LOGINภายในถ้ำที่อุณหภูมิมีองศาติดลบ ได้มีร่างขาวเล็กร่างหนึ่งค่อยๆขยับก่อนจะเอ่ยพึมพำ
"ทำมั้ยมันเจ็บขนาดนี้ ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วแท้ๆ แผลยังไม่หายเลย" "ผมนี้มันก็ยาวจังเลยตัดทิ้งได้มั้ยเนี่ย" ร่างบางกล่าวอย่างหงุดหงิด เมื่อพูดจบร่างบางก็ค่อยๆลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำที่ใช้อยู่ตอนเลื่อนระดับ ไปยังกระท่อมที่อยู่ติดกับแม่น้ำ เพื่อที่จะอาบน้ำ เพราะตอนนี้ที่ตัวมีแต่คราบของเสียสีดำ ที่ถูกขับออกจากการเลื่อนจากมนุษย์ไปเป็นเทพ เมื่อถึงเเม่น้ำร่างบางก็เริ่มปลดเสื้อผ้าออก แล้วก้าวลงน้ำทันที่ ''อืม น้ำเย็นดีชื่นใจจัง แล้วเราจะเริ่มจากอะไรก่อนดีละ เริ่มจากสำรวจร่างกายก่อนแล้วกัน " "โห!!ขาวมากคนอะไรขาวขนาดนี้วะเนี่ย ผมนี่ก็อีกขาวและยังจะยาวอีกตัดทิ้งได้มั้ยเนี่ย" เมื่อโอมเขาได้สำรวจร่างกายใหม่ของตัวเองแล้ว เขาก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความตกตะลึงไม่คิดว่าร่างที่ได้รับจะสวยขนาดนี้ เมื่ออาบน้ำไปได้พักนึง ร่างบางก็ขึ้นจากน้ำแล้วเดินไปที่กระท่อมเพื่อหาเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ และเมื่อร่างบางสวมเสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จเขาก็ได้เดินไปส่องกระจกทองเหลืองดูใบหน้าตนเอง " เชี้ย...สวยมาก ผู้ชายอะไรสวยขนาดนี้ ถ้าเป็นในโลกก่อน หน้าตาขนาดนี้นี่เป็นดาราดังได้เลยนะเนี่ย" "ทั้งๆที่สวยขนาดนี้นี่อยู่แต่บนภูเขาน่าเสียดายจริงๆ แต่ก็ช่างเถอะในเมื่ออาบน้ำแต่งตัวใหม่เสร็จแล้วก็ได้เวลาที่จะดูความทรงจำของร่างนี้ได้แล้ว" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เรียกไม้เท้าวิเศษที่ท่านเทพให้มาวางที่หัวแล้วเอ่ยขึ้นว่า"ขอดูอดีตที่ผ่านมา"เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ล้มลงบนเตียงด้วยมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงแล้วสลบไป ในหวงแห่งความฝันนั้นร่างบางปรากฏตัวที่จวนๆหนึ่ง ภาพที่ร่างบางเห็นเป็นจวนขนาดใหญ่และได้มีกลุ่มคนกลุ่มนึงประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูกและมีข้ารับใช้อีกจำนวนหนึ่งนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำ "ท่านพ่อเมื่อเรากินข้าวเสร็จเขาจะไปที่ใดกันรึขอรับ" เด็กชายที่มีใบหน้าน่ารักได้เอ่ยถามผู้เป็นบิดา "พ่อจะพาลูกไปซื้อโอสถปลุกพลังอย่างไรเล่า ลูกจะได้รู้ว่า ลูกของแม่ทัพอย่างเจ้าจะมีพลังอะไร" ชายผู้ที่เป็นบิดาเขาก็เอ่ยตอบด้วยความเอ็นดู "สองคนพ่อลูกนี่อย่ามัวแต่คุยกันมากรีบกินรีบไปเถอะแม่ตื่นเต้นไม่ไหวแล้ว"หญิงสาวที่ดูเหมือนจะเป็นมารดาได้เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น เมื่อผู้เป็นมารดากล่าวจบประโยชน์ ทั้งคู่ก็เร่งกินข้าวจนหมดโดยเร็ว และก็ได้พากันขี่รถม้าออกจากจวนไปร้านขายโอสถเฟิ่งหวงทันที "โอ๊ะ ท่านแม่ทัพหลี่ เชิญท่านแม่ทัพเข้าด้านในเลยขอรับ ไม่ทราบว่าที่ท่านแม่ทัพมาท่านต้องการสิ่งใดขอรับ"เถ้าแก่ร้านโอสถเอยถามท่านแม่ทัพ "ข้าต้องการโอสถปลุกจิตวิญญาณ บุตรชายข้าอายุครบ 10 หนาวแล้วข้า จะได้รู้สักทีว่าบุตรชายคนโตของข้าเขาจะมีจิตวิญญาณอะไร"ท่านแม่ทัพได้เอ่ยบอกแก่เถ้าแก่ของร้านโอสถ "ถ้าเช่นนั้นท่านแม่ทัพโปรดรอสักครู่ข้าจะให้เด็กๆรีบไปเอามาให้ "เมื่อกล่าวจบเถ้าแก่ก็รีบเดินเข้าไปในส่วนกลางของร้านแล้วให้เด็กๆไปเอาโอสถปลุกพลังมา "นี่ขอรับท่านนะครับโอสถปลุกจิตวิญญาณราคา 10 เหรียญเงินขอรับท่านแม่ทัพ" "เอาไป10 เหรียญเงินของเจ้า''เมื่อกล่าวจบท่านแม่ทัพก็ได้เอาเงินออกมาจ่าย "ขอบคุณขอรับท่านแม่ทัพผู้น้อยแซ่เฮาขออวยพรให้คุณชายน้อยมีจิตวิญญาณที่ทรงพลังขอรับ" "ขอบใจเจ้ามากสำหรับคำอวยพร ยังไงซะข้าจะต้องมาใช้งานร้านโอสถของเจ้าอีกแน่นอนเพราะข้ามีลูกหลายคน"ชายผู้ที่ถูกเรียกว่าแม่ทัพได้เอ่ยแล้วยิ้มออกมาอย่างสำราญใจ "ขอบคุณขอรับท่านแม่ทัพ ที่ไว้ใจร้านขายโอสถเฟิ่งหวง ของผู้น้อยขอรับ" เถ้าแก่ร้านยาเขาได้เอ่ยประจบประแจงเลียแข้งเลียขาประดุดดั่งสุนัข "ถ้าเช่นนั้นข้ากลับก่อนแล้วกัน" เมื่อกล่าวจบท่านแม่ทัพได้พาบุตรและภรรยาขึ้นรถม้ากับจวน เมื่อท่านแม่ทัพกลับมาถึงจวน ก็ได้เร่งเดินไปยังโถงบรรพบุรุษ แล้วนำโอสถปลุกจิตวิญญาณไปวางไว้ที่แท่นกลางโถงพิธีทันที "พ่อบ้านเกาเจ้าจงไปแจ้งแก่ ฮูหยินรอง และอนุทั้งสองพร้อมบุตรของพวกนางทั้งหมดของข้าให้มาที่นี่ในยามอู่ (11.00 - 12.59)บอกแก่พวกนางว่าบุตรชายคนโตของข้าจะปลุกจิตวิญญาณในวันนี้'' ชายผู้เป็นใหญ่สุดในบ้านได้หันไปเอ่ยกับพ่อบ้านเก่าแก่ "ขอรับท่านแม่ทัพ"เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้น ท่านพ่อบ้านก็เดินออกไปบอกคนใช้ข้างนอก ให้ไปบอกแก่ฮูหยินรองและอนุทั้งหมดพร้อมบุตรของพวกนางให้มาที่โถงบรรพบุรุษ เมื่อสั่งพ่อบ้านเสร็จท่านแม่ทัพก็ได้เดินออกจากโถงบรรพบุรุษ ไปยังเรือนนอนของตนเองเพื่อที่จะเตรียมตัวเตรียมของมารับขวัญบุตรชายของตน เมื่อท่านแม่ทัพเดินออกไปได้ไม่นานด้านหลังรูปปั้นบรรพบุรุษได้มีสตรีนางหนึ่งเดินออกมา "ข้าขอโทษเจ้าด้วย หลี่เฉียนเจิน แต่เพื่อความอยู่รอดของข้าและบุตรของข้า เจ้าจะต้องกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ ถ้าเป็นเช่นนั้นบุตรของข้าจึงจะสามารถ ขึ้นเป็นประมุขตระกูลหลี่คนต่อไปได้ ข้าจะได้มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย" เมื่อกล่าวจบนางก็ได้เปลี่ยนโอสถในแท่นพิธี จากโอสถปลุกจิตวิญญาณ กลายเป็นเพียงยาเม็ดธรรมดา เมื่อเปลี่ยนเสร็จนางก็เร่งเดินไปยังเรือนนอนของตนเองและ ได้ทำยาปลุกจิตวิญญาณหล่น ขณะเร่งเดินอนุสามที่ผ่านมาเห็นก็ได้มาเก็บโอสถนั้นเดินกลับไปยังเรือนนอนของตน เมื่อถึงยามอู่( 11.00 -12.59) แม่ทัพลี่พร้อมฮูหยินเอกฮูหยินรองอนุทั้งสองและบุตรของคนทั้งหมด ก็ได้มายืนอยู่ที่กลางโถงบรรพบุรุษ "เสี่ยวเจินน้อยของพ่อ เจ้าจงเดินไปที่แท่นพิธีพร้อมหยดเลือดของเจ้าลงไป 1 หยดในโอสถปลุกจิตวิญญาณของเจ้า และจงหยิบโอสถปลุกจิตวิญญาณนั้นกลืนลงไป"ผู้เป็นบิดาได้เอ่ยด้วยความอ่อนโยนและเมตตา "ขอรับท่านพ่อ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็ได้เดินไปยังแท่นพิธีพร้อมเอานิ้วจิ้มที่เข็มตรงแท่นแล้วหยดเลือด 1 หยด ลงไปในโอสถทันทีเมื่อหยดลงไปเสร็จเด็กน้อยผู้นั้นก็หยิบโอสถขึ้นมากินทันที "ท่านพี่ท่านว่าลูกจะปลุกจิตวิญญาณได้อะไร"ฮูหยินเอกเคยถามสามีตน "ข้าว่าต้องเป็นอะไรที่ทรงพลังอย่างมากเพราะบิดาของเขานี้มีจิตวิญญาณเป็น วีรบุรุษแห่งสงคราม ส่วนมารดาของเขานั้นมีจิตวิญญาณเป็น วีรสตรีแห่งสงคราม ยังไงบุตรของเราต้องทรงพลังไม่แพ้กัน" เด็กน้อยร่างบางกลืนโอสถปลุกจิตวิญญาณไปได้ประมาณ 1 เค่อก็ไม่มีสิ่งใดปรากฏออกมาเลย เมื่อผู้เป็นบิดาและมารดาได้เห็นเช่นนั้นใบหน้าของพวกเขาก็ซีดเผือกก่อนจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธ "อะไรกัน!!! นี่อย่าบอกนะว่าลูกของข้าเป็นคนไร้ประโยชน์เช่นนี้!!! เป็นถึงลูกแม่ทัพแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณช่างน่าเสื่อมเสียวงตระกูลจริง!!! " บิดาตะโกนออกมาอย่างโกรธจัด แล้วจ้องไปยังลูกของตนที่อยู่ตรงกลางแท่นพิธี "ท..ท่านพ่อ "เด็กน้อยเอ่ยออกมาด้วยความหวาดกลัว "ไม่!!! เจ้าไม่ใช่ลูกของข้า ข้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แต่ลูกของข้ากับไร้ประโยชน์เช่นนี้ไม่เจ้าไม่มีสิทธิ์เรียกว่าข้าพ่อ!!!!" ผู้เป็นบิดาได้เอ่ยตาหวาดออกมาด้วยความโกรธจัด พร้อมแสดงท่าทีที่รังเกียจอย่างไม่ปิดบัง "ท...ท่านแม่ "เด็กน้อยหันไปเรียกมารดาของตนด้วยแววตาแห่งความหวาดกลัว "เจ้า!!อย่าได้เรียกข้าว่าแม่ ข้าเป็นถึงรองแม่ทัพใหญ่ แต่ให้กำเนิดลูกไร้ซึ่งพลังเช่นเจ้าช่างน่าขายน่าจริง "มารดากล่าวด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นจ้องมองไปที่เด็กน้อยตรงหน้าด้วยแววตาแห่งความโกรธและผิดหวัง "พ่อบ้าน!!เอาไอ้เด็กนี่ไปโยนทิ้งไว้หลังจวนอย่าให้มันได้เข้าจวน และไปนำบันทึกรายชื่อตระกูลมาลบชื่อมันออกจากตระกูลห้ามให้มันใช่แซ่หลี่"แม่ทัพได้หันไปตะโกนบอกพ่อบ้าน เมื่อพ่อบ้านได้ยินเช่นนั้นก็เร่งนำบันทึกรายชื่อประจำตระกูลมาทำลายชื่อของบุตรชายคนโตทิ้งพร้อมทำลายป้ายประจำตัวทิ้ง " ฮึก ๆท่านพ่อท่านแม่ข้าทำผิดอันใด? ทำไมท่านต้องทำเช่นนี้กับข้า"เด็กน้อยกล่าวถามบิดามารดาตนพร้อมทั้งร้องไห้ไปด้วย และได้เดินเข้าไปกอดขาบิดาของตน เพี้ย!!! เสียงตบดังไปทั่วโถงบรรพบุรุษ ซึ่งนี่ก็ทำให้ทุกคนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก "เจ้า!!อยากได้มาจับตัวข้า และไม่ต้องเรียกข้าว่าพ่อข้าไม่มีลูกไร้ประโยชน์เช่นเจ้า"!!! เด็กน้อยล้มลงพร้อมร้องไห้อย่างหนักมองไปที่บิดาตนอย่างเสียใจแล้วหันไปหาท่านแม่ของตน "เจ้าอย่าได้มาเข้าใกล้ข้า ข้าไม่มีลูกเช่นเจ้าจงไปซะก่อนที่เขาจะสังหารเจ้าทิ้ง พ่อบ้านลากตัวมันออกไป " มารดาของเด็กน้อยมองเด็กน้อยด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก แต่มันก็เต็มไปด้วยความเยือกเย็นไร้ซึ่งความรักความเอ็นดูเหมือนแต่ก่อน เมื่อเด็กน้อยเห็นดังนั้นเด็กน้อยจึงร้องไห้อย่างหนักพร้อมถูกพ่อบ้านลากออกไป เด็กน้อยได้มองทุกคนด้วยสายตาไม่เข้าใจ ว่าตนทำอันใดผิด ทำไมตนถึงต้องเจอแบบนี้ และเมื่อพ่อบ้านพาเด็กน้อยออกไปจวบจนจะถึงหลังจวนแล้วเขาก็ได้เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ "ท่านพ่อบ้านเกา ท่านตอบข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดบิดามารดาข้าทำเช่นนี้กับข้า"เด็กน้อยถามพ่อบ้านเกาด้วยแววตาที่ไม่เข้าใจ "บ่าวก็ไม่อาจทราบความคิดของท่านแม่ทัพและฮูหยินได้ขอรับ"พ่อบ้านกล่าวอย่างสงสารเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องราวอะไร กับต้องมาประสบพบเจอเรื่องราวที่หนักขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้สิ่งเดียวที่เขาทำได้เพื่อช่วยเหลือเด็กน้อยคนนี้ก็คือการวิ่งไปเรื่อยๆ พาเด็กน้อยคนนี้ออกไปจากจวนแห่งนี้ให้ไกลที่สุดเท่าที่ไปได้ และหลังจากการวิ่งมาอย่างยาวนานของเขาในที่สุดเขาก็มาหยิบอยู่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง "ข้าขอพาท่านมาอยู่ที่แห่งนี้แล้วกันขอรับ ที่แห่งนี้ห่างไกลจากจวนพอสมควรท่านจะไม่ถูกคนที่จวนตามมารังแกได้ "เมื่อกล่าวจบเขาได้หยิบของวิเศษสิ่งนึงออกมานั่นก็คือ เรือนไผ่หยก เขาก็ได้วางมันลงที่พื้นพร้อมใส่พลังเข้าไปจนมันขยายเป็นเรือนขนาดเล็กตั้งอยู่ริมแม่น้ำ "บ่าวนั้นไม่มีสิ่งใดจะช่วยเหลือท่านได้ บ่าวก็ขอมอบเรือนไผ่หยกเรือนนี้ให้ท่าน เรือนไผ่หยกเรือนนี้นั้นมีพลังป้องกันที่สมบูรณ์ ขอแค่ท่านอยู่ภายในเรือนปลอดภัย บ่าวนั้นขอมอบเงินเก็บที่มีให้กับท่านถึงแม้มันจะเล็กน้อยแต่ก็ซื้อของประทังชีวิตได้ "เมื่อกล่าวจบเขาได้หยิบถุงเงินที่มีเงินอยู่ 100 เหรียญเงินให้กับเด็กน้อยตรงหน้า ที่ตอนนี้นั่งอยู่ที่พื้นสะอื้นเบาๆ "เดี๋ยวบ่าวจะใช้จิตวิญญาณของบ่าวแบ่งเศษวิญญาณไว้ในตุ๊กตาไม้ เพื่อที่จะให้ตุ๊กตาไม้นั้นสอนการเลี้ยงชีพให้กับท่านอย่างเช่น การก่อไฟการล่าสัตว์ การหาผักและสมุนไพรมากิน บ่าวคงช่วยเหลือท่านได้เพียงเท่านี้ ท่านจงตั้งใจศึกษาจากตุ๊กตาไม้นี้ให้ดี เพราะพลังของบ่าวนั้นสามารถอยู่ได้เพียง 7 วันเท่านั้น และท่านห้ามลงจากเขานี้อย่างน้อย 1 ปี เพื่อที่จะให้ท่านแม่ทัพตายใจแล้วคิดว่าท่านตายไปแล้ว "เมื่อกล่าวจบเขาได้นำตุ๊กตาไม้มาวางตรงหน้าพร้อมใช้ทักษะแบ่งวิญญาณเข้าไปในตุ๊กตา ทันใดนั้นตุ๊กตาไม้ตัวนั้นก็เปล่งแสงแล้วขยายใหญ่จนเท่าท่านพ่อบ้าน "บ่าวคงต้องไปแล้วขอให้ท่านจงรักษาตัวให้ดีบ่าวขอลา" พ่อบ้านโค้งคำนับแล้วหันหลังพุ่งกับจวนทันทีโดยไม่หันกลับมามอง หลังจากผ่านไปสักพักเด็กน้อยก็หยุดร้องไห้แล้วลุกขึ้นเดินไปล้างหน้าที่แม่น้ำ แล้วเดินกลับมาหายังตุ๊กตาไม้ตรงหน้า "ท่านตุ๊กตาไม้ ท่านมีสิ่งใดจะสอนข้าโปรดสอนมาได้เลย"เด็กน้อยเอ่ยบอกตุ๊กตาไม้ด้วยเสียงเศร้า ตุ๊กตาไม้นั้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาจึงเดินเข้าไปในเรือนไผ่หยกพร้อมหยิบหินอัคคีออกมา 4 ก้อนแล้วสอนเด็กน้อยจุดไฟเป็นอันดับแรก เป็นยังไงบ้างครับมีอะไรก็สามารถติชมบอกกันได้ทุกเมื่อนะครับ คอมเมนต์ มาได้เลยครับผมอ่านทุกคอมเมนต์ ยังไงก็ขอฝากด้วยนะครับขอบคุณครับเมื่อส่งเหล่าลูกศิษย์เสร็จป๋ายเฉียนเจิน ก็ได้เดินทางออกจากเมืองหลวงเข้าสู่หมู่บ้านชายเมืองทันทีเพื่อเริ่มเป็นจุดท่องเที่ยวจุดแรก "ในที่สุดข้าก็ได้เที่ยวสักที เฮ้อ มีความสุขจังเลย "การเดินทางครั้งนี้ของป๋ายเฉียนเจินนั้นเขาเดินทางด้วยการเดินเท้าเพื่อที่จะได้รับชมบรรยากาศที่งดงามไปเรื่อยๆ ร่างบางก็ได้เดินชมนกชมไม้อย่างนั้นไปเรื่อยๆจนเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ 1 เดือนร่างบางก็ได้มาถึงจุดหมายที่ตนต้องการ "การเริ่มต้นท่องเที่ยวครั้งนี้ข้าขอเริ่มต้นที่เมือง แสงตะวัน เป็นเมืองแรกก็แล้วกัน "เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เดินไปที่ประตูเมืองก็ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะที่หน้าประตูเมืองไม่มีทหารคอยเฝ้าประตู "เหตุใดเมืองนี้ถึงดูเงียบเหงาร้างผู้คนเช่นนี้นะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า"ทันทีที่กล่าวจบร่างบางก็ได้ใช้วิชาเนตรของตนส่องไปทั่วทั้งเมือง ก็ได้พบเห็นว่าคนทั้งเมืองนั้นต่างโดนปีศาจสิงฝันทำให้หลับไหลโดยไม่มีวันตื่นจนกว่าจะร่างกายจะแห้งเหี่ยวจนเหลือเพียงแต่กระดูก ในขณะที่ป๋ายเฉียนเจินกำลังจะเดินเข้าไปภายในเมืองก็ได้มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา'ท่านที่อยู่ตรงนั้นอย่าได้เข้าไปที่เมืองนั้นเด็ดขาดเพราะ
เมื่อเข้ามาถึงด้านในเฉียนเจินก็ได้ขึ้นไปนั่งบนแท่นทันทีแล้วได้ทำการรวบรวมพลัง แล้วได้นั่งสมาธิ วันเวลาไม่ผ่านไป 3 วัน ก็ได้มีเสียงปรากฏขึ้นมาภายในถ้ำ "ท่านคือผู้ใด "เฉียนเจินได้เอ่ยถามขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียง "ข้าคือเจตจำนงค์แห่งสามโลก" เสียงนั้นได้ตอบกลับ "แล้วท่านมาทำอันใดในที่แห่งนี้ เพราะตัวข้านั้นได้เลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว ""จริงอยู่ที่เจ้าเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ร่างกายภายนอกของเจ้าหาใช่จิตวิญญาณของเจ้าไม่ ""ท่านหมายความว่าอย่างไรข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก ""หมายความว่าแม้กายเจ้าจะเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้วแต่ตัวเจ้าที่มาจากโลกอื่น แล้วไม่ได้รับทันสวรรค์ด้วยจึงทำให้ไม่สามารถกลายเป็นมหาเทพที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นในตอนนี้ตัวของเจ้านั้นมีคุณสมบัติมากพอที่จะทำให้เลื่อนเป็นมหาเทพเต็มตัวได้ เจ้าตกลงหรือไม่ ""การที่ข้าจะกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวได้นั้นต้องทำเช่นไร ""เรื่องนี้ไม่ยากเจ้าแค่เพียงรับทันสวรรค์ให้ได้ 108 ครั้งเจ้าก็จะสามารถกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวและไม่เพียงเท่านี้ลูกศิษย์หลานศิษย์และทุกสรรพชีวิตที่อยู่กับเจ้าทุกคนก็จะได้รับพรพิเศษด้วย ""ถ้าเช่นนั้นข้าข
เฮือก!!!!!ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็กลั้นหายใจแล้วทรุดลงกับพื้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่เอ่อล้นออกมา เฉียนเจินในตอนนี้ได้โมโหเป็นอย่างมากจึงปลดปล่อยพลังออกมา 1 ใน 10 ส่วน เพื่อที่จะต้องการข่มขวัญศัตรูทั้งหมด "พวกเจ้าจงรีบไปซะอย่าให้ข้าหงุดหงิดไปมากกว่านี้ ถ่อยไป!!!!!!! "ร่างบางได้ตะโกนออกมาพร้อมทั้งใส่พลังเข้าไปพร้อมกับเสียงที่ตะโกน อึกกกก ผู้คนที่ขวางทางอยู่ก็ได้คุกเข่าแล้วก็อัดเลือดออกมาด้วยอาการบาดเจ็บภายในที่รุนแรง "เจ้าอย่าได้ใช้พลังของเจ้าในการข่มขู่พวกข้าไม่ว่าจะยังไง 3 คนแม่ลูกนั้นต้องอยู่ที่นี่!!!! "เจ้าสำนักมังกรทองได้เอ่ยออกมาแล้วก็อัดเลือดอีกครั้ง"ถ้าพวกเจ้ามีปัญญาก็ลองชิงตัวไปจากข้าสิตอนนี้ข้าโมโหถึงขีดจำกัดแล้วถ้าพวกเจ้ายังไม่หยุดอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าพวกเด็กเหลือขอทั้งหลาย"ร่างบางได้เอ่ยแล้วใส่พลังการโจมตีเพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในตอนนี้นอกจากเจ้าสำนักมังกรทองคนที่เหลือต่างก็นอนศิโรราบลงไปกับพื้นพร้อมกระอักเลือดออกมาไม่หยุด"ท่านได้โปรดจงหยุดเพียงเท่านี้" เสียงชายชราคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้น "การที่เจ้าบอกให้ข้าหยุดตัวเจ้าเองต้องบอกคนของเจ้ามากกว่า "
ทั้งสองพูดคุยกันได้ไม่นานก็ได้ลงมาที่ลานประลอง เมื่อกรรมการเห็นว่าทั้งสองลงมาที่ลานประลองแล้วก็ได้ประกาศเริ่มการประลองทันที "ศิษย์น้องศิษย์พี่ให้โอกาสจะลงมือก่อน" เสี่ยวชิงบอกกับหลานเซียน"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอเริ่มเลยแล้วกัน" เมื่อกล่าวจบหลานเซียนก็ได้เรียกอาวุธประจำกายตนออกมา ในตอนนี้ในมือของหลานเซียนก็ได้ปรากฎพลองคู่นึง"ไม่คิดว่าเจ้าจะใช้อาวุธประจำตัวเลยในการต่อสู้ครั้งนี้ ""การได้ประลองกับศิษย์พี่เป็นอะไรที่หาได้ยากศิษย์น้องจะออมมือได้เช่นไร"ทันทีที่กล่าวจบก็ได้ฟาดพลองตีเทพในมือใส่ศิษย์พี่ ตูม!!!!!! เสียงพองตีเทพฟาดลงกับพื้นดังสนั่น ฟิ้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กลีบดอกไม้นับไม่ถ้วนบินกลับมาตอบโต้ ในตอนนี้เสี่ยวชิงได้เริ่มโจมตีกลับแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นหลานเซียนได้หัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสนุก แล้วได้เริ่มหันกลับไปโจมตีใส่อีกครั้ง ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโจมตีใส่กันอย่างดุเดือด "แซ่ปัดหางมังกร"เสี่ยวชิงได้เรียกอาวุธประจำตัวของตนออกมา แล้วได้สะบัดไปตั้งรับอาวุธของศิษย์น้องตน ตูม!!! "72 โพธิสัตว์โปรดโลก โพธิสัตว์ที่ 13 ฝ่ามือสยบมาร" เมื่อกล่าวจบก็ได้ซัดฝ่ามือใส่ไปที่พองของหลานเซียน "กระบวน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นป๋ายเฉียนเจินก็ได้หันกลับมามอง 3 คนแม่ลูกที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น "พวกเจ้าว่าสิ่งใดนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก""ผู้น้อยอยากจะขอให้ท่านเจ้าสำนักรับบุตรของผู้น้อยเป็นลูกศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดต้องเป็นสำนักเล็กๆเช่นข้าสำนักใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็มีตั้งหลายสิบสำนักเหตุใดถึงไม่เอาไปเข้าที่เหล่านั้น ""ขอเรียนท่านเจ้าสำนักตามตรงบุตรข้าทั้งสองคนนี้กำลังถูกตามล่าจากสำนักใหญ่ทั้ง 7 อยู่เจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องตามล่าลูกเจ้าด้วยเล่า ลูกของเจ้านั้นมีสิ่งใดที่ต่างจากผู้อื่นถ้าเจ้าไม่ตอบข้าข้าก็จะไม่รับ" เมื่ออีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งไปสักพักแล้วก็ได้เอ่ยออกมา "ขอบอกท่านเจ้าสำนักตามตรงเจ้าค่ะ บุตรข้าทั้งสองคนนั้นเป็นลูกของเจ้ายุทธภพในอดีตแล้วในตัวของลูกข้านั้นได้มีกุญแจเปิดคลังสมบัติและตำราวิชาความรู้ทั้งหมดที่สามีของข้านั้นได้รวบรวมเอาไว้ พวกสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องการที่จะเปิดคลังสมบัติให้ได้ก็เลยมาตามล่าลูกของข้าเจ้าค่ะ ""แล้วทำไมพวกเจ้า 3 คนแม่ลูกถึงรอดออกมาได้เพราะถ้า 7 สำนักใหญ่ปิดล้อมบ้านของพวกเจ้าเอาไว้ยังไงพวกเจ้าก็ไม่สามารถหนีออกมาได้แล้วยังมี
เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนก็ได้หันไปมองด้านบนของลานประลองทันที ก็ได้พบฮ่องเต้ของแคว้นยืนขึ้นจากบัลลังก์ของตนแล้วเดินออกมา''การประลองครั้งนี้ ข้าเห็นสมควรว่าควรจะยุติได้แล้วเพราะยังไงอีกฝั่งก็เป็นถึงเจ้าสำนักของ 7 สำนักใหญ่ของแคว้น อย่าทำให้บาดหมางน้ำใจกันเลย " ฮ่องเต้เอ่ยออกมา เมื่อเฉียนเจินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดูถูก "ในเมื่อท่านต้องการให้เป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่ว่าอันใด จะได้รู้ไว้ว่าคนที่นี่พูดไม่เป็นคำพูดสัจจะไม่เป็นสัจจะ ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มประลองต่อได้ถ้าไม่ถืออยู่แล้วสำหรับคนเช่นนี้" เฉียนเจินเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่สบายแต่ผิดกับทุกคนที่ได้ยินที่ตอนนี้ต่างโกรธเป็นอย่างมากที่ตนโดนดูถูก แต่ก็กลับไปนั่งที่ของตนเองแต่โดยดีโดยที่ไม่ทำการขอโทษแม้เพียงคำเดียว "พวกเจ้าทั้งหมดจงฟังคำของอาจารย์ไว้นับตั้งแต่การประลองครั้งนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าทั้งหมดจงทำให้เต็มที่ไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งนั้น!!'ร่างบางเอ่ยออกมาเสียงดังเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไปตนจะเอาจริงแล้ว ทางด้านของสำนักที่เหลือต่างก็นั่งเครียดเป็นอย่างมากเพราะถ้าอีกฝ่ายเอาจริงพวกตนคงไม่มีปัญญาที่จะต่อต้านได้จึงหันไปบอกแต่ลูก







