงสัยว่าเขาแกล้งแพ้หรือไม่ แต่เขาเพียงยิ้มแล้วบอกว่า “ลูกศิษย์เก่งเกินอาจารย์ ข้าย่อมภูมิใจ”เหยาเล่อคังที่แอบมองอยู่ตรงประตูหลายครั้ง ต้องแสร้งไอเพื่อกลบรอยยิ้มของตัวเอง***การสอบในพระราชวังจบลงแล้ว ผลจะประกาศในอีกเจ็ดวัน การตรวจสอบเส้นทางเสบียงของกรมกลาโหมก็ก้าวหน้าไปทีละชั้นอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างเดินไปอย่างที่วางไว้ เจิงหลิงเกือบจะเชื่อแล้วว่าชีวิตนี้ในที่สุดก็เป็นของนางจริง ๆแต่นั่นก็แค่เกือบ...ในท้องพระโรงเช้าวันหนึ่ง เสนาบดีหวังเหวินไห่ที่รู้สึกถึงตาข่ายที่กำลังรัดเข้ามาใกล้ตัวทุกที ตัดสินใจเลือกวิธีที่เ
อีกสามวันก่อนการสอบในพระราชวัง โหย่วอ๋องสั่งให้เตรียมงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในจวน ไม่มีแขกเหรื่อ ไม่มีเสียงดนตรี มีเพียงศาลาชมจันทร์ริมสระบัวที่น้ำเริ่มกลายน้ำแข็งบาง ๆ เตาถ่านสองเตาตั้งอยู่ที่มุมศาลาให้ไออุ่น และบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ตัวหนึ่งมีสุราดอกเหมยที่หมักไว้สามปีตั้งอยู่สองไห พร้อมกับแกล้มที่เจิงหลิงไม่เคยเห็นมาก่อน“เนื้อแพะย่างกับขนมแป้งแบบทหารชายแดน” โม่จิ่งเหว่ยรินสุราให้นางด้วยตัวเอง “คุณหนูหลินกินอาหารเมืองหลวงมาเสียนานแล้ว ลองของที่ข้ากินมาตลอดสิบปีบ้าง”เจิงหลิงลองชิม อาหารนี้มีรสเค็มจัดและกลิ่นควันไฟติดอยู่ปลายลิ้น แต่อร่อยไปอีกแบบเหมือนกัน เมื่อนางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ว่าอร่อย ก็ได้เห็นท่านอ๋องยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิราวกับตนเป็นคนทำเองกับมือราตรีนั้นดวงจันทร์เต็มดวง แสงสีนวลสาดลงบนผืนหิมะที่ยังไม่ละลายจนทั้งสวนสว่างราวกลางวัน เจิงหลิงยกจอกสุราขึ้นมองแสงจันทร์สะท้อนในน้ำสีอำพัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น“ข้าไม่คิดว่าจะได้มานั่งดื่มสุรากับท่านอ๋องเช่นนี้”“ข้าเองก็ไม่คิด” เขายกจอกชนกับนาง “วันนั้นที่ริมน้ำ ข้าคิดแค่ว่าจะได้ดูคนกระโดดน้ำสักครั้ง”“ท่านอ๋องพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกอยู่เรื่อย
ข่าวร้ายจากชายแดนทางเหนือมาถึงเมืองหลวงในเช้าวันหนึ่งที่หิมะตกหนักที่สุดของปีป้อมปราการจินสุ่ยที่เป็นด่านสำคัญที่สุดของแนวชายแดนถูกทัพเป่ยหรงตีแตก มีทหารที่ตายและบาดเจ็บนับพัน เสบียงที่ควรส่งไปเสริมกำลังกลับมีรายงานว่ามาถึงล่าช้าอีกครั้ง ผู้นำทัพนายใหม่ที่ถูกส่งไปแทนโหย่วอ๋องเมื่อปีก่อนเขียนรายงานขอกำลังเสริมด่วนมาด้วยลายมือที่ยังสั่นด้วยความหวาดกลัวในท้องพระโรง ขุนนางทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไม่หยุด เสนาบดีกรมคลังหวังเหวินไห่ก้าวออกมาเป็นคนแรก กล่าวเสียงดังฟังชัดว่าให้ส่งกำลังเสริมโดยเร็ว และเสบียงนั้นกรมคลังจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ปัญหาอยู่ที่การขนส่งของกรมกลาโหมที่ไร้ประสิทธิภาพ“ท่านเสนาบดีหวังกล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยมีคำถามหนึ่ง” เสียงของแม่ทัพเก่าแก่ผู้หนึ่งที่เคยรับใช้โหย่วอ๋องดังขึ้นจากท้ายแถว “ปีก่อนที่ศึกสุดท้ายของโหย่วอ๋อง เสบียงก็ล่าช้าเช่นนี้เหมือนกัน แล้วเหตุใดเสบียงล่าช้าเพียงเฉพาะทัพของโหย่วอ๋อง และมาถึงเร็วเป็นพิเศษในทุกทัพที่ท่านเสนาบดีหวังเอ็นดู”ท้องพระโรงเงียบลงทันที ฮ่องเต้ที่ประทับบนบัลลังก์เหลือบพระเนตรมองเสนาบดีหวังที่หน้าซีดลง ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ“เรียกโหย่วอ๋องเข้
