Masuk
ตอนพิเศษ 2สามีเอาอกเอาใจไป๋มู่เหยาปรับตัวเข้ากับวงสังคมชั้นสูงได้อย่างรวดเร็ว อนึ่งเพราะนางมีไทเฮาและฮูหยินของฝ่ายไทเฮาและฮ่องเต้คอยให้การสนับสนุน กอปรกับความมีไหวพริบและรู้จักมองสถานการณ์ว่าควรอ่อนน้อมหรือแข็งข้อ ทำให้เวลานี้ตัวนางเองได้กลายเป็นสตรีที่มีอิทธิพลในชนชั้นสูงมิน้อยเลย วันนี้เองนางก็ได้รับเชิญให้ไปดื่มชาชมดอกโบตั๋นที่จวนของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย"วันนี้มู่ฮูหยินก็แต่งกายได้งดงามมากเลย มิทราบว่าอาภรณ์นี้ตัดที่ร้านใดหรือ" ฮูหยินของขุนนางขั้นสามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น"จางฮูหยินเอ่ยชมเกินไปแล้ว อาภรณ์นี้เป็นท่านกั๋วกงที่สั่งตัดที่ร้านอาภรณ์นภาจันทร์ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าผ้าที่ใช้เป็นไหมของอะไร""ขอให้ข้าจับดูได้หรือไม่" ลั่วฮูหยินผู้มีความรู้เรื่องผ้าไหมเอ่ยถามด้วยความสนใจ ตั้งแต่เห็นไป๋มู่เหยาเดินเข้ามานางก็จดจ้องไม่วางตาแล้ว ไม่รู้ว่าจะใช่ผ้าไหมที่นางคิดในใจหรือไม่"ย่อมได้อยู่แล้ว"ไป๋มู่เหยายื่นแขนให้กับฮูหยินของท่านรองเสนาบดีกรมตุลาการ ทันทีที่อีกฝ่ายสัมผัสเนื้อผ้าของนางก็ดวงตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น "นี่คือผ้าไหมน้ำค้างแข็งแห่งแดนเหนือไม่ผิดแน่ ผ้าไหมที่ทั้งเรียบลื่
ตอนพิเศษ 1ออดอ้อนภรรยา"ท่านพี่ ข้าจั๊กจี้นะเจ้าคะ หยุดได้แล้วเจ้าค่ะ"ไป๋มู่เหยาพยายามหลบจมูกโด่งที่ซุกไซ้ซอกคอขาวของนางไม่หยุด ทว่าไม่ว่านางจะพยายามเบือนหน้าหนีเพียงใด แต่ก็มิอาจรอดพ้นริมฝีปากอุ่นร้อนของเขาไปได้เลย ทั้งยังถูกเขาจับคางของนางให้หันกลับมามองเขาเสียด้วย ก่อนที่ริมฝีปากร้อนจะฉกวูบลงมาที่เรียวปากนุ่มของตน ดูดเม้มไปมาก่อให้เกิดความรู้สึกปั่นป่วนในท้องน้อย"อือ... ยังหวานมิเปลี่ยนไปเลยนะน้องหญิง เมื่อไหร่เจ้าจะทำงานเสร็จเสียทีเล่า พี่รอเจ้ามานานกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว" ใบหน้าอันหล่อเหลาผละออกมาเล็กน้อย ดวงตาคู่คมทอดมองสตรีที่นั่งอยู่บนตักอย่างแสนรัก จมูกโด่งพลันกดฟอดลงไปที่แก้มนุ่มนิ่มหลายที"ข้าขอเวลาอีกแค่หนึ่งถ้วยชานะเจ้าคะ ขอจัดการบัญชีตรงนี้ชั่วครู่หนึ่งก็เสร็จแล้วเจ้าค่ะ""เฮ้อ... ตัวข้านั้นสำคัญน้อยกว่าบัญชีพวกนี้ใช่หรือไม่"ไป๋มู่เหยากับท่าทางแสนงอนของสามี นางวางพู่กันในมือลงแล้วหันไปจุ๊บแก้มสากของสามีแผ่วเบา "ท่านพี่ของข้าย่อมต้องสำคัญที่สุดอยู่แล้วเจ้าค่ะ ที่ข้าเร่งทำงานให้เสร็จโดยไวก็เพราะอยากจะใช้เวลาอยู่กับท่านพี่นาน ๆ นี่เจ้าคะ""เช่นนั้นก็ได้ งั้นพี่ไปรอที่ห้
