เข้าสู่ระบบบทที่ 1
เพล้ง!
เสียงบางสิ่งแตกกระจาย ตามมาด้วยเสียงโครมครามของโต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องลายครามที่ถูกกวาดลงพื้นอย่างไม่ปรานี
เสียงดังสนั่น สะท้อนก้องไปทั่วตำหนักขององค์ชายจินหลง
ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้า
เหล่าข้ารับใช้ต่างพากันคุกเข่าก้มหน้าจนแทบติดพื้น ลมหายใจเบาราวกับเกรงว่าเพียงเสียงหายใจของตน จะยิ่งจุดไฟโทสะให้ลุกโชนขึ้นอีก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
อารมณ์ร้ายขององค์ชายจินหลงนั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนในวังต่างรู้ดี นับแต่ยังทรงพระเยาว์
พระองค์เย็นชาแข็งกร้าวและไม่เคยยอมให้ผู้ใดล่วงเกิน
ผู้เดียวที่เคยทำให้พระทัยของพระองค์สงบลงได้ คือพระสนมหลินจู สตรีผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยน และแววตาที่ทำให้ความแข็งกระด้างทั้งมวลอ่อนลง
แต่ทว่า พระนางสิ้นไปได้หลายปีแล้วและนับแต่นั้นองค์ชายจินหลงก็ยิ่งไร้ผู้ใดแตะต้องได้
“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่”
เสียงทุ้มเย็นดังขึ้นแทรกผ่านเสียงเศษกระเบื้องที่ยังกลิ้งกระทบพื้น
“ว่าให้ทำตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งชายาของข้า”
เสียงนั้นไม่ได้ดัง แต่กลับทำให้บรรยากาศทั้งตำหนักแข็งตัว
พานเชียนคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า หลังตรง ศีรษะก้มต่ำ สองมือวางซ้อนกันบนตักนิ่ง
นิ่งเสียจนดูเหมือนรูปสลักเพียงแต่ปลายนิ้วที่กำแน่น กลับบอกให้รู้ว่านางยังรู้สึก
“หม่อมฉันยัง…” เสียงของนางเบาเสียจนแทบจะเลือนหายไปในอากาศแต่ยังไม่ทันจะได้พูดจบ
“หุบปาก!” เสียงนั้นตัดลงมาราวคมมีด พานเชียนชะงัก
“ข้าพูดจบแล้วหรือ” เขาก้าวเข้ามาใกล้เสียงฝีเท้าหนักแน่นกดดันทุกย่างก้าว “เจ้าถึงกล้าเถียงสามีอย่างข้า”
คำว่าสามีถูกเน้นหนักแน่นราวกับเป็นสิ่งที่เขาเองก็ไม่ยอมรับ พานเชียนก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม
“หม่อมฉันไม่ได้…” เสียงนั้นแผ่วคล้ายจะสั่นแต่ยังคงพยายามประคองให้มั่นคง
“ยัง” เขาหัวเราะในลำคอเสียงเย็น “ยังอีก เมื่อไหร่เจ้าจะทำตัวให้สมกับตำแหน่งเสียที”
เขาหยุดตรงหน้าเงาของเขาทอดลงคลุมร่างนางเหมือนกำลังกลืนกิน
“อ๋อ…” เขาเอียงศีรษะเล็กน้อยรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่ไม่เคยไปถึงดวงตา
“ข้าลืมไป” เสียงนั้นเบาลงแต่กลับกรีดลึกกว่าเดิม “มารดาเป็นเพียงบ่าวอุ่นเตียง”
คำพูดหยุดชั่วครู่
ราวกับตั้งใจให้มันตกลงไปในความเงียบแล้วค่อยๆ กดทับ
“จะให้มีกิริยาเทียบเท่าคุณหนูตระกูลชั้นสูงได้อย่างไร”
