Share

บทที่ 9

Author: หออักษร
“เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”

ฮ่องเต้เฉียนทรงปฏิเสธเขาอย่างหนักแน่น

ค่ายทหารอู่เวยเดิมทีก็เป็นกองกำลังทหารชั้นยอดของราชสำนักอยู่แล้ว

แม้ว่าจะสูญเสียกำลังพลไปมาก หลังจากติดตามแม่ทัพใหญ่อู่เวยออกรบ

และหลังจากที่เขาเสียชีวิตก็ไม่ได้มีการขยายกำลังพลเพิ่ม

แต่กองกำลังชั้นยอดเช่นนี้ จะตกไปอยู่ในมือของฉินหมิงไม่ได้

“ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”

ฉินหมิงไม่พูดจาไร้สาระอีก เพียงประสานมือคารวะต่อฮ่องเต้เฉียนแล้วกล่าวว่า

“เสด็จพ่อ ลูกร่างกายไม่ค่อยสบาย ขอทูลลาก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านทรงงานต่อไปเถิด”

พูดจบก็เดินจากไป

สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เฉียนดูย่ำแย่ยิ่งนัก

ส่วนเฉินซื่อเม่ากลับมองดูทั้งหมดนี้อย่างพึงพอใจ

แม้ว่าองค์รัชทายาทจะยังไม่ได้กลับคืนสู่ราชสำนัก

แต่อย่างน้อยวันนี้ก็ได้ระบายความโกรธออกมา

หลายปีมานี้ฮ่องเต้เฉียนทรงปฏิบัติต่อฉินหมิงอย่างลำเอียงเกินไปจริง ๆ

นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็เห็นกันอยู่กับตา

บัดนี้ ฉินหมิงไม่มีนิสัยที่ใจกว้างจนยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างอีกต่อไปแล้ว

นี่เป็นเรื่องที่ดี

“หยุดนะ!”

ฮ่องเต้เฉียนเห็นฉินหมิงกำลังจะจากไป ก็รีบเรียกเขาไว้ทันที

“เสด็จพ่อ ยังมีเรื่องอันใดอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“เจ้าต้องการค่ายทหารอู่เวยไปทำอะไร?”

“ลูกมิได้ต้องการ แต่เป็นการทวงคืน เดิมทีนี่ก็เป็นกองทัพของตระกูลกวนอยู่แล้ว”

“เป็นกองทัพที่ตระกูลกวนออกเงินเลี้ยงดูเอง”

ฉินหมิงกล่าวแก้ให้ถูกต้อง

“ของตระกูลกวนหรือ? ทั่วทั้งต้าเฉียนล้วนเป็นของเรา! แม้แต่ตระกูลกวนก็เป็นของเรา!”

“เจ้าในฐานะองค์ชาย สมควรจะต้องทำงานเพื่อเรา เพื่อราชวงศ์ แต่บัดนี้กลับเห็นคนนอกดีกว่าคนใน”

“เจ้าเรียนรู้จากเจ้าเก้าให้ดี ๆ หน่อยไม่ได้หรือ? เอาใจใส่เราให้มากขึ้นหน่อยไม่ได้หรือ?”

ฮ่องเต้เฉียนตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ค่ายทหารอู่เวยเป็นกองกำลังชั้นยอดจริง ๆ

แต่ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังชั้นยอดใด ๆ หากต้องการจะเลี้ยงดูให้ดี ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย

หลายปีมานี้ที่ไม่ได้ขยายกำลังพล ก็เป็นเพราะค่าใช้จ่ายของค่ายทหารอู่เวยนั้นสูงเกินไป

พวกเขาล้วนเป็นทหารม้าเกราะหนัก

ทหารหนึ่งคนมีม้าสามตัวผลัดเปลี่ยน แค่หญ้าอาหารสัตว์ก็ต้องใช้จำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว

เหล่าทหารที่สวมเกราะหนักหลายสิบชั่ง ฝึกซ้อมแบกน้ำหนักทุกวัน ก็ต้องบริโภคเสบียงอาหารมากกว่าทหารทั่วไปถึงหนึ่งเท่า

ประกอบกับอาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกเขา ก็ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งยังต้องให้ช่างฝีมือใช้เวลามหาศาลในการตีขึ้นมา

ราชสำนักมิใช่ว่าไม่อยากจะขยายกำลังค่ายทหารอู่เวยใหม่ แต่ไม่มีปัญญาจะขยายต่างหาก

นี่มันต้องใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!

