Share

บทที่ 11

Author: หออักษร
พวกเขาไม่ได้ปิดบังอะไร เฉาชวนเป็นคนเอ่ยปากขึ้นก่อน

“องค์ชาย หลิ่งหนานยากจนข้นแค้นที่สุด พวกเราจะไปทำอะไร?”

หวู่ชิงเหย่กล่าวว่า

“ค่ายทหารอู่เวยอยู่ที่เมืองหลวงยังมีราชสำนักคอยจัดหาเสบียงให้ หากไปหลิ่งหนานแล้ว แม้แต่ข้าวยังไม่มีจะกิน!”

ฉินหมิงพยักหน้าเบา ๆ แล้วถามต่อไปว่า

“ยังมีอีกหรือไม่?”

หลิวฉ่วงก็ไม่ได้ปิดบังเช่นกัน เอ่ยปากถึงปัญหาที่สำคัญที่สุดออกมาโดยตรง

“พวกเรากับท่านไม่คุ้นเคยกัน”

“เป็นไปไม่ได้ที่จะต้องทิ้งตำแหน่งในเมืองหลวง ไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเพื่อท่าน”

ตอนนี้ฉินหมิงไม่ใช่แม้แต่องค์รัชทายาทแล้ว

ผู้มีสายตาเฉียบแหลมล้วนมองออกว่าเขาถูกลดขั้นไปยังหลิ่งหนาน

ก่อนจะไปยังคิดจะพาค่ายทหารอู่เวยที่ไม่คุ้นเคยกับเขาไปด้วย

หากอีกฝ่ายยอมตามเขาไปโดยไม่มีคำบ่นแม้แต่น้อย นั่นสิถึงจะเรียกว่าแปลก

ฉินหมิงส่ายหน้าเล็กน้อย

แต่ในเมื่อเขาได้ค่ายทหารอู่เวยมาแล้ว ก็จะปล่อยมือไปไม่ได้

ในใจของเขาเริ่มคิดถึงเรื่องการแยกค่ายทหารอู่เวยแล้ว

ผลไม้ที่เด็ดมาโดยใช้กำลังบังคับอาจไม่หวาน แต่มันก็ช่วยดับกระหายได้

นี่คือวิธีสุดท้าย คือแยกพวกเขาออกจากกัน แล้วผนวกรวมเข้ากับสามหน่วยพิทักษ์ของตนเอง

จะได้ไม่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงกันให้มากความ

“เช่นนั้นแล้ว ท่านคุ้นเคยกับข้าหรือไม่?”

ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด

เสียงหนึ่งก็พลันดังมาจากข้างนอก

กวนเยว่เปิดม่านกระโจมแล้วเดินเข้ามา

เมื่อเห็นนาง แม่ทัพทั้งสามก็กล่าวด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง

“เยว่เยว่ เจ้ามาได้อย่างไร!”

“ท่านอาทั้งสาม ตระกูลกวนจะไปหลิ่งหนานพร้อมกับพวกท่าน!”

กวนเยว่จ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเป็นประกาย น้ำเสียงค่อนข้างเอาแต่ใจเล็กน้อย

“ว่ากระไรนะ!?”

คำพูดนี้ ทำให้สมองของทั้งสามคนตามไม่ทัน

ตั้งแต่เมื่อไรกันที่กวนเยว่กับองค์รัชทายาท...

การหมั้นหมายไม่ได้ถูกระงับไปแล้วหรือ?

“ตัดสินใจกระทันหันเจ้าค่ะ”

กวนเยว่กล่าวอย่างเปิดเผย แต่หัวใจกลับเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นแอบเหลือบมองฉินหมิง

กลับพบว่าสายตาของฉินหมิง จับจ้องอยู่ที่นางมาโดยตลอด

ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางก็พลันแดงก่ำ

“นี่มันกะทันหันเกินไป พวกเรา...”

หวู่ชิงเหย่โบกมือปฏิเสธรัว ๆ

การปรากฏตัวของกวนเยว่ ทำให้แผนการของพวกเขาพังทลายลงทั้งหมด

“ดี! เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้!”

