LOGINทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อเรื่องราวจบต่างคนต่างเดินกับเรือนนอนของตัวเองด้วยสีหน้าและแววตาที่ต่างกัน
"ลูกแม่ แม่ได้กำจัดเสี้ยนหนามที่ขวางทางลูกออกให้แล้ว นับแต่นี้ไปลูกจงเข้าไปหา พ่อของเจ้าให้มากๆ ให้พ่อเจ้าเอ็นดูเจ้า เจ้าจะได้เป็นประมุขตระกูลคนต่อไปเข้าใจหรือไม่ "ฮูหยินรองเอ่ยบอกกับลูกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข "ท่านแม่ทำเช่นนี้ ท่านไม่กลัวท่านพ่อจะจับได้รึ "แม้ลูกชายจะยินดีที่กำจัดเสี้ยนหนามออกไปได้แล้ว แต่เขาก็มีความหวาดกลัวอยู่ในใจไม่น้อยกลัวว่าท่านพ่อจะจับได้ "พ่อของเจ้าไม่มีทางรู้หรอก เรื่องนี้มีแค่เราสองคนแม่ลูกที่รู้ถึง ถึงแม้พ่อเจ้ารู้มันก็คงจะสายเกินไปแล้ว" ผู้เป็นมารดาได้เอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่เป็นมิตร "แต่ท่านแม่"เด็กน้อยกล่าวอย่างกังวลใจ "เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ไปหรอก เจ้าเตรียมตัวเพื่อที่จะปลุกจิตวิญญาณเถอะ อีก 3 เดือนก็ถึงเวลาของเจ้าแล้ว" เมื่อผู้เป็นมารดาได้เห็นว่าบุตรชายจะเอ่ยเรื่องไร้สาระออกมานางก็ได้เอ่ยตัดทันที "ขอรับท่านแม่ "เมื่อกล่าวจบ 2 คนแม่ลูกก็ได้เดินจูงมือกันไปยังเรือนเรือนท่านแม่ทัพเพื่อที่จะให้ลูกไปอ้อนบิดา เมื่อสองคนแม่ลูกเดินผ่านไปได้ไม่นานก็ได้ปรากฏตัวเงาสายนึง ซึ่งเงานั้นก็ไม่ใช่ของใครอื่นแต่เป็นเงาของอนุสาม เมื่ออนุสามได้ยินเช่นนั้น นางก็เกิดความรู้สึกผิดในใจที่ตนนั้นไม่เอะใจเรื่องยาที่หล่นจากฮูหยินรอง และเมื่ออนุสามคิดได้ดังนั้น นางจึงเดินทางไปที่เรือนของ หลี่เฉียนเจิน พร้อมทั้งเก็บของบางส่วนของหลี่เฉียนเจิน ใส่ไว้ในกำไรมิติของตน และก็ได้เดินไปหาพ่อบ้านเกาเพื่อที่จะถามที่อยู่ของหลี่เฉียนเจิน "พ่อบ้านเกาพอจะบอกข้าได้หรือไม่ ว่าท่านพาคุณชายใหญ่ไปไว้ที่ไหน" อนุสาม เอ่ยถามพ่อบ้านทันทีเมื่อพบ " เออ...อนุสามขอรับ "พ่อบ้านได้กล่าวออกมาด้วยความอึดอัด "เจ้าไม่ต้องห่วงข้าไม่คิดร้ายต่อคุณชายใหญ่หรอก ข้าได้รู้ความจริงบางอย่างข้ารู้สึกผิดจึงอยากเดินทางไปหาเขา เพื่อมอบของบางอย่างให้เขาเท่านั้น ท่านพอจะบอกเขาไปหรือไม่" อนุสามกล่าวอย่างจริงใจต่อพ่อบ้าน "ถ้าเช่นนั้นบ่าวจะบอกท่านขอรับอนุสาม เมื่อท่านเดินไปที่หลังจวนบ่าว บ่าวจะให้ลูกไฟนำทางท่านไปหาคุณชายใหญ่ขอรับ "เมื่อกล่าวจบพ่อบ้านก็ได้เรียกลูกไฟขนาดเล็กแล้วปาไปยังหลังจวน "ขอบใจเจ้ามาก"เมื่อกล่าวจบอนุสามก็เร่งเดินทางไปยังหลังจวนทันที เมื่อมาถึงหลังจวนอนุสามก็ได้ใช้จิตวิญญาณของนางทันทีจิตวิญญาณของนางมีชื่อว่า มิติสวรรค์ นางสามารถเปิดมิติไปที่ใดก็ได้ที่นางสามารถมองเห็น หรือที่ที่นางเคยไปมาแล้ว แต่ระยะทางที่จะเปิดมิติได้นั้นต้องไม่เกิน 100 ลี่(1ลี่=500เมตร)ถึงจะสามารถเปิดได้ เมื่อนางตามลูกไฟมาเรื่อยๆก็ได้มาปรากฏอยู่ที่ริมแม่น้ำแห่งนึง เมื่อนางมองไปนางได้เห็นหุ่นไม้ 1 ตัวกับเด็กน้อยลี่เฉียนเจิน เมื่อเห็นดังนั้นนางจึงพุ่งไปหาเด็กน้อยทันที "เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" อนุสามกล่าวกับเด็กน้อย ตรงหน้า "ข้าไม่เป็นอะไรขอรับอนุสาม"เด็กน้อยได้กล่าวกับผู้หญิงตรงหน้า เมื่ออนุสามได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกผิด "ข้าขอโทษเจ้าด้วยที่ไม่สามารถช่วยอันใดเจ้าได้" อนุสามเอ่ยขอโทษอย่างจริงใจ "ท่านจะขอโทษข้าทำไม