Se connecterบุรุษพยาบาลหนุ่มหน้าใส ถูกหัวหน้างานมีคำสั่งย้ายกะทันหัน ให้เขามาประจำวอร์ดศัลยกรรมโดยไม่ทันตั้งตัว... "หมอภีม" ศัลยแพทย์หน้าหล่อ โปรไฟล์ดี บ้านรวย เป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว..ถ้าไม่นับนิสัยเย่อหยิ่ง ปากร้าย และความเย็นชาที่ติดตัวมาเป็นแพ็กเกจ ยังไม่พอ ชะตายังเล่นตลกให้น้องนัทต้องมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของหมอภีมอีก และหนักที่สุดคือ ผีลุงจันทร์ วิญญาณของลุงแท้ๆ ที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด ดันโผล่มายุยงด้วยสารพัดวิธี ก็เพื่อจุดเดียว ผลักหลานชายอย่างนัท ให้ได้หมอภีมเป็นสามี เฮ้อ! แบบนี้ชีวิตเล็กๆ ของพยาบาลนัทจะรอดพ้นทั้งหมอปากร้าย และผีลุงตัวดีได้ยังไงกันนะ!
Voir plusบุรุษพยาบาลหรือน้องนัท ยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ของตึกศัลยกรรม ด้วยสีหน้ากังวลระคนตื่นเต้น เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกที่เขาได้รับคำสั่งให้ย้ายมาประจำการที่นี่ หลังเวียนไปหลายแผนกจนแทบจะรู้จักทุกซอกมุมของโรงพยาบาลแล้ว
"สู้ๆ นัท! เริ่มต้นงานใหม่นะ" เขาพึมพำกับตัวเอง พลางจัดปกเสื้อกาวน์สีขาวให้เข้าที่เข้าทาง
ทันทีที่มือผลักประตูเข้าไป... ความเย็นเยียบ ก็แผ่ซ่านเข้ามากระทบผิวกายอย่างจัง แม้ว่าเครื่องปรับอากาศจะทำงานอยู่ แต่นี่เป็นความเย็นที่ผิดปกติ เหมือนมีใครกำลังยืนเป่าลมหายใจอยู่ข้างหูยังไงยังงั้น ขนแขนของนัทลุกชันอย่างห้ามไม่อยู่
"ฮึ่ย... นี่มันอะไรกันเนี่ย"
นัทกวาดตามองไปรอบๆ โถงทางเดินที่สว่างไสว แต่กลับรู้สึกเหมือนมีสายตาหลายคู่กำลังจ้องมองมาที่เขา ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูวุ่นวายตามแบบฉบับของตึกศัลย์ฯ ที่มีแต่พยาบาลเดินถือชาร์ตและหมอเดินสวนกันไปมา เขากลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด... คุ้นเคยราวกับว่ามีคนรู้จักที่สนิทสนมกำลังยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าอย่างไรอย่างนั้น
"นัท นั่นเอ็งเองรึ..ไอ้หลานชายตัวดี! ลุงอยู่ตรงนี้"
เสียงทุ้มแหบที่ไม่ได้ยินมานานแว่วเข้าสู่โสตประสาทของนัท มันเป็นเสียงของลุงจันทร์ นัทจำได้ไม่เคยลืม
ลุงจันทร์คือลุงแท้ ๆ ที่เสียชีวิตไปเพราะอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน และลุงจันทร์ก็เป็นคนเดียวที่รู้ว่านัทมีความสามารถพิเศษในการสัมผัสได้ถึงสิ่งลี้ลับ... แต่ก็แค่ สัมผัส ได้เท่านั้น เขาไม่เคยเห็นวิญญาณหรือผีจริงๆ หรอก
หลานชายคนเดียวของผีรีบสะบัดศีรษะไปมา เพื่อไล่ความรู้สึกที่ไม่น่าเกิดขึ้นนั้น พูดกับตัวเองว่า "คิดมากไปแล้วนัท! อาจจะแค่ลมพัดน่า"
แต่แล้ว... ชาร์ตคนไข้ที่เขาถือมาอย่างดีก็ร่วงลงพื้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งที่เมื่อครู่ยังกำแน่นอยู่แท้ๆ
ปึก!
