LOGINภายในถ้ำที่อุณหภูมิมีองศาติดลบ ได้มีร่างขาวเล็กร่างหนึ่งค่อยๆขยับก่อนจะเอ่ยพึมพำ
"ทำมั้ยมันเจ็บขนาดนี้ ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วแท้ๆ แผลยังไม่หายเลย" "ผมนี้มันก็ยาวจังเลยตัดทิ้งได้มั้ยเนี่ย" ร่างบางกล่าวอย่างหงุดหงิด เมื่อพูดจบร่างบางก็ค่อยๆลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำที่ใช้อยู่ตอนเลื่อนระดับ ไปยังกระท่อมที่อยู่ติดกับแม่น้ำ เพื่อที่จะอาบน้ำ เพราะตอนนี้ที่ตัวมีแต่คราบของเสียสีดำ ที่ถูกขับออกจากการเลื่อนจากมนุษย์ไปเป็นเทพ เมื่อถึงเเม่น้ำร่างบางก็เริ่มปลดเสื้อผ้าออก แล้วก้าวลงน้ำทันที่ ''อืม น้ำเย็นดีชื่นใจจัง แล้วเราจะเริ่มจากอะไรก่อนดีละ เริ่มจากสำรวจร่างกายก่อนแล้วกัน " "โห!!ขาวมากคนอะไรขาวขนาดนี้วะเนี่ย ผมนี่ก็อีกขาวและยังจะยาวอีกตัดทิ้งได้มั้ยเนี่ย" เมื่อโอมเขาได้สำรวจร่างกายใหม่ของตัวเองแล้ว เขาก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความตกตะลึงไม่คิดว่าร่างที่ได้รับจะสวยขนาดนี้ เมื่ออาบน้ำไปได้พักนึง ร่างบางก็ขึ้นจากน้ำแล้วเดินไปที่กระท่อมเพื่อหาเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ และเมื่อร่างบางสวมเสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จเขาก็ได้เดินไปส่องกระจกทองเหลืองดูใบหน้าตนเอง " เชี้ย...สวยมาก ผู้ชายอะไรสวยขนาดนี้ ถ้าเป็นในโลกก่อน หน้าตาขนาดนี้นี่เป็นดาราดังได้เลยนะเนี่ย" "ทั้งๆที่สวยขนาดนี้นี่อยู่แต่บนภูเขาน่าเสียดายจริงๆ แต่ก็ช่างเถอะในเมื่ออาบน้ำแต่งตัวใหม่เสร็จแล้วก็ได้เวลาที่จะดูความทรงจำของร่างนี้ได้แล้ว" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เรียกไม้เท้าวิเศษที่ท่านเทพให้มาวางที่หัวแล้วเอ่ยขึ้นว่า"ขอดูอดีตที่ผ่านมา"เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ล้มลงบนเตียงด้วยมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงแล้วสลบไป ในหวงแห่งความฝันนั้นร่างบางปรากฏตัวที่จวนๆหนึ่ง ภาพที่ร่างบางเห็นเป็นจวนขนาดใหญ่และได้มีกลุ่มคนกลุ่มนึงประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูกและมีข้ารับใช้อีกจำนวนหนึ่งนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำ "ท่านพ่อเมื่อเรากินข้าวเสร็จเขาจะไปที่ใดกันรึขอรับ" เด็กชายที่มีใบหน้าน่ารักได้เอ่ยถามผู้เป็นบิดา "พ่อจะพาลูกไปซื้อโอสถปลุกพลังอย่างไรเล่า ลูกจะได้รู้ว่า ลูกของแม่ทัพอย่างเจ้าจะมีพลังอะไร" ชายผู้ที่เป็นบิดาเขาก็เอ่ยตอบด้วยความเอ็นดู "สองคนพ่อลูกนี่อย่ามัวแต่คุยกันมากรีบกินรีบไปเถอะแม่ตื่นเต้นไม่ไหวแล้ว"หญิงสาวที่ดูเหมือนจะเป็นมารดาได้เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น เมื่อผู้เป็นมารดากล่าวจบประโยชน์ ทั้งคู่ก็เร่งกินข้าวจนหมดโดยเร็ว และก็ได้พากันขี่รถม้าออกจากจวนไปร้านขายโอสถเฟิ่งหวงทันที "โอ๊ะ ท่านแม่ทัพหลี่ เชิญท่านแม่ทัพเข้าด้านในเลยขอรับ ไม่ทราบว่าที่ท่านแม่ทัพมาท่านต้องการสิ่งใดขอรับ"เถ้าแก่ร้านโอสถเอยถามท่านแม่ทัพ "ข้าต้องการโอสถปลุกจิตวิญญาณ บุตรชายข้าอายุครบ 10 หนาวแล้วข้า จะได้รู้สักทีว่าบุตรชายคนโตของข้าเขาจะมีจิตวิญญาณอะไร"ท่านแม่ทัพได้เอ่ยบอกแก่เถ้าแก่ของร้านโอสถ "ถ้าเช่นนั้นท่านแม่ทัพโปรดรอสักครู่ข้าจะให้เด็กๆรีบไปเอามาให้ "เมื่อกล่าวจบเถ้าแก่ก็รีบเดินเข้าไปในส่วนกลางของร้านแล้วให้เด็กๆไปเอาโอสถปลุกพลังมา "นี่ขอรับท่านนะครับโอสถปลุกจิตวิญญาณราคา 10 เหรียญเงินขอรับท่านแม่ทัพ" "เอาไป10 เหรียญเงินของเจ้า''เมื่อกล่าวจบท่านแม่ทัพก็ได้เอาเงินออกมาจ่าย "ขอบคุณขอรับท่านแม่ทัพผู้น้อยแซ่เฮาขออวยพรให้คุณชายน้อยมีจิตวิญญาณที่ทรงพลังขอรับ" "ขอบใจเจ้ามากสำหรับคำอวยพร ยังไงซะข้าจะต้องมาใช้งานร้านโอสถของเจ้าอีกแน่นอนเพราะข้ามีลูกหลายคน"ชายผู้ที่ถูกเรียกว่าแม่ทัพได้เอ่ยแล้วยิ้มออกมาอย่างสำราญใจ "ขอบคุณขอรับท่านแม่ทัพ ที่ไว้ใจร้านขายโอสถเฟิ่งหวง ของผู้น้อยขอรับ" เถ้าแก่ร้านยาเขาได้เอ่ยประจบประแจงเลียแข้งเลียขาประดุดดั่งสุนัข "ถ้าเช่นนั้นข้ากลับก่อนแล้วกัน" เมื่อกล่าวจบท่านแม่ทัพได้พาบุตรและภรรยาขึ้นรถม้ากับจวน เมื่อท่านแม่ทัพกลับมาถึงจวน ก็ได้เร่งเดินไปยังโถงบรรพบุรุษ แล้วนำโอสถปลุกจิตวิญญาณไปวางไว้ที่แท่นกลางโถงพิธีทันที "พ่อบ้านเกาเจ้าจงไปแจ้งแก่ ฮูหยินรอง และอนุทั้งสองพร้อมบุตรของพวกนางทั้งหมดของข้าให้มาที่นี่ในยามอู่ (11.00 - 12.59)บอกแก่พวกนางว่าบุตรชายคนโตของข้าจะปลุกจิตวิญญาณในวันนี้'' ชายผู้เป็นใหญ่สุดในบ้านได้หันไปเอ่ยกับพ่อบ้านเก่าแก่ "ขอรับท่านแม่ทัพ"เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้น ท่านพ่อบ้านก็เดินออกไปบอกคนใช้ข้างนอก ให้ไปบอกแก่ฮูหยินรองและอนุทั้งหมดพร้อมบุตรของพวกนางให้มาที่โถงบรรพบุรุษ เมื่อสั่งพ่อบ้านเสร็จท่านแม่ทัพก็ได้เดินออกจากโถงบรรพบุรุษ ไปยังเรือนนอนของตนเองเพื่อที่จะเตรียมตัวเตรียมของมารับขวัญบุตรชายของตน เมื่อท่านแม่ทัพเดินออกไปได้ไม่นานด้านหลังรูปปั้นบรรพบุรุษได้มีสตรีนางหนึ่งเดินออกมา "ข้าขอโทษเจ้าด้วย หลี่เฉียนเจิน แต่เพื่อความอยู่รอดของข้าและบุตรของข้า