ฉินหมิงไม่ให้โอกาสพวกเขาได้พูดอะไรอีก

ก่อนจะจากไป เขากล่าวกับทั้งสามคนว่า

“ท่านทั้งสาม ข้ามิได้มาเพื่อเจรจากับพวกเจ้า”

“จะคุ้นเคยหรือไม่ จะรู้จักข้าหรือไม่ข้าไม่สน แต่หากพวกเจ้าไม่ไป ข้าก็จะแยกค่ายทหารอู่เวย!”

“ท่าน...!”

คำขู่ที่มีลักษณะอันธพาลเช่นนี้ ทำให้สีหน้าของทุกคนที่อยู่ในที่นั้นดูย่ำแย่ลง

“ท่านไม่ควรจะพูดเช่นนี้”

หลังจากออกมาแล้ว กวนเยว่ก็ขมวดคิ้วแล้วเตือนฉินหมิง

“หากไม่พูดเช่นนี้ พวกเขาก็จะหาโอกาสยืดเยื้อต่อไปอีก... ว่าแต่ เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”

ฉินหมิงหยุดฝีเท้าทันที จ้องมองกวนเยว่ที่งดงามราวกับเทพธิดาอย่างเงียบ ๆ

กวนเยว่หน้าแดงเล็กน้อย

“หากหม่อมฉันไม่มา วันนี้ท่านก็คงจะต้องสู้กับพวกเขาแล้ว”

กวนเยว่พูดไม่ผิดเลยจริง ๆ

หากเมื่อครู่ฉินหมิงพูดออกมาโดยตรงว่า ตนเองจะแยกค่ายทหารอู่เวย

คาดว่าแม่ทัพทั้งสามคนนั้นคงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

โชคดีที่มีกวนเยว่อยู่ที่นี่ พวกเขาเกรงใจนาง จึงไม่ได้ลงไม้ลงมือ

“อีกครึ่งเดือนข้าก็จะไปแล้ว ไปด้วยกันหรือไม่?”

ฉินหมิงก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จับมือของกวนเยว่แล้วเอ่ยถาม

“เวลาครึ่งเดือน ท่านจะหาเงินมาเลี้ยงดูค่ายทหารอู่เวยได้อย่างไร?”

กวนเยว่กังวลมาก เมื่อครู่อยู่ข้างนอก นางได้ยินคนในค่ายทหารพูดกันแล้ว

ค่ายทหารอู่เวยนี้ฉินหมิงใช้กำลังทวงกลับมา

ราชสำนักไม่สนใจ

แต่ค่ายทหารใหญ่ขนาดนี้ หากไม่มีเงินช่วยเหลือจากราชสำนัก ฉินหมิงอาจจะไม่มีปัญญาแม้แต่จะจ่ายเบี้ยหวัดทหาร

“ข้าย่อมมีวิธีของข้า”

ฉินหมิงแสยะยิ้ม

แล้วพากวนเยว่กลับไปยังจวนอ๋อง

เมื่อเห็นฉินหมิงออกไปรอบหนึ่ง ก็พากวนเยว่กลับมาด้วย

ฉางไป๋ซานและเสี่ยวชุ่ยต่างก็ตกตะลึง

“องค์ชาย ท่านนี้คือ...?”

“ไม่มีอะไร แค่พาคู่หมั้นกลับมาดูหน่อย”

“แหวะ! ใครเป็นคู่หมั้นของท่าน?”

กวนเยว่หน้าแดงเล็กน้อย แต่เสียงที่ปฏิเสธกลับเบามาก

ฉินหมิงก็ไม่ได้ใส่ใจ กล่าวกับฉางไป๋ซานว่า

“จวนนี้เป็นของข้าใช่หรือไม่?”

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ มีอะไรหรือ?”

ฉางไป๋ซานรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง

ใคร ๆ ก็รู้ว่า ตอนที่ฉินหมิงย้ายออกจากตำหนักบูรพา ก็ได้จัดหาจวนหลังนี้ด้วยตนเอง

ฉินหมิงกล่าวอย่างพึงพอใจ

“ใช่ก็ดีแล้ว ขายไปเสีย!”

“ว่ากระไรนะ!?”

