LOGINทางด้านจวนแม่ทัพเมื่อครบกำหนดที่บุตรชายคนที่ 2 ของแม่ทัพได้ทำการปลุกจิตวิญญาณ
และเมื่อท่านแม่ทัพได้เห็นจิตวิญญาณเขาก็มีอาการดีใจเป็นอย่างมาก เพราะจิตวิญญาณของเด็กคนนี้ทรงพลังไม่ใช่น้อย "บุตรของข้าคนนี้ ช่างเป็นบุตรที่สวรรค์ส่งมานัก "แม่ทัพกล่าวอย่างดีใจ "แน่นอนเจ้าค่ะท่านพี่ ลูกของเรานั้นย่อมต้องแข็งแกร่งเหมือนท่านพี่" ฮูหยินรองกล่าวอย่างเอาใจ "ดี เจ้ากล่าวได้ถูกใจข้านัก พ่อบ้านไปเอาศิลาปราณอัคคีมา ข้าจะให้ลูกข้าดูดซัพพลังของมัน จิตวิญญาณเขานั้นคือ 'พยัคฆ์อัคคี 'เป็นธาตุไฟยิ่งดูดซัพย์ศิลาธาตุไฟมากเท่าใด เขาก็ยิ่งเลือนระดับเร็ว เท่านั้น"แม่ทัพเอ่ยบอกกับพ่อบ้าน เมื่อได้ยินเช่นนั้นพ่อบ้านก็ได้นำศิลาปราณอัคคี มาให้นายท่านจำนวน 10 ก้อน "เอาไปลูกพ่อ พ่อให้เจ้าเป็นของขวัญที่เจ้ามีจิตวิญญาณที่ทรงพลัง" เมื่อได้ยินเช่นนั้น 2 คนแม่ลูกก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและตื่นเต้น "ขอบคุณขอรับท่านพ่อลูกจะเร่งฝึก เพื่อให้ท่านพ่อไม่ผิดหวัง" เด็กน้อยกล่าวอย่างเอาใจพ่อของตน "ดี เจ้าช่างเป็นเด็กดีจริงๆไปเถอะ อย่าได้เสียเวลาเลย" แม่ทัพกล่าวกับลูกของตน "ขอรับท่านพ่อ "เมื่อพูดจบเด็กน้อยได้คารวะท่านพ่อแล้วเดินจูงมือแม่ของตนออกไป เมื่อสองแม่ลูกออกไปได้สักพักใบหน้าของแม่ทัพก็กลับมาเรียบนิ่ง แล้วได้กล่าวกับพ่อบ้านของตน "แล้วเจ้าเด็กนั่นเป็นยังไงบ้าง ''แม่ทัพเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เย็น "บ่าวไม่ทราบขอรับ ตั้งแต่บ่าวพาไปบ่าวก็ไม่เคยขึ้นไปหาอีกเลยขอรับ" พ่อบ้านกล่าวกับนายของตน "ดีปล่อยไว้เช่นนั้นแหละ ให้มันตายบนเขาได้ยิ่งดี แล้วเรื่องที่ข้าให้ไปทำไปถึงไหนแล้ว'' เขาได้ยิ้มอย่างชั่วร้ายแล้วเอ่ยถามถึงเรื่องที่ให้ไปทำ "บ่าวได้ปล่อยข่าวเรื่องของคุณชายใหญ่ไปแล้วขอรับ ตอนนี้ทั้งเมืองต่างรู้ว่าท่านแม่ทัพเสียบุตรชายคนโตไป จึงเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของบุตรชายคนโต จึงปิดจวนไม่ต้อนรับผู้ใด ขอรับ" พ่อบ้านได้กล่าวรายงานกับท่านแม่ทัพ "ดีมากเจ้าออกไปเถอะข้าจะพักผ่อน" "ขอรับ "เมื่อกล่าวจบพ่อบ้านได้คารวะแล้วหันหลังเดินออกไป "เจ้าเด็กไร้ประโยชน์ หวังว่าเจ้าจะตายไปแล้ว ไม่ต้องกลับมาทำให้ชื่อเสียงตระกูลข้าต้องเสื่อมเสีย" แม่ทัพกล่าวกับตัวเองแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาแห่งความไร้อารมณ์ ตัดกลับมาทางเด็กน้อย ที่ตอนนี้กำลังดูดซับลมปราณจากรอบตัวเข้าสู่ร่างกายด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง "เด็กน้อยเจ้ามาทำอะไรที่กลางป่าแห่งนี้หรือ"นักพรตชุดขาวเลยถามเด็กน้อยตรงหน้า เมื่อเด็กน้อยเห็นนักพรตตรงหน้า ก็ได้ทำการคารวะแล้วเอ่ยตอบ "ผู้น้อยนั้นมีเรื่องผิดใจกับที่บ้านท่านพ่อ ท่านแม่จึงตัดออกจากตระกูล แล้วขับไล่ออกมาขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยตอบนักพรตตรงหน้าด้วยความสัตย์จริง เมื่อนักพรตได้ยินเช่นนั้นจึงหันไปมองคนข้างกายตน เมื่ออีกคนเห็นก็ได้พยักหน้าเบาๆเป็นการตอบว่าคือเรื่องจริง "แล้วเจ้าออกมาได้นานหรือยัง "เมื่อได้ยินเช่นนั้นนักพรตกล่าวถามเด็กตรงหน้า "ผู้น้อยออกมาได้ปีนึงแล้วขอรับ " "แล้วเจ้าอยู่ที่นี่ผู้เดียวได้อย่างไร " "เป็นพ่อบ้านที่พาผู้น้อยออกมาแล้วสอนวิธีการเอาตัวรอดเมื่ออยู่คนเดียวขอรับ พร้อมทั้งหนึ่งในอนุของท่านพ่อได้มอบโอสถปลุกจิตพร้อมกับตำรา หยกวิชาและอีกหลายสิ่งให้ขอรับ "เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งสองคนจึงมองหน้ากันอีกครั้งแล้วพยักหน้ารับกันเบาๆแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า "เจ้าอยากเป็นศิษย์ของพวกข้าหรือไม่" นักพรตชุดขาวเอ่ยถามเด็กตรงหน้า เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจและดีใจไปพร้อมกัน "ท..