บทที่ 16งานแต่งงานอันชื่นมื่นหนึ่งเดือนผ่านไปเมืองฉางชิงได้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง หลังจากการสอบจอหงวนในเมืองหลวงได้ผ่านพ้นไปแล้ว ฮ่องเต้ได้ทรงแต่งตั้งทั่นฮวาคนใหม่ให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองแห่งเมืองฉางชิง และผู้นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นไป๋อวี้หยุน บุตรชายคนโตของสกุลไป๋นั่นเองคนสกุลไป๋ได้กลายเป็นสกุลที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองทันที ทว่าคนสกุลไป๋กลับประพฤติตัวอย่างเช่นที่เคยเป็นมา นั่นยิ่งทำให้ชาวเมืองรักและเทิดทูนคนสกุลไป๋มากขึ้นไปอีก ยิ่งเจ้าเมืองคนใหม่ทั้งหล่อเหลาและชาญฉลาดมากถึงเพียงนี้ด้วยแล้ว นับว่าเป็นโชควาสนาของคนเมืองฉางชิงโดยแท้ในวันที่อากาศแจ่มใสเหมาะแก่การเก็บผลลิ้นจี่ลูกสีแดงสวย สวนลิ้นจี่ของสกุลไป๋เต็มไปด้วยคนงานที่เวลานี้กำลังวุ่นวายกับการเริ่มเก็บผลลิ้นจี่ในสวน ไป๋มู่เหยาต้องมาควบคุมงานด้วยตนเองเพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด ผลลิ้นจี่ที่เก็บแล้วจะถูกส่งไปยังลานกว้างเพื่อคัดแยกต่อไป ผลลูกใหญ่สวยจะถูกนำไปขาย ส่วนผลเล็กจะถูกเก็บไปทำสุราลิ้นจี่"คุณหนูเจ้าคะ นายท่านให้มาตามคุณหนูกลับจวนเจ้าค่ะ""มีเรื่องอะไรหรือไม่""บ่าวเองก็ไม่ทราบเช่นกันเจ้าค่ะ เพียงแต่เห็นรถม้าหลายคั
"ท่านพ่อ ฮือ ๆ ทำร้ายคนดีแล้ว เป็นพวกเจ้าที่ทำร้ายพี่ชายข้าและท่านพ่อ"เฉินหยู่ถงที่ถูกพาตัวเข้ามายังศาลกรีดร้องด้วยความไม่พอใจ ขณะที่เฉินฮูหยินนั่งตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แม้นางจะไม่ใช่สตรีที่ฉลาดมากนัก แต่ก็มองออกว่าบัดนี้พวกนางสกุลเฉินถึงคราวซวยแล้วปัง!"ข้าเตือนเจ้าแล้วนะเฉินฟู่ว่าถ้ายังพ่นคำหยาบคายจะต้องเจอกับอะไร"โม่เซวียนพยักหน้าให้กับอวี่ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาพร้อมกับถือดาบเข้ามาใกล้ เฉินฟู่ตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ"ขะ ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ ข้าน้อยเพียงแค่โกรธที่นางกลับขาวเป็นดำก็เท่านั้นเอง ท่านมู่กั๋วกงโปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วยขอรับ ข้าน้อยจะไม่พูดแล้ว""ข้าจะยังไม่ตัดลิ้นเจ้าหรอกเฉินฟู่ เพียงแต่ว่าเจ้าสมควรได้รับคำเตือนที่ขึ้นใจ"ฉึก!"โอ๊ยยยย"ใบหูข้างซ้ายของเฉินฟู่ถูกตัดกระเด็นตกลงพื้นข้างตัวของเขา เลือดสีแดงเข้มพลันไหลกระฉูดออกมาราวกับม่านน้ำไหล เฉินฟู่ทั้งตกใจและหวาดกลัวจนตัวสั่น เขาทำได้แค่กุมหูที่เลือดไหลไม่หยุดของตน"เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าเงียบเสียงแล้วเช่นนั้นข้าจะมาตัดสินเรื่องนี้เสียที พาตัวเฉินเย่เซียว เฉินหยู่ถงมาด้านหน้านี้""ขอรับ"คนของศาลว่าการ