“เฮ้ย..อะไรวะเนี่ย!”
เขาก้มมองชาร์ตบนพื้นด้วยอาการงงงัน จังหวะนั้น เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ที่เต็มไปด้วยความขี้เล่นดังอยู่ใกล้ๆ จนน่าขนลุก!
"เอาล่ะ! ได้เวลาแนะนำตัวให้ว่าที่คู่ชีวิตของแกได้รู้จักแล้ว หลานเอ้ย!"
นัทย่อตัวลงเก็บชาร์ตที่กระจัดกระจาย ทันใดนั้น เงาของใครบางคนก็ทอดลงมาบดบังแสงไฟเอาไว้ เขาเงยหน้าขึ้นไปมอง…
นั่นคือ นพ. ภีมวรรธน์ อัศวเมธา ศัลยแพทย์หนุ่มสุดหล่อประจำตึกนี้ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถและ... ความเย็นชา!
คุณหมอภีมในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตายืนกอดอกมองนัทด้วยสีหน้าเรียบเฉย นัยน์ตาสีเข้มคมกริบมองต่ำลงมาอย่างประเมิน ทำให้นัทรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเอกซเรย์ด้วยสายตาของคุณหมอท่านนี้ยังไงไม่รู้
"นายคือพยาบาลคนใหม่ที่ย้ายมาแผนกนี้ใช่ไหม" เสียงของหมอภีมเรียบ เย็น และชวนให้รู้สึกว่าความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็จะถูกตำหนิอย่างรุนแรง
"คะครับ ผมพยาบาลนีรวัฒน์ จันทร์ทิวาครับ ยินดีที่ได้ร่วมงานกับคุณหมอครับ" รีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ก้มศีรษะเล็กน้อยด้วยความเคารพ
แต่คุณหมอภีมกลับไม่สนใจคำทักทายนั้นแม้แต่น้อย ท่าทางหยิ่งสายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ชาร์ตที่นัทเพิ่งเก็บขึ้นมาอย่างลวก ๆ
"ซุ่มซ่ามไปหน่อยนะ" คุณหมอภีมพูดคำว่าซุ่มซ่ามอย่างจงใจ "ในห้องผ่าตัด นายคงไม่ทำเครื่องมือผ่าตัดตกใส่พื้นหรอกนะ ฉันหวังว่าอย่างนั้น"
นัทรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้า ถูกตำหนิตั้งแต่วันแรก! เนี่ยน่ะ!
ผีลุงจันทร์ "ฮ่าๆ นี่แหละนัทเอ้ย ผัวของเอ็งในอนาคต นิสัยของมันก็ดุอย่างนี้แหละโว้ย.."
"ขอโทษครับคุณหมอ ผมจะระวังให้มากกว่านี้ครับ" นัทรับคำเสียงแผ่ว
"ก็ดี" หมอภีมตอบสั้นๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้นัทต้องยืนอยู่กับความรู้สึกผิดและความหนาวเย็นแปลกประหลาดที่ยังไม่หายไปไหน... และเสียงกระซิบที่คุ้นเคย
"โอ๊ย! ไม่ได้การ! หลานข้าต้องเริ่มงานด้วยความประทับใจที่ดีกว่านี้สิ! คืนนี้ลุงจะจัดหนักให้! เอ็งไม่ต้องห่วงนะหลาน"
...กะกลางคืนที่ตึกศัลย์ฯ
เมื่อนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่ม พยาบาทน้องใหม่อย่างนัทก็เริ่มเข้ากะดึกวันแรก ท่ามกลางความเงียบสงบที่เริ่มปกคลุมตึกศัลยกรรม นัทกำลังนั่งเตรียมชุดทำแผลและเช็คสต็อกยาอยู่คนเดียวในห้องพยาบาล
จู่ๆ …
พรึ่บ! พรึ่บ!
