Share

บทที่ 14

Penulis: หออักษร
เหล่าขุนนางที่อยู่ในที่นั้นต่างพากันก้มหน้าลง แต่หางตาก็ยังคงเหลือบมองฮ่องเต้เฉียนอยู่ตลอดเวลา

เซียวซูเฟยนั่งอยู่ข้างกายฮ่องเต้เฉียน มองดูสีพระพักตร์ของฮ่องเต้เฉียนที่เปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงสลับกันไป ในใจก็รู้สึกซับซ้อน

การกระทำของฉินหมิง นางไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือว่าโกรธดี

ตามหลักแล้วนี่เป็นเรื่องที่ดี

สามารถทำให้สถานะของฉินหมิงในพระทัยของฮ่องเต้เฉียนตกต่ำลงไปอีก

แต่เหตุใด ตนเองกลับรู้สึกโกรธอย่างยิ่ง

ท่าทางของฉินหมิงดูเหมือนจะไม่ใส่ใจตำแหน่งองค์รัชทายาทนี้จริง ๆ

เพียงแค่มาที่นี่ เพื่อที่จะอ่านบทกวีนี้ให้ฮ่องเต้เฉียนฟัง...

ในที่สุด ฮ่องเต้เฉียนผู้มีสีพระพักตร์มืดมนก็ทรงเอ่ยปากขึ้น

“เอาแต่อยู่ในเรือนทั้งวัน ก็คงจะศึกษาแต่บทกวีน้ำเน่าพวกนี้กระมัง?”

“คนที่ไร้ความสามารถเช่นเจ้า ไม่ได้เป็นองค์รัชทายาท ก็ถือเป็นโชคดีของราชวงศ์นี้แล้ว!”

วาจาของฮ่องเต้เฉียนนั้นรุนแรงมาก

บทกวีของฉินหมิง ทำให้พระองค์ทรงนึกถึงความทรงจำบางอย่างที่ไม่อยากจะเอ่ยถึง

สตรีผู้นั้น เขาลืมไปนานแล้ว

ในราชสำนักก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง

ยกเว้นฉินหมิง

แคร่ก!

พร้อมกับเสียงหนึ่งที่ดังขึ้น

แผ่นป้ายที่แขวนอยู่บนซุ้มประตูหน้าตำหนัก ซึ่งเขียนว่าต้อนรับกองคาราวานสินค้าหนานหยาง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของเหล่าขันทีหรือไม่ แขวนไว้ไม่ดี จนร่วงหล่นลงมาบนพื้น

แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ !

สีหน้าของทุกคนพลันดูย่ำแย่ลงในทันที!

ในใจของซุนเหลียนอิงหนักอึ้ง รีบเดินเข้าไปนำคนมาเก็บกวาด

วาจาที่ฮ่องเต้เฉียนทรงเตรียมจะตำหนิฉินหมิง ก็ติดอยู่ในลำคอ

พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า ดวงพระเนตรสั่นไหว

หรือนี่จะเป็นลางบอกเหตุบางอย่างที่สวรรค์ส่งมาให้พระองค์?

หลังจากผ่านไปนาน ฮ่องเต้เฉียนก็ทรงกัดฟันแล้วตรัสถามคนของกรมพิธีการว่า

“ผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบงานเลี้ยงครั้งนี้”

“ฝ่าบาท กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวดังออกมาจากฝูงชน

เมื่อทอดพระเนตรเห็นคนที่พูด ฮ่องเต้เฉียนและเซียวซูเฟยต่างร่างกายแข็งทื่อ

เซียวผิงซานขุนนางผู้ช่วยกรมพิธีการ น้องชายแท้ ๆ ของเซียวซูเฟย!

หากว่ากันตามฐานะแล้ว เซียวผิงซานก็นับเป็นน้องเขยของฮ่องเต้เฉียน

“เหตุใดจึงเป็นเจ้ารับผิดชอบเรื่องนี้?”