ปลายนิ้วของพานเชียนสั่นเพียงน้อยนิดแต่ก็เพียงพอให้รู้ว่าคำพูดนั้นแทงเข้าไปลึกเพียงใด
“หากมารดาเจ้าไม่พลาดตั้งครรภ์” เขาย่อตัวลงเล็กน้อยสายตาจ้องนางตรง ๆ ไม่หลบ ไม่เว้นระยะ “เจ้าจะได้เป็นบุตรสาวของราชครูพานหรือ”
น้ำเสียงแผ่วแต่เต็มไปด้วยการเหยียดหยาม “ต้องขอบคุณมารดาของเจ้ามาก ๆ ล่ะ พานเชียน”
ทั้งตำหนักเงียบลงไม่มีใครกล้าขยับ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง พานเชียนยังคงคุกเข่า นิ่ง ไม่เถียง ไม่ร้องไห้ ไม่แม้แต่จะเงยหน้า ราวกับยอมรับทุกคำ เพราะมันจะยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่
นางเงียบ เพราะเคยคิดว่าหากก้มหน้ายอมรับทุกอย่าง มันอาจจะดีขึ้น อาจจะผ่านไป อาจจะเบาลง แต่ยิ่งเงียบทุกอย่างกลับยิ่งหนักขึ้น คำพูดที่ควรเจ็บเพียงครั้งเดียว กลับกลายเป็นสิ่งที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การถูกดูแคลนกลายเป็นเรื่องปกติ การถูกทำร้ายกลายเป็นความเคยชินและการไม่โต้ตอบก็กลายเป็นนิสัยของนางไปโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งนางก็อยากหัวเราะเยาะตัวเองอยากด่าตัวเองให้เจ็บยิ่งกว่าคำพูดของผู้อื่น
เหตุใดจึงโง่เขลาเพียงนี้
คิดว่าการยอมรับจะทำให้พายุสงบลง ทั้งที่ความจริงมันมีแต่จะยิ่งพัดโหมซ้ำแล้วซ้ำเล่ากระหน่ำใส่นางจนไม่เหลือแม้แต่ที่ให้ยืนหยัด
แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังเงียบเหมือนคนที่ลืมไปแล้วว่าตัวเอง…เคยมีเสียง
สายลมพัดผ่านหน้าต่าง พาเอากลิ่นฝุ่นและกลิ่นแตกกระจายของเครื่องลายครามเข้ามา
แต่นั่นก็ไม่อาจกลบกลิ่นบางอย่างได้กลิ่นของความกดดันและความเกลียดชังที่อบอวลอยู่ในอากาศ จินหลงลุกขึ้นยืน มองลงมาที่นางอีกครั้ง แววตาเย็นชา เหมือนกำลังมองสิ่งของ ไม่ใช่มนุษย์
“จำเอาไว้” เขาเอ่ยช้า ๆ “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ก็จงอย่าลืมว่าตัวเองเป็นอะไร”
ไม่มีคำตอบพานเชียนเพียงก้มหน้าลึกลงไปอีกราวกับจะซ่อนตัวเองให้หายไปแต่ต่อให้ก้มต่ำเพียงใด นางก็ยังคงอยู่ตรงนั้น ตรงหน้าของเขาในตำแหน่งที่ไม่ควรเป็นของนาง และไม่มีทางหลุดพ้น
เสียงฝีเท้าของเขาดังขึ้นอีกครั้งห่างออกไปทีละก้าว จนกระทั่งเงานั้นหายไป ประตูปิดลงเสียงดังก้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบและเศษซากของสิ่งที่แตกกระจาย
รวมถึงบางสิ่งในใจของนางที่ไม่มีใครมองเห็นและไม่มีใครคิดจะเก็บมันขึ้นมาอีกเลย
