Masukจวนราชครู
เสียงร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้าต่อการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน ดังก้องระงมไปทั่วทั้งจวนราชครู ผ้าแดงมงคลที่เคยประดับเอาไว้ไปทั่วทุกพื้นที่ทั้งภายนอกและภายในของจวน บัดนี้ค่อยๆ ถูกปลดออกเปลี่ยนเป็นผ้าขาวแห่งการไว้ทุกข์และการจากลาอย่างไม่มีวันกลับของพระชายารัชทายาท ภายในบริเวณเรือนทิศตะวันตกซึ่งเป็นสถานที่วางโลงศพของพระชายารัชทายาท ถูกจัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วพร้อมโลงศพอย่างดีอันเป็นสถานที่สุดท้ายเพื่อใช้เป็นที่พำนักไปชั่วนิจนิรันดร์ของพระชายากำลังเคลื่อนออกจากเรือนนอนส่วนตัว ภายหลังนำร่างอันไร้วิญญาณบรรจุลงในโลงดังกล่าว โดยมีร่างของราชครูเว่ยอี้เดินตามหลังโลงศพของบุตรีด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยโศกเศร้าและหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด ร่างสันทัดยืนเอามือไพล่หลังมองบรรดาบ่าวรับใช้กำลังช่วยกันขนโลงศพของพระชายาซึ่งทางวังหลวงพระราชทานมาให้หลังจากทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระชายารัชทายาท นำไปตั้งวางไว้กลางห้องของเรือนตะวันตก ซึ่งใช้เป็นสถานที่เคารพศพอย่างเป็นทางการ งานมงคลกลับแปรเปลี่ยนเป็นงานศพไปอย่างคาดไม่ถึง หัวใจของคนเป็นพ่อเต็มไปด้วยความเศร้ามากล้นพันทวีเมื่อต้องมายืนมองโลงศพบุตรสาวคนสุดท้องต้องจบชีวิตลงด้วยเหตุผลเพียงแค่นางถูกเลือกให้เป็นพระชายารัชทายาทนั้นเอง ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมไปโดยรอบ ราชครูเว่ยอี้ยืนมองโลงศพบุตรสาวคนสุดท้องด้วยความเศร้าใจภายหลังเสร็จสิ้นการจัดเตรียมห้องทำพิธีเป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากเงียบงันอยู่เป็นนานนับตั้งแต่บุตรีของเขาสิ้นชีวิตลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งหมอหลวงที่มาตรวจสภาพศพก่อนตายสรุปสาเหตุออกมาว่า นางสิ้นชีพในขณะกำลังหลับสนิทไม่มีผู้ใดทำให้ตายและไม่มีร่องรอยการถูกยาพิษแต่อย่างใด “เหลียงเฉา!”ราชครูเรียกคนสนิท “บ่าวอยู่ตรงนี้แล้วขอรับ”เหลียงเฉาบ่าวรับใช้คนสนิทของราชครูเว่ยอี้ตอบกลับไป “อย่าให้ข่าวการตายของหลิงเอ๋อไปถึงหอดวงดาวเป็นอันขาด หากทางนั้นล่วงรู้ย่อมไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเสียใจแค่ไหนก็อย่าให้มาเป็นอันขาด”ราชครูเอ่ยถึงใครบางคนที่ถูกห้ามเข้าแผ่นดินแคว้นต้าโจว “รับทราบขอรับ”บ่าวรับใช้นามว่าเหลียงเฉารับคำแข็งขัน “เจ้าคอยดูแลบ่าวจัดเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อย ข้าจะเข้าไปดูพระชายาเสียหน่อย”เว่ยอี้กล่าวเสียงเศร้าครั้นเอ่ยถึงลูกสาวฝาแฝดคนสวยของตนพลางก้าวเดินกลับไปที่เรือนนอนของเว่ยหลิงเหลียน ซึ่งร่างไร้วิญญาณยังไม่ได้นำออกจากเรือนนอนรอสถานที่จัดเตรียมให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงจะนำนางไปไว้ในโลงที่ได้รับพระราชทานมา ราชครูเว่ยอี้มีบุตรทั้งหมดห้าคน บุตรชายสามคนและบุตรีสองคน บุตรชายทั้งสามถวายตัวรับใช้ราชสำนักต้าโจวไปตามความสามารถของตัวเอง เป็นแม่ทัพอยู่ตามแนวชายแดนถึงสองคน อีกหนึ่งเป็นขุนนางฝ่ายสำนักการศึกษาเช่นเดียวกับบิดา มีบุตรีฝาแฝดนามว่าเว่ยหลินหลางและเว่ยหลิ่งเหลียน เว่ยหลินหลางแฝดคนพี่ ครอบครองหอดวงดาวอยู่กลางหุบเขาลึกของแคว้นต้าฉี มีหน้าที่ดูแลตำราและศาสตร์โบราณมากมายรวมไปถึงเป็นหมอเทวดาที่สามารถรักษาคนได้หายจากอาการเจ็บป่วยได้ทุกโรค อีกทั้งดูตำแหน่งดวงดาวได้อย่างแม่นยำ และเว่ยหลิงเหลียนแฝดน้อง ที่เพิ่งจากไปด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น น้องสาวฝาแฝดอันเป็นที่รักยิ่งของเว่ยหลินหลางซึ่งเติบโตมาด้วยกันที่หอชิงทาหรือผู้หอดวงดาวอันลี้ลับที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นปรากฏอยู่แต่ในตำนานโบราณเท่านั้น นางเพิ่งจะเดินทางมาจากสถานที่แห่งนั้นเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมคัดเลือกพระชายารัชทายาท ซึ่งเป็นไปตามพระราชโองการที่กำหนดให้ขุนนางในราชสำนักส่งบุตรีเข้าร่วมคัดเลือกพระชายารัชทายาทในครั้งนี้ สาเหตุที่เว่ยหลิงเหลียนแฝดน้องเข้าร่วมคัดเลือกพระชายาในครั้งนี้ แทนที่จะเป็นเว่ยหลินหลางแฝดคนพี่ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องให้คนเป็นพี่ออกเรือนไปก่อน คนเป็นน้องจึงจะออกเรือนได้ตามหลัง นั้นก็เพราะดวงชะตาและเวลาตกฟากของแฝดพี่สะเทือนบัลลังก์หงส์ของแคว้นต้าโจว ดวงชะตาแข็งกล้าและเป็นผู้ทำลายบัลลังก์ผู้เป็นใหญ่ของฝ่ายในอย่างย่อยยับจนสิ้นอำนาจไม่อาจหวนคืนกลับมาได้อีก ในขณะที่ดวงชะตาของเว่ยหลิงเหลียนแฝดผู้น้องซึ่งเกิดห่างจากแฝดผู้พี่เพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น กลับอยู่ในเกณฑ์ดวงชะตาปกติไม่สามารถทำลายบัลลังก์หงส์ได้ จึงทำให้รอดพ้นจากคำสั่งสั่งหารของเด็กหญิงที่เกิดและมีเวลาตกฟากทำลายบัลลังก์หงส์ของแคว้นต้าโจว ซึ่งครอบครองโดยสกุลหวังมาอย่างช้านานไม่เคยเปลี่ยนเป็นสกุลอื่น ราชครูเว่ยอี้ผู้ได้ลูกฝาแฝดหญิงจำเป็นต้องปกปิดและแจ้งชื่อในทะเบียนเกิดเพียงให้มีชื่อและตัวตนจริงเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นโดยแจ้งชื่อแฝดน้องเว่ยหลิงเหลียน ส่วนเว่ยหลินหลางแฝดพี่กลายเป็นคนไม่มีตัวตนในแคว้นต้าโจว สตรีลึกลับที่ถูกซ่อนเร้นให้อยู่แต่ในเทือกเขาสูงไปตลอดกาล เพื่อรักษาชีวิตตระกูลเว่ยเอาไว้ทั้งหมด นางถูกส่งออกจากเมืองหลวงให้ผู้คุมกฎหอดวงดาวเป็นผู้เลี้ยงดูจนเติบใหญ่และสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักหอดวงดาวทันทีที่เจ้าสำนักคนเดิมสิ้นชีพลง เว่ยหลินหลางจึงก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าสำนักหอดวงดาวในวัยเพียง 15 ปีเท่านั้น แต่แล้วด้วยพระราชโองการที่บังคับให้ขุนนางต้องส่งบุตรีเข้าทำการคัดเลือกพระชายารัชทายาท ซึ่งทำให้ราชครูเว่ยอี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และต้องจบลงอย่างน่าเศร้าเมื่อรัชทายาทแห่งต้าโจว ทรงเลือกเว่ยหลิงเหลียนเป็นพระชายาด้วยเพราะเข้าใจว่านางคือเว่ยหลินหลางแฝดพี่ที่พระองค์แอบหลงรัก ในขณะที่ความดีใจของแฝดคนน้องมีเพียงแค่ชั่วระยะเวลาสามเดือนเท่านั้นหลังจากได้รับพระราชโองการแต่งตั้งให้นางเป็นพระชายารัชทายาทอย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่านางจะสิ้นชีพลงอย่างกะทันหันด้วยสาเหตุคือ สิ้นใจในขณะนอนหลับ แอดดด!!! บานประตูห้องนอนของเว่ยหลิงเหลียนเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมร่างของเว่ยอี้ก้าวเข้าไปในห้องดังกล่าว แต่แล้วร่างสันทัดกลับต้องยืนนิ่งงันไปทันที เมื่อเว่ยหลินหลางฝาแฝดคนพี่กลับมาปรากฏกายอยู่ในห้อง นางกำลังใช้มือลูบไล้ใบหน้าของนางสาวฝาแฝดไปมาด้วยความรักและอาลัยเป็นยิ่งนัก หลินหลาง!!! เว่ยอี้เรียกชื่อบุตรสาวฝาแฝดคนโตพร้อมรีบปิดบานประตูที่เปิดค้างอยู่ในขณะนั้นอย่างรวดเร็ว ปัง!!! เสียงบานประตูปิดเข้าหากันเสียงดังสนั่นอย่างรีบร้อน ด้วยกลัวว่าจะมีผู้ใดมาพบเห็นการปรากฏตัวของแฝดคนพี่ที่หน้าตาเหมือนกับเว่ยหลิงเหลียนราวเป็นคนเดียวกัน ร่างสันทัดของคนเป็นพ่อรีบสืบเท้าก้าวเข้าไปหาแฝดคนพี่อย่างร้อนรน “หลินเอ๋อ! นี่เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไร”เว่ยอี้ถามกลับไปก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเป็นประโยคที่ไม่ควรถามเป็นอย่างยิ่ง ในเมื่อนางมีญาณหยั่งรู้ไม่มีทางที่จะปกปิดเรื่องนี้ได้ “เหตุใดเจ้าจึงก้าวออกจากหอดวงดาว ไม่รู้อย่างนั้นเหรอหากออกจากสถานที่แห่งนั้นก่อนอายุ 20 ปีเจ้าจะต้องประสบกับอะไรบ้าง! เหตุใดจึงโง่เขลาเช่นนี้!”เว่ยอี้ต่อว่าบุตรสาวกลับไป “ข้าต้องมาท่านพ่อนี่คือลิขิตของสวรรค์”เว่ยหลินหลางตอบบิดากลับไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย และคำตอบดังกล่าวทำให้คนเป็นพ่อเบิกตากว้างขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เป็นลิขิตของสวรรค์อย่างนั้นเหรอ! บ้าไปแล้ว!เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ใจคอสวรรค์จะพรากบุตรสาวของข้าไปพร้อมกันทั้งคู่อย่างนั้นเลยเหรอ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย!!!”เว่ยอี้คร่ำครวญออกอย่างปวดใจพร้อมทิ้งกายลงนั่งบนตั่งที่วางไว้อยู่ตรงมุมห้องนอนอย่างอ่อนแรง คำกล่าวของเว่ยอี้ทำให้ฝาแฝดคนพี่หันกลับมามองใบหน้าบิดาผู้ให้กำเนิดนาง นี่คือครั้งที่สองที่ได้พานพบหน้ากันหลังจากที่พบกันครั้งแรกเมื่อครั้งพาาเว่ยหลิงเหลียนไปให้นางรักษาอาการหอบหืดที่หอดวงดาวเมื่อห้าปีก่อน และสองฝาแฝดพำนักอยู่ด้วยกันในสถานที่แห่งนั้นเป็นต้นมา จวบจนกระทั่งเมื่อสามเดือนก่อนเว่ยหลิงเหลียนเดินทางกลับเมืองหลวง เพื่อร่วมคัดเลือกพระชายารัชทายาทตามพระราชโองการของฮ่องเต้ต้าโจว ซึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนเกิดว่านางคือบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของราชครูเว่ยอี้เท่านั้น และเพื่อทำตามหัวใจของตัวเองด้วยอยากครองคู่กับชายที่นางหลงรักทันทีที่ได้พานพบ “ลิขิตสวรรค์ไม่อาจฝืนได้ ท่านพ่อลืมไปแล้วอย่างนั้นเหรอว่าข้าเกิดมาเพื่อล้มล้างบัลลังก์หงส์ของต้าโจว และเพราะการตายของหลิงเอ๋อในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ต้องออกจากหอดวงดาว” คำกล่าวของบุตรสาวฝาแฝดคนพี่ทำให้เว่ยอี้นั่งนิ่งงันไปชั่วขณะครั้นได้ยินเช่นนั้น “นี่เจ้ากำลังจะบอกกับพ่อ ไม่ว่าอย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปอย่างนั้นเหรอ ชะตาล้มบัลลังก์หงส์ของเจ้าเกี่ยวอะไรกับการออกจากหอดวงดาวในครั้งนี้ รวมไปถึงการตายของหลิงเอ๋อด้วย”เว่ยอี้ถามกลับไปอย่างคลางแคลงใจ เมื่อได้ยินเช่นนั้นเว่ยหลินหลางหันกลับไปมองใบหน้างดงามของน้องสาวฝาแฝดที่เหมือนกับนางเป็นพิมพ์เดียวกันเพียงครู่พร้อมเอ่ยขึ้น “หลิงเอ๋อถูกผู้อื่นสังหารท่านพ่อ นางถูกทำให้ตายไม่ได้สิ้นลมหายใจขณะกำลังหลับตามที่หมอหลวงบอก”เว่ยหลินหลาง บอกความจริงให้เว่ยอี้ล่วงรู้ “อะไรนะ! หมายความว่า...”เว่ยอี้เสียงขาดห้วงไปเสียดื้อๆ ก่อนจะกล่าวต่อท้ายเบาๆ “หลิงเอ๋อถูกสั่งฆ่าอย่างนั้นเหรอ”ราชครูผู้เป็นพ่อถามย้ำกลับไปเพื่อความมั่นใจ แทนการตอบรับใบหน้าคนงามพยักขึ้นลงติดต่อกัน “เจ้าแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าหลิงเอ๋อถูกผู้อื่นสังหาร”เว่ยอี้ไม่วายถามย้ำกลับไปอีก และนั่นทำให้เว่ยหลินหลางหันกลับมามองบิดาผู้ให้กำเนิดพร้อมเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อก็ล่วงรู้ดีว่า วิชาแพทย์ของข้าเป็นอย่างไรหมอคนอื่นสรุปให้ฟังตามคำกล่าวของคนบงการ แต่สิ่งที่ข้าตรวจพบนางถูกทำให้ขาดใจตาย หากสังเกตดีๆ คนตายนิ้วมือหรือนิ้วเท้าจะไม่เกร็งแต่หลิงเอ๋อ นิ้วเท้าของนางเกร็งทั้งสิบนิ้วราวกับว่าพยายามที่จะดิ้นรนให้มีชีวิตรอดอยู่ต่อไปจากการกระทำของคนผู้นั้น”เว่ยหลินหลาง กล่าวพลางเปิดผ้าห่มที่คลุมร่างอันไร้วิญญาณของน้องสาวฝาแฝดออกพร้อมชี้ไปที่นิ้วเท้าทั้งสองข้างของนาง ตึง!!! เว่ยอี้ถึงกับกระแทกหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างแรงเมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาบ่งบอกถึงความเสียใจและความโกรธอย่างเห็นได้ชัดที่ล่วงรู้สาเหตุการตายที่แท้จริงของลูกสาวฝาแฝดคนน้อง “จะต้องเป็นฝีมือของหวังฮองเฮาเป็นแน่! พระนางทรงไม่พอพระทัยเป็นอย่างมากที่รัชทายาทเลือกนางเป็นพระชายาแทนที่จะเลือกหลานสาวจากสกุลหวังที่ตระเตรียมเอาไว้ให้ จะต้องใช่แน่นอนหากหลิงเอ๋อถูกสังหารเช่นนี้จะเป็นผู้ใดอีกไม่ได้แล้ว”เว่ยอี้ พูดลอดไรฟัน เปลือกตาปิดลงทันใดด้วยความสงสารลูกสาวฝาแฝดของเขาอย่างจับใจห้องทรงงานเพล้ง!!!! ถ้วยชาที่กำลังยกขึ้นเสวยร่วงหล่นจากพระหัตถ์อย่างไม่รู้สาเหตุ ท่ามกลางความแปลกพระทัยของฮ่องเต้ลี่หยวนเมื่อทรงทอดพระเนตรเหตุการณ์ที่ปรากฏออกมาเช่นนั้นรวมไปถึง