เพียงแค่กองกำลังที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ก็ทำให้ราชสำนักรู้สึกว่าเป็นเผือกร้อนแล้ว

หากมิใช่เพราะการทำสงครามในอนาคตอาจจะต้องพึ่งพาพวกเขาอยู่ ฮ่องเต้เฉียนก็คงจะยุบหน่วยค่ายทหารอู่เวยไปนานแล้ว

ยังจะมาเจ้าเก้าอีก เหอะ ๆ

“แต่ด้วยสถานะการคลังของต้าเฉียน เสด็จพ่อจะทรงเลี้ยงดูไหวหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

ฉินหมิงพยักหน้าเบา ๆ ยิ้มพลางมองไปยังฮ่องเต้เฉียน

“เราเลี้ยงไม่ไหว เจ้าคิดว่าอย่างเจ้าจะรับภาระไหวหรือ?”

“หากเจ้าเลี้ยงไหว เราจะให้เจ้าแล้วจะเป็นไรไป!”

ฮ่องเต้เฉียนทรงแค่นเสียงเย็น ดูท่าว่าเจ้าเด็กนี่จะไม่รู้จักประมาณตนเสียแล้ว!

คนมากมายขนาดนี้ ไม่กี่วันก็คงจะกินจนเขาล้มละลาย ถึงเวลานั้นก็ต้องกลับมาขอร้องเรามิใช่หรือ

เฉินซื่อเม่าพลันขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น

“องค์ชาย สามหน่วยพิทักษ์ก็เพียงพอแล้ว หากมีค่ายทหารอู่เวยเพิ่มอีก ท่านจะรับภาระไม่ไหวนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่เป็นไร หลิ่งหนานกว้างใหญ่มาก คนก็เยอะ อย่างไรเสียก็ต้องมีหนทาง”

ฉินหมิงยิ้มพลางเอ่ยปาก ในใจก็สงบลงแล้ว

“จะจัดการเรื่องกองคาราวานสินค้าหนานหยางเมื่อใด?”

สามหน่วยพิทักษ์ก็ให้แล้ว ค่ายทหารอู่เวยก็ให้แล้ว

หากฉินหมิงยังจะปฏิเสธฮ่องเต้เฉียนอีก ก็คงจะดูไม่สมเหตุสมผลไปหน่อย

“คืนนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

สิ้นเสียง ฉินหมิงก็กล่าวลาแล้วจากไป

เมื่อกลับมาถึงหน้าประตูจวนอ๋อง ก็ไม่รู้ว่าฉางไป๋ซานไปได้รับข่าวมาจากที่ใด

ได้นำคนกลุ่มหนึ่งมารอฉินหมิงอยู่ที่นี่แล้ว

คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาคือลู่โหย่ว

ทันทีที่เห็นฉินหมิงกลับมา ลู่โหย่วก็พุ่งเข้ามาหาฉินหมิงอย่างรวดเร็ว

คุกเข่าลงเสียงดังตุบ เสียงโหยหวน กล่าวระบายความทุกข์ น้ำมูกน้ำตาไหลพราก

“องค์ชาย เรื่องครั้งนี้มิใช่กระหม่อมที่ทำพังนะพ่ะย่ะค่ะ! ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้สารเลวจ้าวสี่นั่น!”

ฉินหมิงประคองเขาให้ลุกขึ้น

“เรื่องของเจ้าเราได้ยินมาแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า”

“องค์ชายทรงพระปรีชา! องค์ชายทรงพระปรีชายิ่งนัก!”

ฉางไป๋ซานเดินมาจากข้างหลังแล้วกล่าวว่า

“องค์ชาย พวกเราไปดูกันหน่อยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

“ไป”

ทั้งสามคนขี่ม้าเร็วด้วยกัน ผ่านประตูเมืองมายังท่าเรือขนส่งทางน้ำนอกเมืองหลวง

“องค์รัชทายาทมาแล้ว!”

