LOGINข่าวนั้นมาถึงเมืองริมทะเลสาบในบ่ายวันที่สี่ ผ่านปากพ่อค้าที่เพิ่งเดินทางมาจากเมืองหลวง
ชุนเถาเป็นคนได้ยินก่อนที่ตลาด นางจึงวิ่งกลับมาทั้งที่ตะกร้าผักหล่นเกลื่อนทาง ใบหน้าซีดขาว “คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! ท่านอ๋อง...ท่านอ๋องคุกเข่าอยู่หน้าท้องพระโรงมาสามวันสามคืนแล้ว ตากฝนอยู่ท่ามกลางพายุ ไม่ยอมลุก!”
ถ้วยชาในมือเจิงหลิงหลุดร่วงลงพื้นแตกกระจาย นางไม่ได้ก้มลงเก็บ ไม่ได้แม้แต่รู้สึกว่าน้ำชาร้อนกระเซ็นเปื้อนปลายเท้า
“เขาพูดว่าอะไร”
“เขาพูดต่อหน้าขุนนางทั้งหมดว่าชาตินี้มีชายาเพียงคนเดียว...คือคุณหนูหลินเจ้าค่ะ”
เจิงหลิงไม่เหลือเวลาจะคิดอะไรอีก นางคว้าเสื้อคลุมที่แขวนอยู่ข้างประตู ร่มกระดาษน้ำมันคันเก่าที่วางอยู่ในมุมระเบียง แล้ววิ่งออกจากบ้านโดยไม่ได้บอกกล่าวใคร
***
เหยาเล่อคังที่ตามหาตัวนางพบก่อนฟ้ามืด เขาดักรออยู่ที่ท่าเรือพร้อมม้าเร็วสามตัว หน้าตามอมแมมเพราะเดินทางโดยไม่หลับไม่นอน เขาไม่ต้องอธิบายอะไร เจิงหลิงเห็นเข้าก็รู้ทันทีว่าท่านอ๋องไม่ได้ให้เขามาตาม แต่เขามาเอง
“ท่านอ๋องสั่งห้ามข้าน้อยมาตามหาคุณหนู” เขาพูดเสียงเครียด “แต่ข้าน้อยไม่อาจเห็นท่านอ๋องตายเพราะความดื้อของตนเองได้ หากเราเปลี่ยนม้าทุกยี่สิบลี้ เดินทางอย่างไม่หยุดพักก็จะไปถึงเมืองหลวงก่อนรุ่งเช้า”
เจิงหลิงไม่พูดอะไร นางยินดีทำตามที่เหยาเล่อคังว่าโดยไม่สนความลำบาก พวกเขาขี่ม้าทั้งคืน ลมหนาวเฉือนใบหน้าจนนางไร้ความรู้สึกไปแล้ว ต้นขาถลอกเป็นแผล มือที่จับบังเหียนแข็งเป็นน้ำแข็ง แต่นางไม่ได้ลดความเร็ว ในหัวมีเพียงภาพเดียว ภาพของชายผู้หนึ่งที่ยืนรับมีดแทน
นางเคยคิดว่าการหนีคือการรักษาเขาไว้ ที่แท้กลับเป็นการผลักเขาลงสู่ความทุกข์ที่ใหญ่กว่า
เมื่อไปถึงประตูพระราชวังก็เป็นยามรุ่งสางที่ฝนยังเทลงมา ทหารยามยกหอกขวางทางไว้ แต่เหยาเล่อคังก็จัดการเรื่องพวกนี้ให้จนส่งคุณหนูหลินเข้าไปด้านในได้อย่างลับ ๆ
ลานหินหน้าพระที่นั่งเงียบสงัดไร้ผู้คน ท่ามกลางสายฝน มีเงาร่างหนึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน หลังตรง ศีรษะก้มเล็กน้อย ชุดสีม่วงเข้มเปียกน้ำจนเกือบเป็นสีดำ
สายฝนที่ตกลงมาเป็นม่านขาวตลอดเวลากลับหายไปชั่วขณะ ทำให้โม่จิ่งเหว่ยค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก็เห็นว่ามีร่มคันหนึ่งกางอยู่เหนือศีรษะ แต่นั่นไม่ได้ทำให้โม่จิ่งเหว่ยแปลกใจได้เท่ากับคนที่กำลังถือร่มคันนั้นอยู่
“...เจิงหลิง”
“ท่านอ๋อง” เสียงนางสั่นจนแทบพูดไม่เป็นคำ นางทรุดลงคุกเข่าข้างเขา “ท่านโง่หรือไร ทำแบบนี้ท่านจะตายเอาได้ ท่านเป็นถึงท่านอ๋อง มาตายตรงนี้สมควรหรือ”