แฟ้มประวัติคนไข้ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ปลิวไปเองราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นหยิบจับ นัทเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ แต่ก็ไม่เห็นอะไร นอกเสียจากกระดาษแผ่นหนึ่งที่ค่อยๆ ร่อนลงมาอยู่ตรงหน้าเขาพอดี
"งานใหญ่มาแล้วหลานเอ้ย! เอกสารสำคัญหายไปแล้วว!" เสียงลุงจันทร์ดังขึ้นอย่างกระตือรือร้น
ในที่สุดเขาก็จำเสียงนี้ได้ "โอย... ลุงจันทร์แน่ๆ เลย…ลุงจันทร์อยู่ไหน รีบออกมานะ ผมรู้ว่าวิญาณลุงยังอยู่ที่นี่.. แกล้งหลานตัวเองทำไมเนี่ย!" นัทส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พลางรีบเก็บแฟ้มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ในจังหวะนั้นเอง คุณหมอภีมที่เพิ่งออกจากห้องตรวจและกำลังจะกลับเข้าห้องพักแพทย์ก็เดินผ่านมาพอดี ใบหน้าคมคายของเขาดูเคร่งเครียดกว่าตอนกลางวันเสียอีก
"นี่นาย" หมอภีมเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นชา "นายเห็นแฟ้มเคสผ่าตัดด่วนของคนไข้เตียง 405 ไหม"
"เอ่อ... คือแฟ้มที่เป็นปกสีน้ำเงินใช่ไหมครับ?" นัทถามอย่างไม่แน่ใจ
"ใช่! แฟ้มสรุปเคสที่ฉันจะใช้ประชุมเช้าพรุ่งนี้ มันควรจะอยู่บนโต๊ะทำงานในห้องพักแพทย์ของฉันนี่นา แต่มันหายไปแล้ว! นายเห็นมันไหม?"
"ไม่เห็นเลยครับคุณหมอ ผมเพิ่งเข้ามาในห้องพยาบาลเมื่อสักครู่นี้เอง" นัทตอบไปตามความจริง
ทันใดนั้น... นัทก็รู้สึกถึงแรงดึงที่ชายเสื้อเบาๆ ราวกับมีใครกำลังสะกิดเขาไม่มีผิด และเสียงของลุงจันทร์ก็ดังขึ้นในหัว
"โอ๊ย! มันก็อยู่ในห้องแกนั่นแหละไอ้หมอ! ลุงเอาไปซ่อนไว้ใต้กองผ้าสะอาดน่ะ! ไปบอกมันซะสิหลาน!"
นัทอ้าปากค้าง จะให้เขาบอกคุณหมอภีมผู้แสนเย็นชาว่า มีผีเอาไปซ่อนไว้ใต้ผ้าสะอาดเนี่ยนะ ตลกล่ะ.. ขืนพูดแบบนั้นออกไป มีหวังโดนไล่ออกตั้งแต่วันแรกล่ะไม่ว่า
"เอ่อ... คุณหมอครับ... คือว่า..." นัทอึกอัก
หมอภีมขมวดคิ้วแน่น "นายจะมัวอ้ำอึ้งอยู่ทำไม? มันเป็นเอกสารสำคัญมากนะ! ถ้าหายไป นายรู้ไหมว่ามันจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง!"
"ผม... ผมคิดว่าผมเคยเห็นมันนะ... แวบ ๆ ตอนที่ผมเดินผ่านห้องคุณหมออ่ะครับ" นัทตัดสินใจโกหก พยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่านี่คือการช่วยคุณหมอ
"ห้องฉัน?" หมอภีมมองอย่างไม่เชื่อใจ "แต่ฉันเพิ่งค้นไปทั่วแล้ว"
"บางที.. เอ่อ.. เอาเป็นว่า เดี๋ยวผมช่วยคุณหมอหาอีกครั้งนะครับ!" นัทอาสาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวฉับๆ ตรงไปที่ห้องพักแพทย์ของคุณหมอภีมทันที
ห้องพักแพทย์ของหมอภีมนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยจนน่าประหลาดใจ ต่างจากห้องหมอคนอื่นที่มักจะเต็มไปด้วยกองเอกสาร นัทรีบตรงไปที่มุมเก็บของ และพยายามมองหากองผ้าสะอาดที่ลุงจันทร์กระซิบบอกเขามา
"ช้าไปแล้วหลาน! ลุงเปลี่ยนที่น่ะ”
นัทตอบทางจิต ‘ลุงจันทร์..ไม่ซนซิ’
“ก็ข้า..อยากให้ไอ้หมอหน้าหล่อมันสนเอ็งนี่หว่า..เอ็งรีบไปดูในล็อกเกอร์เหล็กข้างๆ โต๊ะสิ! ลุงเห็นว่ามันเป็นที่ซ่อนของดีนะ!"
