ログインทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อครบกำหนดที่บุตรชายคนที่ 2 ของแม่ทัพได้ทำการปลุกจิตวิญญาณ
และเมื่อท่านแม่ทัพได้เห็นจิตวิญญาณเขาก็มีอาการดีใจเป็นอย่างมาก เพราะจิตวิญญาณของเด็กคนนี้ทรงพลังไม่ใช่น้อย "บุตรของข้าคนนี้ ช่างเป็นบุตรที่สวรรค์ส่งมานัก "แม่ทัพกล่าวอย่างดีใจ "แน่นอนเจ้าค่ะท่านพี่ ลูกของเรานั้นย่อมต้องแข็งแกร่งเหมือนท่านพี่" ฮูหยินรองกล่าวอย่างเอาใจ "ดี เจ้ากล่าวได้ถูกใจข้านัก พ่อบ้านไปเอาศิลาปราณอัคคีมา ข้าจะให้ลูกข้าดูดซัพพลังของมัน จิตวิญญาณเขานั้นคือ 'พยัคฆ์อัคคี 'เป็นธาตุไฟยิ่งดูดซัพย์ศิลาธาตุไฟมากเท่าใด เขาก็ยิ่งเลือนระดับเร็ว เท่านั้น"แม่ทัพเอ่ยบอกกับพ่อบ้าน เมื่อได้ยินเช่นนั้นพ่อบ้านก็ได้นำศิลาปราณอัคคี มาให้นายท่านจำนวน 10 ก้อน "เอาไปลูกพ่อ พ่อให้เจ้าเป็นของขวัญที่เจ้ามีจิตวิญญาณที่ทรงพลัง" เมื่อได้ยินเช่นนั้น 2 คนแม่ลูกก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและตื่นเต้น "ขอบคุณขอรับท่านพ่อลูกจะเร่งฝึก เพื่อให้ท่านพ่อไม่ผิดหวัง" เด็กน้อยกล่าวอย่างเอาใจพ่อของตน "ดี เจ้าช่างเป็นเด็กดีจริงๆไปเถอะ อย่าได้เสียเวลาเลย" แม่ทัพกล่าวกับลูกของตน "ขอรับท่านพ่อ "เมื่อพูดจบเด็กน้อยได้คารวะท่านพ่อแล้วเดินจูงมือแม่ของตนออกไป เมื่อสองแม่ลูกออกไปได้สักพักใบหน้าของแม่ทัพก็กลับมาเรียบนิ่ง แล้วได้กล่าวกับพ่อบ้านของตน "แล้วเจ้าเด็กนั่นเป็นยังไงบ้าง ''แม่ทัพเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เย็น "บ่าวไม่ทราบขอรับ ตั้งแต่บ่าวพาไปบ่าวก็ไม่เคยขึ้นไปหาอีกเลยขอรับ" พ่อบ้านกล่าวกับนายของตน "ดีปล่อยไว้เช่นนั้นแหละ ให้มันตายบนเขาได้ยิ่งดี แล้วเรื่องที่ข้าให้ไปทำไปถึงไหนแล้ว'' เขาได้ยิ้มอย่างชั่วร้ายแล้วเอ่ยถามถึงเรื่องที่ให้ไปทำ "บ่าวได้ปล่อยข่าวเรื่องของคุณชายใหญ่ไปแล้วขอรับ ตอนนี้ทั้งเมืองต่างรู้ว่าท่านแม่ทัพเสียบุตรชายคนโตไป จึงเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของบุตรชายคนโต จึงปิดจวนไม่ต้อนรับผู้ใด ขอรับ" พ่อบ้านได้กล่าวรายงานกับท่านแม่ทัพ "ดีมากเจ้าออกไปเถอะข้าจะพักผ่อน" "ขอรับ "เมื่อกล่าวจบพ่อบ้านได้คารวะแล้วหันหลังเดินออกไป "เจ้าเด็กไร้ประโยชน์ หวังว่าเจ้าจะตายไปแล้ว ไม่ต้องกลับมาทำให้ชื่อเสียงตระกูลข้าต้องเสื่อมเสีย" แม่ทัพกล่าวกับตัวเองแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาแห่งความไร้อารมณ์ ตัดกลับมาทางเด็กน้อย ที่ตอนนี้กำลังดูดซับลมปราณจากรอบตัวเข้าสู่ร่างกายด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง "เด็กน้อยเจ้ามาทำอะไรที่กลางป่าแห่งนี้หรือ"นักพรตชุดขาวเลยถามเด็กน้อยตรงหน้า เมื่อเด็กน้อยเห็นนักพรตตรงหน้า ก็ได้ทำการคารวะแล้วเอ่ยตอบ "ผู้น้อยนั้นมีเรื่องผิดใจกับที่บ้านท่านพ่อ ท่านแม่จึงตัดออกจากตระกูล แล้วขับไล่ออกมาขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยตอบนักพรตตรงหน้าด้วยความสัตย์จริง เมื่อนักพรตได้ยินเช่นนั้นจึงหันไปมองคนข้างกายตน เมื่ออีกคนเห็นก็ได้พยักหน้าเบาๆเป็นการตอบว่าคือเรื่องจริง "แล้วเจ้าออกมาได้นานหรือยัง "เมื่อได้ยินเช่นนั้นนักพรตกล่าวถามเด็กตรงหน้า "ผู้น้อยออกมาได้ปีนึงแล้วขอรับ " "แล้วเจ้าอยู่ที่นี่ผู้เดียวได้อย่างไร " "เป็นพ่อบ้านที่พาผู้น้อยออกมาแล้วสอนวิธีการเอาตัวรอดเมื่ออยู่คนเดียวขอรับ พร้อมทั้งหนึ่งในอนุของท่านพ่อได้มอบโอสถปลุกจิตพร้อมกับตำรา หยกวิชาและอีกหลายสิ่งให้ขอรับ "เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งสองคนจึงมองหน้ากันอีกครั้งแล้วพยักหน้ารับกันเบาๆแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า "เจ้าอยากเป็นศิษย์ของพวกข้าหรือไม่" นักพรตชุดขาวเอ่ยถามเด็กตรงหน้า เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจและดีใจไปพร้อมกัน "ท..