“เดิมทีเป็นฉินอ๋องที่รับผิดชอบงานเลี้ยงพ่ะย่ะค่ะ ปีนี้ไม่มีใคร กระหม่อมก็เลยรับผิดชอบเองพ่ะย่ะค่ะ”

เซียวผิงซานกลืนน้ำลาย เอ่ยปากอย่างลังเล

อันที่จริงงานเลี้ยงในวันนี้ เขาทุจริตไปไม่น้อย

แม้กระทั่งหมุดที่ใช้แขวนแผ่นป้าย เขาก็ยังเปลี่ยนเป็นของที่ห่วยที่สุด

มิใช่ว่าขันทีน้อยแขวนไม่ดี แต่เป็นเพราะของสิ่งนี้ โดยเนื้อแท้แล้วก็เป็นของชำรุด ทนอยู่ได้ไม่นาน

เดิมทีคิดว่าเป็นเพียงแค่งานเลี้ยง คงไม่มีใครสังเกตเห็น

แต่กลับมาเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในตอนที่ฮ่องเต้เฉียนทรงพระพิโรธที่สุด

เฉินซื่อเม่าที่นั่งอยู่เบื้องล่างส่ายหน้าเล็กน้อย

เฉียนไฉเบ้ปากแล้วกล่าวกับคนข้าง ๆ ว่า

“หากองค์ชายยังอยู่ในราชสำนัก ไหนเลยจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”

“ทำการค้าขายมาก็หลายปีแล้ว พอองค์ชายจากไป แม้แต่งานเลี้ยงพื้นฐานที่สุดก็ยังจัดให้ดีไม่ได้”

“ไม่รู้ว่านี่เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จทางการค้าขายแบบไหนกันแน่ คิดจะทำให้กองคาราวานสินค้าหนานหยางรังเกียจจนหนีไปหมดหรือไร?”

น้ำเสียงของเขาไม่ดังและไม่เบา

ส่งไปไม่ถึงพระกรรณของฮ่องเต้เฉียน แต่กลับสามารถส่งไปถึงหูของเหล่าขุนนางได้

ทันใดนั้น ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย

“ข้าได้ยินมาว่าการค้าขายครั้งนี้ ก็เป็นจ้าวสี่ที่ทำเรื่องราวให้มันใหญ่โตขึ้น องค์ชายต้องไปตามเช็ดก้นให้เขา”

“สองวันก่อนฝ่าบาทยังทรงหลงเชื่อจ้าวสี่ผิด ๆ สั่งยุบสามหน่วยพิทักษ์ขององค์ชายมิใช่หรือ?”

“นั่นมันเรื่องเมื่อสองสามวันก่อนแล้ว ภายหลังก็คืนให้แล้วยังมอบค่ายทหารอู่เวยให้อีก ไปขอร้องให้องค์ชายช่วยทำให้กองคาราวานสินค้าหนานหยางสงบลง”

“สุดท้ายก็ยังต้องให้องค์ชายยื่นมือเข้าช่วยมิใช่หรือ จะวุ่นวายไปมาทำไมกัน...”

แม้ว่าเสียงของเฉียนไฉจะส่งไปไม่ถึงพระกรรณของฮ่องเต้เฉียน

แต่การวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนาง กลับทำให้ฮ่องเต้เฉียนทรงได้ยินอย่างชัดเจน

พระองค์เพิ่งจะตรัสไปว่า ฉินหมิงไม่เหมาะกับตำแหน่งองค์รัชทายาทของราชวงศ์นี้

ก็เกิดเรื่องแผ่นป้ายร่วงหล่นขึ้นมาทันที เมื่อเปรียบเทียบกับงานเลี้ยงในปีก่อน ๆ แล้ว ก็เหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่

สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือ คนที่ทำผิดในปีนี้ กลับเป็นน้องชายแท้ ๆ ที่เซียวซูเฟยรักและตามใจอย่างยิ่ง

“เจ้าสารเลวนี่...”

ฮ่องเต้เฉียนทรงกัดฟันกรอดจนแทบแหลก พระอุระเจ็บปวดรวดร้าว มีความคิดที่จะสังหารเซียวผิงซานขึ้นมาเลยทีเดียว

เซียวซูเฟยตกใจจนตัวสั่น ตระกูลเซียวของพวกเขาในรุ่นนี้ มีเพียงเซียวผิงซานเป็นทายาทชายคนเดียว

มิเช่นนั้นนางก็คงไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจมากมายขนาดนั้น เพื่อผลักดันให้เซียวผิงซานได้เข้ารับตำแหน่งในกรมพิธีการ

หากฮ่องเต้เฉียนทรงสังหารเขาในวันนี้ ตระกูลเซียวก็เท่ากับสิ้นสุดวงศ์ตระกูล!

