เข้าสู่ระบบข้าเงียบในคืนที่ควรพูดความจริงและนั่นทำให้ข้าได้เป็นพระชายา เพียงแต่สามีผู้นั้นเกลียดข้าเพราะเชื่อว่าข้าแย่งวาสนาของพี่สาวมา แต่ผู้ใดจะรู้ว่าตำแหน่งนี้คือกรงขังและวันนี้ข้าจะคืนวาสนาให้ผู้ที่คู่ควร
ดูเพิ่มเติมบทนำ
งานแต่งวันนั้นข้าไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นเจ้าสาว แต่กลับเป็นข้าถูกทิ้งไว้ในห้องหอ ทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างสมบูรณ์
เกี้ยวแดง ชุดเจ้าสาวฤกษ์ยามที่ไม่มีใครกล้าขัดมีเพียงสิ่งเดียวที่ผิด เจ้าสาวและสิ่งนั้น คือข้า
พวกเขาพูดกันว่า ข้าอยากได้ตำแหน่งพระชายา จนกล้าปลอมตัวขึ้นเกี้ยว แย่งวาสนาของพานหรงหรง
คำพูดเหล่านั้น ไม่มีใครพูดต่อหน้าข้า แต่ข้ากลับได้ยินมันชัดกว่าคำใด ทุกสายตาที่มองมา ทุกความเงียบที่ทิ้งไว้
มันดังพอจะบอกว่าข้าคือความผิดพลาด
ในคืนนั้นข้านั่งอยู่ในเรือนหอ ประตูปิดและไม่มีใครมาเปิด
ข้ารอ…
รอให้ใครสักคนมาแก้ไข รอให้เรื่องนี้จบลง เหมือนที่มันควรจะเป็น
แต่เวลาผ่านไปและไม่มีใครมา ไม่มีใครเคาะประตู ไม่มีใครเรียกชื่อข้า
ไม่มีใคร…ต้องการคืนสิ่งที่ควรเป็นของตน
จนกระทั่ง ประตูบานนั้นเปิดออก องค์ชายจินหลงก้าวเข้ามา เขาไม่ได้หยุด ไม่ได้ถาม สายตาของเขาเพียงกวาดมอง เหมือนกำลังมองสิ่งของที่วางผิดที่
“เจ้าเป็นใคร” คำถามนั้นเรียบ ไม่ใช่เพราะอยากรู้ แต่เพราะควรถาม ข้าไม่ได้ตอบ ไม่ใช่เพราะไม่กล้า แต่เพราะรู้ดีว่า ไม่ว่าข้าจะเป็นใคร ผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยน
คืนนั้นผ่านไป โดยไม่มีใครหยุดมันไม่มีใครยอมรับว่ามันผิด และไม่มีใคร…คิดจะแก้ไข
เมื่อรุ่งเช้ามาถึงพร้อมกับสายตาของคนทั้งตำหนัก พวกเขาไม่ถามว่าข้าเข้ามาได้อย่างไร พวกเขาถามเพียงว่า
“เหตุใดนางถึงยังอยู่”
คำตอบนั้นง่ายเพราะคนที่ควรอยู่ ไม่มา และคนที่ไม่ควรอยู่ไม่มีทางไป
องค์ชายจินหลงจึงต้องรับข้าไว้ไม่ใช่เพราะเมตตาแต่เพราะเขาถูกบีบให้ต้องทำ เพราะเขา เข้าหอกับข้าแล้ว
และในใต้หล้านี้ ไม่มีสิ่งใดทำลายศักดิ์ศรีของเขาได้มากไปกว่านั้น
ข้ากลายเป็นพระชายาเอก ในคืนเดียว โดยไม่มีใครถามว่าข้าต้องการหรือไม่
บางครั้งข้าก็คิด ถ้าคืนนั้น ข้าลุกขึ้น เปิดประตู แล้วเดินออกไป จะมีใครหยุดข้าหรือไม่
หรือบางทีอาจไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำเพราะตั้งแต่แรก ข้าก็ไม่เคยมีตัวตนในสายตาของใคร
นอกจากในฐานะความผิดพลาดที่ยังหายใจอยู่และในตำหนักแห่งนี้ ความผิดพลาด ไม่มีวันถูกลืม เพราะองค์ชายจินหลงตอกย้ำความผิดของข้าอยู่ตลอดเวลา