ฉางไป๋ซานรีบห้ามฉินหมิง

“องค์ชาย ท่านอย่าได้เลอะเลือนนะพ่ะย่ะค่ะ! นี่คือจวนของท่านในเมืองหลวง ขายไปแล้วอนาคตกลับมาพวกเราจะไปอยู่ที่ไหน?”

“ข้าจะไม่กลับมาแล้ว”

ในเมื่อฉินหมิงตัดสินใจที่จะออกจากเมืองหลวง ไปเป็นอ๋องผู้ครองหัวเมืองอย่างสบายใจ ก็จะไม่กลับมาอีก

ฉางไป๋ซานเดาได้ว่าเหตุใดเขาจึงจะขายจวน จึงเอ่ยปากเสนอวิธีใหม่

“องค์ชายอย่าเพิ่งร้อนใจ สองวันนี้หลังจากที่การค้ากับกองคาราวานสินค้าหนานหยางสิ้นสุดลง ราชสำนักยังจะต้องจัดงานเลี้ยงอีกนะพ่ะย่ะค่ะ หรือว่าท่านจะลองไปเสี่ยงโชคดูสักหน่อย ไปทูลขอจากฝ่าบาท?”

“ข้าไปตอนนี้จะมีความหมายอะไร”

ฉินหมิงขี้เกียจจะไปพูดคุยกับฮ่องเต้เฉียนผู้ดื้อรั้นให้มากความ

ฉางไป๋ซานกล่าวเตือน

“ท่านลืมไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ ทุกปีในช่วงเวลานี้ คนของกองคาราวานสินค้าหนานหยางจะจัดให้มีการประชันบทกวีและประลองยุทธ์”

“ราชสำนักก็จะนำเงินหลายหมื่นตำลึงมาเป็นเงินรางวัล”

“หากท่านสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้ในช่วงเวลานี้ มิใช่ว่า...”

ฉางไป๋ซานพูดเช่นนี้ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง

คนในราชสำนักหลายคนรู้ดีว่า ฉินหมิงมีความสามารถรอบรู้

กำลังจะไปจากเมืองหลวงแล้ว

ฉวยโอกาสนี้ใช้ความสามารถของตนเองกอบโกยเงินสักก้อน ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไร

“เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล”

ฉินหมิงคิดดูแล้ว หากเป็นการประชันบทกวีก็คงไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนเรื่องการประลองยุทธ์...

เขาหันหน้าไปมองกวนเยว่

“พวกเราสองสามีภรรยาร่วมลงสนามกันเถอะ”

“ท่าน... คนลามก ใครเป็นสามีภรรยากับท่าน?”

“เจ้ากลัวว่าจะคว้าอันดับหนึ่งมาไม่ได้หรือ?”

“ใครกลัวเป็นลูกหมา”

“เช่นนั้นตกลงตามนี้”

ทั้งสองคนรออยู่สามวัน

คืนวันนั้น ในที่สุดคนของกองคาราวานสินค้าหนานหยางก็ทำการค้าขายเสร็จสิ้น

สินค้าต่าง ๆ ก็ถูกพวกเขาตรวจสอบและลงบัญชี ส่งเข้าไปในเรือใหญ่ของตน

ราชสำนักได้รับผลประโยชน์มากมายจากเรื่องนี้

จึงได้จัดงานเลี้ยงเป็นพิเศษ เชิญคนของกองคาราวานสินค้าหนานหยางเข้าวัง

ขุนนางระดับต่าง ๆ ก็ได้รับเชิญมาที่นี่ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง

แต่ในฐานะผู้มีความดีความชอบในการค้าครั้งนี้ ฉินหมิงกลับไม่ได้รับคำเชิญ

ฉางไป๋ซานยืนรออยู่ที่หน้าประตูจวนอ๋อง รออยู่ครึ่งค่อนบ่าย

ในที่สุดก็กลับมายังจวนของฉินหมิงด้วยความโมโห

“องค์ชาย ไม่มีใครมาเชิญท่านเลยพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่มีใครมาก็ปกติ อย่างไรเสีย ข้าก็เป็นแค่เชื้อพระวงศ์ตกอับคนหนึ่ง”

ฉินหมิงพยักหน้ายิ้ม ๆ บนใบหน้าก็ไม่เห็นความผิดหวังใด ๆ

เขากำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่

ในยามอาทิตย์อัสดง หญิงสาวงดงามนางหนึ่งในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองก็เดินมาจากที่ไกล ๆ

“ฉินอ๋องของหม่อมฉัน ท่านได้รับคำเชิญแล้วหรือยัง?”

“ยังเลย”

“หม่อมฉันก็ยัง”

ทั้งสองคนสบตากันแล้วยิ้ม

ฉินหมิงเอ่ยปาก

“แต่ก็ไม่มีใครบอกว่า หากไม่มีคำเชิญแล้วจะไปไม่ได้”

“หม่อมฉันก็คิดเช่นนั้น”

ทั้งสองคนขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปยังพระราชวังอย่างเงียบ ๆ

เมื่อมาถึงหน้าประตูพระราชวัง องครักษ์เห็นรถม้าที่คุ้นเคย ก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง

“องค์ชาย...?”

“ข้ามาเข้าร่วมงานเลี้ยงยามค่ำในวัง”

ฉินหมิงโผล่ศีรษะออกมาจากรถม้า เอ่ยปากอย่างเรียบเฉย

องครักษ์สองสามคนพลันลังเลขึ้นมาทันที

ฉินหมิงส่งสายตาให้ฉางไป๋ซาน

“ขยับที่หน่อย อย่าให้ชนพวกเจ้า!”

ฉางไป๋ซานไม่รอช้า

ต่อหน้าพวกเขา ก็ควบม้าเบียดเข้าไปข้างในทันที
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 515

    เมื่อฉู่หงจางได้ยินคำถามของเขา ก็รีบชิงกล่าวขึ้นทันทีว่า“ข้าเจอฉินอ๋องมาน่ะสิ”เมื่อได้ยินคำว่าฉินอ๋อง ทุกคนในที่นั้นก็พลันเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนกพวกเขาจ้องมองฉู่หงจางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ“เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดฉินอ๋องถึงมาที่นี่ได้เล่า?”“หรือว่าเขานำกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายที่นี่แล้ว? เช่นนั้นพวกเราจะเอาอาวุธและเสบียงได้อย่างไร?”พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกสิ้นหวัง เดิมทีคิดว่าการปะทะกับฉินหมิง ก็ลำบากแสนเข็ญอยู่แล้วแต่ยามนี้กลับเห็นฉินหมิงตัวจริงบัญชาการอยู่ภายในด่าน!“ข้าไม่รู้ แต่แสนยานุภาพของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่นัก อีกทั้งอาวุธยังครบครันล้ำสมัย ข้าจึงไม่ได้ปะทะหักหาญด้วย และรีบถอยกลับมาทันที”ฉู่หงจางกล่าวอย่างแช่มช้า ไม่ได้นำความผิดพลาดมาใส่ไว้ที่ตนเองแต่มองไปทางผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้า“ทุกท่าน จากนี้ไปพวกท่านต้องมอบทหารให้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่ลงมืออีกเด็ดขาด!”ว่าไปแล้ว คนเหล่านี้เพื่อต้องการถนอมขุมกำลังของชนเผ่าตนเองแต่ละคนจึงมอบกำลังพลออกมาเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนเพียงเท่านี้สำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่มีประโยชน์อันใดเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินหมิงยิ่งเป็นเรื่องน

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 514

    ผู้คนทั้งหลายต่างตกอยู่ในความเงียบแม้แต่ฉู่หงจางที่เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านล่าง เวลานี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดซึมเต็มแผ่นหลังฉินหมิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ยามที่พวกเขาทำศึกกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ก็ตระหนักได้แล้วว่าฉินหมิงในเวลานี้ไม่เพียงมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขุมกำลังทางการค้าก็ยังกดดันพวกเขาได้รอบด้านอีกด้วยหลังสูญเสียการสนับสนุนจากฉินหมิง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ยากลำบากยิ่งนักไม่นานเสบียงในยุ้งฉางก็ร่อยหรอแทบเห็นก้นถังนี่เป็นเพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้ประชากรในชนเผ่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปากท้องต้องเลี้ยงดูมากมาย เดิมทีมีฉินหมิงคอยหนุนหลัง ทุกคนจึงสามารถกินอิ่มนอนหลับตามสบายทว่าเมื่อไร้ซึ่งการสนับสนุนจากฉินหมิง จำนวนประชากรที่มากมายก็กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ลำพังพวกเขาก็มีพื้นที่ทำกินเพียงน้อยนิดอยู่แล้วผลผลิตทางการเกษตรย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภคยามนี้เมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนอิ่มท้องเรื่องราวเหล่านี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นในชนเผ่าเล็ก ๆ บ้าง

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 513

    เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉินหมิงและกวนเยว่ก็พลันแปรเปลี่ยนไป“เหตุใดถึงมาเร็วนัก?”“พวกมันปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ดูคล้ายรีบร้อนอยู่บ้าง คงเป็นราชสำนักกดดันให้มาพ่ะย่ะค่ะ”ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานด้วยความไม่แน่ใจในใจพวกเขาเองก็สงสัยเช่นกันแม้ศัตรูจะมาถึงอย่างรวดเร็ว แต่ฉินหมิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเขาพากวนเยว่เดินตรงไปที่กำแพงเมือง กองทัพหนานหมานนับพันชีวิตมายืนรออยู่หน้ากำแพงเมืองเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นจำนวนคน ฉินหมิงและกวนเยว่ก็สบตากัน ทั้งสองคนต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“เหตุใดถึงมากันเพียงเท่านี้ล่ะ?”“นับว่าน้อยไปจริง ๆ ”กวนเยว่ขมวดคิ้วเรียวด้วยความประหลาดใจ ก่อนกล่าวขึ้นเช่นนั้นฉินหมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ส่งยิ้มให้กองทัพข้าศึกพลางกล่าวว่า“ทุกท่าน พากำลังพลมาเพียงเท่านี้ คิดว่าจะตีเมืองที่ชัยภูมิดีเยี่ยมเช่นนี้แตกหรือ?”แม่ทัพผู้นำกำลังพลมาในครั้งนี้ มีนามว่าฉู่หงจางเขาคือหัวหน้าเผ่าเหลียนซานในฐานะฝ่ายบุกโจมตี ใบหน้าของเขากลับมีแต่ความไม่เต็มใจ ขณะประสานหมัดคารวะฉินหมิงพร้อมกล่าวว่า“กราบเรียนท่านอ๋อง พวกเราเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น ท่านสู้ราชสำนักไม่ได้หรอก

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 512

    หาไม่แล้วการขนส่งสองรอบที่ต่อเนื่องกันเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเสียหายของพวกเขาพุ่งสูงถึงขีดสุดแน่นอนทว่าในยามที่พวกเขากำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ส่งข่าวจากหนานหมานเข้ามาอีกครั้ง“ท่านอ๋อง ทางหนานหมานส่งข่าวมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกมันแจ้งมาว่าหากไม่เห็นยุทธปัจจัย ก็จะไม่เคลื่อนกำลังพลเด็ดขาด”“เจ้าพวกสารเลว สิ่งของชุดแรกที่เราส่งออกไป ขนาดจวนถึงที่หมายอยู่รอมร่อ พวกมันกลับไม่ยอมโผล่หัวออกมารับ พอเวลานี้เกิดเรื่องผิดพลาด ก็คิดจะมาโทษพวกเราเสียอย่างนั้น”อวี้อ๋องตบโต๊ะด้วยความเดือดดาลใจเวลานี้พวกเขาไร้หนทางจะเดินต่อแล้วจริง ๆในด้านยุทธปัจจัย พวกเขาย่อมไม่มีทางส่งไปถึงได้ในเวลาอันสั้นแต่ก็จำเป็นต้องสร้างแรงกดดันแก่ฉินหมิงให้ได้ขณะนั้น เหลียงอ๋องผู้อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้นมาว่า“เอาเช่นนี้เถิด พวกเราส่งข่าวบอกฝ่ายหนานหมาน ให้พวกมันจัดส่งทหารออกมาก่อน รอจนพวกมันเข้าสู่หลิ่งหนานเมื่อใด พวกเราค่อยส่งยุทธปัจจัยอ้อมไปทางปีกข้าง ถึงเวลานั้นสิ่งของย่อมตกถึงมือพวกมันเอง”จะอาศัยเพียงราชสำนักออกแรงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดความแข็งแกร่งของฝ่ายฉินหมิงนั้นเป็นที่ป

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 511

    “ข้าเตรียมตัดขาดการส่งเสบียงทั้งหมดของหนานหมานแล้ว”“ในช่วงเวลานี้จะมีผ้าทอกองพะเนิน ยางพาราขาดแคลน สินค้าในตลาดอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องรบกวนพวกเจ้าทั้งสามช่วยข้าควบคุมสถานการณ์ให้ดี”ทั้งสามคนต่างก็พยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นเมื่อฉินหมิงใช้กำลังทหารกดดันหนานหมานอย่างหนักหน่วงก็ถึงคราวแนวหลังอย่างพวกเขาต้องลงมือบ้างย่อมต้องเป็นการกดดันทางด้านการค้าเฉินซื่อเม่าคาดเดาวิธีการของฉินหมิงได้นานแล้วยามนี้เพียงรอฉินหมิงกลับมาพยักหน้าอนุญาตก็จะเริ่มลงมือได้ทันที“วางใจเถิด ท่านผู้อาวุโสเฉิน”เฉียนไฉตบอกรับรองว่า“พวกเรายังมีท่าเรืออีกหลายแห่งในเจียงหนาน เท่านี้ก็พอแล้ว”“อำเภออินซานเองก็มีการติดต่อกับกลุ่มหนานหยาง สามารถระบายสินค้าออกไปได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน”“อย่างมากสินค้าก็แค่กองอยู่ที่นี่ รอสงครามจบลงก็ยังทำเงินได้ดังเดิม”ทั้งสามคนต่างผลัดกันออกความเห็น ล้วนแต่มีหนทางจัดการทั้งสิ้นเมื่อเห็นพวกเขามั่นใจเช่นนั้น เฉินซื่อเม่าก็พยักหน้าอย่างแช่มช้าหลายวันต่อมาท่ามกลางหุบเขาในดินแดนหนานหมานกลุ่มผู้อาวุโสและหัวหน้าเผ่าต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อมาหลายวันแล้วสาเ

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 510

    แต่กำลังคิดถึงกิจการภายในตระกูล และน้องสาวสุดที่รักนั่นเอง“เอ่อ...”ใบหน้าของฉินหมิงพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่อยากไปตอแยคุณหนูน้อยผู้นั้นเลยสักนิดเพียงนึกถึงหญิงสาวผู้แสนเอาแต่ใจนางนั้น ฉินหมิงก็รู้สึกว่านางช่างรับมือได้ยากนักทว่าด้วยมารยาท ฉินหมิงจึงยังคงล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบขลุ่ยเลาหนึ่งออกมา“นี่เป็นขลุ่ยที่ข้าทำขึ้น รอท่านว่างเมื่อใด ก็ช่วยนำไปมอบให้นางทีเถิด”“ของพรรค์นี้จะมีประโยชน์อันใด?”ซุนเหมี่ยวปรายตามองของที่ฉินหมิงยื่นส่งมาแวบหนึ่ง ก่อนยัดมันเข้าไปในอกเสื้อด้วยความรังเกียจฉินหมิงมองเขาอย่างจนใจ ก่อนอธิบาย“นี่ท่านไม่รู้จักคำว่าแม้นของกำนัลเล็กน้อยแต่น้ำใจหนักแน่นหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้น ขลุ่ยเลานี้ข้าสั่งให้ทำขึ้นเพื่อทดสอบทักษะฝีมือของโรงช่างโดยเฉพาะ ลองดูสิว่ามันมีกี่รู?”“โอ๊ะ... สิบสามรูรึ?”ฉินหมิงมีมาตรฐานเรื่องความแม่นยำของงานฝีมือสูงยิ่งเขาจึงให้กลุ่มช่างฝีมือฝึกฝนอยู่เป็นประจำเช่นระดับเสียงของขลุ่ย ยิ่งแบ่งระดับเสียงได้มากเท่าใด ก็หมายความว่าวิธีการผลิตต้องประณีตมากเท่านั้นก่อนหน้านี้ฉินหมิงได้ทิ้งบททดสอบหนึ่งไว้ให้แก่ช่างฝีมือในโรงผลิต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status