ท่านไม่ได้ทำอะไรผิดขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยบอกแก่อนุสามด้วยความใสซื่อ ''ไม่ข้าผิด ก่อนที่เจ้าจะเริ่มปลุกจิตวิญญาณนั้น ข้าได้เห็นฮูหยินรองเร่งเดินออกมาจากโถงบรรพบุรุษ แล้วทำยาเม็ดเม็ดนึงตกข้าจึงเก็บมาโดยไม่เอะใจ ถ้าตอนนั้นข้าเอะใจใจสักนิดนึงเจ้าก็คงไม่ถูกขับออกจากตระกูลเช่นนี้"อนุสามกล่าว อย่างเสียใจ "ไม่เป็นไรขอรับถึงยังไงมันก็สายไปแล้ว ข้าไม่คิดอันใดแล้วขอรับ"เด็กน้อยกล่าวด้วยใบหน้าที่ฝืนยิ้ม เมื่ออนุสามเห็นดังนั้นนางก็ยิ่งเศร้าใจ "ข้าได้เอาของใช้ของที่คาดว่าน่าจะจำเป็นต่อเจ้าเอามาให้ มีเสื้อผ้าอาภรณ์ มีเครื่องประดับ มีข้าว มีแป้งและเนื้ออื่นๆอีกหลายอย่าง และข้าได้นำยาปลุกจิตวิญญาณที่แท้จริงมาให้แก่เจ้า และก็ตำราฝึกเดินลมปราณพร้อมตำราวิชาอีกหลายอย่างมาให้เจ้า ถือว่าเป็นการชดเชยความผิดของข้า"เมื่อกล่าวจบอนุสามได้ยื่นกำไรมิติให้เด็กน้อยตรงหน้า "อนุสามนี่มันจะไม่มากไปหน่อยรึขอรับ" เด็กน้อยกล่าวอย่างเกรงใจ "ไม่นี่มันยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่เจ้าต้องเสียไปทั้งชีวิต" อนุสามบอกอย่างจริงใจ "เช่นนั้นข้าขอขอบคุณอนุสามท่านช่างดีกับข้านัก"เด็กน้อยเขาได้เอ่ยขอบคุณบุคคลตรงหน้าด้วยความเคารพ "งั้นข้ากลับก่อนก็แล้วกัน ออกมานานแล้วเดี๋ยวท่านแม่ทัพจะสงสัย "เมื่อกล่าวจบอนุสามก็เร้นกายหายไปทันที เด็กน้อยก้มมองกำไรมิติที่มือ ก่อนที่เขาจะเรียกเอายาปลุกจิตวิญญาณขึ้นมา แล้วหยดเลือดลงไปในโอสถปลุกจิต เมื่อเตรียมการเสร็จสิ้นเขาก็ได้กลืนโอสถปลุกจิตทันที แล้วนั่งสมาธิรวบรวมพลังไปที่จุดตันเถียน ตามตำราที่เคยศึกษามาทันที่ อึก!! เด็กน้อย กระอักเลือดออกมาทำ 'มั้ยมันทรมารขนาดนี้' หลี่เฉียนเจินคิดในใจ เมื่อผ่านมาราวๆหนึ่งเค่อ เด็กน้อยก็ทำสำเร็จ ตอนนี้ในจิตของหลี่เฉียนเจินใด้มีอัญมณีสีรุ้งปรากฏขึ้นหนึ่งดวง เมื่อเดินเข้าไปใกล้อัญมณี มันก็แตกออกแล้วรวมเป็นร่างคนขึ้นมา เมื่อแสงหายไปจึงได้เห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งเป็นผู้ชายที่มีผมยาวสีรุ้งถึงกลางหลัง อาภรณ์สีรุ้งงดงาม ดวงตาสีรุ้งที่สดใส "เจ้าเป็นจิตวิญญาณของข้าใช้หรือไม่" หลี่เฉียนเจินเอ่ยถาม "ใช่ขอรับ นายท่าน" จิตวิญญาณเอ่ยตอบ "แล้วพลังของเจ้ามีอะไรบ้าง" หลี่เฉียนเจินเอ่ยถาม "ความสามารถของข้า มีนามว่าจักพรรดิแห่งธาตุ ขอรับ "จิตวิญญาณเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง "ถ้าเช่นนั้นข้าสามารถใช้ได้ทุกธาตุเลยหรอ"ลี่เฉียนเจินถามอย่างสงสัย เพราะถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆเขาก็คงจะเป็นบุคคลที่เก่งที่สุดในไม่ช้า "ขอรับ แต่ตอนนี้ใช้ได้แค่ 4 ธาตุหลักคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ขอรับ เมื่อพลังของท่านเลื่อนระดับ ท่านก็สามารถใช้ ธาตุอื่นเพิ่มได้ขอรับ"เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเขาใจ "แล้วเจ้ามีชื่อหรือไม่ " "ไม่มี ขอรับชื่อของข้านั้นท่านต้องมาเป็นผู้ตั้งให้'' "อืม ..