ท่าน ท่านจะรับข้าเป็นศิษย์จริงๆหรือขอรับ "เด็กน้อยกล่าวถามอย่างตื่นเต้นและดีใจ "ใช่ ว่ายังไงล่ะจะกราบพวกข้าเป็นอาจารย์หรือไม่ " นักพรตชุดขาวเขาได้เอ่ยขึ้นมาเพื่อรอยยิ้มอันสว่างสดใส "ขอรับกราบขอรับ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็วิ่งเข้าไปที่เรือนของตนพร้อมชงชามา 2 จอก แล้วทำการยกน้ำชากราบมอบตัวเป็นศิษย์อาจารย์กับนักพรตทั้งสอง "ตอนนี้เจ้าอายุเท่าไหร่หรือ แล้วเจ้าชื่อแซ่อะไร พลังอยู่ในระดับไหนแล้ว" อาจารย์ชุดขาวได้เอ่ยถาม "ปีนี้ศิษย์อายุ 11 หนาวขอรับ ไม่มีแซ่เพราะบิดาไม่ให้ใช้ ส่วนชื่อนั้นศิษย์ชื่อ เฉียนเจิน ขอรับระดับลมปราณนั้นอยู่ที่ ระดับปลุกจิตขั้นที่ 2 ขอรับ " "อืม ถือว่าเจ้านั้นมีพรสวรรค์ด้านการฝึกไม่ใช่น้อย อยู่เพียงผู้เดียวในกลางป่าสามารถฝึกระดับพลัง จากก่อกำเนิดมาเป็นปลุกจิตได้ภายใน 1 ปีถือว่าเก่งมาก" อาจารย์กล่าวชมลูกศิษย์ "เรื่องนี้ต้องขอบคุณ อนุของท่านพ่อที่เขาได้ทิ้งตำราฝึกลมปราณพื้นฐานไว้ให้ ศิษย์เพียงทำตามวิธีการในตำราเท่านั้น" เด็กน้อยกล่าวยังถ่อมตัว "เมื่อเจ้ากราบพวกข้าเป็นอาจารย์แล้ว งั้นเจ้าก็ไปอยู่กับพวกข้าที่อารามของพวกข้าก็แล้วกัน" อาจารย์ชุดดำเอ่ยบอกแก่ลูกศิษย์ "เจ้ามีสิ่งใดจะทำหรือไม่ ถ้าไม่ก็ได้ไปกันเลย" อาจารย์เอ่ยถามกับลูกศิษย์ "ศิษย์ไม่มีงงสิ่งใดติดค้างแล้วขอรับ เพียงแต่เรือนหลังนี้ศิษย์จะเอาไปยังไงขอรับ "ลูกศิษย์ตัวน้อยเอ่ยบอกอาจารย์ตน "เจ้าเพียงแค่ถ่ายลมปราณเข้าไปแล้วตั้งจิตบอกให้มันกลับคืนมันก็จะย่อส่วนเท่าเดิม "เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็ได้ทำตามทันที เมื่อได้แล้วเด็กน้อยก็เดินมาหาอาจารย์ทันที "พวกเราจะเดินทางกันยังไงหรือขอรับ" ลูกศิษย์เคยถามอาจารย์ตน "พวกเราจะขี่สัตว์พาหนะไป "เมื่อกล่าวจบนักพรตชุดดำได้ผิวปากเรียกสัตว์พาหนะของตนทันที หลังจากผ่านไปได้ไม่นาน หงส์สวรรค์ตัวใหญ่ก็ได้บินลงมายืนอยู่ที่ตรงหน้าทั้ง 3 คน "นี่คือสัตว์พาหนะของข้า ไปเถอะก่อนจะมืดค่ำซะก่อน" เมื่อกล่าวจบนักพรตชุดดำได้นำทั้งสองคนขึ้นไปนั่งบนหงส์สวรรค์ทันที "เจ้าเป็นอันใดหรือไม่ ข้าเห็นเจ้านั่งเงียบมานานแล้ว"อาจารย์เอ่ยถามลูกศิษย์ตนด้วยความสงสัย "เปล่าขอรับศิษย์เพียงแค่ตื่นเต้นเท่านั้น ศิษย์ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้นั่งบนหลังของสัตว์อสูรเช่นนี้มาก่อน ก็เลยตื่นเต้นจนพูดไม่ออกขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยตอบอาจารย์ของตนเองด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น "แล้วเจ้าอยากมีสัตว์พาหนะเป็นของตัวเองหรือไม่เล่า "อาจารย์เอ่ยถาม "อยากขอรับศิษย์อยากมีมากเลยขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยยังตื่นเต้นเมื่อคิดว่าตนจะมีเป็นของตัวเองบ้าง "เช่นนั้นเจ้าต้องรีบฝึกให้แข็งแกร่งแล้วอาจารย์จะพาเจ้าไปหาสัตว์พาหนะของตัวเอง" "ขอรับ ศิษย์จะตั้งใจฝึกอย่างดีเลยขอรับท่านอาจารย์ " "ดีถ้าเช่นนั้นจงจับให้แน่นๆอาจารย์จะพาเจ้าไปยังอาราม ให้เร็วที่สุด" เวลาผ่านไปได้3 ชั่วยามในที่สุดศิษย์อาจารย์ทั้ง 3 ก็มาถึงยังยอดเขาแห่งหนึ่ง ยอดเขานี้นั้นมีดอกท้อบานสะพรั่งเต็มทั้งยอดเขา ความงามของมันนั้นไม่มีที่ติ "เป็นยังไงบ้างที่นี่น่าอยู่หรือไม่ "เมื่อลงมาถึงอาจารย์ถามลูกศิษย์ของตนด้วยความอยากรู้ "น่าอยู่มากขอรับท่านอาจารย์ "ศิษย์เอ่ยตอบอาจารย์ตนด้วยน้ำเสียงอันสดใส "เช่นนั้นก็ดีแล้วไปเถอะเข้าไปด้านในกัน เดินทางมาเหนื่อยๆควรต้องพักผ่อนก่อน "เมื่อกล่าวจบอาจารย์ได้จูงมือพาลูกศิษย์ของตนเข้าไปด้านในทันที "เด็กน้อยห้องของเจ้าอยู่ฝั่งซ้ายมือ ส่วนห้องของอาจารย์ทั้ง 2 อยู่ฝั่งขวามือ เจ้าไปพักผ่อนเถอะเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มเรียน" เมื่อกล่าวจบนักพรต ทั้งสองก็เดินเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยไม่รอฟังคำพูดของลูกศิษย์ เช้าวันต่อมา "เอาล่ะเมื่อคืนพวกอาจารย์ทั้งสองคนนั้นได้ปรึกษากันแล้วว่าจะให้เจ้าใช้แซ่ของอาจารย์ ตัวข้ามีนามว่า 'ป๋ายหมิงชี 'ส่วนอาจารย์ชุดดำมีนามว่า 'เจ๋อเยียนชิง' ข้าจะให้เจ้าใช้แซ่ป๋ายของข้าเจ้าตกลงหรือไม่ "อาจารย์ถามความสมัครใจ ของลูกศิษย์ตน เมื่อได้ยินเช่นนั้นเด็กน้อยก็มีน้ำตาบนใบหน้าร้องไห้ด้วยความดีใจ "ศิษย์ข้าเจ้าจะร้องไห้ไปใย หืมเด็กดี'' อาจารย์ได้กล่าวกับลูกศิษย์ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ใจดี "ฮึก ๆ ศิษย์เพียงแค่ดีใจขอรับท่านอาจารย์ตัวของศิษย์นั้นไม่เคยคิดว่า จะมีคนใจดีกับศิษย์เช่นนี้ "เด็กน้อยสะอื้นตอบ "เอาล่ะเลิกร้องไห้ได้แล้วเจ้าเด็กขี้แย ต่อไปเจ้าคือ ป๋ายเฉียนเจิน ศิษย์เพียงคนเดียวของพวกข้าทั้งสองเลิกร้องได้แล้วศิษย์ข้า "อาจารย์ยกมือลูบหัวแล้วเอ่ยบอก "ก่อนเริ่มเรียนเจ้าต้องรู้ก่อนว่าที่นี่คือที่ใด ที่แห่งนี้คือป่าท้อสวรรค์ ตั้งอยู่ทางชายแดนแคว้น หมิง อารามแห่งนี้มีชื่อว่า อารามชิงชิว เป็นอารามที่พวกอาจารย์ทั้งสองคนอาศัยอยู่มาเป็นแสนปีแล้ว" เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ตาโตด้วยความตกใจไม่คิดว่าอาจารย์ตนจะมีอายุมากถึงเพียงนี้ "เจ้าคงสงสัยใช่หรือไม่ว่าเหตุใดอาจารย์ทั้งสองนั้นถึงมีอายุมากขนาดนี้ อาจารย์ทั้งสองนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่นักพรตแต่เป็นเทพ "เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจยิ่งกว่าเดิมด้วยไม่คิดว่าอาจารย์ของตนเป็นถึงเทพ "ท..ท่านไม่ได้หลอกศิษย์เล่นใช่หรือไม่ "เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา อาจารย์หัวเราะเบาๆแล้วกลับคืนสู่ร่างเทพ ทันที " ข้าคือเทพจิ้งจอกราตรี ส่วนอาจารย์อีกคนของเจ้าคือเทพหงสาสุริยัน ทีนี้เจ้าเชื่อพวกข้าหรือยัง"อาจารย์เอ่ยเย้าแหย่บอกลูกศิษย์ของตัวเอง "ขอรับศิษย์เชื่อแล้วขอรับ" เมื่อได้ยินเช่นนั้นอาจารย์ทั้งสองก็กลับคืนสู่ร่างมนุษย์ "ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาเริ่มเรียนกันเถอะ ขั้นแรกก่อนเริ่มฝึกเจ้าแต่ต้องมีระดับลมปราณอยู่ที่ปลุกจิตขั้นที่ 9 เจ้าถึงจะเริ่มเรียนกับพวกข้าได้เพราะลมปากของเจ้าในตอนนี้ไม่สามารถรับวิชาความรู้ทั้งหมดของพวกข้าได้ เดี๋ยวข้าจะพาไปที่น้ำตกธารสวรรค์ให้เจ้าไปแช่ตัวพร้อมดูดซับลมปราณจากน้ำตก ลมปราณของเจ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว "เมื่อกล่าวจบอาจารย์เจ๋อ ก็ได้เดินนำพาลูกศิษย์ของตนไปที่น้ำตก เมื่อถึงน้ำตกอาจารย์ก็ได้นำผลท้อสวรรค์มาวางไว้ให้ลูกศิษย์ที่ริมน้ำตก "เมื่อระดับพลังของเจ้ายังไม่ถึงระดับปลุกจิตขั้นที่ 9 ห้ามเจ้าขึ้นจากน้ำตกแห่งนี้เด็ดขาด จงจำคำของข้าไว้ ไม่ว่ากับทรมานแค่ไหนก็ห้ามขึ้น เข้าใจหรือไม่ " "ขอรับท่านอาจารย์ "ลูกศิษย์เอ่ยบอกอาจารย์ตนด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็ง "ดีถ้าเช่นนั้นอาจารย์จะไปรอเจ้าที่อาราม เมื่อเจ้าเลือนระดับเสร็จให้เรียกอาจารย์ อาจารย์จะมารับเจ้าทันที " "ขอรับ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยจึงเริ่มปลดอาภรณ์ของตนจนเหลือเพียงแค่เสื้อขาวตัวข้างในแล้วค่อยๆก้าวลงไปยังน้ำตกทันที สัมผัสแรกที่เด็กน้อยรู้สึกได้เมื่อปลายเท้าแตะโดนน้ำตกคือความเย็นอย่างมหาศาลค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างท่วมท้น เมื่อเด็กน้อยลงไปแช่ในน้ำได้ครึ่งตัวร่างกายของเขาตอนนี้ราวกับถูกแช่แข็ง จนเขาต้องใช้ลมปราณขับความร้อนออกมาต้านความเย็น แต่พอผ่านไปได้สักพักเด็กน้อยก็เริ่มสังเกตได้ว่าระดับของตนค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อเด็กน้อยรู้ดังนั้นจึงเร่งขับลมปราณออกมาต้านความเย็นมากกว่าเดิม เด็กน้อยทำอยู่อย่างนี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์โดยไม่ได้ขยับตัวตัวแม้แต่น้อย จนระดับของเขาในตอนนี้อยู่ที่ปลุกจิตขั้นที่ 9 เมื่อถึงตอนนี้เด็กน้อยก็ค่อยๆลืมตาขึ้น