“เจ้าหนีข้าไป” เขายิ้ม ริมฝีปากที่แตกแห้งขยับอย่างยากลำบาก
“ข้าขอโทษ” น้ำตาของนางไหลปนกับน้ำฝน “ข้าไม่ควรหนี ข้าไม่ควรตัดสินใจแทนท่านคนเดียว ข้า...ข้าแค่กลัว”
“กลัวอะไร”
“กลัวว่าข้าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ท่านเสียทุกอย่างไป กลัวว่าข้าจะเป็นเหมือนครั้งก่อน คือคนที่ถูกทิ้งเมื่อไม่มีประโยชน์” นางกอดเขาไว้แน่นจึงได้รู้ว่าตัวของเขาเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง “แต่ท่านไม่เคยทิ้งข้า ท่านไม่เคยทิ้งข้าเลยสักครั้ง ข้าไม่หนีอีกแล้ว ข้าสัญญา”
แขนที่เย็นจัดค่อย ๆ โอบรอบตัวนาง ทว่าเรี่ยวแรงก็น้อยลงจนนางรู้สึกได้ว่าเขาแทบไร้เรี่ยวแรงแล้ว แต่ก็ยังพยายามกอดนางเอาไว้ให้แน่นที่สุดเท่าที่ทำได้ “เจ้ากลับมาแล้ว...”
“เจ้าค่ะ ข้ากลับมาแล้ว”
เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วศีรษะก็ฟุบลงบนไหล่ของนาง
ไม่รู้ว่านานเท่าไรที่ทั้งสองอยู่ในท่านั้น จนกระทั่งมีเสียงเท้าหลายคู่ดังขึ้นอยู่บนบันไดหิน เจิงหลิงเงยหน้าขึ้น เห็นเงาผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ชายคา ในฉลองพระองค์สีเหลืองทอง มีขันทีใหญ่หลี่ยืนกางร่มให้อยู่ด้านหลัง
ฮ่องเต้ทรงยืนมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบได้
เจิงหลิงก้มศีรษะลงและเอ่ยเสียงฉะฉาน “หลินเจิงขอถวายพระพรฝ่าบาท”
“เงยหน้าขึ้น” พระสุรเสียงเรียบเฉยแต่ไม่ได้แฝงโทสะอย่างที่นางกลัว “เจ้าคือผู้ที่เขายอมคุกเข่าตากฝนสามวันสามคืนอย่างนั้นน่ะหรือ?”
“เพคะ”
“บอกข้ามา เจ้ารักน้องชายข้าหรือไม่”
“หม่อมฉัน...” นางกลืนน้ำลาย แล้วตอบด้วยเสียงที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ “เพคะ หม่อมฉันรักเขา และหม่อมฉันจะไม่หนีไปอีก”
ฮ่องเต้ทรงเงียบไปนาน สายพระเนตรมองข้ามนางไปยังน้องชายที่ฟุบอยู่ แล้วทรงถอนหายใจเบา ๆ เหมือนผู้ที่ยอมรับว่าตนพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่ไม่อาจเอาชนะด้วยอำนาจ
“ข้าไม่เคยเห็นเขาคุกเข่าให้ใคร แม้แต่ตอนที่ข้าสั่งปลดเกราะเขา เขายังไม่แม้แต่จะคุกเข่าอ้อนวอนรั้งตำแหน่งเอาไว้” พระองค์ตรัส “ขันทีหลี่ พาโหย่วอ๋องไปให้หมอหลวงตรวจรักษา ส่วนราชโองการประทานสมรสกับบุตรสาวเสนาบดีฉี ข้าถอนคืน”
เจิงหลิงอ้าปากจะเอ่ยขอบพระทัย แต่ถูกพระหัตถ์ยกขึ้นห้ามไว้
“แต่ข้ายังไม่ได้ให้เจ้าเป็นชายาของเขา” ฮ่องเต้ตรัสต่อ “พระชายาโหย่วอ๋องจะต้องมิใช่สตรีที่มีเพียงความงามอย่างเดียว เจ้ามีเงินและมีเส้นสายทางการค้า ขุนนางของราชสำนักจะจับตามองเจ้า ดังนั้นเจ้าต้องพิสูจน์ให้ข้าและทุกคนเห็นว่าเจ้าคู่ควรกับตำแหน่งนั้น ข้าจะให้งานแก่เจ้าเมื่อถึงเวลา เจ้าจะยอมรับหรือไม่”