‘ฮึ่ย! ลุงนะลุง เป็นผีไม่อยู่ส่วนผี ชอบสร้างแต่เรื่องปวดหัวให้หลานตัวเองอยู่ได้!’ นัทกัดฟันกรอดอย่างหัวเสีย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาแกล้งทำเป็นค้นหาในชั้นหนังสืออย่างละเอียด ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปที่ล็อกเกอร์เหล็กเก่าๆ ที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงานของหมอภีม
"ฉันว่านายค้นไปทั่วแล้วนะ.." หมอภีมยืนพิงประตูมองดูการกระทำของนัทด้วยความหงุดหงิด "ตรงนั้น ฉันค้นไปสามรอบแล้ว... เอกสารมันไม่น่าจะอยู่ในนั้น.."
"แต่ว่า... ตรงนี้ยังไม่ได้เปิดเลยนะครับ" นัทชี้ไปที่ล็อกเกอร์
"นั่นล็อกเกอร์เก็บของส่วนตัว ฉันไม่เคยเก็บเอกสารไว้ในนั้นนะ"
แต่เมื่อนัทเอื้อมมือไปจับที่ประตูเหล็ก... เขาก็ต้องชะงัก! เพราะมือของเขาสัมผัสโดนมือเย็นเฉียบที่กำลังพยายามหมุนลูกบิดล็อกเกอร์!
"นี่ลุงกำลังเปิดให้อยู่นะ! ยื่นมือเข้าไปหยิบมันเลยหลาน!"
แกร๊ก!
ล็อกเกอร์เปิดออกอย่างง่ายดาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันควรจะล็อกอยู่แท้ๆ และเมื่อนัทมองเข้าไป... เขาก็เห็นแฟ้มสีน้ำเงินที่ถูกยัดอยู่ใต้เสื้อกาวน์สำรองตัวหนึ่ง!
"เจอแล้วครับคุณหมอภีม!" นัทหยิบแฟ้มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
หมอภีมถึงกับเดินเข้ามาดูด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด "เป็นไปได้ยังไง! ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ได้วางมันไว้ตรงนั้นนี่... และล็อกเกอร์นี่ฉันก็ล็อกไว้แล้วด้วย!"
เขาหันไปมองนัทด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... ไม่ใช่สายตาของความรำคาญ แต่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนค้นหา
"นายรู้ได้ยังไงว่ามันอยู่ตรงนี้" หมอภีมถามเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน
นัทถึงกับเหงื่อตกเลยทีเดียว รีบหาข้อแก้ตัว "เอ่อ... ผม... ผมเห็นเสื้อกาวน์คุณหมอพับอยู่ไม่เรียบร้อยครับ ก็เลยลองเปิดดูเผื่อว่าเอกสารมันจะปลิวเข้าไป... พอดีเลยครับ ที่มันอยู่ข้างใน"
ฟังไม่ขึ้นสักนิด แต่คุณหมอภีมกลับไม่พูดอะไร เขาเพียงแต่จ้องมองใบหน้าแดงก่ำของนัทอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับแฟ้มคืนไปอย่างช้า ๆ
"ขอบคุณ" เขาพูดออกมาสั้น ๆ แต่เป็นครั้งแรกที่นัทได้ยินคำนี้จากปากหมอภีม "แต่ครั้งหน้า ไม่ต้องนะ ฉันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับของส่วนตัว"
ถึงจะขอบคุณ... แต่ก็ยังไม่วายต้องต่อว่า นัทได้แต่ยืนก้มหน้า เพราะไม่กล้าด่าสวนกลับไป
แต่ทันใดนั้นเอง ผ้าก๊อซม้วนใหญ่ที่วางอยู่บนชั้นก็ร่วงลงมา ปึ้ก!
มันไม่ได้ร่วงลงพื้น... แต่มันร่วงลงมาแปะอยู่บนใบหน้าของหมอภีมพอดิบพอดี
"เอ้า! นี่คือรางวัลตอบแทนของไอ้หลานชาย! ถือเป็นค่าจ้างที่แกต้องช่วยมันหาของ!" ผีลุงจันทร์หัวเราะเสียงดังกว่าเดิม!
"โอ๊ย!" หมอภีมถึงกับผงะ! ทั้งมึนงงว่าของนั่นมันหล่นมาได้ไง
นัทกลั้นขำแทบไม่ไหว! เขาเห็นคุณหมอภีมผู้เย็นชาดึงผ้าก๊อซออกจากหน้าด้วยสีหน้าแบบว่า... 'นี่มันเวรซวยอะไรกันตั้งแต่ต้นปีวะะ!'
"ขอโทษครับคุณหมอภีม!" นัทกลั้นขำจนลูกกระเดือกสั่น แล้วรีบเดินเข้าไปช่วยเก็บผ้าก๊อซให้
“ฮ่าๆ ในที่สุด... ไอ้นัทหลานข้า ก็ได้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับเอ็งแล้ว ไอ้หมอ.. เป็นไงวะ หลานชายข้าเสน่ห์มันไม่เบาเลยใช่ป่ะ!”
เมื่อหนังจบลง แสงไฟในโรงฉายก็สว่างขึ้น หมอภีมรีบลุกขึ้นยืนทันทีอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาฟอร์มความเป็นคนเย็นชาเอาไว้ เขาเอ่ยว่า "ก็... ได้ความรู้ดี" พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงวิชาการเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนที่มือของเขาเพิ่งจะสัมผัสกับมือน้องนัทไปเมื่อครู่"ครับ สนุกมากเลยครับหมอภีม ขอบคุณนะครับ" นัทพูดด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ หัวใจของเขายังคงเต้นไม่เป็นจังหวะจากสัมผัสเมื่อกี้ขณะที่ทั้งสองเดินออกจากประตูโรงหนัง โดยมีคนตัวสูงเดินนำหน้าอย่างรักษาระยะห่างเพียงเล็กน้อย จู่ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างสดใส"อ้าว! ตายแล้ว! นั่น... นั่นหมอภีมกับน้องนัทคนน่ารัก ไม่ใช่เหรอคะ!?"ทั้งหมอภีมและน้องนัทหันไปมองพร้อมกัน และสิ่งที่เห็นก็คือ หมอเจตน์ แพทย์ศัลยกรรมเพื่อนสนิทของหมอภีม, พยาบาลน้ำหวาน ผู้ช่วยคนเก่ง, และ นุ่มนิ่มพยาบาลขาเม้ามอยอันดับหนึ่งของโรงพยาบาล! ทั้งสามคนกำลังยืนรอคิวซื้อตั๋วหนังอยู่ผีลุงจันทร์ ที่กำลังจะลอยตามไปติดๆ ถึงกับเบรกตัวโก่งกลางอากาศ 'เวรกรรม! พวกขาเม้าท์โรงพยาบาลมาได้ยังไงวะเนี่ย!'"โหหหหห! ไม่จริง!" นุ่มนิ่มยกมือทาบอกอย่างตกใจสุดขีด "นี่มันอะไรกันคะหมอภีม! พาน้องนัทมาดูหนั
หมอภีมยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน จ้องมองปากกาในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่หลากหลายในใจ โดยมีผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างๆ ส่งกระแสจิตสนับสนุนอย่างเต็มที่" เอาสิไอ้ภีม! โอกาสสุดท้ายแล้วโว้ย"หมอภีม "น้องนัท..."เจ้าของชื่อนัท ที่กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์รายงานอยู่ก็หยุดมือ และเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจรอฟัง "ครับ"อีกฝ่ายก่อนจะพูดบางอย่าง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด คราวนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้ความเย็นชาหรือความกระอักกระอ่วนมาขัดขวางอีกแล้ว เพราะเพิ่งผ่านสถานการณ์ความเป็นความตายมาหมาดๆ เรื่องนี้จึงควรเป็นเรื่องที่เล็กน้อยที่สุดในโลกหรือไม่และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทุ้มต่ำ แต่แฝงด้วยอำนาจสั่งการในแบบฉบับของเขาเอง ราวกับกำลังสั่งให้ไปหยิบผ้าก๊อซ หรือสั่งจ่ายยาอะไรสักอย่าง"เรื่องชุดออกงานนั่นน่ะ... ไม่ต้องส่งเลขาไปหรอก เสียเวลา" "ครับ.." นัททำหน้างงหมอภีมกล่าวอีก "นายกับฉันไปซื้อด้วยกัน พรุ่งนี้เช้า หลังฉันเสร็จธุระที่บ้านแม่"คนถูกสั่งนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด นี่ไม่ใช่คำพูดที่มาจากคนที่เพิ่งจะโยนบัตรเครดิตให้ไปจัดการเองเมื่
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางประตู สีหน้าทั้งหวาดกลัวและอ้อนวอน “เราคุยกันใหม่ได้ไหม พี่จะหางานเพิ่ม พี่จะไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว พี่ขอโท..”พาผลักเขาออกเบา ๆ แต่หนักพอจะทำให้เข้มสะดุดถอย “ฉันตัดสินใจแล้วเข้ม ไม่มีอะไรให้คุยอีก”“แต่ลูกกวาด… ครอบครัวเราจะ..”“พี่ไม่ต้องสอนฉันเรื่องครอบครัวนะ” เธอกัดฟัน “ตั้งแต่โดนโกง ฉันก็เป็นคนต้องวิ่งหาเงินทุกวัน พี่ทำอะไรได้บ้าง นอกจากหวังพึ่งน้ำใจคนอื่นไปวัน ๆ”คำพูดนั้นเหมือนเหล็กแหลมทิ่มทะลุหัวใจเข้ม เขาอ้าปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะทุกอย่างที่เธอว่า… มันจริงพาสะพายกระเป๋า หยิบรองเท้า แล้วเปิดประตูบ้านผุ ๆ ออกไปทันที ตรงหน้าบ้าน มีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ เขาสูงกว่าเข้ม ตัวใหญ่กว่า และเสื้อผ้าที่สวมใส่บ่งบอกถึงอีกฝ่ายไม่ใช่คนในสลัม ใบหน้าคมกริบพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่สะท้อนความมั่นใจว่า ผ
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษทวงหนี้ที่ตัวอักษรสีแดงฉานเหมือนรอยเลือด และสมุดบัญชีที่ตัวเลขแดงพรืดเหมือนเลือดคั่งในบาดแผลเก่า เธอไม่ได้แค่กุมขมับ แต่เป็นการโอบศีรษะไว้ราวกับกลัวว่ามันจะระเบิดออกด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าของเธอเหนื่อยล้าจนเกือบจะว่างเปล่า ดวงตาที่เคยมองโลกอย่างทะเยอทะยานบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดมิดเข้มเดินเข้ามาจากด้านนอก ความร้อนระอุของแดดอ่อน ๆ ยังติดอยู่บนเสื้อยืดเก่า ๆ ของเขา มือยังเปื้อนน้ำมันเครื่องสีดำคล้ำจากการรับจ้างซ่อมรถในซอย กลิ่นน้ำมันกับเหงื่อเป็นกลิ่นประจำตัวที่พาเคยชิน แต่ตอนนี้มันกลับเป็นกลิ่นแห่งความล้มเหลว“วันนี้พี่ได้มาแค่สามร้อยเองพา” เข้มพูดเสียงแผ่ว พยายามไม่สบตาเมียรัก “เขาบอกงานน้อย… พวกเด็กแว้นมันไม่ค่อยมาซ่อมกันเลยช่วงนี้.. แย่ชะมัด”พาไม่ตอบ เธอเพียงหายใจเข้าออกหนักๆ เสียงดัง




![เกิดใหม่เป็นตัวร้ายในซีรีส์วายเรื่องหนึ่ง [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