ท่าน ท่านจะรับข้าเป็นศิษย์จริงๆหรือขอรับ "เด็กน้อยกล่าวถามอย่างตื่นเต้นและดีใจ "ใช่ ว่ายังไงล่ะจะกราบพวกข้าเป็นอาจารย์หรือไม่ " นักพรตชุดขาวเขาได้เอ่ยขึ้นมาเพื่อรอยยิ้มอันสว่างสดใส "ขอรับกราบขอรับ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็วิ่งเข้าไปที่เรือนของตนพร้อมชงชามา 2 จอก แล้วทำการยกน้ำชากราบมอบตัวเป็นศิษย์อาจารย์กับนักพรตทั้งสอง "ตอนนี้เจ้าอายุเท่าไหร่หรือ แล้วเจ้าชื่อแซ่อะไร พลังอยู่ในระดับไหนแล้ว" อาจารย์ชุดขาวได้เอ่ยถาม "ปีนี้ศิษย์อายุ 11 หนาวขอรับ ไม่มีแซ่เพราะบิดาไม่ให้ใช้ ส่วนชื่อนั้นศิษย์ชื่อ เฉียนเจิน ขอรับระดับลมปราณนั้นอยู่ที่ ระดับปลุกจิตขั้นที่ 2 ขอรับ " "อืม ถือว่าเจ้านั้นมีพรสวรรค์ด้านการฝึกไม่ใช่น้อย อยู่เพียงผู้เดียวในกลางป่าสามารถฝึกระดับพลัง จากก่อกำเนิดมาเป็นปลุกจิตได้ภายใน 1 ปีถือว่าเก่งมาก" อาจารย์กล่าวชมลูกศิษย์ "เรื่องนี้ต้องขอบคุณ อนุของท่านพ่อที่เขาได้ทิ้งตำราฝึกลมปราณพื้นฐานไว้ให้ ศิษย์เพียงทำตามวิธีการในตำราเท่านั้น" เด็กน้อยกล่าวยังถ่อมตัว "เมื่อเจ้ากราบพวกข้าเป็นอาจารย์แล้ว งั้นเจ้าก็ไปอยู่กับพวกข้าที่อารามของพวกข้าก็แล้วกัน" อาจารย์ชุดดำเอ่ยบอกแก่ลูกศิษย์ "เจ้ามีสิ่งใดจะทำหรือไม่ ถ้าไม่ก็ได้ไปกันเลย" อาจารย์เอ่ยถามกับลูกศิษย์ "ศิษย์ไม่มีงงสิ่งใดติดค้างแล้วขอรับ เพียงแต่เรือนหลังนี้ศิษย์จะเอาไปยังไงขอรับ "ลูกศิษย์ตัวน้อยเอ่ยบอกอาจารย์ตน "เจ้าเพียงแค่ถ่ายลมปราณเข้าไปแล้วตั้งจิตบอกให้มันกลับคืนมันก็จะย่อส่วนเท่าเดิม "เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็ได้ทำตามทันที เมื่อได้แล้วเด็กน้อยก็เดินมาหาอาจารย์ทันที "พวกเราจะเดินทางกันยังไงหรือขอรับ" ลูกศิษย์เคยถามอาจารย์ตน "พวกเราจะขี่สัตว์พาหนะไป "เมื่อกล่าวจบนักพรตชุดดำได้ผิวปากเรียกสัตว์พาหนะของตนทันที หลังจากผ่านไปได้ไม่นาน หงส์สวรรค์ตัวใหญ่ก็ได้บินลงมายืนอยู่ที่ตรงหน้าทั้ง 3 คน "นี่คือสัตว์พาหนะของข้า ไปเถอะก่อนจะมืดค่ำซะก่อน" เมื่อกล่าวจบนักพรตชุดดำได้นำทั้งสองคนขึ้นไปนั่งบนหงส์สวรรค์ทันที "เจ้าเป็นอันใดหรือไม่ ข้าเห็นเจ้านั่งเงียบมานานแล้ว"อาจารย์เอ่ยถามลูกศิษย์ตนด้วยความสงสัย "เปล่าขอรับศิษย์เพียงแค่ตื่นเต้นเท่านั้น ศิษย์ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้นั่งบนหลังของสัตว์อสูรเช่นนี้มาก่อน ก็เลยตื่นเต้นจนพูดไม่ออกขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยตอบอาจารย์ของตนเองด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น "แล้วเจ้าอยากมีสัตว์พาหนะเป็นของตัวเองหรือไม่เล่า "อาจารย์เอ่ยถาม "อยากขอรับศิษย์อยากมีมากเลยขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยยังตื่นเต้นเมื่อคิดว่าตนจะมีเป็นของตัวเองบ้าง "เช่นนั้นเจ้าต้องรีบฝึกให้แข็งแกร่งแล้วอาจารย์จะพาเจ้าไปหาสัตว์พาหนะของตัวเอง" "ขอรับ ศิษย์จะตั้งใจฝึกอย่างดีเลยขอรับท่านอาจารย์ " "ดีถ้าเช่นนั้นจงจับให้แน่นๆอาจารย์จะพาเจ้าไปยังอาราม ให้เร็วที่สุด" เวลาผ่านไปได้3 ชั่วยามในที่สุดศิษย์อาจารย์ทั้ง 3 ก็มาถึงยังยอดเขาแห่งหนึ่ง ยอดเขานี้นั้นมีดอกท้อบานสะพรั่งเต็มทั้งยอดเขา ความงามของมันนั้นไม่มีที่ติ "เป็นยังไงบ้างที่นี่น่าอยู่หรือไม่ "เมื่อลงมาถึงอาจารย์ถามลูกศิษย์ของตนด้วยความอยากรู้ "น่าอยู่มากขอรับท่านอาจารย์ "ศิษย์เอ่ยตอบอาจารย์ตนด้วยน้ำเสียงอันสดใส "เช่นนั้นก็ดีแล้วไปเถอะเข้าไปด้านในกัน เดินทางมาเหนื่อยๆควรต้องพักผ่อนก่อน "เมื่อกล่าวจบอาจารย์ได้จูงมือพาลูกศิษย์ของตนเข้าไปด้านในทันที "เด็กน้อยห้องของเจ้าอยู่ฝั่งซ้ายมือ ส่วนห้องของอาจารย์ทั้ง 2 อยู่ฝั่งขวามือ เจ้าไปพักผ่อนเถอะเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มเรียน" เมื่อกล่าวจบนักพรต ทั้งสองก็เดินเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยไม่รอฟังคำพูดของลูกศิษย์ เช้าวันต่อมา "เอาล่ะเมื่อคืนพวกอาจารย์ทั้งสองคนนั้นได้ปรึกษากันแล้วว่าจะให้เจ้าใช้แซ่ของอาจารย์ ตัวข้ามีนามว่า 'ป๋ายหมิงชี 