เจิงหลิงมองพระพักตร์ที่ไร้ความยินดี แต่ก็ไม่มีความเกลียดชังเช่นกัน นางก้มศีรษะลงอีกครั้ง
“หม่อมฉันยอมรับเพคะ”
จวนที่ซูซือเจ๋อเช่าไว้สว่างไสวด้วยโคมสีแดงนับร้อยดวง ที่ประดับประดาตั้งแต่ประตูใหญ่ไปจนถึงห้องโถงหลัก ม้านั่งตัวยาวปูผ้าไหมสีทองเรียงรายอยู่ทั้งสองข้างทางเดิน และเสียงดนตรีดังไปไกลถึงถนนหน้าจวน ช่างลำพองเหลือใคร และเพราะไม่มีใครชี้นำว่าควรทำตัวเช่นไร ความพยองนี้จึงเหมือนไร้ขอบเขตมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีคนไม่น้อยอยากเห็นเรื่องน่าขันของขุนนางใหม่ ที่ไม่ได้มีขุนนางใหญ่หนุนหลัง แต่กลับอวดอ้างตนราวกับเป็นทายาทของจวนเสนาบดีแขกผู้มีเกียรติทยอยกันเข้ามา ขุนนางระดับกลางหลายคนที่มาเพราะรู้มาว่าโหย่วอ๋องจะมาร่วมงานด้วย บัดนี้โหย่วอ๋องกลับมามีอำนาจในราชสำนัก หลายคนอยากพูดคุยหารือกับเขา ไหนจะพ่อค้าผ้าไหมสองสามราย ผู้ที่ตั้งใจมาดูว่าบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งล้มสกุลเฉินนั้นจะเป็นเช่นไร และมาเพราะคุณหนูหลินอีกทั้งขุนนางจากสำนักตรวจการผู้หนึ่งที่ได้รับเทียบเชิญจึงมาร่วมความครึกครื้นนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นซูซือเจ๋อสวมชุดขุนนางขั้นเจ็ดสีเขียว ยืนต้อนรับแขกที่ประตูห้องโถงด้วยรอยยิ้มที่ฝึกหน้ากระจกมาหลายวัน ข้างกายเขาคือฮูหยินผู้เฒ่าซูในชุดผ้าไหมสีม่วงแดงปักลายดอกโบตั๋นขนาดใหญ่ ประดับด้วยปิ่นทองคำที่ไม่รู้ว่
โม่จิ่งเหว่ยไข้ขึ้นสูงอยู่หลายวัน เจิงหลิงนั่งเฝ้าข้างเตียงอยู่ตลอด นางคอยป้อนยา เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าชุบน้ำเย็นบนหน้าผาก และปฏิเสธทุกครั้งที่ใครบอกให้นางไปพัก ท่านอ๋องที่ไม่รู้สึกตัวเอาแต่พึมพำชื่อนางเป็นระยะ จนเหยาเล่อคังที่ยืนอยู่หน้าประตูต้องทำเป็นหูหนวก และเสี่ยวหลันต้องแอบเอาแขนเสื้อซับน้ำตาปนยิ้มในเมืองหลวง เรื่องที่โหย่วอ๋องคุกเข่าตากฝนเพื่อคุณหนูหลินถูกพูดถึงไปทั่วทุกมุมเมือง บ้างว่าเป็นความรักอันยิ่งใหญ่ บ้างว่าเป็นความบ้า บ้างว่าสตรีผู้นั้นคงมีเสน่ห์ร้ายกาจนัก แต่คำว่าร้ายพวกนั้นก็ไม่อาจเล็ดรอดเข้าไปในจวนโหย่วอ๋องทว่ากลับมีคนผู้หนึ่งที่ได้ยินเรื่องเดียวกัน แล้วตีความไปเป็นอื่น...***ผลการสอบในพระราชวังประกาศในเช้าวันที่ท่านอ๋องเริ่มลุกจากเตียงได้ซูซือเจ๋อยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนหน้ากำแพงประกาศผล เขาหาชื่อตัวเองอยู่นานกว่าที่คิด เพราะมันไม่ได้อยู่แถวบน ๆ แต่ปรากฏอยู่ท้ายประกาศ พร้อมตำแหน่งที่ระบุไว้อย่างเรียบง่ายว่า ‘ผู้ช่วยเสมียนพิธีแห่งกรมพิธีการ ขุนนางขั้นเจ็ด’ขั้นเจ็ด ขั้นต่ำสุดของระบบขุนนางต้าเฉิน“ข้อสอบที่ซื้อมาก็ช่วยได้แค่รอบก่อน” เขากัดฟันพูดกับตัวเองเบา ๆ ในใจ รอบสุด
ข่าวนั้นมาถึงเมืองริมทะเลสาบในบ่ายวันที่สี่ ผ่านปากพ่อค้าที่เพิ่งเดินทางมาจากเมืองหลวงชุนเถาเป็นคนได้ยินก่อนที่ตลาด นางจึงวิ่งกลับมาทั้งที่ตะกร้าผักหล่นเกลื่อนทาง ใบหน้าซีดขาว “คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! ท่านอ๋อง...ท่านอ๋องคุกเข่าอยู่หน้าท้องพระโรงมาสามวันสามคืนแล้ว ตากฝนอยู่ท่ามกลางพายุ ไม่ยอมลุก!”ถ้วยชาในมือเจิงหลิงหลุดร่วงลงพื้นแตกกระจาย นางไม่ได้ก้มลงเก็บ ไม่ได้แม้แต่รู้สึกว่าน้ำชาร้อนกระเซ็นเปื้อนปลายเท้า“เขาพูดว่าอะไร”“เขาพูดต่อหน้าขุนนางทั้งหมดว่าชาตินี้มีชายาเพียงคนเดียว...คือคุณหนูหลินเจ้าค่ะ”เจิงหลิงไม่เหลือเวลาจะคิดอะไรอีก นางคว้าเสื้อคลุมที่แขวนอยู่ข้างประตู ร่มกระดาษน้ำมันคันเก่าที่วางอยู่ในมุมระเบียง แล้ววิ่งออกจากบ้านโดยไม่ได้บอกกล่าวใคร***เหยาเล่อคังที่ตามหาตัวนางพบก่อนฟ้ามืด เขาดักรออยู่ที่ท่าเรือพร้อมม้าเร็วสามตัว หน้าตามอมแมมเพราะเดินทางโดยไม่หลับไม่นอน เขาไม่ต้องอธิบายอะไร เจิงหลิงเห็นเข้าก็รู้ทันทีว่าท่านอ๋องไม่ได้ให้เขามาตาม แต่เขามาเอง“ท่านอ๋องสั่งห้ามข้าน้อยมาตามหาคุณหนู” เขาพูดเสียงเครียด “แต่ข้าน้อยไม่อาจเห็นท่านอ๋องตายเพราะความดื้อของตนเองได้ หากเราเปลี่ย
โม่จิ่งเหว่ยกลับถึงจวนในตอนที่ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มเป็นสีเทาจางเขาไปกรมกลาโหมตั้งแต่เมื่อคืนเพื่อตรวจบัญชีเสบียงที่ค้างอยู่ ตั้งใจจะกลับมากินข้าวเช้ากับนางเหมือนทุกวัน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ไม่มีกลิ่นน้ำชาอุ่น ไม่มีเสียงพลิกหน้ากระดาษ เสี่ยวหลันยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตูห้องตำรา ใบหน้าซีดเผือด“ท่านอ๋อง คุณหนู...”เขาไม่ฟังต่อ ผลักประตูเข้าไป บนกระดานหมากที่ค้างตาเดินอยู่ มีจดหมายหนึ่งฉบับถูกทับด้วยแผ่นหยกสีขาวนวลเขายืนมองมันอยู่นานก่อนจะหยิบขึ้นมาอ่าน มือที่เคยจับดาบไม่สั่นแม้ในสนามรบกลับสั่นจนแทบจะถือกระดาษเอาไว้ไม่อยู่เสียงบางอย่างแตกกระจายดังสนั่น เขาไม่รู้ตัวว่ากวาดกระดานหมากทั้งกระดานลงพื้นไปแล้ว หมากขาวดำกลิ้งกระจายไปทั่วห้อง“ท่านอ๋อง!” เหยาเล่อคังวิ่งเข้ามา “คุณหนูออกจากจวนทางประตูสวนด้านหลังก่อนฟ้าสาง ลงเรือของตระกูลหลินไปทางใต้ขอรับ คนของข้าน้อยตามไปแล้ว ภายในสามวันจะรู้แน่ว่าคุณหนูพักอยู่ที่ใด”“ข้าจะไปเอง” โม่จิ่งเหว่ยหันไปหยิบเสื้อคลุม แต่ก้าวไปได้สองก้าวก็ชะงัก เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอยู่ ก่อนจะหยิบแผ่นหยกขึ้นกำไว้ในมือแล้วสอดเข้าแขนเสื้อ “
คืนนั้นเจิงหลิงแทบไม่ได้นอนเลยทั้งคืน นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือในห้องของตนด้วยแสงตะเกียงดวงเดียว มองม้วนกระดาษที่ยังว่างเปล่าอยู่ตรงหน้า แล้วนึกถึงวันแต่งงานครั้งแรกของตนที่หลานเหลียงวันนั้นมีเสียงประทัด มีผ้าสีแดง และมีสตรีที่หัวใจเต้นแรงด้วยความยินดีที่ไร้เดียงสา นางเชื่อทุกคำที่ชายผู้นั้นสัญญา ว่าจะรักษา จะปกป้อง จะอยู่ข้างกันจนแก่เฒ่า และนางก็ได้เรียนรู้ด้วยเลือดและน้ำตาว่าคำสัญญาของบุรุษนั้นเปราะบางเพียงไรโม่จิ่งเหว่ยไม่ใช่ซูซือเจ๋อ นางรู้ดี เขาไม่ใช่คนที่ทิ้งใครเพื่อประโยชน์ของตน แต่ความจริงที่เจ็บปวดกว่าคือ แม้เขาจะรักนางเพียงใด แม้ว่าเขาเป็นเพียงอ๋องผู้หนึ่งที่ถูกสั่งให้ปลดเกราะ แต่ชาติกำเนิดก็สูงส่งเกินกว่าที่นางจะอาจเอื้อมอยู่วันยังค่ำนางกำลังจะต้องเลือกว่าจะเป็นอนุภรรยาที่ยืนอยู่ข้างหลังพระชายาเอกที่ฮ่องเต้เลือก ซึ่งนางไม่มีวันยอม ไม่ใช่เพราะนางหยิ่งทะนง แต่เพราะนางเคยเป็นสตรีที่ถูกกดลงต่ำจนไม่เหลือแม้แต่ความเป็นมนุษย์ หรือไม่ก็ต้องเป็นหอกที่ชี้ไปยังหัวใจของเขา ให้ศัตรูมีข้ออ้างว่าเถ้าแก่เนี้ยแซ่หลินผู้นี้คือเหตุผลที่ทำให้อ๋องขัดราชโองการถ้าเขายอมรับ นางเจ็บ ถ้าเข
หนึ่งเดือนหลังคืนที่ศาลาริมสระบัว เป็นหนึ่งเดือนที่เจิงหลิงไม่เคยคิดว่าตนจะมีโอกาสแบบนี้ในชีวิตทุกเช้าจะมีบ่าวนำของหวานที่นางชอบมาวางไว้ข้างหมอนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ทุกค่ำท่านอ๋องจะแวะมานั่งในห้องตำราของนาง แสร้งทำเป็นมาขอดูบัญชีทั้งที่ไม่ได้เปิดดูสักหน้า เขาสอนนางคัดอักษรด้วยลายมือที่เรียบนิ่งแต่ดุดันและแข็งกร้าว นางเองก็สอนเขาดูตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ เล่นหมากกันจนดึก และเมื่อนางชนะเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โม่จิ่งเหว่ยก็เท้าคางมองกระดานตรงเบื้องหน้าอยู่นานสองนานจนนางสงสัยว่าเขาแกล้งแพ้หรือไม่ แต่เขาเพียงยิ้มแล้วบอกว่า “ลูกศิษย์เก่งเกินอาจารย์ ข้าย่อมภูมิใจ”เหยาเล่อคังที่แอบมองอยู่ตรงประตูหลายครั้ง ต้องแสร้งไอเพื่อกลบรอยยิ้มของตัวเอง***การสอบในพระราชวังจบลงแล้ว ผลจะประกาศในอีกเจ็ดวัน การตรวจสอบเส้นทางเสบียงของกรมกลาโหมก็ก้าวหน้าไปทีละชั้นอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างเดินไปอย่างที่วางไว้ เจิงหลิงเกือบจะเชื่อแล้วว่าชีวิตนี้ในที่สุดก็เป็นของนางจริง ๆแต่นั่นก็แค่เกือบ...ในท้องพระโรงเช้าวันหนึ่ง เสนาบดีหวังเหวินไห่ที่รู้สึกถึงตาข่ายที่กำลังรัดเข้ามาใกล้ตัวทุกที ตัดสินใจเลือกวิธีที่เ