ตอนพิเศษ 2ยามบ่ายในจวนเงียบสงบแสงแดดอ่อนส่องผ่านชายคา ลมพัดกลิ่นหญ้าแห้งลอยเอื่อยเข้ามาในลานเสียงหัวเราะเบา ๆ ของสตรีดังแทรกความสงบขึ้นมา“ลูกแมวนี่ไม่ใช่ลูกข้า”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยอย่างเอาเรื่องพานเชียนเงยหน้ามอง ก่อนจะยิ้มกว้าง“ไม่ใช่ลูกชายของท่าน แล้วจะให้เป็นลูกสุ”ยังไม่ทันพูดจบร่างสูงก็โน้มเข้ามาใกล้สายตาคมกดดัน“ถ้าเจ้าเอ่ยคำว่าสุนัขออกมา…”เสียงเขาต่ำลงอย่างน่ากลัว“ข้าจะจุมพิตเจ้าให้ปากแตก”พานเชียนหลุดหัวเราะคิกคักไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อยแขนเรียวอุ้มเด็กน้อยในอ้อมอกโยกไปมา“ได้ยินหรือไม่ หมิงเอ๋อร์ บิดาเจ้าขู่แม่อีกแล้ว”เด็กน้อยในอ้อมแขนกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะอ้าปาก“เมี้ยว”เสียงเล็กแหลมดังออกมาพานเชียนหัวเราะหนักกว่าเดิม“เห็นหรือไม่ ลูกท่านตอบแล้ว”จินหลงชะงักก่อนจะขมวดคิ้วก่อนจะถอนหายใจ“เมื่อใดเขาจะหยุดร้องเช่นนี้”“ก็ตั้งแต่เล็ก เขาได้ยินแต่เสียงแมวในลาน”นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ“จะให้ร้องเป็นเสือคำรามหรืออย่างไร”จินหลงมองโอรสของตนสีหน้าซับซ้อน“ลูกข้า…เลียนเสียงแมวแทนที่จะหัดพูด”“เพคะ”“…”พานเชียนยิ้มบา“น่ารักดีออก” หมิงเอ๋อร์เพิ่งจะหกเดือนจะให้พูดได้เลยหรืออย่างไรจินหลงถอนหา
ตอนพิเศษ 1ลมเย็นต้นฤดูพัดผ่านลานตำหนัก กลีบดอกเหมยปลิวแผ่วลงบนพื้นหินขัด เสียงระฆังลมดังกรุ๋งกริ๋งเบา ๆ คล้ายจะปลอบโยนความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่ผ่านมาสองปีแล้วนับจากวันที่พานเชียนกลับเข้าตำหนักในฐานะพระชายาเอกอย่างสมบูรณ์ทุกอย่าง…เหมือนจะเข้าที่ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับจินหลงค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ จากความหวาดระแวง กลายเป็นความเคยชิน จากความเคยชิน…กลายเป็นความผูกพันเขายังมีนิสัยเอาแต่ใจอยู่บ้างแต่มือที่เคยกระชากนางอย่างไม่สนใจ กลับกลายเป็นมือที่ระวังยิ่งกว่าแตะต้องหยกคำพูดที่เคยเชือดเฉือน…ก็ลดลงแม้ยังคงคมแต่ไม่ทำร้ายเหมือนเดิมทว่า…มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงว่างเปล่า“พระชายา…ยังไม่ทรงครรภ์อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”เสียงหมอหลวงเอ่ยอย่างระมัดระวังพานเชียนนั่งนิ่งมือเรียววางบนตักอย่างสงบ“อืม”หมอหลวงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ“กระหม่อมได้ตรวจพระวรกายขององค์ชายแล้ว…”ประโยคถัดไป…หนักยิ่งกว่าก้อนหิน “พิษที่เคยสะสม…ส่งผลกระทบต่อโลหิตและพลังภายในเกรงว่า…จะยากต่อการมีพระโอรส”คำว่า ยากเขาเลือกใช้คำนี้แต่ทั้งคู่…เข้าใจดีว่ามันหมายถึงอะไรพานเชียนไม่แสดงสีหน้าเพียงพยักหน้าเบา ๆ“ขอบใจท่านหมอ”คืน