ถ้าเช่นเอาเป็น เยียนซู่ ก็แล้วกันเจ้าชอบหรือไม่" หลี่เฉียนเจินถาม "ชอบมากเลยขอรับ" จิตธาตุเอ่ยตอบพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใส "ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว"ร่างบางยิ้มแล้วเอ่ยตอบ "ข้าคงต้องขอตัวออกไปก่อน "เด็กน้อยเอ่ยข่าวกับจิตวิญญาณตรงหน้า "ขอรับนายท่าน ขอให้นายท่านจงเร่งเลื่อนระดับเพื่อที่ให้ท่านแข็งแกร่งจะได้ไม่มีคนรังแกท่านได้ ''จิตวิญญาณเอ่ยบอกนายตน เด็กน้อยพยักหน้ารับรู้แล้วออกไปจากจิตของตน เด็กน้อยค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นแล้วเริ่มไปสำรวจตำรา ที่อนุสามได้ทิ้งไว้ให้ มีตำราฝึกลมปราณพื้นฐาน ตำราสมุนไพรเคล็ดวิชาดัชนี และวิชาเคลื่อนที่อย่างละเล่ม "ตอนนี้ข้ามีระดับลมปราณอยู่ที่ระดับก่อกำเนิดขั้นที่1 ข้าคงต้องฝึกวิชาลมปราณพื้นฐานก่อน" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็เริ่มฝึกตามตำราทันที โดยเริ่มจากรวบรวมพลังไปยังจุดตันเถียนและกระจายไปรอบร่างกาย ทะลวงจุดลมปราณทีละจุด เมื่อเวลาผ่านไปได้ 2 ชั่วยาม(1ชั่วยาม=2ชัวโมง) เด็กน้อยได้ทะลวงจุดลมปราณเริ่มต้นทั้ง 5 จุดใหญ่สำเร็จใน 1 จุดใหญ่ประกอบด้วย 12 จุดเล็ก เมื่อทะลวงสำเร็จเด็กน้อยก็ลืมตาตื่นขึ้นด้วยใบหน้าที่สดใส และลุกขึ้นเดินตรงไปที่แม่น้ำเพื่อล้างตัว เมื่อล้างตัวเสร็จเด็กน้อยก็ได้เดินเข้าไปยังเรือนไผ่หยกเพื่อทำอะไรกิน เมื่อกินเสร็จเด็กน้อยก็ได้มานั่งดูดซับลมปราณที่โขดหินข้างแม่น้ำทั้งคืน "ในที่สุดระดับข้าก็เลื่อนแล้ว จากระดับก่อกำเนิดขั้น 1เป็นขั้น 2 เช่นนั้นการฝึกจากตำราลมปราณพื้นฐานก็สำเร็จ งั้นถ้าฝึกวิชาเคลื่อนที่ต่อเลยแล้วกัน" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็ได้หยิบตำราวิชาเคลื่อนที่ออกมา แล้วเริ่มศึกษาทันทีวิชาลมปราณเคลื่อนที่นี้ มีชื่อว่า 'ท่าเท้าวายุ' ความสามารถของเคล็ดวิชานี้คือเมื่อฝึกสำเร็จจะสามารถเคลื่อนไหวได้ราวภูตผีเคลื่อนที่ไปมาไร้ร่องรอย แต่การจะฝึกสำเร็จนั้นยาก ขั้นแรกต้องเริ่มจากการถ่วงน้ำหนักที่ขาข้างละ 4 จิน แล้วเพิ่มไปเรื่อยๆจนถึงข้างละ 20 จิน แล้ววิ่งวันละ 10 ลี้จนกว่าจะไม่รู้สึกถึงความหนักที่เพิ่มขึ้นมา และหลังจากนั้นก็ให้ฝึกกระโดดพร้อมทั้งถ่วงน้ำหนักที่ขาข้างละ 4 จิน วันละ 100 ครั้งและเพิ่มไปจนถึงข้างละ 20 จิน พร้อมทั้งให้ปีนต้นไม้และหน้าผาพร้อมทั้งถ่วงน้ำหนักทั้ง 2 ข้างเช่นเดิมอีกวันละ 100 ครั้งเช่นกัน เมื่อฝึกครบทั้งหมด ให้ใส่ลมปราณแล้วฝึกไปซ้ำๆจนมั่นใจว่าตัวเองสำเร็จแล้ว ความสามารถของวิชานี้อยู่ที่ผู้ฝึกว่าฝึกชำนาญขนาดไหน เมื่อเด็กน้อยอ่านเคล็ดวิชาทั้งหมดเสร็จจึงเริ่มฝึกทันที เวลาผ่านไปได้ 6 เดือน เด็กน้อยที่มานะฝึกจนสำเร็จบัดนี้เคลื่อนไหวไปทั่วป่าราวกับนกบิน ในเวลา 6 เดือนที่ผ่านมานั้นเด็กน้อยได้ฝึกเคล็ดวิชาเคลื่อนที่ในช่วงกลางวันและในช่วงกลางคืนเด็กน้อยได้ฝึกลมปราณพร้อมศึกษาตำราสมุนไพรจนแตกฉานทั้งหมด "ในที่สุดข้าก็ฝึกสำเร็จ ตอนนี้ระดับของข้าอยู่ที่หลอมรวมขั้นที่ 1 แล้ว "เด็กน้อยได้กล่าวอย่างดีใจ "งั้นต่อไปก็ฝึกวิชาดัชนี เอาล่ะมาดูซิว่าจะยากแค่ไหน "เมื่อพูดจบเด็กน้อยได้หยิบหยกวิชาดัชนีออกมา แล้วถ่ายเทลงไปในหยกวิชานั้นทันที เมื่อถ่ายเทลมปราณเข้าไปเด็กน้อยต้องตกตะลึงเมื่อรู้ว่าหยกวิชาในมือตนนั้นเป็นวิชาระดับสวรรค์ "โห วิชาระดับสวรรค์เลยงั้นรึ ท่านอนุสามท่านช่างใจดีกับข้านัก" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยได้ยิ้มออกมาอย่างดีใจ แล้วเริ่มศึกษาวิชาในหยกทันที 'วิชานี้มีชื่อว่าดัชนีดีดอากาศ' ความสามารถของมันคือใช้ลมปราณรวบรวมอากาศแล้วดีดออกไป วิชานี้เป็นวิชาไร้รูปไร้เสียง คนที่โดนเข้าไปเหมือนโดนอากาศกระแทกด้วยความเร็วสูง เมื่อฝึกจนสำเร็จพลังของมันจะสามารถเจาะทะลวงได้ทุกสรรพสิ่ง การจะฝึกวิชานี้นั้นผู้ฝึกต้องรวบรวมสมาธิแล้วรีดลมปราณไปที่ฝ่ามือ และใช้ลมปราณรวบรวมอากาศที่ฝ่ามือแล้วดีดออกไป แต่การจะสำเร็จได้นั้นเป็นอะไรที่ยากมาก ก่อนจะฝึกวิชานี้ นั้นผู้ฝึกต้องฝึกสมาธิจนมีระดับสูงก่อนถึงจะมีโอกาสฝึกสำเร็จได้ง่าย เมื่อเด็กน้อยได้อ่านดังนั้นจึงไม่รอช้าเร่งฝึกทันที โดยการรวบรวมลมปราณไว้ที่ฝ่ามือ แล้วบีบอัดอากาศให้เป็นเหมือนเข็มแล้วดีดออกไปเมื่อออกจากฝ่ามือ เข็มอากาศนั้นก็สลายไปทันทำให้เห็นว่าการจะฝึกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เด็กน้อยไม่ละความพยายามที่จะฝึก ในยามกลางวันก็ฝึกวิชาดัชนีทั้งวัน ในส่วนกลางคืนก็ดูดซับลมปราณทั้งคืน ฝึกแบบนี้ จนล่วงเลยผ่านไปอีก 6 เดือนเด็กน้อยจึงฝึกสำเร็จ โดยพื้นที่รอบเรือนไผ่หยกนั้น เต็มไปด้วยร่องรอยของการฝึกดัชนีดีดอากาศนี้ ทั้งโขดหินริมแม่น้ำทั้งต้นไม้ล้วนแล้วแต่มีร่องรอยของการฝึกดัชนีนี้ "เย้!! ในที่สุดข้าก็สำเร็จ อีกทั้งตอนนี้ระดับพลังของข้านั้นได้เลื่อนระดับจาก หลอมรวมขั้น 1 มาเป็นปลุกจิต ขั้นที่ 1 แล้ว "เด็กน้อยกล่าวอย่างดีใจ แต่เมื่อนึกบางสิ่งออก รอยยิ้มของเด็กน้อยก็หายไป เมื่อคิดได้ว่าวันนี้เป็นวันครบรอบ 11 หนาวตนทำให้นึกหวนถึงวันเวลาที่ผ่านมา "นี่มันก็ผ่านมาปีนึงแล้วสินะ ท่านพ่อท่านแม่จะคิดถึงข้าหรือไม่ "เด็กน้อยกล่าวอย่างเศร้าใจ แต่เมื่อนั่งเศร้าได้สักพักเด็กน้อยจึงเลิกคิดเรื่องนี้แล้วเดินไปอาบน้ำที่แม่น้ำ เมื่ออาบเสร็จเขาก็มาคิดว่าจะทำเช่นไรต่อดี ตำราและวิชาทั้งหมดที่อนุสามทิ้งไว้ให้ตนก็ฝึกสำเร็จหมดแล้ว "ถ้าเช่นนั้นข้าก็หาเก็บสมุนไพรลงไปขายที่หมู่บ้านดีกว่า "เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็พุ่งตรงเข้าไปในป่าทันทีเมื่อผ่านมาได้สักพัก เด็กน้อยก็หยุดอยู่ ณ ที่หนึ่งที่มีสมุนไพรขึ้นอยู่มากมาย เด็กน้อยได้เดินไปที่สมุนไพรต้นนึง "นี่มันดอกน้ำค้าง 9 ยอดนี่นา วันนี้ข้าโชคดีจริงได้เจอสมุนไพรหายาก อย่างนี้ต้องขายได้หลายเหรียญแน่นอน "เมื่อเด็กน้อยกล่าวจบก็เริ่มขุดทันที และขุดสมุนไพรอีก 2-3 อย่างก็ได้เดินทางกลับไปยังที่พักของตนเพื่อเตรียมตัวลงเขา ครั้งแรกในรอบ 1 ปี เมื่อเตรียมของครบเด็กน้อยก็เดินตามทางที่พ่อบ้านเคยบอกเอาไว้ว่าเดินไปตามทางนี้จะถึงหมู่บ้านที่อยู่ตีนเขา เมื่อลงมาถึงหมู่บ้านเด็กน้อยจึงได้เดินไปถามชาวบ้านว่า "ท่านน้าท่านพอจะบอกเขาได้หรือไม่ว่าร้านขายยาอยู่ที่ใด" เด็กน้อยกล่าวอย่างสุภาพกับหญิงคนหนึ่งที่เดินผ่าน "เด็กน้อยเจ้าจะไปทำอันใดที่ร้านขายยาหรือ" หญิงสาวคนดังกล่าวถามด้วยความสงสัย ว่าเด็กตัวแค่นี้จะไปทำอะไรที่ร้านขายยา "ข้าจะไปขายสมุนไพรขอรับ "เด็กน้อยกล่าวตอบ "แล้วพ่อแม่ไปไหนเล่า เหตุใดจึงเดินอยู่ผู้เดียว" หญิงสาวถามอย่างใคร่รู้ "ข้าไม่มีขอรับ"เด็กน้อยเอ่ยตอบอย่างไม่เต็มเสียง พร้อมใบหน้าที่เหมือนกับว่ามันจะมีหยาดน้ำตาคลออยู่ "ข้าขอโทษเจ้าด้วย ข้าไม่น่าถามอะไรที่ไร้มารยาทเช่นนี้เลย "หญิงสาวเอ่ยบอกอย่างรู้สึกผิด "เจ้าจะไปที่ร้านขายยาใช่หรือไม่ เดินตรงไปเรื่อยๆถึงแยกให้เลี้ยวขวาแล้วเจ้าจะเจอร้านขายยาอยู่ตรงหัวมุมเลย " เมื่อหญิงสาวได้เห็นว่าเด็กน้อยทำท่าจะร้องไห้นางก็รีบบอกทันที "ขอบคุณขอรับท่านน้า " "ไม่เป็นไร "เมื่อกล่าวจบหญิงสาวก็เดินออกไปทันที เมื่อหญิงสาวเดินจากไปเด็กน้อยก็เดินไปตามที่หญิงสาวบอกทันที จนมาเจอกับร้านที่มีชื่อว่า เรือนโอสถเป็นร้านขายยา ร้านเดียวในหมู่บ้านเมื่อเห็นดังนั้นเด็กน้อยจึงเดินเข้าไปในร้านทันที "เถ้าแก่อยู่หรือไม่ขอรับ"เด็กน้อยเอ่ยถามเมื่อเข้าไปถึง "อยู่รอสักครู่ข้ากำลังออกไป เจ้ามาทำอะไรหรือเด็กน้อย"เมื่อเถ้าแก่ร้านเห็นว่าใครเข้ามาเขาก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย "ข้าเอาสมุนไพรมาขายขอรับเถ้าแก่"เด็กน้อยเขาได้เอ่ยจุดประสงค์ของตัวเองทันที "สมุนไพรอะไรหรือ? เอาออกมาให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่" เมื่อเถ้าแก่ได้ฟังเช่นนั้นเขาก็เอ่ยถาม เพราะดูจากรูปร่างของเด็กแล้วน่าจะไปสมุนไพรที่หาง่ายๆตามตีนเขา "ได้ขอรับ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็หยิบสมุนไพรในตะกร้าที่ตนถือมาให้เถ้าแก่ดู "นี่ขอรับเถ้าแก่" "โอ๊ะ นี่มันดอกน้ำค้าง 9 ยอดนี่ และนี่ก็ว่านลิ้นงู นี่ก็ว่านน้ำค้างหยกนี่นา เจ้าไปหามาจากที่ใดรึสมุนไพรหายากเหล่านี้" เถ้าแก่เอ่ยถามอย่างใคร่รู้และประหลาดใจ ไม่คิดว่าเด็กน้อยธรรมดาตรงหน้าจะสามารถหาสมุนไพรที่หายากเหล่านี้ได้ "ข้าเจอมันในตอนที่ข้ากำลังเดินลงจากยอดเขาขอรับ " เมื่อเถ้าแก่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าแม้อยากจะถามว่าขึ้นไปทำอะไรเป็นยอดเขาแต่ก็ไม่กล้า "เช่นนั้นดอกน้ำค้าง 9 ยอดนี้ ข้าจะซื้อเจ้าในราคา 50 เหรียญเงิน ส่วนส่วนว่านลิ้นงูกับว่านน้ำค้างหยกนั้นข้าจะซื้อเจ้าในราคาต้นละ 10 เหรียญเงินก็ตกลงหรือไม่ "เถ้าแก่เอ่ยถาม "ขายขอรับเถ้าแก่ เถ้าแก่ขอรับไม่ทราบว่าสิ่งนี้ขายได้หรือไม่" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยหยิบเห็ดลักษณะประหลาดออกมาจากตะกร้า แล้ววางบนโต๊ะให้เถ้าแก่ดู "น...นี่มัน" เถ้าแก่มองเห็ดบนโต๊ะด้วยอาการตกตะลึงและตกใจ "เจ้าไปได้เห็ดดอกนี้มาจากที่ใดกัน" เถ้าแก่เอ่ยถามเด็กชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น "ข้าเจอมันอยู่ที่ข้างๆดอกน้ำค้าง 9 ยอดขอรับมันขึ้นอยู่ตรงขอนไม้ขอนนึงข้าเห็นหน้าตามันประหลาดดีจึงเก็บมาด้วย" "เจ้ารู้หรือไม่ว่าเห็ดนี้คืออะไร เห็ดที่อยู่ตรงหน้าเจ้านั้นมันชื่อว่า เห็ดหมื่นพิษ เป็นสมุนไพรพิษหายาก เมื่อมีมันอยู่คนผู้นั้นจะไม่สามารถตายเพราะพิษ และมันยังสามารถปรุงยาถอนพิษได้เกือบทุกชนิด" เถ้าแก่เลยกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น "เจ้าจะขายข้าหรือไม่" เถ้าแก่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่มีความหวัง เด็กน้อยเห็นอย่างนั้นก็เอ่ยถาม "ท่านจะซื้อในราคาเท่าไหร่หรือขอรับ" "ข้าจะซื้อเจ้าในราคา 10 เหรียญทองเจ้าจะขายหรือไม่" เมื่อเถ้าแก่เอ่ยจบเด็กน้อยก็ตกตะลึงในราคาของมัน "ขายขอรับเถ้าแก่" เมื่อเด็กน้อยพูดจบเถ้าแก่ก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจพร้อมวิ่งเข้าหลังร้านนำเงินมามอบให้แก่เด็กน้อย "อันนี้เงินของเจ้า 10 เหรียญทองกับ 70 เหรียญเงินนับก่อน ว่าครบหรือไม่ "เถ้าแก่พูดจบก็มอบถุงเงินให้กับเด็กน้อยตรงหน้า "ครบขอรับเถ้าแก่ขอบคุณขอรับ" เมื่อเด็กน้อยพูดจบก็เดินออกจากร้านขายยาทันที เมื่อออกมาได้พักนึงเด็กน้อยก็ได้เดินไปที่ตลาด "นี่ๆเจ้าได้ยินหรือไม่เรื่องที่บุตรชายคนโตของแม่ทัพใหญ่กับฮูหยินเอกนั้น ตายตอนปลุกพลังเมื่อปีที่ผ่านมา" แม่ค้าขายเนื้อเอ่ยถามแม่ค้าขายปลา "ทำไมจะไม่ได้ยินเล่า ข่าวนั้นดังจะตายเห็นเขาว่าเกิดความผิดพลาดตอนปลุกพลัง จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมพลังได้ พลังจึงย้อนเข้าตัวตายช่างน่าสงสารนัก เพิ่งเกิดมาได้ไม่ทันไรก็ตายเสียแล้วน่าสงสารท่านแม่ทัพจริงๆ" แม่ค้าขายปลา ตอบ เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักแล้วหันตัวพุ่งตรงกับไปยังที่พักของตนพร้อมน้ำตาที่อาบไหลเต็มใบหน้า "ฮึก ๆ ๆ เหตุใดท่านพ่อท่านแม่ถึงใจร้ายเยี่ยงนี้" เด็กน้อยร้องไห้อย่างไม่เข้าใจ เด็กน้อยร้องไห้ไปสักพักจึงหยุดร้องไห้แล้วตัดสินใจว่า "ในเมื่อท่านพ่อท่านแม่ ทิ้งข้าเช่นนี้ข้าก็จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกท่าน "เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็ปาดน้ำตาแล้วเร่งดูดซับลมปราณรอบกายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าถ้าหากตนมีพลังแล้วจะกลับไปแก้แค้นทุกคนที่นั่น "นี่ท่านปล่อยข้านะนี่มันกลางป่าจะทำอะไรเกรงใจเจ้าป่าเจ้าเขาซะบ้าง "บุรุษรูปงามเอ่ยบอกแก่บุรุษอีกคนนึง "จะเกรงใจไปทำไมถ้าใครกล้ามีเรื่องก็เรียกออกมาสั่งสอนก็สิ้นเรื่อง "บุรุษร่างสูงเอ่ยตอบบุรุษรูปงาม "บ้าอำนาจไร้ยางอายซะจริง "บุรุษรูปงามเอ๋ยตอบ "เอ๊ะ ท่านนั่นเด็กน้อยที่ไหนน่ะมันนั่งดูดซับลมปราณ กลางป่ากลางเขาเช่นนี้" "ข้าก็ไม่รู้เช่นกันถ้าเช่นนั้นลองไปถามกันดีหรือไม่" เมื่อกล่าวจบ บุรุษทั้งสองก็แปลงกายเป็นนักพรตเดินเข้าไปหาเด็กน้อยทันที ก็จบไปแล้วนะครับ อ่านแล้วเป็นยังไงก็ คอมเม้น บอกกันได้ทุกอย่างเลยนะครับ ผมขอย้อนอดีตอีกสักตอนนึงนะครับไปตอนที่ 4 ผมก็จะกลับไปสู่ปัจจุบันแล้วครับ ยังไงก็ฝากนิยายเรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับเมื่อส่งเหล่าลูกศิษย์เสร็จป๋ายเฉียนเจิน ก็ได้เดินทางออกจากเมืองหลวงเข้าสู่หมู่บ้านชายเมืองทันทีเพื่อเริ่มเป็นจุดท่องเที่ยวจุดแรก "ในที่สุดข้าก็ได้เที่ยวสักที เฮ้อ มีความสุขจังเลย "การเดินทางครั้งนี้ของป๋ายเฉียนเจินนั้นเขาเดินทางด้วยการเดินเท้าเพื่อที่จะได้รับชมบรรยากาศที่งดงามไปเรื่อยๆ ร่างบางก็ได้เดินชมนกชมไม้อย่างนั้นไปเรื่อยๆจนเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ 1 เดือนร่างบางก็ได้มาถึงจุดหมายที่ตนต้องการ "การเริ่มต้นท่องเที่ยวครั้งนี้ข้าขอเริ่มต้นที่เมือง แสงตะวัน เป็นเมืองแรกก็แล้วกัน "เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เดินไปที่ประตูเมืองก็ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะที่หน้าประตูเมืองไม่มีทหารคอยเฝ้าประตู "เหตุใดเมืองนี้ถึงดูเงียบเหงาร้างผู้คนเช่นนี้นะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า"ทันทีที่กล่าวจบร่างบางก็ได้ใช้วิชาเนตรของตนส่องไปทั่วทั้งเมือง ก็ได้พบเห็นว่าคนทั้งเมืองนั้นต่างโดนปีศาจสิงฝันทำให้หลับไหลโดยไม่มีวันตื่นจนกว่าจะร่างกายจะแห้งเหี่ยวจนเหลือเพียงแต่กระดูก ในขณะที่ป๋ายเฉียนเจินกำลังจะเดินเข้าไปภายในเมืองก็ได้มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา'ท่านที่อยู่ตรงนั้นอย่าได้เข้าไปที่เมืองนั้นเด็ดขาดเพราะ