ด้วยอาการที่อ่อนล้าเนื่องจากไม่ได้กินอะไรเลยมาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ "ในที่สุดข้าก็มาถึงขั้นที่ 9 จนได้" เด็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แห้ง แล้วก้มลงดื่มน้ำในน้ำตกด้วยความหิวกระหาย และกินท้อสวรรค์ที่อาจารย์นำมาวางไว้ให้อย่างมูมมาม เมื่อกินเสร็จเด็กน้อยจึงเอ่ยเรียกอาจารย์ตน "ท่านอาจารย์ขอรับศิษย์เลื่อนระดับมาจนถึงขั้นที่ 9 แล้วขอรับ" เมื่อกล่าวจบอาจารย์ทั้งสองคนก็ได้มาปรากฏตัวที่หน้าของลูกศิษย์ทันที "เจ้าเป็นเช่นไรบ้างมีอาการอะไรหรือไม่" อาจารย์ป๋าย ถามด้วยความเป็นห่วง "ศิษย์ไม่เป็นอันใดขอรับเพียงแค่อ่อนล้าเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ "เด็กน้อยเอ่ยตอบ "เช่นนั้นก็ดีข้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่ " "ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์ที่เป็นห่วงศิษย์" "ไปเถอะรีบกลับอารามไปพักผ่อนเดี๋ยวคืนนี้เจ้าจะต้องทำการตัดผ่านระดับ เดี๋ยวร่างกายเจ้าจะไม่ไหวเอา"อาจารย์เจ๋อได้เอ่ยบอก เมื่อกล่าวจบอาจารย์ทั้งสองก็ได้พาเด็กน้อยไปเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่แล้วพาไปนอนทันที เมื่อถึงยามจื่อ( 23.00-24.59) อาจารย์ได้ปลุกเด็กน้อยขึ้นมาเพื่อจะทำการเลื่อนระดับ จากปลุกจิตไปเป็นปฐพี "ท่านอาจารย์ขอรับเหตุใดจึงต้องเป็นยามนี้ขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยถามอาจารย์ตนด้วยสีหน้าที่ง่วง "เพราะยามนี้เป็นเวลาที่ลมปราณบริสุทธิ์ที่สุดและมากที่สุดกว่าทุกยาม ถ้าเจ้าเลื่อนระดับในตอนนี้ มีโอกาสที่จะขึ้นไปหลายระดับในครั้งเดียว" "เอาล่ะอย่าได้เสียเวลาเลยเจ้าจงมานั่งที่นี่แล้วเริ่มดูดซับลมปราณเถิด "อาจารย์เจ๋อเคยบอกอย่างเร่งรีบ เมื่ออาจารย์กล่าวจบเด็กน้อยก็ไปนั่งบนแท่นทันทีแล้วเริ่มลงมือดูดซัพพลังบริสุทธิ์รอบกาย เมื่อถึงรุ่งเช้าเด็กน้อยที่นั่งดูดซัพลมปราณมาทั้งคืนก็ค่อยๆลืมตาขึ้น "เป็นอย่างไรบ้างมีอาการผิดปกติใดๆหรือไม่" อาจารย์เอ่ยถามอย่างเป็นกังวล "ไม่มีอาการผิดปกติใดขอรับ" "แล้วตอนนี้ระดับของเจ้าอยู่ที่เท่าใดเล่า" "ตอนนี้ระดับของศิษย์อยู่ที่ปฐพีขั้นที่ 3 แล้วขอรับ" ลูกศิษย์เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่ดีใจ "เช่นนั้นก็ดีต่อจากนี้อาจารย์ทั้งสองนั้นจะถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่อาจารย์เรียนรู้มาตอนยังเป็นมนุษย์อยู่ให้แก่เจ้าทั้งหมด " "เจ้าจงนั่งสมาธิแล้วหลับตาพร้อมดูดซัพสิ่งที่อาจารย์ทั้งสองถ่ายทอดเข้าไปให้เจ้า "เมื่อกล่าวจบอาจารย์ทั้งสองก็แยกกันไปนั่งบนบัลลังก์ของตนทันที แล้วรวบรวมพลังส่งไปที่เด็กน้อยที่นั่งอยู่ตรงกลางอย่างเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไป 4 ชั่วยามการถ่ายทอดวิชาความรู้ครั้งนี้จึงจบลง "เป็นเช่นไรบ้างเจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง "อาจารย์ ป๋ายเอ่ยถาม "ศิษย์ไม่เป็นอันใดขอรับตอนนี้ศิษย์เพียงรู้สึกแค่ปวดศีรษะเป็นอย่างมากขอรับ คงเป็นเพราะมีความรู้มากมายหลั่งไหลเข้ามาในศีรษะขอรับ" "ถ้าเจ้าไม่เป็นอะไรเช่นนี้ก็ดีแล้ว ในช่วง 2-3 วันนี้เจ้าอย่าเพิ่งฝึกสิ่งใด จงเรียบเรียงวิชาความรู้ทั้งหมดก่อนค่อยเริ่มฝึก" อาจารย์เอ่ยบอกแก่ลูกศิษย์ เและมื่อเวลาผ่านไปได้ 5 วันเด็กน้อยได้ทำการเรียบเรียงวิชาความรู้ในหัวทั้งหมด "เสร็จแล้วรึ งั้นเจ้าจงไปฝึกตามทั้งหมดที่เจ้าเข้าใจ ถ้ามีวิชาใดไม่เข้าใจจงมาถามแก่พวกข้า รับสิ่งนี้ไปสิ "เมื่อกล่าวจบอาจารย์ได้ยื่นกระบี่ไผ่หยกให้หนึ่งด้าม "นี่คือกระบี่ไผ่หยกเป็นวิชาที่อาจารย์ทั้งสองคิดค้นมาเพื่อจะสั่งสอนให้เจ้าใช่เป็นวิชาประจำตัว" "กระบี่เล่มนี้แม้ไม่ใช่ของอาวุธระดับสูง แต่ก็ง่ายต่อการใช้งาน เคล็ดวิชาของกระบี่นี้คือ กายข้าพริ้วไหวดั่งต้นไผ่ยามลู่ลม กระบี่ข้านั้นไซร้ รวดเร็วดั่งใบไผ่ต้องลม เจ้าเข้าใจหรือไม่" "ศิษย์เข้าใจขอรับถ้าเช่นนั้น ศิษย์ขอตัวไปฝึกวิชากระบี่นี้ก่อน " "เช่นนั้นก็ไปเถิด ถ้ามีสิ่งใดไม่เข้าใจจงมาถามอาจารย์ของเจ้าได้ทุกเมื่อ " "ขอรับท่านอาจารย์ "เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยได้คารวะอาจารย์แล้วรีบวิ่งไปยังลานฝึกทันที วันเวลาผ่านไป 10 ปี เด็กน้อยน่ารักในวันนั้นยามนี้โตขึ้นเป็นบุรุษที่มีใบหน้างดงามราวเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ ร่างกายนั้นขาวดุจดั่งหิมะ มีดวงตาที่กลมโตราวกับดวงจันทร์ที่เต็มดวงกลางทองนภา เกศายาวสลวยถึงกลางหลังสีดำสนิทราวกับปีกกา ไม่ว่ามองจากมุมใด บุรุษหนุ่มผู้นี้ก็งดงามราวอิสตรีเพศชวนให้ลุ่มหลง อาภรณ์ที่สวมใส่นั้น สีน้ำเงินครามราวกับท้องทะเล "ท่านอาจารย์ศิษย์ฝึกตามที่ท่านอาจารย์บอกทั้งหมดแล้วขอรับ" น้ำเสียงที่ใส่ราวระฆังแก้วเอ่ยบอกแก่อาจารย์ตน "เช่นนั้นหรือ อาจารย์ทั้งสองก็ไม่มีสิ่งใดจะสอนเจ้าแล้ว ตอนนี้เจ้าอยู่ระดับนภาขั้นที่ 3 แล้วเจ้ามีที่ใดจะไปหรือไม่ อาจารย์จะพาเจ้าไปส่ง" อาจารย์ลูกศิษย์ของตนด้วยความรักความเอ็นดู "ศิษย์ขอกล่าวกับอาจารย์ตามตรง ศิษย์นั้นมีความแค้นอยู่ในใจ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาศิษย์ไม่เคยลืมขอรับ "ลูกศิษย์คนงามเอ่ยบอกแก่อาจารย์ตน "ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะไปแก้แค้นที่ใดหรือ" อาจารย์เจ๋อเอ่ยถามกับลูกศิษย์ตน "ศิษย์มีความแค้นที่จวนตระกูลหลี่ขอรับ ความแค้นที่ศิษย์ไม่ได้รับความเป็นธรรม ความแค้นที่ศิษย์ถูกขับไล่ออกจากตระกูลด้วยความโลภของคนเพียงคนเดียวขอรับ" ร่างบางตรงหน้าเอ่ยบอกแก่อาจารย์ตน "ถ้าเช่นนั้นอาจารย์จะพาเจ้าไปส่งที่เมืองหลวง เพราะในอีก 1 สัปดาห์จะมีการจัดงานประลองยุทธขึ้น" "เจ้าจงเข้าร่วมงานประลองนี้เพื่อแก้แค้นคนในตระกูล และเจ้าจงจำไว้การที่เจ้าแก้แค้นด้วยการฆ่านั้นมันเป็นบาปติดตัวเปล่าๆ เจ้าจงแก้แค้นด้วยการทำให้ตระกูลหลี่นั้นอับอายและตกต่ำ นั่นเป็นการแก้แค้นที่ดีที่สุด " "ไปเถอะก่อนเริ่มงานประลองอาจารย์จะพาเจ้าไปจับสัตว์อสูรมาเป็นสัตว์พาหนะ " เมื่อกล่าวจบอาจารย์ทั้งสองก็ได้พาลูกศิษย์ตนเข้าไปยังป่าอสูรเพื่อที่จะจับสัตว์อสูรมา สร้างพันธะทันที "เจ้าต้องการสัตว์อสูรประเภทใดหรืออาจารย์จะได้พาเจ้าไปถูก "อาจารย์ป๋ายเอ่ยถามลูกศิษย์ตน "ศิษย์อยากได้เป็นสัตว์ที่บินได้ขอรับแล้วสามารถช่วยศิษย์โจมตีได้ มีพลังทำลายล้างที่รุนแรงขอรับ" ร่างบางเอ่ยบอกกับอาจารย์ตน "เช่นนั้นอาจารย์จะพาเจ้าไปที่เผ่าวิหคสวรรค์เจ้าจงเตรียมตัวให้ดีเผ่านี้มีพลังโจมตีที่รุนแรงแล้วเย่อหยิ่งมากนะเจ้าจงหาตัวที่เจ้าคิดว่าจะสามารถสยบมันได้ เจ้าจงหาทางทำให้มันสยบแก่เจ้าให้ได้ เข้าใจหรือไม่" อาจารย์เจ๋อเอ่ยบอกลูกศิษย์ตน "ขอรับท่านอาจารย์ " "ถ้าเช่นนั้นก็ดี ไปเถิดถึงแล้ว เจ้าจงฟังคำพูดของอาจารย์ไว้ว่าอย่าแสดงท่าทีว่าเจ้าสูงส่งกว่าพวกมันเข้าใจหรือไม่" ลูกศิษย์ขานรับแล้วเดินเข้าไปยังที่อยู่ของเผ่าวิหคสวรรค์ทันที เมื่อเข้ามาถึงวิหคสวรรค์นับพันตัวก็มองมาที่ร่างบาง ด้วยสายตาที่เย่อหยิ่ง ร่างบางไม่สนใจหันมองไปเรื่อยๆจนไปพบกับวิหคสวรรค์ตัวนึงที่ดูจืดจางกว่าพวก นั่งหลบมุมอยู่ที่โขดหินริมแม่น้ำ เมื่อเห็นดังนั้นร่างบางจึงเดินตรงเข้าไปหามันทันที "เจ้าสนใจจะไปอยู่กับข้าหรือไม่ "ร่างบางเอ่ยถามวิหคสวรรค์ตัวนี้ทันที เมื่อได้ยินดังนั้นวิหคตัวน้อยนี้ก็เงยหน้าขึ้นมามองร่างบางด้วยแววตาที่สับสนว่าทำไมถึงเลือกตน "เจ้านั้นไม่เหมือนตัวอื่นที่มองข้าด้วยสายตาอันเหยียดหยาม ข้าเห็นเจ้านั้นทำให้ข้านึกถึงตัวข้าในอดีตก็เท่านั้นเอง"ร่างบางยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยบอกกับสัตว์อสูรตรงหน้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นวิหคสวรรค์ตัวนี้ ก็คิดอีกเล็กน้อยแล้วพะงกหัวยอมรับ ร่างบางยิ้มด้วยความดีใจแล้วทำการหยดเลือดของตนไปที่ศีรษะของวิหคสวรรค์ตัวนี้ทันทีพร้อมกับเผยขึ้นมาว่า "ข้าป๋ายเฉียนเจิน ขอทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรตนนี้เจ้ายอมรับข้าหรือไม่ "เมื่อสัตว์อสูรขานรับก็ปรากฏวงสีแดงขึ้นตรงที่หน้าผากของวิหคสวรรค์ทันที นั่นเป็นเครื่องหมายว่าการทำพันธะครั้งนี้สำเร็จ "งั้นข้าจะตั้งชื่อเจ้าว่า "เทียนเอ๋อ "เจ้าชอบหรือไม่'' ร่างบางเอ่ยถามวิหคสวรรค์ด้วยรอยยิ้ม เมื่อวิหคสวรรค์ได้รับการตั้งชื่อขนของมันที่สีจืดจางกลับกลายเป็นมีสีสันที่สดใสและงดงามพร้อมระดับพลังก็ปรากฏขึ้น "เป็นไปได้ยังไง "ร่างบางเอ่ยอย่างตกใจเมื่อเห็นระดับพลังของ เทียนเอ๋อ สัตว์อสูรตรงหน้านี้ แท้จริงแล้วเป็นสัตว์อสูรระดับตำนานเกือบถึงขั้นสวรรค์แล้ว เมื่อเทียนเอ๋อได้เห็นอย่างนั้น ก็ส่งเสียงร้องด้วยความขบขันเจ้านายตน เมื่อป๋ายเฉียนเจิน ได้ยินเสียงร้องก็หลุดออกจากความคิดของตน "ไปเถอะป่านนี้อาจารย์คงรอแย่แล้ว" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้ขึ้นไปขี่บนหลังของเทียนเอ๋อทันที แล้วบอกให้บินไปทางที่อาจารย์อยู่ "ท่านอาจารย์ขอรับ ศิษย์ทำพันธสัญญาได้แล้วขอรับ "เมื่อเห็นอาจารย์ตนร่างบางก็เอ่ยออกมาด้วยความดีใจ "เจ้าเก่งมาก ศิษย์รักของข้า" อาจารย์ป๋ายเอ่ยบอกพร้อมกับรูปหัวป๋ายเฉียนเจิน "อะแหม ไปกันได้แล้วมั้งได้สัตว์พันธะมาแล้วนี่ ''อาจารย์เจ๋อบอกอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นคนรักตนลูบหัวผู้อื่น เมื่อเห็นเช่นนั้น 2 ศิษย์อาจารย์หัวเราะด้วยความชอบใจ เมื่อหัวเราะชอบใจสักพัก ศิษย์อาจารย์ทั้ง 3 ก็ได้พากันไปยังเมืองหลวงของแคว้นทันที เมื่อมาถึงเมืองหลวง "ศิษย์รักของข้า ไม่ว่าเจ้าจะโกรธแค้นมากเพียงใด พวกเขาก็ยังเป็นพ่อแม่ของเจ้า ถ้าจะทำสิ่งใดจงอย่าทำให้ถึงแก่ชีวิตเข้าใจหรือไม่" ป๋ายหมิงชิงบอกแก่ลูกศิษย์ "ขอรับท่านอาจารย์ศิษย์จะจำคำนี้ไว้ไม่มีวันลืมขอรับ " "ถ้าเช่นนั้นคงถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้วเจ้าก็จงไปตามทางของเจ้า อาจารย์ทั้งสองก็จะกลับไปทำงานของอาจารย์ ที่ทิ้งมาหลายปีบนสวรรค์ จากกันครั้งนี้ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบอาจารย์ขอให้เจ้าโชคดีพบเจอแต่ความสุข" เมื่ออาจารย์ได้กล่าวจบใบหน้างามก็เต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่กั้นเอาไว้ไม่อยู่ "อย่าได้ร้องไปเลยศิษย์ข้าเมื่อมีเจอย่อมมีจากเป็นเรื่องธรรมดา ถึงแม้เจ้าจะงดงามแต่อาจารย์ชอบใบหน้าเจ้าที่มีรอยยิ้มมากกว่า " เจ๋อเยียนชิง ได้กล่าวกับศิษย์ตน "ขอรับศิษย์ไม่ร้องแล้วขอรับ "เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยได้ยกมือปาดน้ำตาทั้งสองข้างออก "เช่นนั้นแหละดีแล้วเด็กดีเอาล่ะได้เวลาที่อาจารย์ต้องไปแล้ว แล้วพบกันใหม่ "เมื่อกล่าวจบอาจารย์ทั้งสองก็ได้หายตัวกลายเป็นแสงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าทันทีแล้วหายไป อาจารย์จากไปได้สักพักเด็กน้อยหันไปที่ประตูเมืองแล้วกล่าวว่า " ตระกูลหลี่ข้ากลับมาแล้วจงเตรียมตัวรับการแก้แค้นของข้าให้ดีๆ '' ขอต่ออดีตอีกสักตอนนะครับถ้าจะเขียนในตอนเดียวมันยาวเกินไปครับขอบคุณครับ จบไปแล้วนะครับกับอีกหนึ่งตอนเป็นยังไงบ้างครับสนุกไหมครับถ้าสนุกฝากกันคอมเม้นเยอะๆนะครับผมอ่านทุกคอมเม้นแน่นอนครับขอบคุณครับเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เด็กน้อยทั้งหลายได้เดินมาพร้อมกับเทียนเอ๋อ แล้วมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบัลลังก์เทพเพื่อรอผู้เป็นอาจารย์เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก ผู้เป็นอาจารย์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอยู่ที่หน้าบัลลังก์พร้อมรูปโฉมที่เปลี่ยนไป "พวกเจ้าแปลกใจใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดรูปลักษณ์ข้าถึงเปลี่ยนไป