'ส่วนอาจารย์ชุดดำมีนามว่า 'เจ๋อเยียนชิง' ข้าจะให้เจ้าใช้แซ่ป๋ายของข้าเจ้าตกลงหรือไม่ "อาจารย์ถามความสมัครใจ ของลูกศิษย์ตน เมื่อได้ยินเช่นนั้นเด็กน้อยก็มีน้ำตาบนใบหน้าร้องไห้ด้วยความดีใจ "ศิษย์ข้าเจ้าจะร้องไห้ไปใย หืมเด็กดี'' อาจารย์ได้กล่าวกับลูกศิษย์ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ใจดี "ฮึก ๆ ศิษย์เพียงแค่ดีใจขอรับท่านอาจารย์ตัวของศิษย์นั้นไม่เคยคิดว่า จะมีคนใจดีกับศิษย์เช่นนี้ "เด็กน้อยสะอื้นตอบ "เอาล่ะเลิกร้องไห้ได้แล้วเจ้าเด็กขี้แย ต่อไปเจ้าคือ ป๋ายเฉียนเจิน ศิษย์เพียงคนเดียวของพวกข้าทั้งสองเลิกร้องได้แล้วศิษย์ข้า "อาจารย์ยกมือลูบหัวแล้วเอ่ยบอก "ก่อนเริ่มเรียนเจ้าต้องรู้ก่อนว่าที่นี่คือที่ใด ที่แห่งนี้คือป่าท้อสวรรค์ ตั้งอยู่ทางชายแดนแคว้น หมิง อารามแห่งนี้มีชื่อว่า อารามชิงชิว เป็นอารามที่พวกอาจารย์ทั้งสองคนอาศัยอยู่มาเป็นแสนปีแล้ว" เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ตาโตด้วยความตกใจไม่คิดว่าอาจารย์ตนจะมีอายุมากถึงเพียงนี้ "เจ้าคงสงสัยใช่หรือไม่ว่าเหตุใดอาจารย์ทั้งสองนั้นถึงมีอายุมากขนาดนี้ อาจารย์ทั้งสองนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่นักพรตแต่เป็นเทพ "เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจยิ่งกว่าเดิมด้วยไม่คิดว่าอาจารย์ของตนเป็นถึงเทพ "ท..ท่านไม่ได้หลอกศิษย์เล่นใช่หรือไม่ "เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา อาจารย์หัวเราะเบาๆแล้วกลับคืนสู่ร่างเทพ ทันที " ข้าคือเทพจิ้งจอกราตรี ส่วนอาจารย์อีกคนของเจ้าคือเทพหงสาสุริยัน ทีนี้เจ้าเชื่อพวกข้าหรือยัง"อาจารย์เอ่ยเย้าแหย่บอกลูกศิษย์ของตัวเอง "ขอรับศิษย์เชื่อแล้วขอรับ" เมื่อได้ยินเช่นนั้นอาจารย์ทั้งสองก็กลับคืนสู่ร่างมนุษย์ "ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาเริ่มเรียนกันเถอะ ขั้นแรกก่อนเริ่มฝึกเจ้าแต่ต้องมีระดับลมปราณอยู่ที่ปลุกจิตขั้นที่ 9 เจ้าถึงจะเริ่มเรียนกับพวกข้าได้เพราะลมปากของเจ้าในตอนนี้ไม่สามารถรับวิชาความรู้ทั้งหมดของพวกข้าได้ เดี๋ยวข้าจะพาไปที่น้ำตกธารสวรรค์ให้เจ้าไปแช่ตัวพร้อมดูดซับลมปราณจากน้ำตก ลมปราณของเจ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว "เมื่อกล่าวจบอาจารย์เจ๋อ ก็ได้เดินนำพาลูกศิษย์ของตนไปที่น้ำตก เมื่อถึงน้ำตกอาจารย์ก็ได้นำผลท้อสวรรค์มาวางไว้ให้ลูกศิษย์ที่ริมน้ำตก "เมื่อระดับพลังของเจ้ายังไม่ถึงระดับปลุกจิตขั้นที่ 9 ห้ามเจ้าขึ้นจากน้ำตกแห่งนี้เด็ดขาด จงจำคำของข้าไว้ ไม่ว่ากับทรมานแค่ไหนก็ห้ามขึ้น เข้าใจหรือไม่ " "ขอรับท่านอาจารย์ "ลูกศิษย์เอ่ยบอกอาจารย์ตนด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็ง "ดีถ้าเช่นนั้นอาจารย์จะไปรอเจ้าที่อาราม เมื่อเจ้าเลือนระดับเสร็จให้เรียกอาจารย์ อาจารย์จะมารับเจ้าทันที " "ขอรับ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยจึงเริ่มปลดอาภรณ์ของตนจนเหลือเพียงแค่เสื้อขาวตัวข้างในแล้วค่อยๆก้าวลงไปยังน้ำตกทันที สัมผัสแรกที่เด็กน้อยรู้สึกได้เมื่อปลายเท้าแตะโดนน้ำตกคือความเย็นอย่างมหาศาลค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างท่วมท้น เมื่อเด็กน้อยลงไปแช่ในน้ำได้ครึ่งตัวร่างกายของเขาตอนนี้ราวกับถูกแช่แข็ง จนเขาต้องใช้ลมปราณขับความร้อนออกมาต้านความเย็น แต่พอผ่านไปได้สักพักเด็กน้อยก็เริ่มสังเกตได้ว่าระดับของตนค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อเด็กน้อยรู้ดังนั้นจึงเร่งขับลมปราณออกมาต้านความเย็นมากกว่าเดิม เด็กน้อยทำอยู่อย่างนี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์โดยไม่ได้ขยับตัวตัวแม้แต่น้อย จนระดับของเขาในตอนนี้อยู่ที่ปลุกจิตขั้นที่ 9 เมื่อถึงตอนนี้เด็กน้อยก็ค่อยๆลืมตาขึ้น ด้วยอาการที่อ่อนล้าเนื่องจากไม่ได้กินอะไรเลยมาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ "ในที่สุดข้าก็มาถึงขั้นที่ 9 จนได้" เด็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แห้ง แล้วก้มลงดื่มน้ำในน้ำตกด้วยความหิวกระหาย และกินท้อสวรรค์ที่อาจารย์นำมาวางไว้ให้อย่างมูมมาม เมื่อกินเสร็จเด็กน้อยจึงเอ่ยเรียกอาจารย์ตน "ท่านอาจารย์ขอรับศิษย์เลื่อนระดับมาจนถึงขั้นที่ 9 แล้วขอรับ" เมื่อกล่าวจบอาจารย์ทั้งสองคนก็ได้มาปรากฏตัวที่หน้าของลูกศิษย์ทันที "เจ้าเป็นเช่นไรบ้างมีอาการอะไรหรือไม่" อาจารย์ป๋าย ถามด้วยความเป็นห่วง "ศิษย์ไม่เป็นอันใดขอรับเพียงแค่อ่อนล้าเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ "เด็กน้อยเอ่ยตอบ "เช่นนั้นก็ดีข้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่ " "ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์ที่เป็นห่วงศิษย์" "ไปเถอะรีบกลับอารามไปพักผ่อนเดี๋ยวคืนนี้เจ้าจะต้องทำการตัดผ่านระดับ เดี๋ยวร่างกายเจ้าจะไม่ไหวเอา"อาจารย์เจ๋อได้เอ่ยบอก เมื่อกล่าวจบอาจารย์ทั้งสองก็ได้พาเด็กน้อยไปเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่แล้วพาไปนอนทันที เมื่อถึงยามจื่อ( 23.00-24.59) อาจารย์ได้ปลุกเด็กน้อยขึ้นมาเพื่อจะทำการเลื่อนระดับ จากปลุกจิตไปเป็นปฐพี "ท่านอาจารย์ขอรับเหตุใดจึงต้องเป็นยามนี้ขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยถามอาจารย์ตนด้วยสีหน้าที่ง่วง "เพราะยามนี้เป็นเวลาที่ลมปราณบริสุทธิ์ที่สุดและมากที่สุดกว่าทุกยาม ถ้าเจ้าเลื่อนระดับในตอนนี้ มีโอกาสที่จะขึ้นไปหลายระดับในครั้งเดียว" "เอาล่ะอย่าได้เสียเวลาเลยเจ้าจงมานั่งที่นี่แล้วเริ่มดูดซับลมปราณเถิด "อาจารย์เจ๋อเคยบอกอย่างเร่งรีบ เมื่ออาจารย์กล่าวจบเด็กน้อยก็ไปนั่งบนแท่นทันทีแล้วเริ่มลงมือดูดซัพพลังบริสุทธิ์รอบกาย เมื่อถึงรุ่งเช้าเด็กน้อยที่นั่งดูดซัพลมปราณมาทั้งคืนก็ค่อยๆลืมตาขึ้น "เป็นอย่างไรบ้างมีอาการผิดปกติใดๆหรือไม่" อาจารย์เอ่ยถามอย่างเป็นกังวล "ไม่มีอาการผิดปกติใดขอรับ" "แล้วตอนนี้ระดับของเจ้าอยู่ที่เท่าใดเล่า" "ตอนนี้ระดับของศิษย์อยู่ที่ปฐพีขั้นที่ 3 แล้วขอรับ" ลูกศิษย์เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่ดีใจ "เช่นนั้นก็ดีต่อจากนี้อาจารย์ทั้งสองนั้นจะถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่อาจารย์เรียนรู้มาตอนยังเป็นมนุษย์อยู่ให้แก่เจ้าทั้งหมด " "เจ้าจงนั่งสมาธิแล้วหลับตาพร้อมดูดซัพสิ่งที่อาจารย์ทั้งสองถ่ายทอดเข้าไปให้เจ้า "เมื่อกล่าวจบอาจารย์ทั้งสองก็แยกกันไปนั่งบนบัลลังก์ของตนทันที แล้วรวบรวมพลังส่งไปที่เด็กน้อยที่นั่งอยู่ตรงกลางอย่างเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไป 4 ชั่วยามการถ่ายทอดวิชาความรู้ครั้งนี้จึงจบลง "เป็นเช่นไรบ้างเจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง "อาจารย์ ป๋ายเอ่ยถาม "ศิษย์ไม่เป็นอันใดขอรับตอนนี้ศิษย์เพียงรู้สึกแค่ปวดศีรษะเป็นอย่างมากขอรับ คงเป็นเพราะมีความรู้มากมายหลั่งไหลเข้ามาในศีรษะขอรับ" "ถ้าเจ้าไม่เป็นอะไรเช่นนี้ก็ดีแล้ว ในช่วง 2-3 วันนี้เจ้าอย่าเพิ่งฝึกสิ่งใด จงเรียบเรียงวิชาความรู้ทั้งหมดก่อนค่อยเริ่มฝึก" อาจารย์เอ่ยบอกแก่ลูกศิษย์ เและมื่อเวลาผ่านไปได้ 5 วันเด็กน้อยได้ทำการเรียบเรียงวิชาความรู้ในหัวทั้งหมด "เสร็จแล้วรึ งั้นเจ้าจงไปฝึกตามทั้งหมดที่เจ้าเข้าใจ ถ้ามีวิชาใดไม่เข้าใจจงมาถามแก่พวกข้า รับสิ่งนี้ไปสิ "เมื่อกล่าวจบอาจารย์ได้ยื่นกระบี่ไผ่หยกให้หนึ่งด้าม "นี่คือกระบี่ไผ่หยกเป็นวิชาที่อาจารย์ทั้งสองคิดค้นมาเพื่อจะสั่งสอนให้เจ้าใช่เป็นวิชาประจำตัว" "กระบี่เล่มนี้แม้ไม่ใช่ของอาวุธระดับสูง แต่ก็ง่ายต่อการใช้งาน เคล็ดวิชาของกระบี่นี้คือ กายข้าพริ้วไหวดั่งต้นไผ่ยามลู่ลม กระบี่ข้านั้นไซร้ รวดเร็วดั่งใบไผ่ต้องลม เจ้าเข้าใจหรือไม่" "ศิษย์เข้าใจขอรับถ้าเช่นนั้น ศิษย์ขอตัวไปฝึกวิชากระบี่นี้ก่อน " "เช่นนั้นก็ไปเถิด ถ้ามีสิ่งใดไม่เข้าใจจงมาถามอาจารย์ของเจ้าได้ทุกเมื่อ " "ขอรับท่านอาจารย์ "เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยได้คารวะอาจารย์แล้วรีบวิ่งไปยังลานฝึกทันที วันเวลาผ่านไป 10 ปี เด็กน้อยน่ารักในวันนั้นยามนี้โตขึ้นเป็นบุรุษที่มีใบหน้างดงามราวเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ ร่างกายนั้นขาวดุจดั่งหิมะ มีดวงตาที่กลมโตราวกับดวงจันทร์ที่เต็มดวงกลางทองนภา เกศายาวสลวยถึงกลางหลังสีดำสนิทราวกับปีกกา ไม่ว่ามองจากมุมใด บุรุษหนุ่มผู้นี้ก็งดงามราวอิสตรีเพศชวนให้ลุ่มหลง อาภรณ์ที่สวมใส่นั้น สีน้ำเงินครามราวกับท้องทะเล "ท่านอาจารย์ศิษย์ฝึกตามที่ท่านอาจารย์บอกทั้งหมดแล้วขอรับ" น้ำเสียงที่ใส่ราวระฆังแก้วเอ่ยบอกแก่อาจารย์ตน "เช่นนั้นหรือ อาจารย์ทั้งสองก็ไม่มีสิ่งใดจะสอนเจ้าแล้ว ตอนนี้เจ้าอยู่ระดับนภาขั้นที่ 3 แล้วเจ้ามีที่ใดจะไปหรือไม่ อาจารย์จะพาเจ้าไปส่ง" อาจารย์ลูกศิษย์ของตนด้วยความรักความเอ็นดู "ศิษย์ขอกล่าวกับอาจารย์ตามตรง ศิษย์นั้นมีความแค้นอยู่ในใจ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาศิษย์ไม่เคยลืมขอรับ "ลูกศิษย์คนงามเอ่ยบอกแก่อาจารย์ตน "ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะไปแก้แค้นที่ใดหรือ" อาจารย์เจ๋อเอ่ยถามกับลูกศิษย์ตน "ศิษย์มีความแค้นที่จวนตระกูลหลี่ขอรับ ความแค้นที่ศิษย์ไม่ได้รับความเป็นธรรม ความแค้นที่ศิษย์ถูกขับไล่ออกจากตระกูลด้วยความโลภของคนเพียงคนเดียวขอรับ" ร่างบางตรงหน้าเอ่ยบอกแก่อาจารย์ตน "ถ้าเช่นนั้นอาจารย์จะพาเจ้าไปส่งที่เมืองหลวง เพราะในอีก 1 สัปดาห์จะมีการจัดงานประลองยุทธขึ้น" "เจ้าจงเข้าร่วมงานประลองนี้เพื่อแก้แค้นคนในตระกูล และเจ้าจงจำไว้การที่เจ้าแก้แค้นด้วยการฆ่านั้นมันเป็นบาปติดตัวเปล่าๆ เจ้าจงแก้แค้นด้วยการทำให้ตระกูลหลี่นั้นอับอายและตกต่ำ นั่นเป็นการแก้แค้นที่ดีที่สุด " "ไปเถอะก่อนเริ่มงานประลองอาจารย์จะพาเจ้าไปจับสัตว์อสูรมาเป็นสัตว์พาหนะ " เมื่อกล่าวจบอาจารย์ทั้งสองก็ได้พาลูกศิษย์ตนเข้าไปยังป่าอสูรเพื่อที่จะจับสัตว์อสูรมา สร้างพันธะทันที "เจ้าต้องการสัตว์อสูรประเภทใดหรืออาจารย์จะได้พาเจ้าไปถูก "อาจารย์ป๋ายเอ่ยถามลูกศิษย์ตน "ศิษย์อยากได้เป็นสัตว์ที่บินได้ขอรับแล้วสามารถช่วยศิษย์โจมตีได้ มีพลังทำลายล้างที่รุนแรงขอรับ" ร่างบางเอ่ยบอกกับอาจารย์ตน "เช่นนั้นอาจารย์จะพาเจ้าไปที่เผ่าวิหคสวรรค์เจ้าจงเตรียมตัวให้ดีเผ่านี้มีพลังโจมตีที่รุนแรงแล้วเย่อหยิ่งมากนะเจ้าจงหาตัวที่เจ้าคิดว่าจะสามารถสยบมันได้ เจ้าจงหาทางทำให้มันสยบแก่เจ้าให้ได้ เข้าใจหรือไม่" อาจารย์เจ๋อเอ่ยบอกลูกศิษย์ตน "ขอรับท่านอาจารย์ " "ถ้าเช่นนั้นก็ดี ไปเถิดถึงแล้ว เจ้าจงฟังคำพูดของอาจารย์ไว้ว่าอย่าแสดงท่าทีว่าเจ้าสูงส่งกว่าพวกมันเข้าใจหรือไม่" ลูกศิษย์ขานรับแล้วเดินเข้าไปยังที่อยู่ของเผ่าวิหคสวรรค์ทันที เมื่อเข้ามาถึงวิหคสวรรค์นับพันตัวก็มองมาที่ร่างบาง ด้วยสายตาที่เย่อหยิ่ง ร่างบางไม่สนใจหันมองไปเรื่อยๆจนไปพบกับวิหคสวรรค์ตัวนึงที่ดูจืดจางกว่าพวก นั่งหลบมุมอยู่ที่โขดหินริมแม่น้ำ เมื่อเห็นดังนั้นร่างบางจึงเดินตรงเข้าไปหามันทันที "เจ้าสนใจจะไปอยู่กับข้าหรือไม่ "ร่างบางเอ่ยถามวิหคสวรรค์ตัวนี้ทันที เมื่อได้ยินดังนั้นวิหคตัวน้อยนี้ก็เงยหน้าขึ้นมามองร่างบางด้วยแววตาที่สับสนว่าทำไมถึงเลือกตน "เจ้านั้นไม่เหมือนตัวอื่นที่มองข้าด้วยสายตาอันเหยียดหยาม ข้าเห็นเจ้านั้นทำให้ข้านึกถึงตัวข้าในอดีตก็เท่านั้นเอง"ร่างบางยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยบอกกับสัตว์อสูรตรงหน้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นวิหคสวรรค์ตัวนี้ ก็คิดอีกเล็กน้อยแล้วพะงกหัวยอมรับ ร่างบางยิ้มด้วยความดีใจแล้วทำการหยดเลือดของตนไปที่ศีรษะของวิหคสวรรค์ตัวนี้ทันทีพร้อมกับเผยขึ้นมาว่า "ข้าป๋ายเฉียนเจิน ขอทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรตนนี้เจ้ายอมรับข้าหรือไม่ "เมื่อสัตว์อสูรขานรับก็ปรากฏวงสีแดงขึ้นตรงที่หน้าผากของวิหคสวรรค์ทันที นั่นเป็นเครื่องหมายว่าการทำพันธะครั้งนี้สำเร็จ "งั้นข้าจะตั้งชื่อเจ้าว่า "เทียนเอ๋อ "เจ้าชอบหรือไม่'' ร่างบางเอ่ยถามวิหคสวรรค์ด้วยรอยยิ้ม เมื่อวิหคสวรรค์ได้รับการตั้งชื่อขนของมันที่สีจืดจางกลับกลายเป็นมีสีสันที่สดใสและงดงามพร้อมระดับพลังก็ปรากฏขึ้น "เป็นไปได้ยังไง "ร่างบางเอ่ยอย่างตกใจเมื่อเห็นระดับพลังของ เทียนเอ๋อ สัตว์อสูรตรงหน้านี้ แท้จริงแล้วเป็นสัตว์อสูรระดับตำนานเกือบถึงขั้นสวรรค์แล้ว เมื่อเทียนเอ๋อได้เห็นอย่างนั้น ก็ส่งเสียงร้องด้วยความขบขันเจ้านายตน เมื่อป๋ายเฉียนเจิน ได้ยินเสียงร้องก็หลุดออกจากความคิดของตน "ไปเถอะป่านนี้อาจารย์คงรอแย่แล้ว" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้ขึ้นไปขี่บนหลังของเทียนเอ๋อทันที แล้วบอกให้บินไปทางที่อาจารย์อยู่ "ท่านอาจารย์ขอรับ ศิษย์ทำพันธสัญญาได้แล้วขอรับ "เมื่อเห็นอาจารย์ตนร่างบางก็เอ่ยออกมาด้วยความดีใจ "เจ้าเก่งมาก ศิษย์รักของข้า" อาจารย์ป๋ายเอ่ยบอกพร้อมกับรูปหัวป๋ายเฉียนเจิน "อะแหม ไปกันได้แล้วมั้งได้สัตว์พันธะมาแล้วนี่ ''อาจารย์เจ๋อบอกอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นคนรักตนลูบหัวผู้อื่น เมื่อเห็นเช่นนั้น 2 ศิษย์อาจารย์หัวเราะด้วยความชอบใจ เมื่อหัวเราะชอบใจสักพัก ศิษย์อาจารย์ทั้ง 3 ก็ได้พากันไปยังเมืองหลวงของแคว้นทันที เมื่อมาถึงเมืองหลวง "ศิษย์รักของข้า ไม่ว่าเจ้าจะโกรธแค้นมากเพียงใด พวกเขาก็ยังเป็นพ่อแม่ของเจ้า ถ้าจะทำสิ่งใดจงอย่าทำให้ถึงแก่ชีวิตเข้าใจหรือไม่" ป๋ายหมิงชิงบอกแก่ลูกศิษย์ "ขอรับท่านอาจารย์ศิษย์จะจำคำนี้ไว้ไม่มีวันลืมขอรับ " "ถ้าเช่นนั้นคงถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้วเจ้าก็จงไปตามทางของเจ้า อาจารย์ทั้งสองก็จะกลับไปทำงานของอาจารย์ ที่ทิ้งมาหลายปีบนสวรรค์ จากกันครั้งนี้ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบอาจารย์ขอให้เจ้าโชคดีพบเจอแต่ความสุข" เมื่ออาจารย์ได้กล่าวจบใบหน้างามก็เต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่กั้นเอาไว้ไม่อยู่ "อย่าได้ร้องไปเลยศิษย์ข้าเมื่อมีเจอย่อมมีจากเป็นเรื่องธรรมดา ถึงแม้เจ้าจะงดงามแต่อาจารย์ชอบใบหน้าเจ้าที่มีรอยยิ้มมากกว่า " เจ๋อเยียนชิง ได้กล่าวกับศิษย์ตน "ขอรับศิษย์ไม่ร้องแล้วขอรับ "เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยได้ยกมือปาดน้ำตาทั้งสองข้างออก "เช่นนั้นแหละดีแล้วเด็กดีเอาล่ะได้เวลาที่อาจารย์ต้องไปแล้ว แล้วพบกันใหม่ "เมื่อกล่าวจบอาจารย์ทั้งสองก็ได้หายตัวกลายเป็นแสงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าทันทีแล้วหายไป อาจารย์จากไปได้สักพักเด็กน้อยหันไปที่ประตูเมืองแล้วกล่าวว่า " ตระกูลหลี่ข้ากลับมาแล้วจงเตรียมตัวรับการแก้แค้นของข้าให้ดีๆ '' ขอต่ออดีตอีกสักตอนนะครับถ้าจะเขียนในตอนเดียวมันยาวเกินไปครับขอบคุณครับ จบไปแล้วนะครับกับอีกหนึ่งตอนเป็นยังไงบ้างครับสนุกไหมครับถ้าสนุกฝากกันคอมเม้นเยอะๆนะครับผมอ่านทุกคอมเม้นแน่นอนครับขอบคุณครับเมื่อส่งเหล่าลูกศิษย์เสร็จป๋ายเฉียนเจิน ก็ได้เดินทางออกจากเมืองหลวงเข้าสู่หมู่บ้านชายเมืองทันทีเพื่อเริ่มเป็นจุดท่องเที่ยวจุดแรก "ในที่สุดข้าก็ได้เที่ยวสักที เฮ้อ มีความสุขจังเลย "การเดินทางครั้งนี้ของป๋ายเฉียนเจินนั้นเขาเดินทางด้วยการเดินเท้าเพื่อที่จะได้รับชมบรรยากาศที่งดงามไปเรื่อยๆ ร่างบางก็ได้เดินชมนกชมไม้อย่างนั้นไปเรื่อยๆจนเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ 1 เดือนร่างบางก็ได้มาถึงจุดหมายที่ตนต้องการ "การเริ่มต้นท่องเที่ยวครั้งนี้ข้าขอเริ่มต้นที่เมือง แสงตะวัน เป็นเมืองแรกก็แล้วกัน "เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เดินไปที่ประตูเมืองก็ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะที่หน้าประตูเมืองไม่มีทหารคอยเฝ้าประตู "เหตุใดเมืองนี้ถึงดูเงียบเหงาร้างผู้คนเช่นนี้นะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า"ทันทีที่กล่าวจบร่างบางก็ได้ใช้วิชาเนตรของตนส่องไปทั่วทั้งเมือง ก็ได้พบเห็นว่าคนทั้งเมืองนั้นต่างโดนปีศาจสิงฝันทำให้หลับไหลโดยไม่มีวันตื่นจนกว่าจะร่างกายจะแห้งเหี่ยวจนเหลือเพียงแต่กระดูก ในขณะที่ป๋ายเฉียนเจินกำลังจะเดินเข้าไปภายในเมืองก็ได้มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา'ท่านที่อยู่ตรงนั้นอย่าได้เข้าไปที่เมืองนั้นเด็ดขาดเพราะ
เมื่อเข้ามาถึงด้านในเฉียนเจินก็ได้ขึ้นไปนั่งบนแท่นทันทีแล้วได้ทำการรวบรวมพลัง แล้วได้นั่งสมาธิ วันเวลาไม่ผ่านไป 3 วัน ก็ได้มีเสียงปรากฏขึ้นมาภายในถ้ำ "ท่านคือผู้ใด "เฉียนเจินได้เอ่ยถามขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียง "ข้าคือเจตจำนงค์แห่งสามโลก" เสียงนั้นได้ตอบกลับ "แล้วท่านมาทำอันใดในที่แห่งนี้ เพราะตัวข้านั้นได้เลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว ""จริงอยู่ที่เจ้าเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ร่างกายภายนอกของเจ้าหาใช่จิตวิญญาณของเจ้าไม่ ""ท่านหมายความว่าอย่างไรข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก ""หมายความว่าแม้กายเจ้าจะเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้วแต่ตัวเจ้าที่มาจากโลกอื่น แล้วไม่ได้รับทันสวรรค์ด้วยจึงทำให้ไม่สามารถกลายเป็นมหาเทพที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นในตอนนี้ตัวของเจ้านั้นมีคุณสมบัติมากพอที่จะทำให้เลื่อนเป็นมหาเทพเต็มตัวได้ เจ้าตกลงหรือไม่ ""การที่ข้าจะกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวได้นั้นต้องทำเช่นไร ""เรื่องนี้ไม่ยากเจ้าแค่เพียงรับทันสวรรค์ให้ได้ 108 ครั้งเจ้าก็จะสามารถกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวและไม่เพียงเท่านี้ลูกศิษย์หลานศิษย์และทุกสรรพชีวิตที่อยู่กับเจ้าทุกคนก็จะได้รับพรพิเศษด้วย ""ถ้าเช่นนั้นข้าข
เฮือก!!!!!ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็กลั้นหายใจแล้วทรุดลงกับพื้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่เอ่อล้นออกมา เฉียนเจินในตอนนี้ได้โมโหเป็นอย่างมากจึงปลดปล่อยพลังออกมา 1 ใน 10 ส่วน เพื่อที่จะต้องการข่มขวัญศัตรูทั้งหมด "พวกเจ้าจงรีบไปซะอย่าให้ข้าหงุดหงิดไปมากกว่านี้ ถ่อยไป!!!!!!! "ร่างบางได้ตะโกนออกมาพร้อมทั้งใส่พลังเข้าไปพร้อมกับเสียงที่ตะโกน อึกกกก ผู้คนที่ขวางทางอยู่ก็ได้คุกเข่าแล้วก็อัดเลือดออกมาด้วยอาการบาดเจ็บภายในที่รุนแรง "เจ้าอย่าได้ใช้พลังของเจ้าในการข่มขู่พวกข้าไม่ว่าจะยังไง 3 คนแม่ลูกนั้นต้องอยู่ที่นี่!!!! "เจ้าสำนักมังกรทองได้เอ่ยออกมาแล้วก็อัดเลือดอีกครั้ง"ถ้าพวกเจ้ามีปัญญาก็ลองชิงตัวไปจากข้าสิตอนนี้ข้าโมโหถึงขีดจำกัดแล้วถ้าพวกเจ้ายังไม่หยุดอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าพวกเด็กเหลือขอทั้งหลาย"ร่างบางได้เอ่ยแล้วใส่พลังการโจมตีเพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในตอนนี้นอกจากเจ้าสำนักมังกรทองคนที่เหลือต่างก็นอนศิโรราบลงไปกับพื้นพร้อมกระอักเลือดออกมาไม่หยุด"ท่านได้โปรดจงหยุดเพียงเท่านี้" เสียงชายชราคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้น "การที่เจ้าบอกให้ข้าหยุดตัวเจ้าเองต้องบอกคนของเจ้ามากกว่า "