ชุนเถาที่เพิ่งรู้ว่ามีคนอยู่ในห้องก็รีบก้มศีรษะลงกับพื้น เจิงหลิงจึงบอกนางว่าไม่ต้องกลัว แล้วค่อย ๆ ช่วยนางลุกขึ้น“ชุนเถา ท่านพ่อ...ท่านพ่อก่อนสิ้นใจมีสิ่งใดฝากไว้บ้างหรือไม่” นางถามด้วยเสียงสั่นที่หญิงสาวเงยหน้า นัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาก่อนจะรื้นขึ้นใหม่ “คนเก่าแก่ที่ดูแลนายท่านบอกว่า ท่านถามหาคุณหนูทุกวันจนวาระสุดท้าย บอกว่าตนผิดที่เลือกบุรุษคนนั้น และขอให้คุณหนูอย่าโทษตัวเอง”น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลเริ่มต้นใหม่ เจิงหลิงก้มหน้าเงียบ ปล่อยให้บางสิ่งที่แบกไว้มานานค่อย ๆ คลายออกนางไม่ได้กลับหลานเหลียงด้วยตัวเอง ในยามนี้ยังไม่ใช่เวลา แต่เมื่อมองสาวใช้ที่เคยหายไปกลับมายืนอยู่ตรงหน้า มองกระดาษเศษที่เป็นกุญแจดอกสำคัญ และมองคนผู้หนึ่งที่ยืนเงียบ ๆ ที่หน้าประตู นางก็รู้สึกว่า บ้านที่ถูกพรากไป ได้ส่งชิ้นส่วนบางอย่างกลับมาหานางแล้ว“เมื่อข้าไปถึงหลานเหลียง” นางหันมาบอกท่านอ๋องเสียงเบา แต่ชัดเจนหนักแน่นทุกคำพูด “ข้าจะไปในฐานะเจิงหลิงที่ยืนตัวตรง ไม่ใช่คนที่เดินคลานไปขอความเมตตาจากใคร”“ข้าจะรอดูวันนั้น” โม่จิ่งเหว่ยตอบค่ำวันนั้น เมื่อชุนเถาหลับสนิทในห้องข้าง ๆ หลังอาบน้ำอุ่นและกินข้าวต้มจนอิ่มเ
“ข้าต้องการคนไปที่หลานเหลียง”เจิงหลิงพูดทันทีที่เหยาเล่อคังเข้ามาในห้อง ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะทันเอ่ยถึงโฉนดที่ซูซือเจ๋อนำมาส่งตั้งแต่เช้า ม้วนกระดาษทั้งสี่ฉบับวางอยู่บนโต๊ะเหมือนซากศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา“โฉนดพวกนี้ปลอมแปลงเพียงบางส่วน ลายมือผิดไปเล็กน้อยและตราประทับของอำเภอถูกใช้อย่างผิดวิธี ตัวมันเองเพียงพอจะให้ข้าฟ้องร้อง แต่ไม่พอจะลงโทษเขาให้หมดทางหนี” นางพูดเสียงเรียบ “ข้าต้องการทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง พยานบุคคล หลักฐานการติดสินบน เส้นทางเงิน และ...”นางหยุดชั่วครู่ ก่อนพูดเบาลง “สาวใช้ของข้า”“คุณหนูหมายถึง...”“ชุนเถา” นางตอบ “สาวใช้ที่ติดตามข้าตั้งแต่ออกเรือนจากบ้านเดิม ข้าไม่เห็นนางอีกตั้งแต่ปีที่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าซูบอกว่านางลักขโมยของจึงถูกไล่ออก แต่ข้าไม่เคยเชื่อ”โม่จิ่งเหว่ยที่นั่งฟังอยู่ในมุมห้องมาตลอดวางถ้วยชาลง “ข้ารับปากเจ้าแล้ว วางใจเถอะ เรื่องในอดีตย่อมคลี่คลายในเร็ววัน”***สิบวันต่อมา คนของเหยาเล่อคังสามคนที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ก็ไปถึงที่หลานเหลียง และกลับมาพร้อมของที่นางต้องการอย่างแรกคือสำเนาสมุดบัญชีลับของเสมียนประจำที่ว่าการอำเภอ ที่จดบันทึกของกำนัลที่นายอำเภอรับไ
โรงเตี๊ยมที่ซูซือเจ๋อและมารดาย้ายมาพักเป็นโรงเตี๊ยมชั้นสามที่ผนังบางจนได้ยินเสียงกรนของห้องข้าง ที่นอนมีกลิ่นอับ ข้าวต้มมื้อเช้าใสจนเห็นก้นชาม ฮูหยินผู้เฒ่าซูบ่นไม่หยุดตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทั้งบ่นเรื่องห้องเล็ก เรื่องอาหารไม่อร่อย เรื่องเถ้าแก่เฉินที่หมดตัวในชั่วข้ามคืน เรื่องเสียงดังของเพื่อนบ้าน โดยไม่เคยหยุดคิดว่าเรื่องที่นางพูดทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ตนทอดทิ้งสกุลเฉินเอาไว้เบื้องหลังเพื่อเอาตัวรอดทว่าเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องไหน ๆ คงเป็นเป็นเรื่องเงินในกระเป๋าของซูซือเจ๋อก็เหลือไม่ถึงสิบตำลึงอีกสิบสี่วันจะถึงการสอบในพระราชวัง หากผ่านแล้วเขาจะได้เป็นขุนนาง แต่การได้เป็นขุนนางกับการได้ตำแหน่งที่ดีเป็นคนละเรื่อง หากอยากก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงก็ยังต้องใช้เงินหล่อเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่เขาต้องการผู้สนับสนุนคนใหม่ เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และในหัวของเขามีใบหน้าเดียวที่ปรากฏขึ้นมา ใบหน้าที่งดงามราวหิมะบนกิ่งไม้ที่มิอาจลบเลือนไปจากความทรงจำได้...***คุณหนูหลินต้อนรับซูซือเจ๋อย่างแขก นางสวมชุดสีเทาอ่อนปักลายเมฆที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ยิ่งขับความสง่างามของนางออกมา“บัณฑิตซู ข้าได้ยินเรื่องสกุลเฉินแล้