ตอนพิเศษ 2ยามบ่ายในจวนเงียบสงบแสงแดดอ่อนส่องผ่านชายคา ลมพัดกลิ่นหญ้าแห้งลอยเอื่อยเข้ามาในลานเสียงหัวเราะเบา ๆ ของสตรีดังแทรกความสงบขึ้นมา“ลูกแมวนี่ไม่ใช่ลูกข้า”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยอย่างเอาเรื่องพานเชียนเงยหน้ามอง ก่อนจะยิ้มกว้าง“ไม่ใช่ลูกชายของท่าน แล้วจะให้เป็นลูกสุ”ยังไม่ทันพูดจบร่างสูงก็โน้มเข้ามาใกล้สายตาคมกดดัน“ถ้าเจ้าเอ่ยคำว่าสุนัขออกมา…”เสียงเขาต่ำลงอย่างน่ากลัว“ข้าจะจุมพิตเจ้าให้ปากแตก”พานเชียนหลุดหัวเราะคิกคักไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อยแขนเรียวอุ้มเด็กน้อยในอ้อมอกโยกไปมา“ได้ยินหรือไม่ หมิงเอ๋อร์ บิดาเจ้าขู่แม่อีกแล้ว”เด็กน้อยในอ้อมแขนกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะอ้าปาก“เมี้ยว”เสียงเล็กแหลมดังออกมาพานเชียนหัวเราะหนักกว่าเดิม“เห็นหรือไม่ ลูกท่านตอบแล้ว”จินหลงชะงักก่อนจะขมวดคิ้วก่อนจะถอนหายใจ“เมื่อใดเขาจะหยุดร้องเช่นนี้”“ก็ตั้งแต่เล็ก เขาได้ยินแต่เสียงแมวในลาน”นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ“จะให้ร้องเป็นเสือคำรามหรืออย่างไร”จินหลงมองโอรสของตนสีหน้าซับซ้อน“ลูกข้า…เลียนเสียงแมวแทนที่จะหัดพูด”“เพคะ”“…”พานเชียนยิ้มบา“น่ารักดีออก” หมิงเอ๋อร์เพิ่งจะหกเดือนจะให้พูดได้เลยหรืออย่างไรจินหลงถอนหา
ตอนพิเศษ 1ลมเย็นต้นฤดูพัดผ่านลานตำหนัก กลีบดอกเหมยปลิวแผ่วลงบนพื้นหินขัด เสียงระฆังลมดังกรุ๋งกริ๋งเบา ๆ คล้ายจะปลอบโยนความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่ผ่านมาสองปีแล้วนับจากวันที่พานเชียนกลับเข้าตำหนักในฐานะพระชายาเอกอย่างสมบูรณ์ทุกอย่าง…เหมือนจะเข้าที่ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับจินหลงค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ จากความหวาดระแวง กลายเป็นความเคยชิน จากความเคยชิน…กลายเป็นความผูกพันเขายังมีนิสัยเอาแต่ใจอยู่บ้างแต่มือที่เคยกระชากนางอย่างไม่สนใจ กลับกลายเป็นมือที่ระวังยิ่งกว่าแตะต้องหยกคำพูดที่เคยเชือดเฉือน…ก็ลดลงแม้ยังคงคมแต่ไม่ทำร้ายเหมือนเดิมทว่า…มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงว่างเปล่า“พระชายา…ยังไม่ทรงครรภ์อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”เสียงหมอหลวงเอ่ยอย่างระมัดระวังพานเชียนนั่งนิ่งมือเรียววางบนตักอย่างสงบ“อืม”หมอหลวงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ“กระหม่อมได้ตรวจพระวรกายขององค์ชายแล้ว…”ประโยคถัดไป…หนักยิ่งกว่าก้อนหิน “พิษที่เคยสะสม…ส่งผลกระทบต่อโลหิตและพลังภายในเกรงว่า…จะยากต่อการมีพระโอรส”คำว่า ยากเขาเลือกใช้คำนี้แต่ทั้งคู่…เข้าใจดีว่ามันหมายถึงอะไรพานเชียนไม่แสดงสีหน้าเพียงพยักหน้าเบา ๆ“ขอบใจท่านหมอ”คืน