“ฝ่าบาท อย่าได้ทรงพิโรธเลยเพคะ...”

เซียวซูเฟยรีบเข้าไปปลอบโยน บนใบหน้าก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

แต่ก็ยังคงฝืนใจกล่าวต่อไปว่า

“ผิงซานเพิ่งจะเคยจัดงานเลี้ยงเช่นนี้เป็นครั้งแรก เร่งรีบเกินไป เกิดข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นบ้าง ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

“เซียวผิงซาน ยังไม่รีบรับโทษด้วยตนเองอีก! หากมีครั้งหน้าอีก เจ้าก็จงลาออกจากตำแหน่งขุนนางนี้เถิด!”

เมื่อเห็นว่าเซียวซูเฟยหาทางลงให้ตนเองแล้ว

เซียวผิงซานก็พยักหน้ารัว ๆ คุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุบ

“กระหม่อมมีความผิด กระหม่อมขอรับโทษพ่ะย่ะค่ะ!”

พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วราวกับสายลม เตรียมจะวิ่งหนี

เหล่าขุนนางมองดูภาพนี้ ต่างพากันขมวดคิ้ว

ต่อหน้ากองคาราวานสินค้าหนานหยาง ทำให้ฮ่องเต้เฉียนเสียหน้า และยิ่งทำให้ราชสำนักเสียหน้าเข้าไปใหญ่

เซียวซูเฟยช่างดีนัก ไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี!

เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคก็ทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีอะไร!

แต่ในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็พลันดังออกมาจากฝูงชน

“พระสนม ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เรื่องในราชสำนักต้องให้ท่านเป็นคนตัดสินใจ?”

“ข้าจำได้ว่าฝ่ายในห้ามยุ่งเกี่ยวงานราชกิจมิใช่หรือ?”

ฉินหมิงก้าวออกมาข้างหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

สีหน้าของเซียวซูเฟยพลันดูย่ำแย่ลง

“ฉินอ๋องหมายความว่าอย่างไร?”

“ความหมายของข้าเรียบง่ายมาก เรื่องใหญ่อย่างงานเลี้ยง จะทำเป็นเรื่องเล่น ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?”

“งานเลี้ยงเป็นเรื่องเล่น ๆ ก็ช่างเถิด โทษที่ท่านกำหนดให้นี้ ก็ช่างไม่เห็นงานเลี้ยงนี้อยู่ในสายตาเอาเสียเลย!”

ฉินหมิงเห็นเซียวซูเฟยขัดหูขัดตามานานแล้ว

น่าเสียดายที่ฮ่องเต้เฉียนกลับหลงหัวปักหัวปำอยู่ใต้กระโปรงของสตรีผู้นี้จนโงหัวไม่ขึ้น ปกป้องนางอย่างยิ่ง

สิ่งนี้ทำให้แม้แต่ฉินหมิงก็ยากที่จะเล่นงานนางได้

แต่ก็ไม่เป็นไร ฉวยโอกาสนี้ เล่นงานทายาทชายคนเดียวของตระกูลเซียวของนางก็ได้

ฉินหมิงจำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อนเซียวผิงซานผู้นี้ อาศัยที่พี่หญิงของตนเองเป็นที่โปรดปราน ก็เคยขัดขาตนเองมาไม่น้อย!

“ฝ่าบาท ฉินอ๋องเอาเรื่องเล็กมาทำให้เป็นเรื่องใหญ่เช่นนี้ ช่างไร้มารยาทนักเพคะ”

เซียวซูเฟยเห็นสถานการณ์ไม่ดี รีบขอความช่วยเหลือจากฮ่องเต้เฉียน

ฮ่องเต้เฉียนทรงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทอดพระเนตรฉินหมิงอย่างรังเกียจแวบหนึ่ง

“เอาละ เรื่องนี้ให้ดำเนินการไปตามนี้ก่อน”

เฉินซื่อเม่าและคนอื่น ๆ ต่างพากันขมวดคิ้ว

ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ ยังจะลำเอียงเข้าข้างเซียวซูเฟยถึงเพียงนี้

เกรงว่าหลังจากนี้ไป คงจะมีขุนนางนับไม่ถ้วนด่าทอลับหลังเซียวซูเฟยอย่างสาดเสียเทเสียเป็นแน่