บทที่ 54ฝนหยุดลงในยามดึกหยดน้ำเกาะตามชายคา ไหลหยดลงพื้นเป็นจังหวะช้า ๆ อากาศเย็นชื้นแผ่ซึมเข้ามาในเรือนพานเชียนยังคงนั่งอยู่ที่เดิมแม้เสียงฝนจะเงียบไปแล้ว แต่ในใจนางกลับไม่สงบลงเลยประโยคสุดท้ายของเขา…ยังดังก้องข้าจะไม่ปล่อยตั้งแต่แรกนางไม่รู้ว่าควรกลัว…หรือควรเชื่อรุ่งเช้าฟ้าหลังฝนสดใสกว่าทุกวันแสงแดดส่องลอดเข้ามาในลานเล็ก กลิ่นดินเปียกยังคงลอยอ่อน ๆเหมยจื่อ ออกไปเตรียมของตั้งแต่เช้าเฉียวฟงก็หายตัวไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเหลือเพียงนาง…กับเขาเงียบผิดปกติพานเชียนกำลังจะเดินออกไปตั้งเตา“วันนี้ไม่ต้อง”เสียงเขาดังขึ้นจากด้านในนางชะงัก“เพคะ?”“ข้าบอกแล้ว” เขาเดินออกมา “วันนี้ไม่ขาย”“แต่”“มีคนกำลังมา”หัวใจนางกระตุก“ผู้ใดเพคะ”เขาไม่ตอบทันทีเพียงมองนางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก“คนจากเมืองหลวง”เลือดในกายเย็นวาบพานเชียนกำชายเสื้อแน่น“มาหาหม่อมฉันหรือเพคะ”“ไม่ใช่แค่เจ้า”“…”“มาหาข้า”คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้นางโล่งใจกลับยิ่งหนักขึ้น “เรื่องตำแหน่ง…หรือเพคะ”“คงใช่”เขาพูดเรียบเหมือนไม่ใส่ใจแต่แววตากลับเข้มขึ้นเล็กน้อย“แล้วพระองค์จะกลับหรือไม่”จินหลงไม่ตอบเขาเดินผ่านนางไป หยิบดาบ
บทที่ 53เย็นวันนั้นท้องฟ้าหม่นลงเร็วกว่าปกติเมฆสีเทาทับซ้อนกันหนาแน่น ราวกับฝนกำลังจะมา แต่ยังไม่ตกพานเชียนนั่งอยู่หน้าหวดนึ่ง มือจับฝาหวดไว้แน่นโดยไม่รู้ตัวนางไม่ได้เปิดมันทั้งที่ไอน้ำเริ่มล้นออกมาตามขอบ“เดี๋ยวก็ไหม้หมดหรอก”เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังนางสะดุ้ง รีบยกฝาหวดขึ้น ไอร้อนพุ่งออกมาปะทะใบหน้า“ระวัง”มือหนาดึงแขนนางออกทันทีช้าไปเพียงนิดเดียว ปลายนิ้วนางก็แดงขึ้นแล้ว พานเชียนเม้มปาก“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ”“มือเจ้าแดงแล้ว”“แค่ร้อนนิดเดียว”“ยื่นมา”น้ำเสียงเขาไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธนางชะงัก ก่อนจะยื่นมือไปอย่างลังเล จินหลงจับมือเล็กนั้นขึ้นมา พลิกดูช้า ๆ ผิวขาวบางแดงระเรื่อจากไอร้อน คิ้วเขาขมวดเล็กน้อย“ซุ่มซ่าม”คำดุเบา ๆ แต่มือกลับเบากว่าที่เคยเขาดึงนางไปนั่ง ก่อนจะเรียกเฉียวฟง“เอาน้ำเย็นมา”“พ่ะย่ะค่ะ”ไม่นาน ถ้วยน้ำก็ถูกนำมาจินหลงจุ่มปลายนิ้วนางลงในน้ำเย็นอย่างระมัดระวัง พานเชียนนิ่งไม่ได้ดึงมือกลับไม่ได้พูดอะไรเพียงมองการกระทำนั้น…เงียบ ๆ“เจ้าไม่ต้องทำทุกอย่างเอง” เขาเอ่ยโดยไม่เงยหน้า “มีข้าอยู่”คำพูดนั้นทำให้หัวใจนางกระตุก“หม่อมฉันทำมาตลอด”“ต่อไปไม่ต้อง”“…”“ข้