ทันทีที่เห็นฉินหมิง ผู้คนจากกองคาราวานสินค้าจำนวนมากที่นั่งพูดคุยกันอยู่บนเรือ ก็รีบส่งเสียงร้องขึ้นมาทันที

“ทุกท่าน เรื่องในวันนี้ข้าต้องขออภัยอย่างยิ่ง แต่ช่วงนี้ข้าเองก็จนปัญญา”

“หลังจากที่ได้ทราบเรื่องของพวกท่านแล้ว ข้าก็ได้เดินทางไปยังราชสำนักเป็นพิเศษ เพื่อรับผิดชอบการค้าครั้งนี้ใหม่อีกครั้ง”

เมื่อเดินมาอยู่ต่อหน้าทุกคน ฉินหมิงก็ใช้คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค อธิบายสถานการณ์ของตนเองออกมา

“องค์ชาย ท่านกลับมาได้ก็ดีที่สุดแล้ว”

“ค้าขายกับคนอื่น พวกเราไม่วางใจเลยจริง ๆ ”

“พวกเราก็รู้ถึงความลำบากของท่าน ในเมื่อท่านกลับมาแล้ว พวกเราก็มาค้าขายกันตามปกติเถิด!”

พวกเขาทุกคนรู้ดีว่า ช่วงนี้ฉินหมิงถูกปลดออกจากตำแหน่งองค์รัชทายาท

ความร่วมมือทางการค้าขายตลอดหลายปี ก็ทำให้พวกเขามีความรู้สึกผูกพันกับฉินหมิงอยู่ไม่น้อย

ตอนนี้ย่อมเห็นใจเขาอย่างยิ่ง

“ขอบคุณทุกท่านมาก”

ฉินหมิงประหลาดใจเล็กน้อย

เดิมทีในใจเตรียมคำพูดไว้มากมาย ยังคิดว่าจะต้องอธิบายกับพวกเขาเสียอีก

แต่กลับไม่คิดเลยว่า ใบหน้าของตนเองจะใช้การได้ดีถึงเพียงนี้

สามารถเจรจาการค้าขายใหม่อีกครั้ง โดยที่แทบจะไม่มีอุปสรรคใด ๆ

“องค์ชาย! องค์ชาย!”

ในตอนนี้ มีเสียงหนึ่งดังมาจากที่ไกล

เป็นเฉียนไฉที่แอบซ่อนตัวอยู่ไกล ๆ พอเห็นฉินหมิงมาถึงในที่สุดก็โผล่หัวออกมา

“มาแอบซุ่มทำอะไรอยู่ที่นี่?”

“ฮ่า ๆ กระหม่อมก็คิดอยู่แล้วว่าท่านจะต้องมา เรื่องนี้กระหม่อมได้ทูลในราชสำนักแล้วว่า หากไม่มีท่านก็คงไม่ได้ แต่ฝ่าบาทไม่ทรงเชื่อ”

“นี่สุดท้ายก็ยังคง... เชิญท่านกลับมามิใช่หรือ!”

เดิมทีเฉียนไฉคิดจะพูดหยอกล้อสองสามประโยค แต่เมื่อคิดดูแล้ว ที่นี่คนค่อนข้างเยอะ

จึงไม่ได้พูดจาหยอกล้ออะไรออกมา

“คนของเจ้าเล่า เจ้าคงไม่ได้มาแค่คนเดียวหรอกนะ?”

“จะเป็นไปได้อย่างไร!”

ฉินหมิงมองไปทางด้านหลัง

ก็พลันพบว่าในห้องที่อยู่ไกลออกไป ยังมีคนอีกไม่น้อยกำลังชะโงกหน้ามองออกมาข้างนอก

เมื่อเห็นตนเอง ก็พากันเดินออกมามากขึ้น

“องค์ชาย!”

“องค์ชาย!”

พวกเขาล้วนเป็นคนของกรมคลัง มาที่นี่ก็เพื่อมาเป็นลูกมือให้ฉินหมิง

เมื่อเห็นว่ามีผู้ช่วยมามากมายขนาดนี้

ฉินหมิงก็โบกมืออย่างยิ่งใหญ่แล้วกล่าวว่า

“เริ่มงานได้!”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

มีการแบ่งโต๊ะออกมาสองสามตัว ฉินหมิงและคนของกรมคลัง ร่วมกันตรวจสอบบัญชีกับกองคาราวานสินค้าที่ท่าเรือตลอดทั้งคืน

...

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อฉินหมิงยืดตัวขึ้นจากโต๊ะภายในห้อง

ก็เห็นเฉียนไฉและลู่โหย่วสองสามคนนอนหลับกันระเกะระกะอยู่ข้าง ๆ

ฉินหมิงไม่รบกวนพวกเขา หันหลังแล้วเดินออกจากห้องไป

ฉางไป๋ซานรออยู่ข้างนอกแล้ว

เมื่อเห็นฉินหมิงตื่นขึ้น ก็รีบเดินเข้ามาอยู่ข้างกายเขา

“เจ้าไปที่กรมกลาโหมสักเที่ยว ไปเอาตราอาญาสิทธิ์ของค่ายทหารอู่เวยมา”

“หา?”

ฉางไป๋ซานเบิกตากว้าง ยังไม่ทันได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ฉินหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เอามาให้ข้าก็พอ”

“เช่นนั้นก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”

ตอนบ่าย หลังจากที่ฉินหมิงทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูจวนตระกูลกวนตรงเวลา

“ฉินหมิงมาขอพบ รบกวนช่วยแจ้งให้ด้วย”

“องค์ชาย ท่านโปรดรอสักครู่”

องครักษ์ที่หน้าประตูสองสามคนต่างตกใจ

เมื่อสองวันก่อนคุณหนูใหญ่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเดินออกจากเรือนไป ไม่ถึงครึ่งวันก็กลับมาอย่างเงียบ ๆ

ไม่ได้พูดเรื่องถอนหมั้น และก็ไม่ได้พูดเรื่องแต่งงาน

ดูเหมือนว่าการแต่งงานของทั้งสองคนจะถูกพักไว้เช่นนั้น

ในตอนที่พวกเขากำลังคิดว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นนี้แล้ว

ฉินหมิงกลับมาแล้ว

คนสองสามคนเดินมาอยู่ต่อหน้านางเฉินด้วยความกังวลใจมาตลอดทาง

กล่าวเสียงเบาว่า

“ฮูหยิน ฉินอ๋องมาแล้วขอรับ”

สองสามวันนี้นางเฉินก็ไม่ได้ถามอะไรจากปากบุตรสาวได้

รู้เพียงแค่ว่าการแต่งงานนั้นยังไม่ได้ถูกยกเลิก

ในตอนนี้เมื่อได้ยินข่าวการมาถึงของฉินหมิง ก็ดูประหลาดใจอยู่บ้าง

“เขาได้นำสิ่งใดมาด้วยหรือไม่? มาเพื่อสู่ขอหรือ?”

“ไม่เลยขอรับ มาคนเดียวมือเปล่า”

“เจ้าเด็กคนนี้นี่...”

นางเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย

นางเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย พาไปที่โถงด้านหน้า ข้าจะพบเขาก่อน”

“ขอรับ!”
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 515

    เมื่อฉู่หงจางได้ยินคำถามของเขา ก็รีบชิงกล่าวขึ้นทันทีว่า“ข้าเจอฉินอ๋องมาน่ะสิ”เมื่อได้ยินคำว่าฉินอ๋อง ทุกคนในที่นั้นก็พลันเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนกพวกเขาจ้องมองฉู่หงจางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ“เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดฉินอ๋องถึงมาที่นี่ได้เล่า?”“หรือว่าเขานำกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายที่นี่แล้ว? เช่นนั้นพวกเราจะเอาอาวุธและเสบียงได้อย่างไร?”พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกสิ้นหวัง เดิมทีคิดว่าการปะทะกับฉินหมิง ก็ลำบากแสนเข็ญอยู่แล้วแต่ยามนี้กลับเห็นฉินหมิงตัวจริงบัญชาการอยู่ภายในด่าน!“ข้าไม่รู้ แต่แสนยานุภาพของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่นัก อีกทั้งอาวุธยังครบครันล้ำสมัย ข้าจึงไม่ได้ปะทะหักหาญด้วย และรีบถอยกลับมาทันที”ฉู่หงจางกล่าวอย่างแช่มช้า ไม่ได้นำความผิดพลาดมาใส่ไว้ที่ตนเองแต่มองไปทางผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้า“ทุกท่าน จากนี้ไปพวกท่านต้องมอบทหารให้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่ลงมืออีกเด็ดขาด!”ว่าไปแล้ว คนเหล่านี้เพื่อต้องการถนอมขุมกำลังของชนเผ่าตนเองแต่ละคนจึงมอบกำลังพลออกมาเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนเพียงเท่านี้สำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่มีประโยชน์อันใดเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินหมิงยิ่งเป็นเรื่องน

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 514

    ผู้คนทั้งหลายต่างตกอยู่ในความเงียบแม้แต่ฉู่หงจางที่เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านล่าง เวลานี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดซึมเต็มแผ่นหลังฉินหมิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ยามที่พวกเขาทำศึกกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ก็ตระหนักได้แล้วว่าฉินหมิงในเวลานี้ไม่เพียงมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขุมกำลังทางการค้าก็ยังกดดันพวกเขาได้รอบด้านอีกด้วยหลังสูญเสียการสนับสนุนจากฉินหมิง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ยากลำบากยิ่งนักไม่นานเสบียงในยุ้งฉางก็ร่อยหรอแทบเห็นก้นถังนี่เป็นเพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้ประชากรในชนเผ่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปากท้องต้องเลี้ยงดูมากมาย เดิมทีมีฉินหมิงคอยหนุนหลัง ทุกคนจึงสามารถกินอิ่มนอนหลับตามสบายทว่าเมื่อไร้ซึ่งการสนับสนุนจากฉินหมิง จำนวนประชากรที่มากมายก็กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ลำพังพวกเขาก็มีพื้นที่ทำกินเพียงน้อยนิดอยู่แล้วผลผลิตทางการเกษตรย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภคยามนี้เมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนอิ่มท้องเรื่องราวเหล่านี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นในชนเผ่าเล็ก ๆ บ้าง

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 513

    เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉินหมิงและกวนเยว่ก็พลันแปรเปลี่ยนไป“เหตุใดถึงมาเร็วนัก?”“พวกมันปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ดูคล้ายรีบร้อนอยู่บ้าง คงเป็นราชสำนักกดดันให้มาพ่ะย่ะค่ะ”ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานด้วยความไม่แน่ใจในใจพวกเขาเองก็สงสัยเช่นกันแม้ศัตรูจะมาถึงอย่างรวดเร็ว แต่ฉินหมิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเขาพากวนเยว่เดินตรงไปที่กำแพงเมือง กองทัพหนานหมานนับพันชีวิตมายืนรออยู่หน้ากำแพงเมืองเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นจำนวนคน ฉินหมิงและกวนเยว่ก็สบตากัน ทั้งสองคนต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“เหตุใดถึงมากันเพียงเท่านี้ล่ะ?”“นับว่าน้อยไปจริง ๆ ”กวนเยว่ขมวดคิ้วเรียวด้วยความประหลาดใจ ก่อนกล่าวขึ้นเช่นนั้นฉินหมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ส่งยิ้มให้กองทัพข้าศึกพลางกล่าวว่า“ทุกท่าน พากำลังพลมาเพียงเท่านี้ คิดว่าจะตีเมืองที่ชัยภูมิดีเยี่ยมเช่นนี้แตกหรือ?”แม่ทัพผู้นำกำลังพลมาในครั้งนี้ มีนามว่าฉู่หงจางเขาคือหัวหน้าเผ่าเหลียนซานในฐานะฝ่ายบุกโจมตี ใบหน้าของเขากลับมีแต่ความไม่เต็มใจ ขณะประสานหมัดคารวะฉินหมิงพร้อมกล่าวว่า“กราบเรียนท่านอ๋อง พวกเราเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น ท่านสู้ราชสำนักไม่ได้หรอก

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 512

    หาไม่แล้วการขนส่งสองรอบที่ต่อเนื่องกันเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเสียหายของพวกเขาพุ่งสูงถึงขีดสุดแน่นอนทว่าในยามที่พวกเขากำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ส่งข่าวจากหนานหมานเข้ามาอีกครั้ง“ท่านอ๋อง ทางหนานหมานส่งข่าวมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกมันแจ้งมาว่าหากไม่เห็นยุทธปัจจัย ก็จะไม่เคลื่อนกำลังพลเด็ดขาด”“เจ้าพวกสารเลว สิ่งของชุดแรกที่เราส่งออกไป ขนาดจวนถึงที่หมายอยู่รอมร่อ พวกมันกลับไม่ยอมโผล่หัวออกมารับ พอเวลานี้เกิดเรื่องผิดพลาด ก็คิดจะมาโทษพวกเราเสียอย่างนั้น”อวี้อ๋องตบโต๊ะด้วยความเดือดดาลใจเวลานี้พวกเขาไร้หนทางจะเดินต่อแล้วจริง ๆในด้านยุทธปัจจัย พวกเขาย่อมไม่มีทางส่งไปถึงได้ในเวลาอันสั้นแต่ก็จำเป็นต้องสร้างแรงกดดันแก่ฉินหมิงให้ได้ขณะนั้น เหลียงอ๋องผู้อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้นมาว่า“เอาเช่นนี้เถิด พวกเราส่งข่าวบอกฝ่ายหนานหมาน ให้พวกมันจัดส่งทหารออกมาก่อน รอจนพวกมันเข้าสู่หลิ่งหนานเมื่อใด พวกเราค่อยส่งยุทธปัจจัยอ้อมไปทางปีกข้าง ถึงเวลานั้นสิ่งของย่อมตกถึงมือพวกมันเอง”จะอาศัยเพียงราชสำนักออกแรงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดความแข็งแกร่งของฝ่ายฉินหมิงนั้นเป็นที่ป

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 511

    “ข้าเตรียมตัดขาดการส่งเสบียงทั้งหมดของหนานหมานแล้ว”“ในช่วงเวลานี้จะมีผ้าทอกองพะเนิน ยางพาราขาดแคลน สินค้าในตลาดอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องรบกวนพวกเจ้าทั้งสามช่วยข้าควบคุมสถานการณ์ให้ดี”ทั้งสามคนต่างก็พยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นเมื่อฉินหมิงใช้กำลังทหารกดดันหนานหมานอย่างหนักหน่วงก็ถึงคราวแนวหลังอย่างพวกเขาต้องลงมือบ้างย่อมต้องเป็นการกดดันทางด้านการค้าเฉินซื่อเม่าคาดเดาวิธีการของฉินหมิงได้นานแล้วยามนี้เพียงรอฉินหมิงกลับมาพยักหน้าอนุญาตก็จะเริ่มลงมือได้ทันที“วางใจเถิด ท่านผู้อาวุโสเฉิน”เฉียนไฉตบอกรับรองว่า“พวกเรายังมีท่าเรืออีกหลายแห่งในเจียงหนาน เท่านี้ก็พอแล้ว”“อำเภออินซานเองก็มีการติดต่อกับกลุ่มหนานหยาง สามารถระบายสินค้าออกไปได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน”“อย่างมากสินค้าก็แค่กองอยู่ที่นี่ รอสงครามจบลงก็ยังทำเงินได้ดังเดิม”ทั้งสามคนต่างผลัดกันออกความเห็น ล้วนแต่มีหนทางจัดการทั้งสิ้นเมื่อเห็นพวกเขามั่นใจเช่นนั้น เฉินซื่อเม่าก็พยักหน้าอย่างแช่มช้าหลายวันต่อมาท่ามกลางหุบเขาในดินแดนหนานหมานกลุ่มผู้อาวุโสและหัวหน้าเผ่าต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อมาหลายวันแล้วสาเ

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 510

    แต่กำลังคิดถึงกิจการภายในตระกูล และน้องสาวสุดที่รักนั่นเอง“เอ่อ...”ใบหน้าของฉินหมิงพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่อยากไปตอแยคุณหนูน้อยผู้นั้นเลยสักนิดเพียงนึกถึงหญิงสาวผู้แสนเอาแต่ใจนางนั้น ฉินหมิงก็รู้สึกว่านางช่างรับมือได้ยากนักทว่าด้วยมารยาท ฉินหมิงจึงยังคงล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบขลุ่ยเลาหนึ่งออกมา“นี่เป็นขลุ่ยที่ข้าทำขึ้น รอท่านว่างเมื่อใด ก็ช่วยนำไปมอบให้นางทีเถิด”“ของพรรค์นี้จะมีประโยชน์อันใด?”ซุนเหมี่ยวปรายตามองของที่ฉินหมิงยื่นส่งมาแวบหนึ่ง ก่อนยัดมันเข้าไปในอกเสื้อด้วยความรังเกียจฉินหมิงมองเขาอย่างจนใจ ก่อนอธิบาย“นี่ท่านไม่รู้จักคำว่าแม้นของกำนัลเล็กน้อยแต่น้ำใจหนักแน่นหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้น ขลุ่ยเลานี้ข้าสั่งให้ทำขึ้นเพื่อทดสอบทักษะฝีมือของโรงช่างโดยเฉพาะ ลองดูสิว่ามันมีกี่รู?”“โอ๊ะ... สิบสามรูรึ?”ฉินหมิงมีมาตรฐานเรื่องความแม่นยำของงานฝีมือสูงยิ่งเขาจึงให้กลุ่มช่างฝีมือฝึกฝนอยู่เป็นประจำเช่นระดับเสียงของขลุ่ย ยิ่งแบ่งระดับเสียงได้มากเท่าใด ก็หมายความว่าวิธีการผลิตต้องประณีตมากเท่านั้นก่อนหน้านี้ฉินหมิงได้ทิ้งบททดสอบหนึ่งไว้ให้แก่ช่างฝีมือในโรงผลิต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status