ทั้งสองพูดคุยกันได้ไม่นานก็ได้ลงมาที่ลานประลอง เมื่อกรรมการเห็นว่าทั้งสองลงมาที่ลานประลองแล้วก็ได้ประกาศเริ่มการประลองทันที "ศิษย์น้องศิษย์พี่ให้โอกาสจะลงมือก่อน" เสี่ยวชิงบอกกับหลานเซียน"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอเริ่มเลยแล้วกัน" เมื่อกล่าวจบหลานเซียนก็ได้เรียกอาวุธประจำกายตนออกมา ในตอนนี้ในมือของหลานเซียนก็ได้ปรากฎพลองคู่นึง"ไม่คิดว่าเจ้าจะใช้อาวุธประจำตัวเลยในการต่อสู้ครั้งนี้ ""การได้ประลองกับศิษย์พี่เป็นอะไรที่หาได้ยากศิษย์น้องจะออมมือได้เช่นไร"ทันทีที่กล่าวจบก็ได้ฟาดพลองตีเทพในมือใส่ศิษย์พี่ ตูม!!!!!! เสียงพองตีเทพฟาดลงกับพื้นดังสนั่น ฟิ้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กลีบดอกไม้นับไม่ถ้วนบินกลับมาตอบโต้ ในตอนนี้เสี่ยวชิงได้เริ่มโจมตีกลับแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นหลานเซียนได้หัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสนุก แล้วได้เริ่มหันกลับไปโจมตีใส่อีกครั้ง ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโจมตีใส่กันอย่างดุเดือด "แซ่ปัดหางมังกร"เสี่ยวชิงได้เรียกอาวุธประจำตัวของตนออกมา แล้วได้สะบัดไปตั้งรับอาวุธของศิษย์น้องตน ตูม!!! "72 โพธิสัตว์โปรดโลก โพธิสัตว์ที่ 13 ฝ่ามือสยบมาร" เมื่อกล่าวจบก็ได้ซัดฝ่ามือใส่ไปที่พองของหลานเซียน "กระบวน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นป๋ายเฉียนเจินก็ได้หันกลับมามอง 3 คนแม่ลูกที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น "พวกเจ้าว่าสิ่งใดนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก""ผู้น้อยอยากจะขอให้ท่านเจ้าสำนักรับบุตรของผู้น้อยเป็นลูกศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดต้องเป็นสำนักเล็กๆเช่นข้าสำนักใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็มีตั้งหลายสิบสำนักเหตุใดถึงไม่เอาไปเข้าที่เหล่านั้น ""ขอเรียนท่านเจ้าสำนักตามตรงบุตรข้าทั้งสองคนนี้กำลังถูกตามล่าจากสำนักใหญ่ทั้ง 7 อยู่เจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องตามล่าลูกเจ้าด้วยเล่า ลูกของเจ้านั้นมีสิ่งใดที่ต่างจากผู้อื่นถ้าเจ้าไม่ตอบข้าข้าก็จะไม่รับ" เมื่ออีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งไปสักพักแล้วก็ได้เอ่ยออกมา "ขอบอกท่านเจ้าสำนักตามตรงเจ้าค่ะ บุตรข้าทั้งสองคนนั้นเป็นลูกของเจ้ายุทธภพในอดีตแล้วในตัวของลูกข้านั้นได้มีกุญแจเปิดคลังสมบัติและตำราวิชาความรู้ทั้งหมดที่สามีของข้านั้นได้รวบรวมเอาไว้ พวกสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องการที่จะเปิดคลังสมบัติให้ได้ก็เลยมาตามล่าลูกของข้าเจ้าค่ะ ""แล้วทำไมพวกเจ้า 3 คนแม่ลูกถึงรอดออกมาได้เพราะถ้า 7 สำนักใหญ่ปิดล้อมบ้านของพวกเจ้าเอาไว้ยังไงพวกเจ้าก็ไม่สามารถหนีออกมาได้แล้วยังมี
เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนก็ได้หันไปมองด้านบนของลานประลองทันที ก็ได้พบฮ่องเต้ของแคว้นยืนขึ้นจากบัลลังก์ของตนแล้วเดินออกมา''การประลองครั้งนี้ ข้าเห็นสมควรว่าควรจะยุติได้แล้วเพราะยังไงอีกฝั่งก็เป็นถึงเจ้าสำนักของ 7 สำนักใหญ่ของแคว้น อย่าทำให้บาดหมางน้ำใจกันเลย " ฮ่องเต้เอ่ยออกมา เมื่อเฉียนเจินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดูถูก "ในเมื่อท่านต้องการให้เป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่ว่าอันใด จะได้รู้ไว้ว่าคนที่นี่พูดไม่เป็นคำพูดสัจจะไม่เป็นสัจจะ ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มประลองต่อได้ถ้าไม่ถืออยู่แล้วสำหรับคนเช่นนี้" เฉียนเจินเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่สบายแต่ผิดกับทุกคนที่ได้ยินที่ตอนนี้ต่างโกรธเป็นอย่างมากที่ตนโดนดูถูก แต่ก็กลับไปนั่งที่ของตนเองแต่โดยดีโดยที่ไม่ทำการขอโทษแม้เพียงคำเดียว "พวกเจ้าทั้งหมดจงฟังคำของอาจารย์ไว้นับตั้งแต่การประลองครั้งนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าทั้งหมดจงทำให้เต็มที่ไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งนั้น!!'ร่างบางเอ่ยออกมาเสียงดังเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไปตนจะเอาจริงแล้ว ทางด้านของสำนักที่เหลือต่างก็นั่งเครียดเป็นอย่างมากเพราะถ้าอีกฝ่ายเอาจริงพวกตนคงไม่มีปัญญาที่จะต่อต้านได้จึงหันไปบอกแต่ลูก



![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