เมื่อเข้ามาถึงด้านในเฉียนเจินก็ได้ขึ้นไปนั่งบนแท่นทันทีแล้วได้ทำการรวบรวมพลัง แล้วได้นั่งสมาธิ วันเวลาไม่ผ่านไป 3 วัน ก็ได้มีเสียงปรากฏขึ้นมาภายในถ้ำ "ท่านคือผู้ใด "เฉียนเจินได้เอ่ยถามขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียง "ข้าคือเจตจำนงค์แห่งสามโลก" เสียงนั้นได้ตอบกลับ "แล้วท่านมาทำอันใดในที่แห่งนี้ เพราะตัวข้านั้นได้เลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว ""จริงอยู่ที่เจ้าเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ร่างกายภายนอกของเจ้าหาใช่จิตวิญญาณของเจ้าไม่ ""ท่านหมายความว่าอย่างไรข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก ""หมายความว่าแม้กายเจ้าจะเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้วแต่ตัวเจ้าที่มาจากโลกอื่น แล้วไม่ได้รับทันสวรรค์ด้วยจึงทำให้ไม่สามารถกลายเป็นมหาเทพที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นในตอนนี้ตัวของเจ้านั้นมีคุณสมบัติมากพอที่จะทำให้เลื่อนเป็นมหาเทพเต็มตัวได้ เจ้าตกลงหรือไม่ ""การที่ข้าจะกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวได้นั้นต้องทำเช่นไร ""เรื่องนี้ไม่ยากเจ้าแค่เพียงรับทันสวรรค์ให้ได้ 108 ครั้งเจ้าก็จะสามารถกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวและไม่เพียงเท่านี้ลูกศิษย์หลานศิษย์และทุกสรรพชีวิตที่อยู่กับเจ้าทุกคนก็จะได้รับพรพิเศษด้วย ""ถ้าเช่นนั้นข้าข
เฮือก!!!!!ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็กลั้นหายใจแล้วทรุดลงกับพื้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่เอ่อล้นออกมา เฉียนเจินในตอนนี้ได้โมโหเป็นอย่างมากจึงปลดปล่อยพลังออกมา 1 ใน 10 ส่วน เพื่อที่จะต้องการข่มขวัญศัตรูทั้งหมด "พวกเจ้าจงรีบไปซะอย่าให้ข้าหงุดหงิดไปมากกว่านี้ ถ่อยไป!!!!!!! "ร่างบางได้ตะโกนออกมาพร้อมทั้งใส่พลังเข้าไปพร้อมกับเสียงที่ตะโกน อึกกกก ผู้คนที่ขวางทางอยู่ก็ได้คุกเข่าแล้วก็อัดเลือดออกมาด้วยอาการบาดเจ็บภายในที่รุนแรง "เจ้าอย่าได้ใช้พลังของเจ้าในการข่มขู่พวกข้าไม่ว่าจะยังไง 3 คนแม่ลูกนั้นต้องอยู่ที่นี่!!!! "เจ้าสำนักมังกรทองได้เอ่ยออกมาแล้วก็อัดเลือดอีกครั้ง"ถ้าพวกเจ้ามีปัญญาก็ลองชิงตัวไปจากข้าสิตอนนี้ข้าโมโหถึงขีดจำกัดแล้วถ้าพวกเจ้ายังไม่หยุดอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าพวกเด็กเหลือขอทั้งหลาย"ร่างบางได้เอ่ยแล้วใส่พลังการโจมตีเพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในตอนนี้นอกจากเจ้าสำนักมังกรทองคนที่เหลือต่างก็นอนศิโรราบลงไปกับพื้นพร้อมกระอักเลือดออกมาไม่หยุด"ท่านได้โปรดจงหยุดเพียงเท่านี้" เสียงชายชราคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้น "การที่เจ้าบอกให้ข้าหยุดตัวเจ้าเองต้องบอกคนของเจ้ามากกว่า "
ทั้งสองพูดคุยกันได้ไม่นานก็ได้ลงมาที่ลานประลอง เมื่อกรรมการเห็นว่าทั้งสองลงมาที่ลานประลองแล้วก็ได้ประกาศเริ่มการประลองทันที "ศิษย์น้องศิษย์พี่ให้โอกาสจะลงมือก่อน" เสี่ยวชิงบอกกับหลานเซียน"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอเริ่มเลยแล้วกัน" เมื่อกล่าวจบหลานเซียนก็ได้เรียกอาวุธประจำกายตนออกมา ในตอนนี้ในมือของหลานเซียนก็ได้ปรากฎพลองคู่นึง"ไม่คิดว่าเจ้าจะใช้อาวุธประจำตัวเลยในการต่อสู้ครั้งนี้ ""การได้ประลองกับศิษย์พี่เป็นอะไรที่หาได้ยากศิษย์น้องจะออมมือได้เช่นไร"ทันทีที่กล่าวจบก็ได้ฟาดพลองตีเทพในมือใส่ศิษย์พี่ ตูม!!!!!! เสียงพองตีเทพฟาดลงกับพื้นดังสนั่น ฟิ้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กลีบดอกไม้นับไม่ถ้วนบินกลับมาตอบโต้ ในตอนนี้เสี่ยวชิงได้เริ่มโจมตีกลับแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นหลานเซียนได้หัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสนุก แล้วได้เริ่มหันกลับไปโจมตีใส่อีกครั้ง ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโจมตีใส่กันอย่างดุเดือด "แซ่ปัดหางมังกร"เสี่ยวชิงได้เรียกอาวุธประจำตัวของตนออกมา แล้วได้สะบัดไปตั้งรับอาวุธของศิษย์น้องตน ตูม!!! "72 โพธิสัตว์โปรดโลก โพธิสัตว์ที่ 13 ฝ่ามือสยบมาร" เมื่อกล่าวจบก็ได้ซัดฝ่ามือใส่ไปที่พองของหลานเซียน "กระบวน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นป๋ายเฉียนเจินก็ได้หันกลับมามอง 3 คนแม่ลูกที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น "พวกเจ้าว่าสิ่งใดนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก""ผู้น้อยอยากจะขอให้ท่านเจ้าสำนักรับบุตรของผู้น้อยเป็นลูกศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดต้องเป็นสำนักเล็กๆเช่นข้าสำนักใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็มีตั้งหลายสิบสำนักเหตุใดถึงไม่เอาไปเข้าที่เหล่านั้น ""ขอเรียนท่านเจ้าสำนักตามตรงบุตรข้าทั้งสองคนนี้กำลังถูกตามล่าจากสำนักใหญ่ทั้ง 7 อยู่เจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องตามล่าลูกเจ้าด้วยเล่า ลูกของเจ้านั้นมีสิ่งใดที่ต่างจากผู้อื่นถ้าเจ้าไม่ตอบข้าข้าก็จะไม่รับ" เมื่ออีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งไปสักพักแล้วก็ได้เอ่ยออกมา "ขอบอกท่านเจ้าสำนักตามตรงเจ้าค่ะ บุตรข้าทั้งสองคนนั้นเป็นลูกของเจ้ายุทธภพในอดีตแล้วในตัวของลูกข้านั้นได้มีกุญแจเปิดคลังสมบัติและตำราวิชาความรู้ทั้งหมดที่สามีของข้านั้นได้รวบรวมเอาไว้ พวกสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องการที่จะเปิดคลังสมบัติให้ได้ก็เลยมาตามล่าลูกของข้าเจ้าค่ะ ""แล้วทำไมพวกเจ้า 3 คนแม่ลูกถึงรอดออกมาได้เพราะถ้า 7 สำนักใหญ่ปิดล้อมบ้านของพวกเจ้าเอาไว้ยังไงพวกเจ้าก็ไม่สามารถหนีออกมาได้แล้วยังมี
เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนก็ได้หันไปมองด้านบนของลานประลองทันที ก็ได้พบฮ่องเต้ของแคว้นยืนขึ้นจากบัลลังก์ของตนแล้วเดินออกมา''การประลองครั้งนี้ ข้าเห็นสมควรว่าควรจะยุติได้แล้วเพราะยังไงอีกฝั่งก็เป็นถึงเจ้าสำนักของ 7 สำนักใหญ่ของแคว้น อย่าทำให้บาดหมางน้ำใจกันเลย " ฮ่องเต้เอ่ยออกมา เมื่อเฉียนเจินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดูถูก "ในเมื่อท่านต้องการให้เป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่ว่าอันใด จะได้รู้ไว้ว่าคนที่นี่พูดไม่เป็นคำพูดสัจจะไม่เป็นสัจจะ ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มประลองต่อได้ถ้าไม่ถืออยู่แล้วสำหรับคนเช่นนี้" เฉียนเจินเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่สบายแต่ผิดกับทุกคนที่ได้ยินที่ตอนนี้ต่างโกรธเป็นอย่างมากที่ตนโดนดูถูก แต่ก็กลับไปนั่งที่ของตนเองแต่โดยดีโดยที่ไม่ทำการขอโทษแม้เพียงคำเดียว "พวกเจ้าทั้งหมดจงฟังคำของอาจารย์ไว้นับตั้งแต่การประลองครั้งนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าทั้งหมดจงทำให้เต็มที่ไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งนั้น!!'ร่างบางเอ่ยออกมาเสียงดังเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไปตนจะเอาจริงแล้ว ทางด้านของสำนักที่เหลือต่างก็นั่งเครียดเป็นอย่างมากเพราะถ้าอีกฝ่ายเอาจริงพวกตนคงไม่มีปัญญาที่จะต่อต้านได้จึงหันไปบอกแต่ลูก