บทที่ 54ฝนหยุดลงในยามดึกหยดน้ำเกาะตามชายคา ไหลหยดลงพื้นเป็นจังหวะช้า ๆ อากาศเย็นชื้นแผ่ซึมเข้ามาในเรือนพานเชียนยังคงนั่งอยู่ที่เดิมแม้เสียงฝนจะเงียบไปแล้ว แต่ในใจนางกลับไม่สงบลงเลยประโยคสุดท้ายของเขา…ยังดังก้องข้าจะไม่ปล่อยตั้งแต่แรกนางไม่รู้ว่าควรกลัว…หรือควรเชื่อรุ่งเช้าฟ้าหลังฝนสดใสกว่าทุกวันแสงแดดส่องลอดเข้ามาในลานเล็ก กลิ่นดินเปียกยังคงลอยอ่อน ๆเหมยจื่อ ออกไปเตรียมของตั้งแต่เช้าเฉียวฟงก็หายตัวไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเหลือเพียงนาง…กับเขาเงียบผิดปกติพานเชียนกำลังจะเดินออกไปตั้งเตา“วันนี้ไม่ต้อง”เสียงเขาดังขึ้นจากด้านในนางชะงัก“เพคะ?”“ข้าบอกแล้ว” เขาเดินออกมา “วันนี้ไม่ขาย”“แต่”“มีคนกำลังมา”หัวใจนางกระตุก“ผู้ใดเพคะ”เขาไม่ตอบทันทีเพียงมองนางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก“คนจากเมืองหลวง”เลือดในกายเย็นวาบพานเชียนกำชายเสื้อแน่น“มาหาหม่อมฉันหรือเพคะ”“ไม่ใช่แค่เจ้า”“…”“มาหาข้า”คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้นางโล่งใจกลับยิ่งหนักขึ้น “เรื่องตำแหน่ง…หรือเพคะ”“คงใช่”เขาพูดเรียบเหมือนไม่ใส่ใจแต่แววตากลับเข้มขึ้นเล็กน้อย“แล้วพระองค์จะกลับหรือไม่”จินหลงไม่ตอบเขาเดินผ่านนางไป หยิบดาบ
บทที่ 53เย็นวันนั้นท้องฟ้าหม่นลงเร็วกว่าปกติเมฆสีเทาทับซ้อนกันหนาแน่น ราวกับฝนกำลังจะมา แต่ยังไม่ตกพานเชียนนั่งอยู่หน้าหวดนึ่ง มือจับฝาหวดไว้แน่นโดยไม่รู้ตัวนางไม่ได้เปิดมันทั้งที่ไอน้ำเริ่มล้นออกมาตามขอบ“เดี๋ยวก็ไหม้หมดหรอก”เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังนางสะดุ้ง รีบยกฝาหวดขึ้น ไอร้อนพุ่งออกมาปะทะใบหน้า“ระวัง”มือหนาดึงแขนนางออกทันทีช้าไปเพียงนิดเดียว ปลายนิ้วนางก็แดงขึ้นแล้ว พานเชียนเม้มปาก“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ”“มือเจ้าแดงแล้ว”“แค่ร้อนนิดเดียว”“ยื่นมา”น้ำเสียงเขาไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธนางชะงัก ก่อนจะยื่นมือไปอย่างลังเล จินหลงจับมือเล็กนั้นขึ้นมา พลิกดูช้า ๆ ผิวขาวบางแดงระเรื่อจากไอร้อน คิ้วเขาขมวดเล็กน้อย“ซุ่มซ่าม”คำดุเบา ๆ แต่มือกลับเบากว่าที่เคยเขาดึงนางไปนั่ง ก่อนจะเรียกเฉียวฟง“เอาน้ำเย็นมา”“พ่ะย่ะค่ะ”ไม่นาน ถ้วยน้ำก็ถูกนำมาจินหลงจุ่มปลายนิ้วนางลงในน้ำเย็นอย่างระมัดระวัง พานเชียนนิ่งไม่ได้ดึงมือกลับไม่ได้พูดอะไรเพียงมองการกระทำนั้น…เงียบ ๆ“เจ้าไม่ต้องทำทุกอย่างเอง” เขาเอ่ยโดยไม่เงยหน้า “มีข้าอยู่”คำพูดนั้นทำให้หัวใจนางกระตุก“หม่อมฉันทำมาตลอด”“ต่อไปไม่ต้อง”“…”“ข้












ความคิดเห็น