LOGIN“เสี่ยวจู วันนี้ข้าจะพักผ่อน ไม่รับแขก หากใครขอพบ บอกข้าไม่สบาย” ยามนี้เจียงลี่มี่พบหลักฐานสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องราวของเหวินอ๋อง เธอจึงอยากใช้เวลากับมันเสี่ยวจูเดินไปปิดหน้าต่างและประตูอย่างมิดชิด จากนั้นนางก็ยืนเฝ้าหน้าประตู เจียงลี่มี่อ่านความลับที่มีคนมาแลกเปลี่ยนอย่างละเอียด ใบหน้าแสดงออกถึงความกังวล“วันนี้คุณหนูใหญ่ต้องการพักผ่อน คุณหนูรองกลับไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ” เสียงของเสี่ยวจูดึงความสนใจของเจียงลี่มี่ได้ทันที เหมยฮวามาหาเธออย่างนั้นหรือ“ข้าจะเข้าไปดูด้วยตัวเอง หลบไป ที่ผ่านมาพวกเจ้าหลอกข้ามาตลอด แต่เมื่อเหวินอ๋องมาที่นี่ เหตุใดนางจึงหายเป็นปกติ ท่าทางไม่เหมือนคนเคยป่วยเสียด้วยซ้ำ” เหมยฮวานึกเจ็บใจที่ตนถูกหลอกมาตลอด เจียงลี่มี่แสดงละครตบตานางได้อย่างแนบเนียน“ไม่ได้เจ้าค่ะ วันนี้คุณหนูใหญ่ไม่ให้ผู้ใดเข้าพบ” เสี่ยวจูยืนขวางประตู สองแขนกางออกเพื่อกันไม่ให้เหมยฮวาเข้าไปด้านใน“มีเพียงเหวินอ๋องเท่านั้นหรือที่สามารถพบนางได้ ข้าเป็นน้องสาวของนาง เหตุใดนางจึงทำกับข้าเช่นนี้ ที่ผ่านมาข้าไม่เคยทำผิดต่อนางเหมือนเช่นที่นางทำผิดต่อข้า นางหลอกลวงข้ามาตลอด ทรยศความเชื่อใจของข้า”เหมยฮ
“มี่เอ๋อร์ อาการป่วยของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” เจียงลี่มี่สบตาเหวินอ๋อง วันนี้เขามาพบที่เรือนพักของนาง“ไม่มีอาการเจ็บป่วยเช่นเมื่อก่อน นับว่าหายดีได้หรือไม่” เธอตอบเขาก่อนจะครุ่นคิดกับตนเอง ที่ผ่านมา ร่างกายของเธอถูกพิษมาหลายปี แม้จะไม่ได้รับพิษเพิ่มแต่พิษเก่าเล่า ยังหลงเหลืออยู่หรือไม่“ในอดีตเจ้ามีอาการเช่นไร” เขาถามต่อเจียงลี่มี่ทบทวนอาการของตนเองอย่างละเอียด“ข้ารู้สึกอ่อนแรง เวียนหัวตลอดเวลา ร่างกายของข้าเหมือนมิใช่ของข้า เพียงเดินแค่สามก้าวก็หอบหายใจ ราวกับปีนขึ้นภูเขาสูง นานวันเข้าก็ไม่อาจทำสิ่งใด ได้แต่นอนนิ่ง ๆ”เหวินอ๋องมองใบหน้างดงามนั้น เขาเอื้อมมือไปจับชีพจรของนาง สีหน้าเคร่งขรึม“เลือดลมของเจ้ายังมีติดขัด ไม่ใช่อาการป่วยธรรมดา เจ้าถูกพิษหงฮวา” เขาเงยหน้าขึ้น มองนางอย่างสงสาร ผู้ใดกล้าวางยาพิษคู่หมั้นของเขาทั้งๆ ที่นางเป็นคุณหนูใหญ่ของจวนเสนาบดีฝ่ายซ้าย เขาอยากรู้นัก“ท่านรู้วิชาแพทย์ด้วย?” เจียงลี่มี่หรี่ตา เธอรู้ดีว่าตนเองถูกพิษหงฮวา หากรู้ตัวช้า ย่อมไม่อาจรักษาได้ทัน พิษชนิดนี้ไม่มียารักษา หากใครกินเข้าไปเป็นเวลานาน โลหิตของคนผู้นั้นจะจาง ร่างกายอ่อนแอ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง เ
