Share

บทที่ 10

Penulis: หออักษร
“ฮูหยินเฉิน”

ฉินหมิงเข้ามาภายในจวนตระกูลกวน กล่าวทักทายฮูหยินเฉินอย่างสุภาพ

อันที่จริงตามธรรมเนียมของต้าเฉียน นางเฉินแต่งเข้าตระกูลไหน ก็ถือว่าเป็นคนของตระกูลนาง ตอนนี้ควรจะเรียกว่าฮูหยินกวน

แต่ตอนนี้ตระกูลกวนท่านนั้นได้พลีชีพในสนามรบไปแล้ว

นางเฉินต้องค้ำจุนตระกูลด้วยตนเอง ดังนั้นจึงเรียกนางว่าฮูหยินเฉินโดยตรง

“องค์ชายมาที่นี่ในวันนี้ มีธุระหรือเพคะ?”

นางเฉินเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นางเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับฉินหมิงมานานแล้ว

รู้ว่านี่คือเด็กหนุ่มที่มีความสามารถ

แต่เมื่อได้เห็นฉินหมิงในวันนี้ นางก็เริ่มสงสัยข่าวลือเหล่านั้นขึ้นมาบ้าง

เด็กหนุ่มตรงหน้านางผู้นี้ ดูท่าทางไม่เอาไหน

แม้ว่าจะพยายามแสร้งทำเป็นปกปิด แต่กลิ่นอายของอันธพาลที่ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ข้าเป็นใหญ่ไม่เกรงกลัวใครก็ยังคงแผ่ซ่านออกมา

นี่คือองค์รัชทายาทผู้ปกครองบ้านเมืองอย่างมีหลักการ และเป็นที่รักของเหล่าขุนนางอย่างนั้นหรือ?

ท่าทางเช่นนี้ ยากที่จะทำให้ผู้ใหญ่ชื่นชอบได้

นางเฉินจึงมีอคติต่อองค์ชายที่อาจจะได้มาเป็นลูกเขยของตระกูลกวนเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

“ใช่แล้ว แต่เรื่องนี้อาจจะยังบอกท่านไม่ได้ คุณหนูกวนอยู่หรือไม่?”

ฉินหมิงถูมือไปมา เอ่ยปากด้วยรอยยิ้ม

“นาง...”

นางเฉินเหลือบมองไปยังภายในเรือน

นางรู้จักบุตรสาวของตนเองดี

หากยอมพบฉินหมิง กวนเยว่คงจะออกมานานแล้ว

บัดนี้ยังไม่ออกมา ความหมายก็ชัดเจนในตัวมันเอง

“บุตรสาวของข้าช่วงนี้ป่วยเป็นไข้หวัด ไม่สะดวกรับแขกเพคะ”

ทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในคำพูด ฉินหมิงย่อมฟังออก

เดิมทีวันนี้คิดว่าจะได้พบกับหญิงสาวที่งดงามราวกับเทพธิดาลงมาจุติท่านนั้นเสียหน่อย

เมื่ออีกฝ่ายไม่เต็มใจ ฉินหมิงก็ย่อมไม่หน้าด้านเข้าไปหา

เขาพยักหน้าช้า ๆ แล้วหยิบกล่องเล็ก ๆ กล่องหนึ่งออกมา

“ไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร... รบกวนท่านช่วยนำของสิ่งนี้ไปมอบให้นางด้วย”

“นี่คืออะไรหรือ?”

“ของขวัญ”

“ข้าจะนำไปมอบให้บุตรสาวของข้าเอง”

นางเฉินพยักหน้าเล็กน้อย แต่ในใจกลับรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง

เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ ไม่พูดเรื่องสู่ขอ ไม่พูดเรื่องแต่งงาน ส่งกล่องเล็ก ๆ กล่องหนึ่งแล้วก็จากไป

การทำการใด ๆ ของฉินอ๋อง ช่างคาดเดาได้ยากเสียจริง

หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ...

“ได้ยินท่านพูดเช่นนี้ ข้าก็วางใจแล้ว ยังมีธุระอีกเล็กน้อย ผู้น้อยขอตัวก่อน”

ฉินหมิงเพิ่งจะจากไป

นางเฉินก็นำกล่องมาถือไว้ในมือแล้วพิจารณา

นางไม่ใช่คนใจแคบเช่นนั้น เมื่อบอกว่าเป็นของที่ส่งให้กวนเยว่ นางก็จะไม่แอบเปิดดูเอง

แต่ทันทีที่หยิบกล่องขึ้นมา ร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากหลังฉากกั้น

“ท่านแม่”

“เจ้าอยู่ที่นี่ตลอดเลยหรือ?”

นางเฉินตกใจเล็กน้อย ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ไม่... ข้าเพิ่งมาเจ้าค่ะ”

กวนเยว่หน้าแดงเล็กน้อย รีบแก้ตัว

นางเฉินจะไม่เข้าใจความคิดของบุตรสาวตนเองได้อย่างไร

หน้าบางถึงเพียงนี้ ทั้งยังใส่ใจคนผู้นั้นถึงขนาดนี้

เด็กสาวเช่นนี้ ในอนาคตเรื่องความรักจะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบเป็นแน่

“เหตุใดไม่ไปพบเขาด้วยตนเองเล่า?”

“ข้าบอกแล้วว่าเพิ่งมา จะไปพบได้อย่างไรกัน!”

กวนเยว่ทำปากยื่น กล่าวอย่างไม่พอใจ

ในใจรู้สึกโกรธฉินหมิงมากแล้ว

เจ้าหมอนี่ ไม่รู้จักพูดคุยอยู่ในจวนให้นานกว่านี้หน่อย

ไม่แน่ว่าอีกสักพักนางก็อาจจะปรากฏตัวออกมาก็ได้

มีคุณหนูตระกูลไหนที่พอเรียกแล้ว ก็จะออกมาพบคนได้ง่าย ๆ กันเล่า...

“ของเจ้า”

นางเฉินยื่นกล่องให้

“อ้อ”

กวนเยว่พยักหน้า รับกล่องมาเก็บไว้ในแขนเสื้ออย่างเป็นธรรมชาติ

“ไม่เปิดดูหน่อยหรือ?”

“ก็แค่ของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่มีอะไรน่าดูหรอกเจ้าค่ะ”

กวนเยว่เชิดคางขึ้น ส่งเสียงหึ แล้วหันหลังเดินจากไป

แต่ในที่ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ภายในแขนเสื้อของนาง

มือเล็ก ๆ ขาวเนียนกลับถือกล่องใบเล็กนี้ไว้แน่น

ณ ระเบียงทางเดินหลังเรือน

หญิงสาวกระโดดโลดเต้นเดินไปตามระเบียงทางเดิน

เมื่อเข้าไปในห้อง นางก็ปิดประตูเสียงดังปัง

แล้วรีบร้อนเปิดกล่องใบเล็กในมือออกอย่างใจจดใจจ่อ

วินาทีต่อมา เสียงอุทานด้วยความตกใจก็หลุดออกมาจากปากของนาง!

จากนั้นน้ำตาสองสายก็ไหลรินลงมา

สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้านาง คือตราอาญาสิทธิ์ของค่ายทหารอู่เวย!

ปัง!

กวนเยว่ผลักประตูออก พุ่งออกจากห้องด้วยความเร็วสูงสุด

จวนตระกูลกวนไม่ใหญ่ไม่เล็ก แต่เมื่อวิ่งมาถึงประตู แม้แต่กวนเยว่ที่มีพละกำลังดี ก็ยังหอบหายใจ

“เขาล่ะ?”

“ใครหรือขอรับ คุณหนู”

องครักษ์สองสามคนยืนอยู่ที่ประตู เอ่ยปากถามอย่างสงสัย

“จะเป็นใครไปได้อีกเล่า ฉินอ๋องน่ะสิ!”

“องค์ชายดูเหมือนจะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองแล้วขอรับ”

“ดี”

กวนเยว่ราวกับผีเสื้อที่โบยบิน รีบวิ่งออกจากจวนตระกูลกวน มุ่งหน้าไปยังนอกเมืองทันที

เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนต่างก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง

“คุณหนูใหญ่เป็นอะไรไป สองวันก่อนยังแอบด่าองค์ชายอยู่เลยมิใช่หรือ?”

“เจ้าไม่เข้าใจหรอก ผู้หญิงก็เป็นเช่นนี้ บางครั้งในใจก็คิดถึงเขา ถึงได้เอ่ยปากด่าทอออกมา”

“ใช่แล้ว ภรรยาข้าก็ด่าข้าทุกวันว่าไร้ความสามารถ คิด ๆ ดูแล้ว คงจะรักข้ามาก”

“ของเจ้าน่ะไม่เหมือนกัน นั่นคือโดนด่าจริง ๆ !”

...

ชานเมืองหลวง

ที่นี่มีค่ายทหารอยู่หลายแห่ง

ตำแหน่งที่ตั้งของค่ายทหารอู่เวยค่อนข้างห่างไกล

สาเหตุหลักเป็นเพราะค่ายทหารอู่เวยในช่วงหลายปีมานี้ตกต่ำลงเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นถึงความอ่อนล้า

ระดับความสำคัญก็ลดลงครั้งแล้วครั้งเล่า

บัดนี้แม้แต่ตำแหน่งที่ตั้งของค่ายทหาร ก็ยังถูกย้ายไปไว้ในที่ที่ห่างไกลที่สุด

วันนี้ฉินหมิงมาที่นี่ ก็เพื่อผนวกรวมค่ายทหารอู่เวย

ราชสำนักให้ตราอาญาสิทธิ์มาเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น

ในฐานะผู้ปกครองในอนาคตของพื้นที่แห่งนี้ ฉินหมิงย่อมต้องมาดูด้วยตนเอง

ตอนนี้เขาไม่ใช่องค์รัชทายาทแล้ว การเดินทางก็ไม่มีขุนนางคอยห้อมล้อมหน้าหลัง

ฉินหมิงจึงหาเวลาว่าง มาพูดคุยกับพวกเขาด้วยตนเอง

“ไปเรียกแม่ทัพของพวกเจ้ามา”

เมื่อเดินเข้ามาในค่ายทหาร ฉินหมิงก็แสดงตนก่อน จากนั้นก็เอ่ยปากให้ทหารยามที่เฝ้าประตูไปเรียกคน

อีกฝ่ายมองฉินหมิงอย่างระแวดระวังแวบหนึ่ง แต่ก็ยังคงรีบวิ่งจากไป

ฉินหมิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า คนกลุ่มนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยต้อนรับตนเอง

ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด

ไม่นานนัก ฉินหมิงก็ถูกพาเข้าไปในกระโจมแห่งหนึ่ง

ข้างในมีคนนั่งอยู่สามคน

“กระหม่อมหลิวฉ่วง เฉาชวน หวู่ชิงเหย่ ขอคารวะองค์ชาย”

ทั้งสามคนนี้ คือผู้บัญชาการทั้งสามของค่ายทหารอู่เวยในปัจจุบัน

หลิวฉ่วงมีใบหน้าสี่เหลี่ยม เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำ รับผิดชอบกองทัพหน้าของค่ายทหารอู่เวย

เขามีผลงานโดดเด่นในการรบแบบจู่โจม

ตามที่ฉินหมิงเข้าใจ เพียงแค่หลิวฉ่วงคนเดียว ก็เคยสร้างความดีความชอบในการบุกทะลวงค่ายศัตรูได้ก่อนใครหลายครั้งในสงครามทางเหนือ

เฉาชวนรูปร่างผอมบาง บนใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากดาบ รับผิดชอบกองทัพกลาง

นี่คือผู้มีความสามารถรอบด้าน สามารถบัญชาการกองทัพ และยังสามารถจัดการด้านพลาธิการได้อีกด้วย

หวู่ชิงเหย่ก็เป็นแม่ทัพร่างกายกำยำเช่นกัน รับผิดชอบกองทัพซ้ายขวา เชี่ยวชาญการจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว

“คำสั่งโยกย้ายของราชสำนัก พวกเจ้าทุกคนคงได้รับแล้วใช่หรือไม่?”

ฉินหมิงไม่พูดจาไร้สาระกับพวกเขา เข้าประเด็นหลักทันที พูดถึงเรื่องการเดินทางไปยังหลิ่งหนาน

กองทัพหลายพันคนนี้จะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย

หากจะไปยังหลิ่งหนาน ก็ต้องเตรียมการล่วงหน้า

แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ ทันทีที่เขาเอ่ยปาก

ทั้งสามคนกลับคุกเข่าลงต่อหน้าเขาพร้อมกัน

“พวกกระหม่อมไม่อยากไปหลิ่งหนาน!”

“ขอองค์ชายโปรดถอนคำสั่งด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

เดิมทีฉินหมิงคิดว่าค่ายทหารอู่เวยล้วนเป็นนักรบผู้กล้าหาญ เมื่อมีโอกาสสร้างคุณงามความดีอยู่ตรงหน้า ก็เพียงแค่พาคนไปก็พอแล้ว

แต่กลับไม่คิดว่า เพิ่งจะมาถึงค่ายทหารก็ต้องเจออุปสรรคเสียแล้ว

ฉินหมิงยิ้มอย่างขมขื่น แล้วเอ่ยถาม

“ทุกท่าน เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่อยากไป พอจะบอกเหตุผลให้ข้าฟังได้หรือไม่?”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 515

    เมื่อฉู่หงจางได้ยินคำถามของเขา ก็รีบชิงกล่าวขึ้นทันทีว่า“ข้าเจอฉินอ๋องมาน่ะสิ”เมื่อได้ยินคำว่าฉินอ๋อง ทุกคนในที่นั้นก็พลันเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนกพวกเขาจ้องมองฉู่หงจางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ“เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดฉินอ๋องถึงมาที่นี่ได้เล่า?”“หรือว่าเขานำกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายที่นี่แล้ว? เช่นนั้นพวกเราจะเอาอาวุธและเสบียงได้อย่างไร?”พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกสิ้นหวัง เดิมทีคิดว่าการปะทะกับฉินหมิง ก็ลำบากแสนเข็ญอยู่แล้วแต่ยามนี้กลับเห็นฉินหมิงตัวจริงบัญชาการอยู่ภายในด่าน!“ข้าไม่รู้ แต่แสนยานุภาพของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่นัก อีกทั้งอาวุธยังครบครันล้ำสมัย ข้าจึงไม่ได้ปะทะหักหาญด้วย และรีบถอยกลับมาทันที”ฉู่หงจางกล่าวอย่างแช่มช้า ไม่ได้นำความผิดพลาดมาใส่ไว้ที่ตนเองแต่มองไปทางผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้า“ทุกท่าน จากนี้ไปพวกท่านต้องมอบทหารให้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่ลงมืออีกเด็ดขาด!”ว่าไปแล้ว คนเหล่านี้เพื่อต้องการถนอมขุมกำลังของชนเผ่าตนเองแต่ละคนจึงมอบกำลังพลออกมาเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนเพียงเท่านี้สำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่มีประโยชน์อันใดเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินหมิงยิ่งเป็นเรื่องน

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 514

    ผู้คนทั้งหลายต่างตกอยู่ในความเงียบแม้แต่ฉู่หงจางที่เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านล่าง เวลานี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดซึมเต็มแผ่นหลังฉินหมิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ยามที่พวกเขาทำศึกกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ก็ตระหนักได้แล้วว่าฉินหมิงในเวลานี้ไม่เพียงมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขุมกำลังทางการค้าก็ยังกดดันพวกเขาได้รอบด้านอีกด้วยหลังสูญเสียการสนับสนุนจากฉินหมิง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ยากลำบากยิ่งนักไม่นานเสบียงในยุ้งฉางก็ร่อยหรอแทบเห็นก้นถังนี่เป็นเพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้ประชากรในชนเผ่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปากท้องต้องเลี้ยงดูมากมาย เดิมทีมีฉินหมิงคอยหนุนหลัง ทุกคนจึงสามารถกินอิ่มนอนหลับตามสบายทว่าเมื่อไร้ซึ่งการสนับสนุนจากฉินหมิง จำนวนประชากรที่มากมายก็กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ลำพังพวกเขาก็มีพื้นที่ทำกินเพียงน้อยนิดอยู่แล้วผลผลิตทางการเกษตรย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภคยามนี้เมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนอิ่มท้องเรื่องราวเหล่านี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นในชนเผ่าเล็ก ๆ บ้าง

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 513

    เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉินหมิงและกวนเยว่ก็พลันแปรเปลี่ยนไป“เหตุใดถึงมาเร็วนัก?”“พวกมันปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ดูคล้ายรีบร้อนอยู่บ้าง คงเป็นราชสำนักกดดันให้มาพ่ะย่ะค่ะ”ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานด้วยความไม่แน่ใจในใจพวกเขาเองก็สงสัยเช่นกันแม้ศัตรูจะมาถึงอย่างรวดเร็ว แต่ฉินหมิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเขาพากวนเยว่เดินตรงไปที่กำแพงเมือง กองทัพหนานหมานนับพันชีวิตมายืนรออยู่หน้ากำแพงเมืองเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นจำนวนคน ฉินหมิงและกวนเยว่ก็สบตากัน ทั้งสองคนต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“เหตุใดถึงมากันเพียงเท่านี้ล่ะ?”“นับว่าน้อยไปจริง ๆ ”กวนเยว่ขมวดคิ้วเรียวด้วยความประหลาดใจ ก่อนกล่าวขึ้นเช่นนั้นฉินหมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ส่งยิ้มให้กองทัพข้าศึกพลางกล่าวว่า“ทุกท่าน พากำลังพลมาเพียงเท่านี้ คิดว่าจะตีเมืองที่ชัยภูมิดีเยี่ยมเช่นนี้แตกหรือ?”แม่ทัพผู้นำกำลังพลมาในครั้งนี้ มีนามว่าฉู่หงจางเขาคือหัวหน้าเผ่าเหลียนซานในฐานะฝ่ายบุกโจมตี ใบหน้าของเขากลับมีแต่ความไม่เต็มใจ ขณะประสานหมัดคารวะฉินหมิงพร้อมกล่าวว่า“กราบเรียนท่านอ๋อง พวกเราเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น ท่านสู้ราชสำนักไม่ได้หรอก

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 512

    หาไม่แล้วการขนส่งสองรอบที่ต่อเนื่องกันเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเสียหายของพวกเขาพุ่งสูงถึงขีดสุดแน่นอนทว่าในยามที่พวกเขากำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ส่งข่าวจากหนานหมานเข้ามาอีกครั้ง“ท่านอ๋อง ทางหนานหมานส่งข่าวมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกมันแจ้งมาว่าหากไม่เห็นยุทธปัจจัย ก็จะไม่เคลื่อนกำลังพลเด็ดขาด”“เจ้าพวกสารเลว สิ่งของชุดแรกที่เราส่งออกไป ขนาดจวนถึงที่หมายอยู่รอมร่อ พวกมันกลับไม่ยอมโผล่หัวออกมารับ พอเวลานี้เกิดเรื่องผิดพลาด ก็คิดจะมาโทษพวกเราเสียอย่างนั้น”อวี้อ๋องตบโต๊ะด้วยความเดือดดาลใจเวลานี้พวกเขาไร้หนทางจะเดินต่อแล้วจริง ๆในด้านยุทธปัจจัย พวกเขาย่อมไม่มีทางส่งไปถึงได้ในเวลาอันสั้นแต่ก็จำเป็นต้องสร้างแรงกดดันแก่ฉินหมิงให้ได้ขณะนั้น เหลียงอ๋องผู้อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้นมาว่า“เอาเช่นนี้เถิด พวกเราส่งข่าวบอกฝ่ายหนานหมาน ให้พวกมันจัดส่งทหารออกมาก่อน รอจนพวกมันเข้าสู่หลิ่งหนานเมื่อใด พวกเราค่อยส่งยุทธปัจจัยอ้อมไปทางปีกข้าง ถึงเวลานั้นสิ่งของย่อมตกถึงมือพวกมันเอง”จะอาศัยเพียงราชสำนักออกแรงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดความแข็งแกร่งของฝ่ายฉินหมิงนั้นเป็นที่ป

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 511

    “ข้าเตรียมตัดขาดการส่งเสบียงทั้งหมดของหนานหมานแล้ว”“ในช่วงเวลานี้จะมีผ้าทอกองพะเนิน ยางพาราขาดแคลน สินค้าในตลาดอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องรบกวนพวกเจ้าทั้งสามช่วยข้าควบคุมสถานการณ์ให้ดี”ทั้งสามคนต่างก็พยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นเมื่อฉินหมิงใช้กำลังทหารกดดันหนานหมานอย่างหนักหน่วงก็ถึงคราวแนวหลังอย่างพวกเขาต้องลงมือบ้างย่อมต้องเป็นการกดดันทางด้านการค้าเฉินซื่อเม่าคาดเดาวิธีการของฉินหมิงได้นานแล้วยามนี้เพียงรอฉินหมิงกลับมาพยักหน้าอนุญาตก็จะเริ่มลงมือได้ทันที“วางใจเถิด ท่านผู้อาวุโสเฉิน”เฉียนไฉตบอกรับรองว่า“พวกเรายังมีท่าเรืออีกหลายแห่งในเจียงหนาน เท่านี้ก็พอแล้ว”“อำเภออินซานเองก็มีการติดต่อกับกลุ่มหนานหยาง สามารถระบายสินค้าออกไปได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน”“อย่างมากสินค้าก็แค่กองอยู่ที่นี่ รอสงครามจบลงก็ยังทำเงินได้ดังเดิม”ทั้งสามคนต่างผลัดกันออกความเห็น ล้วนแต่มีหนทางจัดการทั้งสิ้นเมื่อเห็นพวกเขามั่นใจเช่นนั้น เฉินซื่อเม่าก็พยักหน้าอย่างแช่มช้าหลายวันต่อมาท่ามกลางหุบเขาในดินแดนหนานหมานกลุ่มผู้อาวุโสและหัวหน้าเผ่าต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อมาหลายวันแล้วสาเ

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 510

    แต่กำลังคิดถึงกิจการภายในตระกูล และน้องสาวสุดที่รักนั่นเอง“เอ่อ...”ใบหน้าของฉินหมิงพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่อยากไปตอแยคุณหนูน้อยผู้นั้นเลยสักนิดเพียงนึกถึงหญิงสาวผู้แสนเอาแต่ใจนางนั้น ฉินหมิงก็รู้สึกว่านางช่างรับมือได้ยากนักทว่าด้วยมารยาท ฉินหมิงจึงยังคงล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบขลุ่ยเลาหนึ่งออกมา“นี่เป็นขลุ่ยที่ข้าทำขึ้น รอท่านว่างเมื่อใด ก็ช่วยนำไปมอบให้นางทีเถิด”“ของพรรค์นี้จะมีประโยชน์อันใด?”ซุนเหมี่ยวปรายตามองของที่ฉินหมิงยื่นส่งมาแวบหนึ่ง ก่อนยัดมันเข้าไปในอกเสื้อด้วยความรังเกียจฉินหมิงมองเขาอย่างจนใจ ก่อนอธิบาย“นี่ท่านไม่รู้จักคำว่าแม้นของกำนัลเล็กน้อยแต่น้ำใจหนักแน่นหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้น ขลุ่ยเลานี้ข้าสั่งให้ทำขึ้นเพื่อทดสอบทักษะฝีมือของโรงช่างโดยเฉพาะ ลองดูสิว่ามันมีกี่รู?”“โอ๊ะ... สิบสามรูรึ?”ฉินหมิงมีมาตรฐานเรื่องความแม่นยำของงานฝีมือสูงยิ่งเขาจึงให้กลุ่มช่างฝีมือฝึกฝนอยู่เป็นประจำเช่นระดับเสียงของขลุ่ย ยิ่งแบ่งระดับเสียงได้มากเท่าใด ก็หมายความว่าวิธีการผลิตต้องประณีตมากเท่านั้นก่อนหน้านี้ฉินหมิงได้ทิ้งบททดสอบหนึ่งไว้ให้แก่ช่างฝีมือในโรงผลิต

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status