หลี่ต๋าก็ด้วยเช่นกัน“ฝ่าบาททรงเป็นอะไรอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ หรือว่าทรงเกิดประชวรขึ้นมา”หลี่ต๋าถามด้วยความเป็นห่วงในขณะที่คนถูกถามกำลังนั่งครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ผ่านมาพลางยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นทอดพระเนตร“เหตุใดถ้วยชาจึงหล่นไปจากมือของข้าได้เองแบบนี้นะ มือของข้าก็ปกติดีทุกอย่างไม่มีอาการอะไรบ่งบอกแม้แต่น้อย”รับสั่งครุ่นคิดภายในส่วนลึกของจิตใจเริ่มมีความกังวลจนบอกไม่ถูกมิรู้ว่ามาเป็นเพราะสาเหตุใด“ฝ่าบาทให้ท่านหมอมาตรวจดูอาการจะดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หลี่ต๋าทูลถามด้วยความเป็นห่วงหากแต่ลี่หยวนกลับส่ายพระพักตร์ไปมาเป็นการปฏิเสธ“ไม่ต้องให้หลินเอ๋อมาตรวจอาการของข้าหรอก ข้าล่วงรู้ตัวเองดีว่าร่างกายของข้าเป็นอย่างไร ไปตามนางให้มาตรวจอาการของข้าจะพาลทำให้นางตกอกตกใจไปเสียเปล่าๆ ค
ระเบียงห้องดื่มชา ภายในบริเวณห้องดื่มชาในเวลานี้คนงามกำลังนำกลีบกุหลาบที่ผ่านการคัดและตากตลอดจนนำมาอบแห้งจนกลายเป็นใบชาเพื่อเปลี่ยนรสชาติในการดื่มชา มาดื่มชาจากดอกไม้แทนบ้าง กลิ่นหอมอ่อนๆ จากยอดน้ำค้างที่นำมาชงชาผสมผสานกับกลีบกุหลาบทำให้รสชาตินุ่มลิ้นและหอมกรุ่นชื่นใจ “หลินเอ๋อ! หลินเอ๋อ!!!”สุรเสียงรับสั่งหาคนรักดังกึกก้องไปทั่วทั้งพระตำหนักเย่วเชียง ในขณะที่คนถูกเรียกกำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างละเมียดละไมอยู่ในขณะนั้น ถึงกับสำลึกออกมาทันที พรืดด!!! เว่ยหลินหลางสำลักน้ำชาที่กำลังดื่มเข้าไปทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกของคนรัก “พี่หยางหนีงานมาอีกแล้วหรือนี่! จริงๆ เลย”นางบ่นพึมพำพร้อมเสียงของคนรักดังก้องไม่คลาดครา “หลินเอ๋อ!”รับสั่งหาคนงามไปทั่วบริเวณก่อนจะสะดุดลงเมื่อเสด็จมาที่ห้องดื่มชา พร้อมทอดพระเนตรคนงามกำลังนั่งหน้าตูมอยู่ในขณะนั้น
วันรุ่งขึ้นห้องทรงงาน “หลี่ต๋า!”สุรเสียงรับสั่งหาคนสนิทดังเอ็ดอึงไปทั่วห้องทรงงานเลยทีเดียว เพียงครู่เสียงฝีเท้าของคนกำลังเดินตรงมาที่ห้องทรงงาน พร้อมร่างสันทัดของหลี่ต๋าก้าวเข้ามาในพระตำหนัก พร้อมหีบใบย่อมที่ถือติดมือมาด้วย “เจ้าไปไหนมาข้าเรียกหาตั้งนาน”รับสั่งถาม หลี่ต๋าที่กำลังยืนหายใจจนตัวหอบโยนยกชายแขนเสื้อของตัวเองขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้าจนจางหายไปพร้อมกราบทูล “กระหม่อมบังเอิญไปพบหีบใส่ของใช้ส่วนตัวของท่านหมอน้อยติดไปกับหีบฉลองพระองค์ของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ จำได้ว่าเป็นของท่านหมอจึงตั้งใจจะนำไปให้นางพ่ะย่ะค่ะ”หลี่ต๋ากราบทูลกลับไป คำกราบทูลของหลี่ต๋าทำให้ฮ่องเต้ลี่หยวนย้อนคิดถึงวันแรกที่พานพบคนรักขึ้นมาได้ “จริงสิข้าลืมไปเสียสนิท