บทที่ 52รุ่งเช้าเงียบกว่าทุกวันหมอกบางลอยคลุ้งอยู่เหนือพื้นดิน กลิ่นอายชื้นของยามเช้าทำให้ลมหายใจเย็นลงเล็กน้อย พานเชียนตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง นางนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นเหมยจื่อยังไม่ตื่นส่วนอีกคน…นางเหลือบมองไปยังห้องอีกฝั่ง เงียบสนิทเมื่อคืนคำพูดของเขายังคงวนเวียนอยู่ในหัวข้าจะไม่รอไปตลอดนางเม้มริมฝีปาก ก่อนจะหันหลังให้ความคิดนั้น แล้วเริ่มลงมือเตรียมแป้งเหมือนทุกวันแต่วันนี้ทุกอย่างดู…ไม่เหมือนเดิมมือที่เคยนวดแป้งอย่างคล่องแคล่ว กลับชะงักเป็นระยะสายตาที่เคยนิ่ง กลับเหม่อลอย“คิดอะไรอยู่”เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังนางสะดุ้งเล็กน้อยจินหลงยืนพิงเสาไม้ มองนางอยู่ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้“หม่อมฉัน…ไม่ได้คิดสิ่งใดเพคะ”“โกหกอีกแล้ว” เขาเดินเข้ามาใกล้เกินไปจนกลิ่นตัวเขาแผ่วเบาเข้ามาในลมหายใจ“เจ้าคิดจนแป้งในมือเจ้าเละหมดแล้ว”พานเชียนก้มลงมองจริงอย่างที่เขาว่าแป้งที่ควรเนียน กลับแฉะและเสียรูป นางรีบวางมันลง“หม่อมฉันจะทำใหม่”มือหนาคว้าข้อมือนางเอาไว้ “พอ”นางชะงัก“วันนี้ไม่ต้องขาย”“แต่”“ข้าบอกว่าไม่ต้อง” น้ำเสียงเขาเรียบ แต่หนักแน่นพานเชียนเงียบไปนางไม่เคยเห็นเข
บทที่ 51แสงแดดยามบ่ายทอดยาวลงบนพื้นดิน ฝุ่นบางเบาลอยขึ้นตามแรงลม ผู้คนทยอยบางตาลงหลังช่วงสายที่คึกคักซาลาเปาในหวดเหลือเพียงไม่กี่ลูกพานเชียนยืนจัดเรียงของอยู่เงียบ ๆ ขณะที่จินหลงยืนพิงโต๊ะ มองถนนเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด“หมดแล้ว” นางเอ่ยเบา ๆเขาเหลือบตามอง ก่อนจะพยักหน้า“เร็วกว่าที่ข้าคิด”“ก็เป็นฝีมือองค์ชายมิใช่หรือเพคะ” นางตอบเรียบ ๆ“หึ” เขาหัวเราะในลำคอ “เจ้าประชดข้าอยู่หรือ”“หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ”คำตอบนั้นยังคงเหมือนเดิมสุภาพ อ่อนน้อม และเว้นระยะ จินหลงมองนางนิ่งไปชั่วครู่ แม้วันนี้นางจะยิ้ม แม้จะพูดคุยมากขึ้นแต่ระยะห่างระหว่างเขากับนาง…ยังคงอยู่ไม่ใช่ระยะทางแต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น“เก็บของเถิด” เขาเอ่ยสั้น ๆ“เพคะ”ภายในจวน เหมยจื่อกำลังจัดเงินที่ได้จากการขายของ ใบหน้ามีรอยยิ้มจาง ๆ“วันนี้ขายดีนัก” นางเอ่ยขึ้น “ข้าคงต้องขอบคุณองค์ชายเสียแล้ว”จินหลงนั่งลงตรงเก้าอี้ไม้ ไม่ตอบทันที“ข้าไม่ได้ทำเพื่อเงิน”“ข้ารู้” เหมยจื่อยิ้มบาง “ท่านทำเพื่อบุตรสาวข้า”พานเชียนชะงักมือเล็กน้อยบรรยากาศเงียบลง จินหลงมองหญิงชราตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยเรียบ ๆ“ท่านไม่กลัวข้าหรือ”คำถามนั้นทำให้พานเ