“ท่านอ๋อง กลับมาครั้งนี้ ท่านจะอยู่จนถึงวันอภิเษกเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีฝ่ายซ้ายถามขึ้น“คงเป็นเช่นนั้น ฮองเฮารับสั่งให้ข้ารีบแต่งงาน แต่ข้าได้ข่าวมาว่า บุตรสาวคนโตของท่านป่วยหนัก จนไม่สามารถเดินได้อย่างคนทั่วไป เก็บตัวอยู่ในห้องแรมปี”เหวินอ๋องกล่าวหากสายตาจับจ้องสตรีที่เขาเดินจูงมือมาตลอดทาง“เป็นอย่างที่ท่านอ๋องกล่าว บุตรสาวคนโตของข้าป่วยจนไม่อาจเดินเหินได้ แต่นั่นเป็นเพียงอดีต ตอนนี้นางแข็งแรงดีแล้ว ท่านอ๋องอย่าได้กังวล...”“...มี่เอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าแข็งแรงดีแล้วใช่หรือไม่” เสนาบดีฝ่ายซ้ายหันมาถามบุตรสาวที่กำลังจิบชาและนั่งฟังบิดากับคู่หมั้นตนเองพูดคุยกัน“เจ้าค่ะ ข้าน้อย เจียงลี่มี่ ตอนนี้แข็งแรงแล้ว ท่านอ๋องอย่าได้กังวล” เจียงลี่มี่ลุกขึ้นยืนและทำความเคารพเหวินอ๋องเหวินอ๋องมองนางอย่างพึงพอใจ เช่นนี้ดีแล้ว เขาจะได้ไม่ต้องปวดศีรษะ วางแผนเปลี่ยนตัวเจ้าสาวให้วุ่นวาย“เป็นเจ้านี่เอง หายดีก็ดีแล้ว เมื่อหลายปีก่อนที่ข้ามาพบเสนาบดีเจียง แต่มิได้พบเจ้า มาครั้งนี้ถือว่าไม่เสียเที่ยว หากเสนาบดีเจียงไม่ว่าอะไร ข้าจะขอให้นางมานั่งข้างๆ ข้าได้หรือไม่”เหวินอ๋องแม้กล่าววาจากับเสนาบดีฝ่ายซ้
“ข้าฟังอยู่” เขาตอบเสียงนุ่มเจียงลี่มี่เช็ดปลายนิ้วที่ถูกกัดกับชายเสื้อของเขา เธอมองรอยฟันอย่างไม่สบอารมณ์ เจอกันวันแรกยังกัดเธอแรงขนาดนี้ อีกหน่อยไม่กัดนิ้วเธอขาดเลยหรือ“ท่านกัดนิ้วข้าจนเป็นรอยเลย ดูสิ นิ้วข้าแดงเป็นรอยฟันท่านแล้ว” เหวินอ๋องหัวเราะในลำคอ ทำท่าจะเอื้อมมาจับมือนางอีกครั้ง เจียงลี่มี่รีบเอามือซ่อนไว้ด้านหลัง ไม่ยอมให้เขาจับมือ“พวกเราไปพบบิดาเจ้าได้แล้ว” เขาบอกก่อนจะฉวยจับข้อมือนางได้สำเร็จ และเดินจูงมือไปด้วยกันเหมยฮวาที่แอบดูอยู่ ไม่อาจทนมองได้อีกต่อไป นางรีบเดินออกมาจากที่ซ่อน แต่ไม่ทันเสียแล้ว ยามนี้เหวินอ๋องหันหลังให้นาง เขาจูงมือเจียงลี่มี่เดินเคียงคู่ไปด้วยกัน“คุณหนูจะตามไปหรือไม่เจ้าคะ” เสียงสาวใช้คนสนิทของเหมยฮวาเอ่ยขึ้น นางมองหนุ่มสาวเดินเคียงคู่ พูดคุยกันอย่างมีความสุข ก็อดเห็นใจคุณหนูรองไม่ได้“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ คนที่เหวินอ๋องพบ ควรเป็นข้าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงเป็นนางไปได้ ที่จริงแล้วตอนนี้มันควรจะนอนป่วยใกล้ตายไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงยังเสนอหน้ามาอยู่ที่นี่ได้” เหมยฮวากระทืบเท้าด้วยความโมโห นางเห็นทุกอย่าง แต่ไม่อาจทำอะไรได้สาวใช้มองซ้ายขวา ก่อนจะเอ่ยเสียงเ