แต่เรื่องราวดำเนินมาถึงตรงนี้ อันที่จริงก็ใกล้จะจบแล้ว

ในตอนที่เซียวผิงซานจ้องมองฉินหมิงอย่างเคียดแค้นแวบหนึ่ง เตรียมจะจากไป

ฉินหมิงกลับขวางเขาไว้ทันที

“เสด็จพ่อ เซียวกุ้ยเฟยไม่เข้าใจกฎหมายของราชวงศ์เรา ท่านคงจะไม่ทรงลืมใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

“ต้าเฉียนของเราเป็นแคว้นแห่งจารีตประเพณี ผู้ใดทำลายพิธีการ ก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง จะต้องถูกโบยสามสิบที!”

“เห็นแก่ที่เซียวผิงซานเป็นผู้กระทำผิดครั้งแรก กจะละเว้นให้เขาสักหน่อย โบยยี่สิบเก้าที เป็นอย่างไร?”

ขุนนางเบื้องล่างเมื่อได้ยินดังนั้น ต่างก็มุมปากกระตุก

ไม่อยากจะละเว้นก็ไม่ต้องละเว้น

เพียงแค่ละเว้นให้หนึ่งที นี่มิใช่ว่าจงใจจะกวนประสาทอีกฝ่ายหรอกหรือ?

“ท่านอย่าได้ทำเกินไปนัก!”

เซียวซูเฟยร้อนใจขึ้นมา

การลงโทษโบยของพวกเขานั้น โหดเหี้ยมเป็นพิเศษ

โบยไม่กี่ทีก็สามารถทำให้คนลุกจากเตียงไม่ได้ไปครึ่งเดือน

โบยสามสิบที สามารถทำให้คนพิการได้โดยตรง!

ตอนนี้ฮ่องเต้เฉียนก็ถูกมัดมือชกเช่นกัน

พระองค์เพิ่งจะทรงตระหนักได้ในตอนนี้เองว่า บุตรชายที่พระองค์ไม่เคยให้ความสำคัญมาโดยตลอด

กลับรู้กฎหมายของราชสำนักอย่างทะลุปรุโปร่ง

เมื่อกฎหมายของบรรพชนวางอยู่ตรงนี้ พระองค์จะช่วยเซียวผิงซานได้อย่างไร?
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 515

    เมื่อฉู่หงจางได้ยินคำถามของเขา ก็รีบชิงกล่าวขึ้นทันทีว่า“ข้าเจอฉินอ๋องมาน่ะสิ”เมื่อได้ยินคำว่าฉินอ๋อง ทุกคนในที่นั้นก็พลันเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนกพวกเขาจ้องมองฉู่หงจางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ“เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดฉินอ๋องถึงมาที่นี่ได้เล่า?”“หรือว่าเขานำกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายที่นี่แล้ว? เช่นนั้นพวกเราจะเอาอาวุธและเสบียงได้อย่างไร?”พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกสิ้นหวัง เดิมทีคิดว่าการปะทะกับฉินหมิง ก็ลำบากแสนเข็ญอยู่แล้วแต่ยามนี้กลับเห็นฉินหมิงตัวจริงบัญชาการอยู่ภายในด่าน!“ข้าไม่รู้ แต่แสนยานุภาพของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่นัก อีกทั้งอาวุธยังครบครันล้ำสมัย ข้าจึงไม่ได้ปะทะหักหาญด้วย และรีบถอยกลับมาทันที”ฉู่หงจางกล่าวอย่างแช่มช้า ไม่ได้นำความผิดพลาดมาใส่ไว้ที่ตนเองแต่มองไปทางผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้า“ทุกท่าน จากนี้ไปพวกท่านต้องมอบทหารให้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่ลงมืออีกเด็ดขาด!”ว่าไปแล้ว คนเหล่านี้เพื่อต้องการถนอมขุมกำลังของชนเผ่าตนเองแต่ละคนจึงมอบกำลังพลออกมาเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนเพียงเท่านี้สำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่มีประโยชน์อันใดเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินหมิงยิ่งเป็นเรื่องน