ห้องบรรทมทิศเหนือ ห้องบรรทมทางทิศเหนือมีระเบียงยื่นออกมาอย่างกว้างขวางสร้างอยู่เหนือสระน้ำ ด้านล่างเต็มไปด้วยดอกบัวและตัวปลาแหวกว่ายไปมามากมายตามพระบัญชาของลี่หยวนด้วยต้องการนอนชมดวงดาวในยามกลางคืนร่วมกับคนรักของพระองค์ ตลอดระยะเวลาสิบเดือนที่ผ่านมาทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันภายในตำหนักเย่วเชียงแห่งนี้อย่างมีความสุขตามประสาคนรัก ลี่หยวนเฝ้าทะนุถนอมคนรักของพระองค์เป็นยิ่งนัก ทรงให้เกียรติและไม่เคยบังคับให้มีความสัมพันธ์ทางกายด้วยกันแม้แต่ครั้งเดียวถึงแม้ว่าธรรมชาติในวัยหนุ่มฉกรรจ์จะเรียกร้องมากมายเพียงใดแต่พระองค์ก็ทรงอดพระทัยเอาไว้ได้อยู่เสมอรอคอยให้นางเต็มใจและพร้อมที่จะเป็นของพระองค์โดยไม่รู้สึกกลัวหรือหวาดหวั่น เมื่อใดที่พิธีอภิเษกมาถึงเว่ยหลินหลางก็จะเป็นของพระองค์ตลอดไปและตลอดกาล “ดวงดาวคืนนี้เต็มท้องฟ้าสวยจัง”เสียงของสตรีสาวนางหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่เข้ามาปกคลุมโดยรอบภายในบริเวณดังกล่าว
สิบเดือนผ่านไป แคว้นเทียนอวี๋ในช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยความสงบสุขไปทั่วทุกหย่อมหญ้า นับตั้งแต่ฮ่องเต้ลี่หยวนเสด็จกลับจากการออกล่าดินแดนและเริ่มวางแผนปกครองแคว้นอย่างจริงจัง ชาวเมืองเทียนอวี๋ร่วมไปถึงชาวเมืองจากแคว้นอื่นๆ ที่ถูกต้อนมาในฐานะผู้พ่ายแพ้สงครามรวมแล้วมีมากมายนับหลานแสนคนเลยทีเดียว ลี่หยวนฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชาให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีของประชาชนเป็นเวลาห้าปี มีเพียงชนชั้นขุนนางและคหบดีมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้กับราชสำนักเท่านั้นแต่ถึงกระนั้นการจ่ายภาษีก็จ่ายเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้นเพื่อเกิดความให้ยุติธรรมและให้แจกจ่ายที่ดินทำกินให้กับทุกครัวเรือน เพิ่มเบี้ยหวัดให้แก่ทหารในกองทัพเพื่อมีเงินส่งให้กับทางบ้านเกิดรวมไปถึงแจกจ่ายข้าวและอาหารให้แก่ชาวเมืองเป็นประจำทุกเดือนเพื่อไม่ให้เกิดความอดอยาก ฮ่องเต้ลี่หยวนใช้บทลงโทษที่รุนแรงยิ่งนักสำหรับผู้กระทำความผิด หากผู้ใดฉวยโอกาสขึ้นราคาข้าวและของแห้งซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการแลกเปลี่ยนสินค
หา! เจ้าหอคนงามอุทานออกมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง “นะ..นี่ท่านไม่ได้พูดหยอกเย้าข้าอย่างนั้นเหรอท่านแม่ทัพ”นางถามย้ำกลับไป “เจ้าคิดว่าคนเช่นข้าพูดเล่นอย่างนั้นเหรอ ที่ข้าพูดกับเจ้าเมื่อครู่ล้วนจริงจังและจริงใจต่อเจ้าทั้งสิ้น”รับสั่งย้ำเตือนสุรเสียงเน้นหนักและชัดเจนสร้างอาการตื่นตะลึงและตกใจอยู่ไม่น้อยบังเกิดขึ้นกับเว่ยหลินหลางขึ้นมาทันใด “นี่ท่านพูดจริงเหรอท่านแม่ทัพ ท่านไม่กลัวครอบครัวและวงศ์ตระกูลได้รับความอับอายเพราะข้ามีใบหน้าอัปลักษณ์เข่นนี้เลยเหรอ”นางถามกลับไป “ข้าไม่สนใจ!” “ข้าไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวเอง ไม่มีรู้ว่าเป็นใครมาจากไหนไร้สิ้นตระกูลใหญ่ค้ำจุน” “ข้าไม่สน” “ข้ากินจุมากเลยนะ ท่านเลี้ยงไหวเหรอ”