“ข้ามีคำพูดหนึ่งอยากกล่าวกับท่าน ดอกบัวแม้งดงาม แต่หากปลูกผิด ย่อมเป็นพิษ หากปลูกผิดวิธีย่อมมิอาจเติบโต ท่านอ๋องได้โปรดจำคำของข้า”เหวินอ๋องชะงักกับถ้อยคำที่ได้ยิน สบตากับดวงตากลมโตที่กำลังจ้องมองอยู่เช่นกัน นางช่างแตกต่าง เขาไม่เคยพบสตรีใดที่แปลกเช่นนี้“ข้าจะจำไว้”เจียงลี่มี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ สิ่งที่เธอกล่าวนั้น ต้องการบอกเป็นนัยๆ เหวินอ๋องเป็นคนฉลาด เขาต้องเข้าใจสิ่งที่นางต้องการจะสื่อ“เส้นผมของท่านแปลกตายิ่ง สีขาวราวหิมะ” เจียงลี่มี่มองดูเส้นผมสีขาวที่เปล่งประกายงดงาม เธอลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร บุรุษทั่วแคว้นมีเพียงเหวินอ๋องเท่านั้นที่มีเส้นผมสีนี้“เจ้าชอบเช่นนั้นหรือ” เสียงทุ้มเอ่ย สายตาจับจ้องใบหน้างดงามไม่วางตา ใบหน้างดงาม กลิ่นกายหอมกรุ่น และนางมีสิ่งที่แตกต่างจากผู้อื่น เขาสนใจนางอย่างยิ่ง“แม้จะแปลกและงดงาม แต่ข้ากลับอยากให้ท่านมีเส้นผมสีดำมากกว่า หลายคนอาจจะชอบเส้นผมสีขาวของท่าน มันดูบริสุทธิ์ราวสวรรค์ประทานให้ แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น““เจ้าเป็นบุตรสาวของเสนาบดีฝ่ายซ้ายหรือ”“เพคะ ท่านอ๋องไม่รีบไปพบท่านพ่อของข้าหรอกหรือ ป่านนี้ท่านพ่อคงดื่มน้ำชารอท่านจนท้องบวมแล้ว”เจียงลี่
คนที่ช่วยเธอทันเวลาต้องเป็นเหวินอ๋อง แต่ในภาพที่เธอเฝ้ามองทุกวัน เขาไม่ได้หน้าตาแบบนี้ !โครงหน้าในภาพวาดนั้นเป็นเหลี่ยมชัดเจน ปลายจมูกแหลมพุ่งมาด้านหน้า แต่บุรุษตรงหน้า ใบหน้าไม่เป็นสี่เหลี่ยมสักนิด เธอลูบไปที่จมูก มันโด่งแต่ไม่ได้แหลมเหมือนแม่มด ลากนิ้วมือมาที่แก้มสาก แล้วก็ถอนหายใจด้วยความผิดหวังเขาคงไม่ใช่เหวินอ๋องสินะ หน้าตาไม่เห็นเหมือนในภาพเลยสักนิด แต่เมื่อเธอจะดึงมือออก ก็ถูกมือใหญ่กุมไว้ ไม่ยอมปล่อย“ไม่ลูบต่อแล้วหรือ” เสียงทุ้มเอ่ยหยอกเย้า“คุณชายปล่อยข้าก่อนเถอะ อยู่ในท่าทางเช่นนี้นาน ๆ ข้าปวดหลัง”ตอนนี้เจียงลี่มี่อยู่ในท่าหงายหลัง ทำให้แผ่นหลังเริ่มประท้วงให้เธอกลับไปยืนท่าปกติ เธอมองสบตากับเขาและส่งสายตาอ้อนวอน ตอนนี้เธอเริ่มปวดไปทั้งตัวแล้ว เกร็งจนตัวสั่น เกรงว่าหากปล่อยตัวตามสบายจะทำให้อีกฝ่ายกล่าวว่าเธอตัวหนัก และปล่อยมือจนเธอร่วงลงน้ำ“เจ้าไม่ชอบที่ข้ากอดหรือ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสงสัย มีสตรีใดบ้างที่ไม่อยากอยู่ในอ้อมแขนของเขาเช่นนาง“ข้าเป็นสตรีมีคู่หมั้น ให้ยืนกอดชายอื่นย่อมไม่สมควร แต่ถ้าคุณชายจะปล่อยข้า โปรดรอให้ข้ายืนขึ้น อย่าเพิ่งปล่อย...กรี๊ด”เจียงลี่มี่กรีดร้อ