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 514

    ผู้คนทั้งหลายต่างตกอยู่ในความเงียบแม้แต่ฉู่หงจางที่เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านล่าง เวลานี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดซึมเต็มแผ่นหลังฉินหมิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ยามที่พวกเขาทำศึกกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ก็ตระหนักได้แล้วว่าฉินหมิงในเวลานี้ไม่เพียงมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขุมกำลังทางการค้าก็ยังกดดันพวกเขาได้รอบด้านอีกด้วยหลังสูญเสียการสนับสนุนจากฉินหมิง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ยากลำบากยิ่งนักไม่นานเสบียงในยุ้งฉางก็ร่อยหรอแทบเห็นก้นถังนี่เป็นเพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้ประชากรในชนเผ่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปากท้องต้องเลี้ยงดูมากมาย เดิมทีมีฉินหมิงคอยหนุนหลัง ทุกคนจึงสามารถกินอิ่มนอนหลับตามสบายทว่าเมื่อไร้ซึ่งการสนับสนุนจากฉินหมิง จำนวนประชากรที่มากมายก็กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ลำพังพวกเขาก็มีพื้นที่ทำกินเพียงน้อยนิดอยู่แล้วผลผลิตทางการเกษตรย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภคยามนี้เมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนอิ่มท้องเรื่องราวเหล่านี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นในชนเผ่าเล็ก ๆ บ้าง

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 513

    เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉินหมิงและกวนเยว่ก็พลันแปรเปลี่ยนไป“เหตุใดถึงมาเร็วนัก?”“พวกมันปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ดูคล้ายรีบร้อนอยู่บ้าง คงเป็นราชสำนักกดดันให้มาพ่ะย่ะค่ะ”ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานด้วยความไม่แน่ใจในใจพวกเขาเองก็สงสัยเช่นกันแม้ศัตรูจะมาถึงอย่างรวดเร็ว แต่ฉินหมิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเขาพากวนเยว่เดินตรงไปที่กำแพงเมือง กองทัพหนานหมานนับพันชีวิตมายืนรออยู่หน้ากำแพงเมืองเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นจำนวนคน ฉินหมิงและกวนเยว่ก็สบตากัน ทั้งสองคนต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“เหตุใดถึงมากันเพียงเท่านี้ล่ะ?”“นับว่าน้อยไปจริง ๆ ”กวนเยว่ขมวดคิ้วเรียวด้วยความประหลาดใจ ก่อนกล่าวขึ้นเช่นนั้นฉินหมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ส่งยิ้มให้กองทัพข้าศึกพลางกล่าวว่า“ทุกท่าน พากำลังพลมาเพียงเท่านี้ คิดว่าจะตีเมืองที่ชัยภูมิดีเยี่ยมเช่นนี้แตกหรือ?”แม่ทัพผู้นำกำลังพลมาในครั้งนี้ มีนามว่าฉู่หงจางเขาคือหัวหน้าเผ่าเหลียนซานในฐานะฝ่ายบุกโจมตี ใบหน้าของเขากลับมีแต่ความไม่เต็มใจ ขณะประสานหมัดคารวะฉินหมิงพร้อมกล่าวว่า“กราบเรียนท่านอ๋อง พวกเราเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น ท่านสู้ราชสำนักไม่ได้หรอก

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 512

    หาไม่แล้วการขนส่งสองรอบที่ต่อเนื่องกันเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเสียหายของพวกเขาพุ่งสูงถึงขีดสุดแน่นอนทว่าในยามที่พวกเขากำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ส่งข่าวจากหนานหมานเข้ามาอีกครั้ง“ท่านอ๋อง ทางหนานหมานส่งข่าวมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกมันแจ้งมาว่าหากไม่เห็นยุทธปัจจัย ก็จะไม่เคลื่อนกำลังพลเด็ดขาด”“เจ้าพวกสารเลว สิ่งของชุดแรกที่เราส่งออกไป ขนาดจวนถึงที่หมายอยู่รอมร่อ พวกมันกลับไม่ยอมโผล่หัวออกมารับ พอเวลานี้เกิดเรื่องผิดพลาด ก็คิดจะมาโทษพวกเราเสียอย่างนั้น”อวี้อ๋องตบโต๊ะด้วยความเดือดดาลใจเวลานี้พวกเขาไร้หนทางจะเดินต่อแล้วจริง ๆในด้านยุทธปัจจัย พวกเขาย่อมไม่มีทางส่งไปถึงได้ในเวลาอันสั้นแต่ก็จำเป็นต้องสร้างแรงกดดันแก่ฉินหมิงให้ได้ขณะนั้น เหลียงอ๋องผู้อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้นมาว่า“เอาเช่นนี้เถิด พวกเราส่งข่าวบอกฝ่ายหนานหมาน ให้พวกมันจัดส่งทหารออกมาก่อน รอจนพวกมันเข้าสู่หลิ่งหนานเมื่อใด พวกเราค่อยส่งยุทธปัจจัยอ้อมไปทางปีกข้าง ถึงเวลานั้นสิ่งของย่อมตกถึงมือพวกมันเอง”จะอาศัยเพียงราชสำนักออกแรงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดความแข็งแกร่งของฝ่ายฉินหมิงนั้นเป็นที่ป