บทที่ 15สามีภรรยารวมใจเป็นหนึ่งสามวันถัดมาหน้าจวนที่ว่าการอำเภอเนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมายที่มารอชมเรื่องสนุก ภาพที่เฉินฟู่ถูกลากตัวกลายเป็นเรื่องขบขันของคนทั้งเมือง มีผู้คนไม่น้อยที่ออกมาด่าทอและขว้างปาสิ่งของใส่ร่างของอดีตเจ้าเมืองผู้โลภมาก เพราะที่ผ่านมาเขาปกครองเมืองฉางชิงไม่ดีนัก เอื้ออำนวยต่อพวกพ้องและรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าอย่างหน้าไม่อาย ที่ผ่านมาพวกเขาต้องเจ็บช้ำกับการปกครองเมืองของเฉินฟู่มามากมายนัก ในที่สุดก็มีวันที่พวกเขาจะได้รับอิสระจากการถูกกดขี่ข่มเหงแล้ว"เปิดศาล!"ทันทีที่สิ้นเสียงของเจ้าหน้าที่ศาลว่าการ เหล่าชาวเมืองก็เงียบเสียงลงในฉับพลัน ร่างสูงสง่าของโม่เซวียนในชุดขุนนางสีแดงเลือดนกก้าวไปนั่งยังตำแหน่งสูงสุด เขากวาดตามองทุกผู้คนก่อนจะหยุดสายตาไปยังที่ไป๋มู่เหยาที่มาในฐานะผู้ร้องทุกข์ มุมปากหยักพลันปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ เมื่อนึกถึงค่ำคืนอันร้อนแรงที่ผ่านมา"นำตัวนักโทษเฉินฟู่เข้ามาได้""ขอรับ"ชั่วอึดใจร่างอันทรุดโทรมที่แทบจดจำไม่ได้ก็เดินเข้ามายังกลางลาน มือและเท้าของเขาถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กอันหนักอึ้ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง ทั้งยังมีกลิ่นเหม็นเน่าลอยคลุ้งมา
"ผู้ที่คิดจะก่อกบฏเกรงว่าจะเป็นพวกเจ้าคนสกุลเฉินต่างหากเล่า"น้ำเสียงอันทรงอำนาจดังขึ้นมาจากทางหน้าประตู ร่างสูงสง่าในชุดขุนนางสีแดงอร่ามปรายตามองทั้งหมดด้วยสีหน้าเย็นเยียบ ลวดลายเมฆมงคลบนชุดปักด้วยด้ายทองคำอย่างสง่างาม ในมือยังถือแส้เหล็กที่ประดับด้วยทองคำอันหรูหรา เพียงแค่เขาก้าวเข้ามาก็ทำให้ผู้คนตกตะลึงจนพูดคำใดไม่ออก บรรยากาศรอบตัวเขาให้ความรู้สึกสูงสง่าและกดดันเป็นอย่างมาก"บังอาจ! เห็นท่านมู่กั๋วกงแล้วยังไม่คุกเข่าอีก"อวี่ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีดำตวาดเสียงดังก้อง เมื่อนั้นทุกคนจึงได้ล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของโม่เซวียน แท้จริงแล้วตัวตนของเขาก็ยิ่งใหญ่มากถึงเพียงนี้เชียวท่านมู่กั๋วกงผู้เป็นพระญาติฝั่งพระมารดาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้น้อย มารดาของเขาคือน้องสาวของไทเฮา ทั้งเขายังเป็นไท่ฝูผู้คอยให้คำชี้แนะแด่ฮ่องเต้น้อยที่พระชนมายุเพียง 13 พรรษาเท่านั้น เขาคือผู้ที่ควบรวมอำนาจให้กับฮ่องเต้น้อย เป็นผู้ที่ฮ่องเต้และไทเฮาให้ความไว้วางใจมากที่สุด"ทะ ท่านมู่กั๋วกงอย่างนั้นหรือ ปะ เป็นไปไม่ได้"เฉินฟู่มองดูโม่เซวียนด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ เขาส่ายหน้าไปมาด้วยมิอาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้ พ่อค