เจ้าจะต้องกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ ถ้าเป็นเช่นนั้นบุตรของข้าจึงจะสามารถ ขึ้นเป็นประมุขตระกูลหลี่คนต่อไปได้ ข้าจะได้มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย" เมื่อกล่าวจบนางก็ได้เปลี่ยนโอสถในแท่นพิธี จากโอสถปลุกจิตวิญญาณ กลายเป็นเพียงยาเม็ดธรรมดา เมื่อเปลี่ยนเสร็จนางก็เร่งเดินไปยังเรือนนอนของตนเองและ ได้ทำยาปลุกจิตวิญญาณหล่น ขณะเร่งเดินอนุสามที่ผ่านมาเห็นก็ได้มาเก็บโอสถนั้นเดินกลับไปยังเรือนนอนของตน เมื่อถึงยามอู่( 11.00 -12.59) แม่ทัพลี่พร้อมฮูหยินเอกฮูหยินรองอนุทั้งสองและบุตรของคนทั้งหมด ก็ได้มายืนอยู่ที่กลางโถงบรรพบุรุษ "เสี่ยวเจินน้อยของพ่อ เจ้าจงเดินไปที่แท่นพิธีพร้อมหยดเลือดของเจ้าลงไป 1 หยดในโอสถปลุกจิตวิญญาณของเจ้า และจงหยิบโอสถปลุกจิตวิญญาณนั้นกลืนลงไป"ผู้เป็นบิดาได้เอ่ยด้วยความอ่อนโยนและเมตตา "ขอรับท่านพ่อ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็ได้เดินไปยังแท่นพิธีพร้อมเอานิ้วจิ้มที่เข็มตรงแท่นแล้วหยดเลือด 1 หยด ลงไปในโอสถทันทีเมื่อหยดลงไปเสร็จเด็กน้อยผู้นั้นก็หยิบโอสถขึ้นมากินทันที "ท่านพี่ท่านว่าลูกจะปลุกจิตวิญญาณได้อะไร"ฮูหยินเอกเคยถามสามีตน "ข้าว่าต้องเป็นอะไรที่ทรงพลังอย่างมากเพราะบิดาของเขานี้มีจิตวิญญาณเป็น วีรบุรุษแห่งสงคราม ส่วนมารดาของเขานั้นมีจิตวิญญาณเป็น วีรสตรีแห่งสงคราม ยังไงบุตรของเราต้องทรงพลังไม่แพ้กัน" เด็กน้อยร่างบางกลืนโอสถปลุกจิตวิญญาณไปได้ประมาณ 1 เค่อก็ไม่มีสิ่งใดปรากฏออกมาเลย เมื่อผู้เป็นบิดาและมารดาได้เห็นเช่นนั้นใบหน้าของพวกเขาก็ซีดเผือกก่อนจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธ "อะไรกัน!!! นี่อย่าบอกนะว่าลูกของข้าเป็นคนไร้ประโยชน์เช่นนี้!!! เป็นถึงลูกแม่ทัพแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณช่างน่าเสื่อมเสียวงตระกูลจริง!!! " บิดาตะโกนออกมาอย่างโกรธจัด แล้วจ้องไปยังลูกของตนที่อยู่ตรงกลางแท่นพิธี "ท..ท่านพ่อ "เด็กน้อยเอ่ยออกมาด้วยความหวาดกลัว "ไม่!!! เจ้าไม่ใช่ลูกของข้า ข้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แต่ลูกของข้ากับไร้ประโยชน์เช่นนี้ไม่เจ้าไม่มีสิทธิ์เรียกว่าข้าพ่อ!!!!" ผู้เป็นบิดาได้เอ่ยตาหวาดออกมาด้วยความโกรธจัด พร้อมแสดงท่าทีที่รังเกียจอย่างไม่ปิดบัง "ท...ท่านแม่ "เด็กน้อยหันไปเรียกมารดาของตนด้วยแววตาแห่งความหวาดกลัว "เจ้า!!อย่าได้เรียกข้าว่าแม่ ข้าเป็นถึงรองแม่ทัพใหญ่ แต่ให้กำเนิดลูกไร้ซึ่งพลังเช่นเจ้าช่างน่าขายน่าจริง "มารดากล่าวด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นจ้องมองไปที่เด็กน้อยตรงหน้าด้วยแววตาแห่งความโกรธและผิดหวัง "พ่อบ้าน!!เอาไอ้เด็กนี่ไปโยนทิ้งไว้หลังจวนอย่าให้มันได้เข้าจวน และไปนำบันทึกรายชื่อตระกูลมาลบชื่อมันออกจากตระกูลห้ามให้มันใช่แซ่หลี่"แม่ทัพได้หันไปตะโกนบอกพ่อบ้าน เมื่อพ่อบ้านได้ยินเช่นนั้นก็เร่งนำบันทึกรายชื่อประจำตระกูลมาทำลายชื่อของบุตรชายคนโตทิ้งพร้อมทำลายป้ายประจำตัวทิ้ง " ฮึก ๆท่านพ่อท่านแม่ข้าทำผิดอันใด? ทำไมท่านต้องทำเช่นนี้กับข้า"เด็กน้อยกล่าวถามบิดามารดาตนพร้อมทั้งร้องไห้ไปด้วย และได้เดินเข้าไปกอดขาบิดาของตน เพี้ย!!! เสียงตบดังไปทั่วโถงบรรพบุรุษ ซึ่งนี่ก็ทำให้ทุกคนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก "เจ้า!!อยากได้มาจับตัวข้า และไม่ต้องเรียกข้าว่าพ่อข้าไม่มีลูกไร้ประโยชน์เช่นเจ้า"!!! เด็กน้อยล้มลงพร้อมร้องไห้อย่างหนักมองไปที่บิดาตนอย่างเสียใจแล้วหันไปหาท่านแม่ของตน "เจ้าอย่าได้มาเข้าใกล้ข้า ข้าไม่มีลูกเช่นเจ้าจงไปซะก่อนที่เขาจะสังหารเจ้าทิ้ง พ่อบ้านลากตัวมันออกไป " มารดาของเด็กน้อยมองเด็กน้อยด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก แต่มันก็เต็มไปด้วยความเยือกเย็นไร้ซึ่งความรักความเอ็นดูเหมือนแต่ก่อน เมื่อเด็กน้อยเห็นดังนั้นเด็กน้อยจึงร้องไห้อย่างหนักพร้อมถูกพ่อบ้านลากออกไป เด็กน้อยได้มองทุกคนด้วยสายตาไม่เข้าใจ ว่าตนทำอันใดผิด ทำไมตนถึงต้องเจอแบบนี้ และเมื่อพ่อบ้านพาเด็กน้อยออกไปจวบจนจะถึงหลังจวนแล้วเขาก็ได้เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ "ท่านพ่อบ้านเกา ท่านตอบข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดบิดามารดาข้าทำเช่นนี้กับข้า"เด็กน้อยถามพ่อบ้านเกาด้วยแววตาที่ไม่เข้าใจ "บ่าวก็ไม่อาจทราบความคิดของท่านแม่ทัพและฮูหยินได้ขอรับ"พ่อบ้านกล่าวอย่างสงสารเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องราวอะไร กับต้องมาประสบพบเจอเรื่องราวที่หนักขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้สิ่งเดียวที่เขาทำได้เพื่อช่วยเหลือเด็กน้อยคนนี้ก็คือการวิ่งไปเรื่อยๆ พาเด็กน้อยคนนี้ออกไปจากจวนแห่งนี้ให้ไกลที่สุดเท่าที่ไปได้ และหลังจากการวิ่งมาอย่างยาวนานของเขาในที่สุดเขาก็มาหยิบอยู่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง "ข้าขอพาท่านมาอยู่ที่แห่งนี้แล้วกันขอรับ ที่แห่งนี้ห่างไกลจากจวนพอสมควรท่านจะไม่ถูกคนที่จวนตามมารังแกได้ "เมื่อกล่าวจบเขาได้หยิบของวิเศษสิ่งนึงออกมานั่นก็คือ เรือนไผ่หยก เขาก็ได้วางมันลงที่พื้นพร้อมใส่พลังเข้าไปจนมันขยายเป็นเรือนขนาดเล็กตั้งอยู่ริมแม่น้ำ "บ่าวนั้นไม่มีสิ่งใดจะช่วยเหลือท่านได้ บ่าวก็ขอมอบเรือนไผ่หยกเรือนนี้ให้ท่าน เรือนไผ่หยกเรือนนี้นั้นมีพลังป้องกันที่สมบูรณ์ ขอแค่ท่านอยู่ภายในเรือนปลอดภัย บ่าวนั้นขอมอบเงินเก็บที่มีให้กับท่านถึงแม้มันจะเล็กน้อยแต่ก็ซื้อของประทังชีวิตได้ "เมื่อกล่าวจบเขาได้หยิบถุงเงินที่มีเงินอยู่ 100 เหรียญเงินให้กับเด็กน้อยตรงหน้า ที่ตอนนี้นั่งอยู่ที่พื้นสะอื้นเบาๆ "เดี๋ยวบ่าวจะใช้จิตวิญญาณของบ่าวแบ่งเศษวิญญาณไว้ในตุ๊กตาไม้ เพื่อที่จะให้ตุ๊กตาไม้นั้นสอนการเลี้ยงชีพให้กับท่านอย่างเช่น การก่อไฟการล่าสัตว์ การหาผักและสมุนไพรมากิน บ่าวคงช่วยเหลือท่านได้เพียงเท่านี้ ท่านจงตั้งใจศึกษาจากตุ๊กตาไม้นี้ให้ดี เพราะพลังของบ่าวนั้นสามารถอยู่ได้เพียง 7 วันเท่านั้น และท่านห้ามลงจากเขานี้อย่างน้อย 1 ปี เพื่อที่จะให้ท่านแม่ทัพตายใจแล้วคิดว่าท่านตายไปแล้ว "เมื่อกล่าวจบเขาได้นำตุ๊กตาไม้มาวางตรงหน้าพร้อมใช้ทักษะแบ่งวิญญาณเข้าไปในตุ๊กตา ทันใดนั้นตุ๊กตาไม้ตัวนั้นก็เปล่งแสงแล้วขยายใหญ่จนเท่าท่านพ่อบ้าน "บ่าวคงต้องไปแล้วขอให้ท่านจงรักษาตัวให้ดีบ่าวขอลา" พ่อบ้านโค้งคำนับแล้วหันหลังพุ่งกับจวนทันทีโดยไม่หันกลับมามอง หลังจากผ่านไปสักพักเด็กน้อยก็หยุดร้องไห้แล้วลุกขึ้นเดินไปล้างหน้าที่แม่น้ำ แล้วเดินกลับมาหายังตุ๊กตาไม้ตรงหน้า "ท่านตุ๊กตาไม้ ท่านมีสิ่งใดจะสอนข้าโปรดสอนมาได้เลย"เด็กน้อยเอ่ยบอกตุ๊กตาไม้ด้วยเสียงเศร้า ตุ๊กตาไม้นั้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาจึงเดินเข้าไปในเรือนไผ่หยกพร้อมหยิบหินอัคคีออกมา 4 ก้อนแล้วสอนเด็กน้อยจุดไฟเป็นอันดับแรก เป็นยังไงบ้างครับมีอะไรก็สามารถติชมบอกกันได้ทุกเมื่อนะครับ คอมเมนต์ มาได้เลยครับผมอ่านทุกคอมเมนต์ ยังไงก็ขอฝากด้วยนะครับขอบคุณครับเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เด็กน้อยทั้งหลายได้เดินมาพร้อมกับเทียนเอ๋อ แล้วมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบัลลังก์เทพเพื่อรอผู้เป็นอาจารย์เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก ผู้เป็นอาจารย์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอยู่ที่หน้าบัลลังก์พร้อมรูปโฉมที่เปลี่ยนไป "พวกเจ้าแปลกใจใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดรูปลักษณ์ข้าถึงเปลี่ยนไป นั่นเพราะข้าแปลงโฉมเพื่อลงไปที่โลกมนุษย์ ถ้าข้าลงไปทั้งรูปลักษณ์นี้ ชาวเมืองคงแตกตื่นน่าดู " ร่างบางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง ราวกลับเป็นเรื่องสนุก "เอาล่ะอย่าได้เสียเวลาเลย พวกเรามาเริ่มปลุกพลังจิตกันเถอะ" ร่างบางเอ่ยขึ้นพร้อมหยิบโอสถปลุกพลังจิตออกมา แล้วเรียกลูกศิษย์มาทีละคน "เอาล่ะเริ่มจากเจ้าก่อนเลยแล้วกัน ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่" ร่างบางเอ่ยกับป๋ายเป้าซานเมื่อผู้ที่ถูกเรียกได้ยินก็ได้ก้าวเดินออกมาข้างหน้า พร้อมรับโอสถที่อาจารย์มอบให้ "เจ้าจงหยดเลือดลงไป 1 หยด แล้วกลืนโอสถทันที" เมื่อป๋ายเป้าซานได้ยินเช่นนั้นก็ทำตามวิธีของอาจารย์ทันทีเมื่อผ่านไปได้ 1 เค่อ ด้านหลังของป๋ายเป้าซานก็ได้ปรากฏ จิตวิญญาณออกมา จิตวิญญาณตนนั้นมีชื่อว่า จักรพรรดิแห่งแสงพลังของจักรพรรดิแห่งแสงคือ สามารถใช้แสงจากทุกสรรพส
เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักร่างบางก็ได้ตื่นขึ้น และได้นั่งทำการเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดอย่างช้าๆ "โอ้โหชีวิตนี้ผ่านอะไรมานักหนา อยู่มานานถึง 6,000 ปี แต่ไม่ได้ไปไหนเลยน่าเบื่อตาย "ร่างบางกล่าวอย่างเสียดายเวลา"ถ้าเช่นนั้นข้าลงเขาดีกว่าไปหาอะไรทำบนโลกมนุษย์บ้าง ให้สมกับชีวิตนี้ได้เกิดใหม่อีกครั้ง" แต่ทันใดนั้นได้มีเสียงประหลาดดังออกมาจากข้างนอก ร่างบางจึงเดินออกไปดูพร้อมถือไม้เท้าไปด้วย เมื่อออกมานั้นร่างบางได้เห็นบางสิ่งลอยอยู่บนอากาศ เมื่อร่างบางเดินเข้าไปใกล้จะยกมือสัมผัสก็ได้มีเสียงดังขึ้นมา "เทพป๋ายเฉียนเจิน รับบัญชา" มีเสียงปรากฏขึ้นมาอีกครั้งเสียงนั้นชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิง "ไม่ทราบว่าเป็นเสียงผู้ใด "ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างสงสัย "ข้าคือเจตจำนงแห่งสามโลกเป็นผู้เลื่อนระดับเจ้าจากมนุษย์กลายเป็นเทพ ข้ามี 2 ทางให้เจ้าเลือก 1 ไปอยู่สวรรค์พร้อมรับตำแหน่งมหาเทพ 2 อยู่บนโลกมนุษย์เป็นมหาเทพแห่งธาตุ เจ้าจะเลือกทางใด" เจตจำนงแห่งสามโลกเอ่ยถาม "แต่ละเส้นทางต่างกันเช่นไรขอรับ "ร่างบางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "ถ้าเจ้าเลือกเส้นทางที่ 1 เจ้าจะไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับโลกมนุษย์ได้อีกเลย เพราะตัวเจ
ณ ที่กลางลานประลอง มีบุรุษ 2 คนยืนอยู่คนนึงเป็นชายร่างบาง ส่วนอีกคนนึงเป็นชายร่างหนาสมส่วนดั่งชาตรี ยืนจ้องหน้ากันไม่มีใครขยับตัว คนดูที่อยู่นอกลานประลอง ต่างก็เกร็งด้วยลุ้นว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน "เจ้าเป็นผู้ใดกันเหตุใดจึงกล้าจ้องหน้าข้า เจ้าช่างอาจหาญไม่กลัวตายนัก "หลี่จินกัง เอ่ยบอกอย่างไม่ชอบใจ ที่ใครก็ไม่รู้มาจ้องตน ''เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใดกัน เหตุใดข้าจะจ้องหน้าเจ้าไม่ได้" ร่างบางเอ่ยบอกอย่างไม่สบอารมณ์ "ผู้ที่กล้าเอ่ยกับข้าเช่นนี้ล้วนไม่เคยมีใครตายดีสักคน" หลี่จินกัง เอ่ยย่างโมโห "หึ เช่นนั้นก็ต้องดูว่าเจ้าจะมีความสามารถหรือไม่" ร่างบางกล่าวยั่วยุบุรุษตรงหน้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นลี่จินกัง ก็โมโหอย่างที่สุด"เจ้า!!! ช่างบังอาจนักไม่รู้จักประมาณตน วันนี้แหละข้าจะทำให้เจ้าต้องร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตจากข้า" เมื่อกล่าวจบเขาก็ได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาทันที ตรงหน้าของร่างบางนั้นตอนนี้ปรากฏ พยัคฆ์อัคคีขนาดใหญ่ เมื่อผู้ชมงานประลองได้เห็นเช่นนั้นต่าง ตะโกนออกมาด้วยความชื่นชม "ช่างยิ่งใหญ่อาจหาญนัก สมแล้วที่เป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่" ชาวบ้านคนหนึ่งเคยบอก"เป็นเช่นนั้นข้าเห็นด้วยกับเจ้
ณ ลานประลองกลางเมือง "ผู้อาวุโสข้ามาสมัครประลองขอรับ" ร่างบางเอ่ยแก่ชายชราตรงหน้า"เจ้ามีสำนักหรือไม่ ""ไม่มีขอรับ ข้าเป็นผู้ฝึกตนพเนจร "เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายชราตรงหน้าก็หยิบกระดาษแผ่นนึงมาให้กรอกชื่อ"ค่าสมัคร 10 เหรียญเงิน แล้วเจ้าก็จงเขียนชื่อตรงนี้ แล้วตามเข้ามาเพื่อที่จะวัดระดับพลังว่าผ่านหรือไม่ ""เสร็จแล้วขอรับ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็หยิบเงินให้ชายชราจำนวน 10 เหรียญเงิน"งั้นตามข้าเข้ามา" เมื่อกล่าวจบชายชราได้เดินนำร่างบางเข้าไปข้างใน เมื่อเข้ามาถึงก็ได้พบลูกแก้วสีดำลูกนึง"เจ้าเอามือวางบนลูกแก้วแล้วถ่ายพลังเข้าไป เมื่อลูกแก้วขึ้นสีเขียวแปลว่าผ่าน "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้วางมือบนลูกแก้วพร้อมถ่ายพลังเข้าไปทันทีแล้วลูกแก้วปรากฏแสงสีเขียวขึ้นเป็นอันจบขั้นตอน "นี่ ป้ายหมายเลขของเจ้า อีก 2 วันให้เจ้ามาที่นี่ในยามเฉิน(7.00-8.59) ถ้าเจ้ามาไม่ทันถือว่าเจ้าสละสิทธิ์เข้าใจหรือไม่ ""เข้าใจขอรับ "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้รับป้ายหมายเลขแล้วเดินออกจากห้องทดสอบทันที"โห เหตุใดคนถึงมากขนาดนี้ ขนาดข้ามาถึงก่อนวันงานประลองตั้ง 2 วันข้ายังได้หมายเลขที่ 2,002 ก่อนจะถึงวันประลองนี่คนจะขึ้นไปถึงข
ทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อครบกำหนดที่บุตรชายคนที่ 2 ของแม่ทัพได้ทำการปลุกจิตวิญญาณและเมื่อท่านแม่ทัพได้เห็นจิตวิญญาณเขาก็มีอาการดีใจเป็นอย่างมาก เพราะจิตวิญญาณของเด็กคนนี้ทรงพลังไม่ใช่น้อย"บุตรของข้าคนนี้ ช่างเป็นบุตรที่สวรรค์ส่งมานัก "แม่ทัพกล่าวอย่างดีใจ"แน่นอนเจ้าค่ะท่านพี่ ลูกของเรานั้นย่อมต้องแข็งแกร่งเหมือนท่านพี่" ฮูหยินรองกล่าวอย่างเอาใจ"ดี เจ้ากล่าวได้ถูกใจข้านัก พ่อบ้านไปเอาศิลาปราณอัคคีมา ข้าจะให้ลูกข้าดูดซัพพลังของมัน จิตวิญญาณเขานั้นคือ 'พยัคฆ์อัคคี 'เป็นธาตุไฟยิ่งดูดซัพย์ศิลาธาตุไฟมากเท่าใด เขาก็ยิ่งเลือนระดับเร็ว เท่านั้น"แม่ทัพเอ่ยบอกกับพ่อบ้าน เมื่อได้ยินเช่นนั้นพ่อบ้านก็ได้นำศิลาปราณอัคคี มาให้นายท่านจำนวน 10 ก้อน"เอาไปลูกพ่อ พ่อให้เจ้าเป็นของขวัญที่เจ้ามีจิตวิญญาณที่ทรงพลัง" เมื่อได้ยินเช่นนั้น 2 คนแม่ลูกก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและตื่นเต้น"ขอบคุณขอรับท่านพ่อลูกจะเร่งฝึก เพื่อให้ท่านพ่อไม่ผิดหวัง" เด็กน้อยกล่าวอย่างเอาใจพ่อของตน"ดี เจ้าช่างเป็นเด็กดีจริงๆไปเถอะ อย่าได้เสียเวลาเลย" แม่ทัพกล่าวกับลูกของตน"ขอรับท่านพ่อ "เมื่อพูดจบเด็กน้อยได้คารวะท่านพ่อแล้วเดินจูงมือแ
ทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อเรื่องราวจบต่างคนต่างเดินกับเรือนนอนของตัวเองด้วยสีหน้าและแววตาที่ต่างกัน "ลูกแม่ แม่ได้กำจัดเสี้ยนหนามที่ขวางทางลูกออกให้แล้ว นับแต่นี้ไปลูกจงเข้าไปหา พ่อของเจ้าให้มากๆ ให้พ่อเจ้าเอ็นดูเจ้า เจ้าจะได้เป็นประมุขตระกูลคนต่อไปเข้าใจหรือไม่ "ฮูหยินรองเอ่ยบอกกับลูกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข "ท่านแม่ทำเช่นนี้ ท่านไม่กลัวท่านพ่อจะจับได้รึ "แม้ลูกชายจะยินดีที่กำจัดเสี้ยนหนามออกไปได้แล้ว แต่เขาก็มีความหวาดกลัวอยู่ในใจไม่น้อยกลัวว่าท่านพ่อจะจับได้ "พ่อของเจ้าไม่มีทางรู้หรอก เรื่องนี้มีแค่เราสองคนแม่ลูกที่รู้ถึง ถึงแม้พ่อเจ้ารู้มันก็คงจะสายเกินไปแล้ว" ผู้เป็นมารดาได้เอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่เป็นมิตร"แต่ท่านแม่"เด็กน้อยกล่าวอย่างกังวลใจ"เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ไปหรอก เจ้าเตรียมตัวเพื่อที่จะปลุกจิตวิญญาณเถอะ อีก 3 เดือนก็ถึงเวลาของเจ้าแล้ว" เมื่อผู้เป็นมารดาได้เห็นว่าบุตรชายจะเอ่ยเรื่องไร้สาระออกมานางก็ได้เอ่ยตัดทันที"ขอรับท่านแม่ "เมื่อกล่าวจบ 2 คนแม่ลูกก็ได้เดินจูงมือกันไปยังเรือนเรือนท่านแม่ทัพเพื่อที่จะให้ลูกไปอ้อนบิดาเมื่อสองคนแม่ลูกเดินผ่านไปได้ไม่นานก็ได้ปร



![What is a divorce? [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