นั่นเพราะข้าแปลงโฉมเพื่อลงไปที่โลกมนุษย์ ถ้าข้าลงไปทั้งรูปลักษณ์นี้ ชาวเมืองคงแตกตื่นน่าดู " ร่างบางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง ราวกลับเป็นเรื่องสนุก "เอาล่ะอย่าได้เสียเวลาเลย พวกเรามาเริ่มปลุกพลังจิตกันเถอะ" ร่างบางเอ่ยขึ้นพร้อมหยิบโอสถปลุกพลังจิตออกมา แล้วเรียกลูกศิษย์มาทีละคน "เอาล่ะเริ่มจากเจ้าก่อนเลยแล้วกัน ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่" ร่างบางเอ่ยกับป๋ายเป้าซานเมื่อผู้ที่ถูกเรียกได้ยินก็ได้ก้าวเดินออกมาข้างหน้า พร้อมรับโอสถที่อาจารย์มอบให้ "เจ้าจงหยดเลือดลงไป 1 หยด แล้วกลืนโอสถทันที" เมื่อป๋ายเป้าซานได้ยินเช่นนั้นก็ทำตามวิธีของอาจารย์ทันทีเมื่อผ่านไปได้ 1 เค่อ ด้านหลังของป๋ายเป้าซานก็ได้ปรากฏ จิตวิญญาณออกมา จิตวิญญาณตนนั้นมีชื่อว่า จักรพรรดิแห่งแสงพลังของจักรพรรดิแห่งแสงคือ สามารถใช้แสงจากทุกสรรพส
เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักร่างบางก็ได้ตื่นขึ้น และได้นั่งทำการเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดอย่างช้าๆ "โอ้โหชีวิตนี้ผ่านอะไรมานักหนา อยู่มานานถึง 6,000 ปี แต่ไม่ได้ไปไหนเลยน่าเบื่อตาย "ร่างบางกล่าวอย่างเสียดายเวลา"ถ้าเช่นนั้นข้าลงเขาดีกว่าไปหาอะไรทำบนโลกมนุษย์บ้าง ให้สมกับชีวิตนี้ได้เกิดใหม่อีกครั้ง" แต่ทันใดนั้นได้มีเสียงประหลาดดังออกมาจากข้างนอก ร่างบางจึงเดินออกไปดูพร้อมถือไม้เท้าไปด้วย เมื่อออกมานั้นร่างบางได้เห็นบางสิ่งลอยอยู่บนอากาศ เมื่อร่างบางเดินเข้าไปใกล้จะยกมือสัมผัสก็ได้มีเสียงดังขึ้นมา "เทพป๋ายเฉียนเจิน รับบัญชา" มีเสียงปรากฏขึ้นมาอีกครั้งเสียงนั้นชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิง "ไม่ทราบว่าเป็นเสียงผู้ใด "ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างสงสัย "ข้าคือเจตจำนงแห่งสามโลกเป็นผู้เลื่อนระดับเจ้าจากมนุษย์กลายเป็นเทพ ข้ามี 2 ทางให้เจ้าเลือก 1 ไปอยู่สวรรค์พร้อมรับตำแหน่งมหาเทพ 2 อยู่บนโลกมนุษย์เป็นมหาเทพแห่งธาตุ เจ้าจะเลือกทางใด" เจตจำนงแห่งสามโลกเอ่ยถาม "แต่ละเส้นทางต่างกันเช่นไรขอรับ "ร่างบางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "ถ้าเจ้าเลือกเส้นทางที่ 1 เจ้าจะไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับโลกมนุษย์ได้อีกเลย เพราะตัวเจ
ณ ที่กลางลานประลอง มีบุรุษ 2 คนยืนอยู่คนนึงเป็นชายร่างบาง ส่วนอีกคนนึงเป็นชายร่างหนาสมส่วนดั่งชาตรี ยืนจ้องหน้ากันไม่มีใครขยับตัว คนดูที่อยู่นอกลานประลอง ต่างก็เกร็งด้วยลุ้นว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน "เจ้าเป็นผู้ใดกันเหตุใดจึงกล้าจ้องหน้าข้า เจ้าช่างอาจหาญไม่กลัวตายนัก "หลี่จินกัง เอ่ยบอกอย่างไม่ชอบใจ ที่ใครก็ไม่รู้มาจ้องตน ''เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใดกัน เหตุใดข้าจะจ้องหน้าเจ้าไม่ได้" ร่างบางเอ่ยบอกอย่างไม่สบอารมณ์ "ผู้ที่กล้าเอ่ยกับข้าเช่นนี้ล้วนไม่เคยมีใครตายดีสักคน" หลี่จินกัง เอ่ยย่างโมโห "หึ เช่นนั้นก็ต้องดูว่าเจ้าจะมีความสามารถหรือไม่" ร่างบางกล่าวยั่วยุบุรุษตรงหน้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นลี่จินกัง ก็โมโหอย่างที่สุด"เจ้า!!! ช่างบังอาจนักไม่รู้จักประมาณตน วันนี้แหละข้าจะทำให้เจ้าต้องร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตจากข้า" เมื่อกล่าวจบเขาก็ได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาทันที ตรงหน้าของร่างบางนั้นตอนนี้ปรากฏ พยัคฆ์อัคคีขนาดใหญ่ เมื่อผู้ชมงานประลองได้เห็นเช่นนั้นต่าง ตะโกนออกมาด้วยความชื่นชม "ช่างยิ่งใหญ่อาจหาญนัก สมแล้วที่เป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่" ชาวบ้านคนหนึ่งเคยบอก"เป็นเช่นนั้นข้าเห็นด้วยกับเจ้
ณ ลานประลองกลางเมือง "ผู้อาวุโสข้ามาสมัครประลองขอรับ" ร่างบางเอ่ยแก่ชายชราตรงหน้า"เจ้ามีสำนักหรือไม่ ""ไม่มีขอรับ ข้าเป็นผู้ฝึกตนพเนจร "เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายชราตรงหน้าก็หยิบกระดาษแผ่นนึงมาให้กรอกชื่อ"ค่าสมัคร 10 เหรียญเงิน แล้วเจ้าก็จงเขียนชื่อตรงนี้ แล้วตามเข้ามาเพื่อที่จะวัดระดับพลังว่าผ่านหรือไม่ ""เสร็จแล้วขอรับ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็หยิบเงินให้ชายชราจำนวน 10 เหรียญเงิน"งั้นตามข้าเข้ามา" เมื่อกล่าวจบชายชราได้เดินนำร่างบางเข้าไปข้างใน เมื่อเข้ามาถึงก็ได้พบลูกแก้วสีดำลูกนึง"เจ้าเอามือวางบนลูกแก้วแล้วถ่ายพลังเข้าไป เมื่อลูกแก้วขึ้นสีเขียวแปลว่าผ่าน "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้วางมือบนลูกแก้วพร้อมถ่ายพลังเข้าไปทันทีแล้วลูกแก้วปรากฏแสงสีเขียวขึ้นเป็นอันจบขั้นตอน "นี่ ป้ายหมายเลขของเจ้า อีก 2 วันให้เจ้ามาที่นี่ในยามเฉิน(7.00-8.59) ถ้าเจ้ามาไม่ทันถือว่าเจ้าสละสิทธิ์เข้าใจหรือไม่ ""เข้าใจขอรับ "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้รับป้ายหมายเลขแล้วเดินออกจากห้องทดสอบทันที"โห เหตุใดคนถึงมากขนาดนี้ ขนาดข้ามาถึงก่อนวันงานประลองตั้ง 2 วันข้ายังได้หมายเลขที่ 2,002 ก่อนจะถึงวันประลองนี่คนจะขึ้นไปถึงข
ทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อครบกำหนดที่บุตรชายคนที่ 2 ของแม่ทัพได้ทำการปลุกจิตวิญญาณและเมื่อท่านแม่ทัพได้เห็นจิตวิญญาณเขาก็มีอาการดีใจเป็นอย่างมาก เพราะจิตวิญญาณของเด็กคนนี้ทรงพลังไม่ใช่น้อย"บุตรของข้าคนนี้ ช่างเป็นบุตรที่สวรรค์ส่งมานัก "แม่ทัพกล่าวอย่างดีใจ"แน่นอนเจ้าค่ะท่านพี่ ลูกของเรานั้นย่อมต้องแข็งแกร่งเหมือนท่านพี่" ฮูหยินรองกล่าวอย่างเอาใจ"ดี เจ้ากล่าวได้ถูกใจข้านัก พ่อบ้านไปเอาศิลาปราณอัคคีมา ข้าจะให้ลูกข้าดูดซัพพลังของมัน จิตวิญญาณเขานั้นคือ 'พยัคฆ์อัคคี 'เป็นธาตุไฟยิ่งดูดซัพย์ศิลาธาตุไฟมากเท่าใด เขาก็ยิ่งเลือนระดับเร็ว เท่านั้น"แม่ทัพเอ่ยบอกกับพ่อบ้าน เมื่อได้ยินเช่นนั้นพ่อบ้านก็ได้นำศิลาปราณอัคคี มาให้นายท่านจำนวน 10 ก้อน"เอาไปลูกพ่อ พ่อให้เจ้าเป็นของขวัญที่เจ้ามีจิตวิญญาณที่ทรงพลัง" เมื่อได้ยินเช่นนั้น 2 คนแม่ลูกก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและตื่นเต้น"ขอบคุณขอรับท่านพ่อลูกจะเร่งฝึก เพื่อให้ท่านพ่อไม่ผิดหวัง" เด็กน้อยกล่าวอย่างเอาใจพ่อของตน"ดี เจ้าช่างเป็นเด็กดีจริงๆไปเถอะ อย่าได้เสียเวลาเลย" แม่ทัพกล่าวกับลูกของตน"ขอรับท่านพ่อ "เมื่อพูดจบเด็กน้อยได้คารวะท่านพ่อแล้วเดินจูงมือแ
ทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อเรื่องราวจบต่างคนต่างเดินกับเรือนนอนของตัวเองด้วยสีหน้าและแววตาที่ต่างกัน "ลูกแม่ แม่ได้กำจัดเสี้ยนหนามที่ขวางทางลูกออกให้แล้ว นับแต่นี้ไปลูกจงเข้าไปหา พ่อของเจ้าให้มากๆ ให้พ่อเจ้าเอ็นดูเจ้า เจ้าจะได้เป็นประมุขตระกูลคนต่อไปเข้าใจหรือไม่ "ฮูหยินรองเอ่ยบอกกับลูกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข "ท่านแม่ทำเช่นนี้ ท่านไม่กลัวท่านพ่อจะจับได้รึ "แม้ลูกชายจะยินดีที่กำจัดเสี้ยนหนามออกไปได้แล้ว แต่เขาก็มีความหวาดกลัวอยู่ในใจไม่น้อยกลัวว่าท่านพ่อจะจับได้ "พ่อของเจ้าไม่มีทางรู้หรอก เรื่องนี้มีแค่เราสองคนแม่ลูกที่รู้ถึง ถึงแม้พ่อเจ้ารู้มันก็คงจะสายเกินไปแล้ว" ผู้เป็นมารดาได้เอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่เป็นมิตร"แต่ท่านแม่"เด็กน้อยกล่าวอย่างกังวลใจ"เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ไปหรอก เจ้าเตรียมตัวเพื่อที่จะปลุกจิตวิญญาณเถอะ อีก 3 เดือนก็ถึงเวลาของเจ้าแล้ว" เมื่อผู้เป็นมารดาได้เห็นว่าบุตรชายจะเอ่ยเรื่องไร้สาระออกมานางก็ได้เอ่ยตัดทันที"ขอรับท่านแม่ "เมื่อกล่าวจบ 2 คนแม่ลูกก็ได้เดินจูงมือกันไปยังเรือนเรือนท่านแม่ทัพเพื่อที่จะให้ลูกไปอ้อนบิดาเมื่อสองคนแม่ลูกเดินผ่านไปได้ไม่นานก็ได้ปร