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 511

    “ข้าเตรียมตัดขาดการส่งเสบียงทั้งหมดของหนานหมานแล้ว”“ในช่วงเวลานี้จะมีผ้าทอกองพะเนิน ยางพาราขาดแคลน สินค้าในตลาดอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องรบกวนพวกเจ้าทั้งสามช่วยข้าควบคุมสถานการณ์ให้ดี”ทั้งสามคนต่างก็พยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นเมื่อฉินหมิงใช้กำลังทหารกดดันหนานหมานอย่างหนักหน่วงก็ถึงคราวแนวหลังอย่างพวกเขาต้องลงมือบ้างย่อมต้องเป็นการกดดันทางด้านการค้าเฉินซื่อเม่าคาดเดาวิธีการของฉินหมิงได้นานแล้วยามนี้เพียงรอฉินหมิงกลับมาพยักหน้าอนุญาตก็จะเริ่มลงมือได้ทันที“วางใจเถิด ท่านผู้อาวุโสเฉิน”เฉียนไฉตบอกรับรองว่า“พวกเรายังมีท่าเรืออีกหลายแห่งในเจียงหนาน เท่านี้ก็พอแล้ว”“อำเภออินซานเองก็มีการติดต่อกับกลุ่มหนานหยาง สามารถระบายสินค้าออกไปได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน”“อย่างมากสินค้าก็แค่กองอยู่ที่นี่ รอสงครามจบลงก็ยังทำเงินได้ดังเดิม”ทั้งสามคนต่างผลัดกันออกความเห็น ล้วนแต่มีหนทางจัดการทั้งสิ้นเมื่อเห็นพวกเขามั่นใจเช่นนั้น เฉินซื่อเม่าก็พยักหน้าอย่างแช่มช้าหลายวันต่อมาท่ามกลางหุบเขาในดินแดนหนานหมานกลุ่มผู้อาวุโสและหัวหน้าเผ่าต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อมาหลายวันแล้วสาเ

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 510

    แต่กำลังคิดถึงกิจการภายในตระกูล และน้องสาวสุดที่รักนั่นเอง“เอ่อ...”ใบหน้าของฉินหมิงพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่อยากไปตอแยคุณหนูน้อยผู้นั้นเลยสักนิดเพียงนึกถึงหญิงสาวผู้แสนเอาแต่ใจนางนั้น ฉินหมิงก็รู้สึกว่านางช่างรับมือได้ยากนักทว่าด้วยมารยาท ฉินหมิงจึงยังคงล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบขลุ่ยเลาหนึ่งออกมา“นี่เป็นขลุ่ยที่ข้าทำขึ้น รอท่านว่างเมื่อใด ก็ช่วยนำไปมอบให้นางทีเถิด”“ของพรรค์นี้จะมีประโยชน์อันใด?”ซุนเหมี่ยวปรายตามองของที่ฉินหมิงยื่นส่งมาแวบหนึ่ง ก่อนยัดมันเข้าไปในอกเสื้อด้วยความรังเกียจฉินหมิงมองเขาอย่างจนใจ ก่อนอธิบาย“นี่ท่านไม่รู้จักคำว่าแม้นของกำนัลเล็กน้อยแต่น้ำใจหนักแน่นหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้น ขลุ่ยเลานี้ข้าสั่งให้ทำขึ้นเพื่อทดสอบทักษะฝีมือของโรงช่างโดยเฉพาะ ลองดูสิว่ามันมีกี่รู?”“โอ๊ะ... สิบสามรูรึ?”ฉินหมิงมีมาตรฐานเรื่องความแม่นยำของงานