ตอนที่ 11 ม่านอาคม
ดอกหญ้าสีขาวถูกเด็ดขึ้นมา แล้วพันทบเกี่ยวคล้องหมุนเป็นวงขนาดใหญ่พอให้ข้อแขนสอดเข้าไปได้ กำไลดอกหญ้าน้อยราคาถูกนำไปวางอยู่ในพานสีเงิน พราหมณ์หนุ่มนุ่งขาวห่มขาวคล้องประคำเส้นยาว เครื่องหน้าหล่อเหลางดงามหากแต่นิ่งขรึม นั่งเข้าฌานหลับตานิ่ง ห่างออกไปได้สักวาคือพราหมณ์เฒ่าเคราขาวผู้เป็นอาจารย์
หลังจากครูพราหมณ์เชี่ยวชาญวิชาถอนคุณไสยมนต์ดำ อันเกิดจากหมอคุ้มนั้นปล่อยมาหมายเอาชีวิตของพรเทพได้แล้ว พรเทพตัดสินใจขออนุญาตลาพ่อและแม่ เพื่อเข้าป่ามาฝึกวิชาคาถาเรียนอาคมกับพราหมณ์อาจารย์ เนื่องจากลูกชายเพียงคนเดียวเพิ่งจะรอดตายจากการถูกคุณไสยมนต์ดำครอบงำ ทั้งพ่อและแม่นั้นจึงเห็นว่าสมควรให้ลูกมีวิชาอาคมติดตัวบ้าง เผื่อจะได้ใช้ป้องกันตนซ้ำยังอาจช่วยเหลือผู้คนได้กุศลอีกต่อหนึ่ง
“จำไว้นะพรเทพ วิชาอาคมนี้เหมือนมีด เหมือนพร้า ใช้ตัดไม้สร้างเรือนก็ได้ ใช้หั่นเนื้อ หั่นผักเลี้ยงชีพตนก็ได้ ใช้ตัดเชือก ตัดบ่วง ห่วงคล้องช่วยชีวิตสัตว์ ชีวิตคนก็ได้ เช่นเดียวกันมันก็อาจใช้เข่นฆ่าปลิดชีพตนเองหรือผู้อื่นได้เหมือนกัน มีมีดคม มีวิชาดี เจ้าอย่าลืมมีศีล มีธรรม มีสติครองตนให้ดีด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็เหมือนเราถือมีด ถือพร้าอันไร้ฝักป้องกัน เดินท่องล่องออกไปอย่างนั้น พลาดพลั้งอาจทำให้ตัวเราบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตายเช่นกัน”
“ขอรับอาจารย์”
ขนมต้มคลุกมะพร้าวขูดสีขาวใส่ไว้ในกระทงใบตองรองอยู่ด้านล่าง มีชาวบ้านที่รู้ข่าวการมาตั้งสำนักของพราหมณ์ผู้ทรงคุณวิชาแก่กล้า ต่างพากันนำมามอบให้ เนื่องจากสำนึกในบุญคุณของครูพราหมณ์ที่เคยช่วยเหลือ ปัดเป่ารังควานร้าย สิ่งอัปมงคลมนต์ดำทั้งหลายให้ห่างไกลไปจากหมู่บ้าน แววตาอบอุ่นอ่อนโยนก้มลงไปมองกระทงใบตองของหวานห่อน้อย นิ้วเรียวหนาเอื้อมไปหยิบกำไลดอกหญ้าจากพานเงินมาวางซ้อนแล้วช้อนยกขึ้นมาประคองไว้ด้วยมือทั้งสอง พราหมณ์รูปงามหลับตาพริ้มแล้วเผยอริมฝีปากอิ่มท่องมนต์บทหนึ่งในใจระลึกถึงใครบางคนที่อยู่ห่างไกล
“เนื้อทองของพี่”
อสุรกายร่างผ่ายผอมกอดเกาะอยู่บนเสาเรือนสูง ส่วนบนสุดมีผ้าสามสีผูกประดับไว้กับแผ่นทองคำเปลวที่ไอ้ครั้นเอามาแต้มให้เพราะเจ้าของเสาบอกว่า อยากให้เสาอันตนสิงสู่ดูสวยงามกว่าเสาไม้ต้นอื่น เจ้าของดวงตาฉ่ำเลือดสีแดงฉาน สะบัดหันไปมองกระทงเครื่องเซ่นผี เมื่อได้กลิ่นหอมลอยมา อสุรกายแขนขายาวคลานไต่ลงจากเสาไปนั่งยองมองถ้วยข้าว ถ้วยขนมของตน เห็นขนมใหม่จัดใส่อยู่ในถาดพร้อมกำไลดอกไม้สีขาวพวงน้อยถักร้อยเป็นพวงกลม
“ฮือออ” กระดูกข้อนิ้วดำเกรียมยื่นเขี่ยลงไปในกระทงใบตองเล็ก หันข้างเอียงไปทางไอ้ครั้นผู้มีหน้าที่เตรียมเครื่องเซ่นให้ด้วยความปีติใจ
“ไอ้ครั้น ขนม...” ดวงจิตอันแข็งแกร่งเปล่งกระแสเสียงเข้าไปในข่ายรู้ของศิษย์ครูเดียวกัน
“อะไรของมึง” ไอ้ครั้นเงยหน้าขึ้นมาจากการฟั่นด้ายสายสิญจน์
“ขนม” วิญญาณผีหยิบขนมต้มลูกกลมขึ้นมาชูอวดให้ไอ้ครั้นเห็น
“เออ คงมีชาวบ้านที่ไหนทำบุญมาให้มึงกระมัง ดีเหมือนกันกูจะได้ไม่ต้องไปเที่ยวหาขนมมาให้มึง”
ไอ้ครั้นหันไปสนใจการฟั่นด้ายสายสิญจน์ต่อเพราะหลายปีให้หลังมานี่ ตั้งแต่บ้านพ่อหมอคุ้มมีคนแวะเวียนมาให้ช่วย ก็ไม่เคยพร่องด้วยขนม ข้าวต้ม ของคาว ของหวาน เลี้ยงผีไม่เคยมีขาด แต่ละชิ้นแต่ละอย่างมีแต่ของดี ของอร่อยทั้งนั้น เพราะเมื่อมีคนสมปรารถนาจากการมาบนบานขานกล่าวขอนั่นขอนี่กับผีเนื้อทอง คนเหล่านั้นบ้างก็ตอบแทนด้วยการทำบุญมาให้ บ้างก็ต้มข้าว ต้มปลาทำมาเป็นเครื่องเซ่นผี แม้บางทีบางครั้งเนื้อทองนั้นไม่ได้ข้องเกี่ยว แต่คนไม่รู้ก็เหมาเอาเองว่าเป็นเพราะผีเนื้อทองช่วย หรือบางทีเนื้อทองมันแค่กระดิกตีนชี้นิ้วใช้ให้ผีบริวารตนอื่นไปทำแทน หากไม่ใช่งานยุ่งยากเหลือบ่ากว่าอำนาจมัน
“กำไล” มือเกรียมเกี่ยวกำไลดอกหญ้าขึ้นมาก่อนจะหันไปมองประตูห้องของหมอคุ้มผู้เป็นพ่อ เมื่อเห็นว่าพ่อยังไม่ออกจากฌาน วิญญาณลูกชายหัวรั้นจึงคลานแอบขึ้นมานั่งอยู่บนหลังคาเรือน
แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี กำไลดอกหญ้านี้มันยังเป็นสิ่งแทนตัว แทนใจทำให้วิญญาณน้อยหวนนึกรู้ได้ว่าขนมและของในกระทงนี้ผู้ใดทำบุญส่งมาให้ อสุรกายรูปกายน่าเกลียดน่ากลัว ขึ้นมานั่งห้อยขาอยู่บนหลังคาเรือน สายตาเหม่อมองทอดออกไป ในมือประคองกระทงขนมต้มไว้อย่างมีความสุข
“พี่...” กำไลดอกหญ้าวงเล็กสวมลงไปตรงส่วน เหงา ปั้นลม บนหลังคา รวมกับพวงกำไลแบบเดียวกันหลายชิ้นหลายอันแต่ถูกส่งมาจากคนคนเดียว
“ของที่กูให้ไปหา ได้มาแล้วหรือ”
“ได้แล้วจ้ะพ่อหมอ เส้นผมกับเศษผ้านุ่ง วันเดือนปีเกิด” ชายคนหนึ่งใบหน้าบึ้งตึงนั่งขมวดคิ้วยื่นผ้าขาวห่อเส้นผมหยิบมือหนึ่งกับชายผ้านุ่งเหมือนมันถูกฉีกออกมาส่งให้หมอเสน่ห์
“มึงแน่ใจหรือว่าอยากให้มันเกลียดกัน อยากให้มันทิ้งลูก ทิ้งเมียของมันแน่หรือ” หมอคุ้มแบมือมองสิ่งที่ได้รับมา
“แน่ใจจ้ะ ข้ารักพี่เขาแต่...”
“แต่มันมีลูก มีเมียอยู่แล้ว เฮอะ...ถ้ามันจะกลับมาหามึงคงไม่ง่าย มึงเลยอยากให้เมียมันชังน้ำหน้าผัวตัวเอง เพื่อที่มึงจะได้เข้าไปชิงผัวเขามาอย่างนั้นสิ”
“พ่อหมอเมตตาข้าเถิด อันความรักของคนเช่นข้าน่าละอายและอาภัพนัก” ชายหนุ่มผู้ลุ่มหลงรักในบุรุษเพศเดียวกันนั่งก้มหน้าน้ำตาหยด
“เอ็งจะรักหญิงหรือรักชายด้วยกันนั้น ข้าไม่ใคร่สนใจดอก ในเมื่อเอ็งอุตส่าห์บากหน้ามาขอให้ช่วย ข้าจะเมตตาเอ็งสักครา”
“ขอบพระคุณพ่อหมอเหลือเกินที่เมตตาข้า”
“ฮึ แต่ข้าไม่ได้ทำให้เอ็งเปล่าๆ ดอกหนา”
“ข้ารู้....” มือสั่นยกพานขันธ์ขึ้นมาจรดเหนือหัวยื่นส่งให้หมอเสน่ห์ตรงหน้า หมออาคมช้อนมือลงไปรองรับพานนั้นก่อนท่องคาถาพึมพำสองสามบทแล้วเป่ามนต์ผ่านไปบนหน้าผากแคบ อสุรกายดำเกรียมแยกเขี้ยวยิ้มออกมาอย่างยินดี ยื่นนิ้วชี้จรดลงบนกลางกระหม่อมของคนที่กำลังก้มลงกราบซาบซึ้งในตัวพ่อ
การรับขันธ์ คือพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์อบอวลไปด้วยมนต์ขลังที่หลายคนไม่ใคร่รู้และมองเห็นเป็นสิ่งปกติธรรมดาหรือบางคนเข้าใจคลาดเคลื่อน คิดว่าเป็นการบูชาครู โดยหารู้ไม่ว่าในทางไสยศาสตร์มนต์ดำนั้น มันคือการสร้างพันธะระหว่างครูและผู้ไหว้ เป็นการยินยอมให้อีกฝ่ายใช้ร่างกายตลอดถึงขันธ์ทั้งห้าของตัวเราอันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยรวมแล้วคือการยึดเอาร่างกายและวิญญาณของคนผู้นั้นไปเป็นสมบัติของตน อาจเพื่อให้เรารับถ่ายกรรมหนัก หรือรับกรรมแทน มีให้เห็นเสมอที่ผู้ไม่รู้รับขันธ์มา แล้วเกิดปวดเมื่อยแขนขาโดยหาสาเหตุไม่ได้ หรือชะตาขาด ถึงคราว ถึงฆาตก่อนวัยอันควร ดีร้ายก็เจ็บไข้ได้โรค ล้มหมอนนอนเสื่อ แต่ถึงกระนั้นกิเลส ความมัวเมาลุ่มหลงของคนเราก็ทำให้คนเหล่านั้นยอมแลกทุกอย่างได้เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนา
“อีกสามวันเอ็งค่อยกลับมาใหม่ พิธีนี้ข้าต้องใช้เวลาในการทำพิธีมาก”
ไอ้หนุ่มร่างเล็กบอบบางคล้อยหลังออกพ้นชายคาเรือนไปได้ไม่นาน ไอ้ครั้นคลานเข้ามานั่งจ้องห่อผ้านั้นทำท่าสงสัย อีกด้านติดเสาเรือนไม้ตกน้ำมัน ผีเนื้อทองนั่งยองกอดเข่าโยกตัวไปมาอยู่ใกล้ๆ
“พ่อครู ถ้ามันอยากได้ผัวเขามาก ทำไมมันให้พ่อครูทำเสน่ห์ หรือขอน้ำมันพรายไปดีดใส่เสียก็สิ้นเรื่อง”
“ถ้ามันทำอย่างนั้น ชาวบ้านร้านตลาดก็คงครหาได้ว่าไอ้แสงทิ้งลูก ทิ้งเมียมาเอาผู้ชายอย่างมัน แต่ถ้าเมียมันเป็นฝ่ายชังน้ำหน้าผัว แล้วไล่ผัวมันออกจากเรือนเสียเอง....”
“อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง”
“มึงไปเตรียมของ วันนี้กูจะให้มึงเป็นคนทำพิธีฝังรูปฝังรอย”
“จ้ะ พ่อครู”
ป่าช้าฝังผี เสียงสวดคาถามหามนต์ดำทำให้คนเกลียดกันดังพึมพำออกมาจากปากไอ้ครั้น ศิษย์เอกของหมอคุ้มหมอเสน่ห์ผู้เก่งกล้ามีวิชามาก มือหยาบล้วงลงไปในหม้อดินเผาเก่าๆ ด้านข้างมีอักขระลงคาถาอาคมแล้วปิดทับไว้ด้วยผ้ายันต์อีกชั้นหนึ่ง ดินเหนียวสีดำถูกล้วงขึ้นมาแล้วนำมันผสมเข้ากับขี้ผึ้งปลุกเสก ปั้นให้มีรูปร่างคล้ายผู้หญิงตัวหนึ่ง ผู้ชายตัวหนึ่งยืนหันหลังใส่กัน แล้วมัดด้วยด้ายสายสิญจน์คล้ายมัดตราสังผี จากนั้นวางรูปรอยใส่ลงไปในหลุมผี ซึ่งมีเนื้อทองนั่งยองจ้องตาผีเจ้าของหลุมอยู่แล้วขู่ข่มบังคับให้มันทำตาม
“ไปทำงานของมึง” เสียงแหบเอ่ยสั่งบริวารผี วิญญาณผีตายโหงโหย่งตัวก้มหัวรับคำสั่งจากนั้นมันจึงหายวับไปในความมืด
ยามดึกสงัดอันเงียบสงบวังเวงของคืนเดือนมืด หมอคุ้มและไอ้ครั้นเดินนำไปเบื้องหน้าผ่านทางสามแพร่ง ซึ่งเมื่อสิบปีก่อนที่ตรงนี้ร่างของเนื้อทองเคยนอนตายจมกองเลือดอย่างน่าเวทนา เวลานี้ริมทางมีชาวบ้านนำไม้มาปลูกตั้งเป็นศาลเจ้าพ่อเนื้อทองหลังใหญ่เกือบเท่ากระท่อมปลายนา มีคนนำของมาเซ่นไหว้เยอะแยะมากมายมิได้ขาด
“.....!.....!......” พริบตาหนึ่งมีบางสิ่งวิ่งเข้ามาปะทะดวงจิตของวิญญาณร้าย เนื้อทองสะบัดคอเหลียวกลับไปทางเก่าก่อนจะหายวับทิ้งให้พ่อกับไอ้ครั้นเดินกลับบ้านกันลำพังสองคน
กุฏิพระเก่าหลังหนึ่งตั้งห่างออกมาอย่างโดดเดี่ยว เสียงสวดมนต์บ่นคาถาพึมพำลอยออกมาให้วิญญาณเนื้อทองร้อนรุ่มไม่อยู่สุข อสุรกายก้าวขาเดินออกไปเบื้องหน้า หากแต่ไม่อาจข้ามพ้นเขตเข้าไปภายในเนื่องจากมีภุมมเทวาตายายผู้เป็นเจ้าของเรือนเดินออกมาห้ามไว้
“เอ็งมีธุระอันใดหรือเนื้อทอง”
“มีผู้ใดอยู่ข้างในนั้น ข้าต้องการเข้าไปข้างใน เปิดทางให้ข้า” อสุรกายยกมือชี้นิ้วขึ้นไปบนเรือนกุฏิไม้
“เรือนนี้อยู่ในเขตดูแลของข้าสองตายาย พวกข้าให้เอ็งเข้าไปไม่ได้ดอก” ผีเรือนสองตายายยืนขวางอยู่เต็มทาง
“ถอยไป ข้าไม่อยากทำร้ายผีแก่” วิญญาณน้อยกลายร่างแปลงให้ตัวเองสูงใหญ่ข่มขวัญผีตายายหวังทำให้กลัว หากแต่ภุมมเทวามากบารมี กลับยืนนิ่งไม่มีท่าทีวิตกกังวล
“หลีกทางให้กู!” ฝ่าตีนใหญ่สะบัดออกไปหวังเตะให้วิญญาณแก่ได้รับบาดเจ็บ
ครึ่ม ม่านอาคมซึ่งใครบางคนร่ายเพื่อปกป้องเรือนไม้หลังใหญ่เอาไว้ ผลักวิญญาณร้ายให้กระเด็นออกมาไกลจนเกือบถึงท้ายวัด ตั้งแต่เป็นผีมาสิบปีเนื้อทองยังไม่เคยพลาดท่าเสียทีให้ผีแก่ๆ มาก่อน ดวงตาสีแดงถลนเหลือกมองสองวิญญาณในร่างขาวสว่างใส ยืนอยู่ภายใต้ม่านอาคมอันตนไม่เคยพบไม่เคยเจอ
“เข้าไม่ได้” สองตายายยกมือทำท่าห้ามปรามเสียงแข็ง
“กูจะเข้า!”
อสุรกายหัวรั้นกระโจนฝ่าเข้าไปในข่ายเขตอาคม แม้เพียงก้าวแรกที่เหยียบย่าง ร่างผอมดำเกรียมกลับปวดแสบปวดร้อนราวกับกระโดดเข้าไปอยู่กลางกองไฟ แก้วหูสองข้างแตกดับลั่นเสียงกรีดร้องก้องจนเลือดหนองไหลทะลักออกมาจากรูหู ดวงตาสองข้างมืดบอดเหมือนถูกถอดถูกควักลูกตาโยนทิ้งหายไป ร่างกายเหมือนถูกจับใส่ครกหินแล้วบี้บดจนป่นละเอียด
“อ๊ากกกก พ่อ”
*** โอ้ว....มีอะไรซ่อนอยู่ในนั้น กุฏิไม้นี้เป็นของใคร ??? มันต้องเก่งมากแน่ๆ หลวงตามั้ยนะ หรือ พี่รุ่ง หรือว่ามีใครอื่นอีก หรือเป็น พี่พรเทพ ??
ตอนที่ 45 มีความสุขด้วยกันนะ (จบ)“พี่คณิณ ไม่กลับบ้านหรือครับ” เนื้อทองนั่งเอียงคอมองพรเทพพร้อมตั้งคำถามมาจากบนเตียง เมื่อพรเทพวางสายจากพี่รหัสเรียบร้อยแล้ว“เห็นบอกว่าจะนอนค้างกับดอกเตอร์กานต์น่ะ”“พี่คณิณบอกว่าดอกเตอร์กานต์ทำของใส่ ทำให้พี่คณิณคิดถึงดอกเตอร์ไม่หยุดเลย”“คณิณบอกทองอย่างนั้นหรือ” พรเทพขยับลงมานั่งลงลนเตียงนอนของนักศึกษาที่เขาไปขออนุญาตคุณปู่คุณย่าให้เข้ามาพักอยู่ที่บ้านของเขาแทนการออกไปเช่าหอพักข้างนอก“ครับ พี่คณิณบอกว่าคิดถึงดอกเตอร์กานต์มาก คิดถึงจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ก็เลยต้องไปหาดอกเตอร์กานต์จะให้ดอกเตอร์กานต์ถอนคุณไสยให้”“อย่างนั้นหรือ” พรเทพพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วหย่อนตัวนั่งลงบนเตียงนุ่มซึ่งมีนักศึกษาปีหนึ่งหน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดู นั่งแก้มชมพูมองเขาตาแป๋ว“คณิณเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ”“พี่เทพหมายความว่า...พี่คณิณกับดอกเตอร์กานต์”“ดอกเตอร์กานต์น่ะ แต่ไหนแต่ไรมาเป็นคนค่อน
ตอนที่ 44 โดนของตั้งแต่กลับมากรุงเทพ คณิณรับรู้ได้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไป สิ่งแรกเลยที่ขวางหู ขวางตาทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเขาสูงขึ้นและกระบอกตาร้อนผ่าวๆ นั่นคือพี่ชายกับน้องรหัสที่ขยันเติมความหวานใส่กันจนเขาแทบไม่อยากอยู่ใกล้ ตั้งแต่เด็กจนโตแม้คณิณจะรู้ว่าพี่ชายนั้นเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและเอาใจใส่คนรอบข้างอยู่เสมอก็จริง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นพวกคลั่งรักเด็กขนาดนี้เพราะเพียงเขาหันหลังให้เผลอหน่อยเป็นไม่ได้สองคนนี้แอบเอาแก้มมาชนกัน ป้อนขนม ป้อนน้ำให้ จนคณิณต้องทำใจยอมรับให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิต ส่วนสิ่งที่สองที่คณิณรู้สึกร้อนรุ่มกลุ้มใจจนทำให้ตัวเองไม่มีความสุขคือตัวเขาเองที่รู้สึกจิตใจมันไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่“พี่คณิณเป็นอะไร” เนื้อทองซึ่งนั่งมองไอ้อาการกระสับกระส่ายกับถอนหายใจทิ้งดังเฮือกๆ ของพี่รหัส ทุกสองสามนาทีคณิณจะถอนหายใจทิ้งแรงๆ ออกมาครั้งหนึ่งแล้วก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ อาการหลุกหลิกๆ ดูร้อนรนจนผิดปกติ“ไม่รู้สิ พี่ว่า...พี่โดนของ”“หือ พี่คณิณโดนของอีกแล้วหรือ ไปกินอะไรของใคร
ตอนที่ 43 นอนด้วยกัน“ดื้อแบบนี้...แสดงว่าของยังออกไม่หมด” ดอกเตอร์หนุ่มซึ่งนอนคร่อมอยู่ด้านบนอมยิ้มพูด พรางใช้ข้อนิ้วเกลี่ยลงมาบนแก้มขาวของน้องชายเพื่อน“ฮะ อะไรนะครับ” คณิณเอียงแก้มขยับห่างออกมาแต่ฝ่ามืออีกข้างของดอกเตอร์กานต์กางกั้นพร้อมทั้งดันคร่อมข้อศอกล็อกต้นคอนั้นให้นอนอยู่นิ่งๆ“เดี๋ยวพี่เอาของออกให้”สัมผัสนุ่มหยุ่นๆ กดประทับลงมาบนกลีบปาก เรี่ยวแรงแขนขาของคนหนุ่มเหมือนจะถูกดอกเตอร์ผู้เป็นเพื่อนของพี่ชายสูบหายออกไปจากตัว คณิณนอนนิ่งไม่กล้าขยับเพราะยังสับสนอยู่ว่าไอ้ที่แขนขากำลังสั่นเกร็งอยู่นี่ มันเกิดจากฤทธิ์ยาที่หมอให้มา หรือว่าเกิดจาก “ของ” ที่ดอกเตอร์กานต์บอกว่ายังไม่หมด“คุณ...” คำถามและประโยคต่างๆ ที่เรียบเรียงอยู่ในหัว หลุดออกมาจากปากได้เพียงคำเรียกขานสั้นๆ เพราะนอกเหนือจากนั้นมันถูกดูดกลืนหายไปจากคนที่โตกว่า“นอนนิ่งๆ นะครับ” เสียงกระซิบเบาๆ เล่นทำเอาคณิณไม่กล้าขยับ“นี่..”“อย่าดื้อสิ”&ldq
ตอนที่ 42 เพื่อนพี่ชาย“เนื้อทอง” พรเทพคลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจเมื่อเห็นคนที่ตนนั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงนานถึงสามวันสามคืนฟื้นขึ้นมาได้ ด้านหลังเยื้องห่างออกไปคือคุณปู่คุณย่า หลวงตาแก่น พร้อมด้วยพราหมณ์ชุดขาวซึ่งเนื้อทองเจอในภาพฝัน“พี่เทพ หลวงตา...นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ”“พี่กับหลวงตากลับมาจากบิณฑบาต พี่ยอดวิ่งมาบอกว่า ทองกับคณิณหายไปในป่าช้า ทั้งพระ ทั้งเณร ชาวบ้านช่วยกันออกตามหาทั้งวันทั้งคืนก็ไม่เจอ โชคดีได้พราหมณ์บุญเมตตา ท่านแวะมาเยี่ยม มาหาหลวงตาพอดี เลยบอกให้คนช่วยกันขุดศพในป่าช้าขึ้นมา ถึงเจอเนื้อทองกับคณิณถูกฝังรวมอยู่กับศพพวกนั้นด้วย” พรเทพเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง"ทองกับพี่คณิณ ถูกฝังอยู่ในหลุมศพอย่างนั้นหรือครับ"“หมดเคราะห์แล้วนะเนื้อทอง ต่อแต่นี้ไปไม่มีใครมาทำร้าย ทำลายเจ้าได้อีกแล้ว” พราหมณ์เฒ่าผมขาวสะอาดสะอ้านยิ้มน้อยๆ พยักหน้าให้ เนื้อทองมองไปยังย่ามขาวแล้วเงยหน้าขึ้นไปสบตาพราหมณ์ท่านนั้นแล้วก้มลงกราบท่านอยู่บนเตียงผู้ป่วยอีกครั้ง"พราหมณ์บุญ นา
ตอนที่ 41 อโหสิกรรม"แม่ช่วยด้วย" เสียงของไอ้รุ่งร้องโหยหวนออกมาอย่างน่าเวทนา ดวงตาเหลือกเหล่มองหาแม่ผู้เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของมัน"ปล่อยลูกกู...ปล่อยลูกกู""มึงสองแม่ลูก สมควรตายแล้ว" ไอ้ทองเลาะมีดปลายแหลมกรีดลึกลงไปท่ามกลางความมืดดำของความทรงจำอันย้อนลึกถอยหลังไปไกลหลายชาติ หลายภพ เสียงร่ำไห้จากดวงใจของคนที่ได้ชื่อว่าแม่ แม้ลูกของตัวจะชั่วช้าสามานย์สักเพียงใด แต่อย่างไรเสียนั่นก็ถือว่าเป็นเลือดจากอก ตาประสานตาสองมือแม่ลูกที่พยายามไขว่คว้าเข้าหากัน ก่อนที่ชะตาชีวิตของไอ้รุ่งนั้นจะขาดสะบั้นดับหายไปก่อนที่มันจะได้สัมผัสความรัก ความห่วงใยจากแม่เป็นครั้งสุดท้าย หยดน้ำตาแห่งความขลาดกลัวรั่วไหลออกมาเป็นสายเลือดครืด แผ่นหนังเนื้อมนุษย์ลงอักขระสักยันต์เมตตามหามงคลทั่วทุกรูขุมขนถูกไอ้ทองถลกลอกออกมาอย่างง่ายดายถือชูขึ้นมา นังบัวล้มตัวลงไปนอนเกลือกกลิ้งดิ้นพล่านๆ เรียกหาลูกชายของมัน พร้อมทั้งตีอกชกหัวตัวเอง กรีดร้องราวกับคนบ้า สองมือคว้ามีด คว้าดาบพยายามเข่นฆ่าคร่าเอาชีวิตคนที่ฆ่าลูกชายมัน หากแต่มันไม่อาจทำได้อย่างใจเ
ตอนที่ 40 ศิษย์ทรยศ“พ่อครูจะให้ข้ากับแม่ ช่วยขโมยตำรานะเนื้อทอง จากพ่อครูทองกระนั้นหรือ” ไอ้รุ่งนั่งอยู่ต่อหน้าหมอขาม บนพานมีเบี้ยถุงใหญ่วางไว้ล่อตา สองแม่ลูกผู้ละโมบโลภในเงินทองมองตากันไปมา“ข้าไม่ได้ต้องการคัมภีร์ของไอ้ทองดอก ข้าก็แค่อยากรู้ว่ามันร่ายมนตร์ใดใส่มึง”"ร่ายมนตร์ใส่ข้า...พ่อครูหมายความว่าอย่างไร""ฮึ มึงดูเอาเถิด ว่าไอ้ทอง...มันลวงมึงว่าอย่างไร"หมอขาม เป่าคาถาถอนมนต์ครอบร่างของไอ้รุ่งออก ทำให้นังบัวและไอ้รุ่งซึ่งหลงลำพองใจคิดว่าร่างกายของมันกลับมาเป็นปกติได้รู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วมันยังคงอยู่ในร่างเดิมคือไอ้รุ่งผู้พิกลพิการ หน้าตาอัปลักษณ์ ผิวกายดำคล้ำหยาบกร้านน่ารังเกียจ นังบัวโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ยกตีนขึ้นมากระทืบกระดานไม้อยู่โครมๆ ไอ้รุ่งนั่นทุบกำปั้นตบฝ่ามือแป ลงไปบนหัวเข่าหงิกงอ ออกปากด่าทอสาปแช่งคนที่มันก้มกราบเรียกหาว่าเป็นพ่อครูอยู่นานปี ดวงตาถลนปูดโปนเนื่องจากโกรธแค้นเคืองให้พ่อครูทอง และรังเกียจในความอัปลักษณ์ซึ่งฉายส่องมาให้มันเห็นผ่านกระจกเงา“ไอ้ทอง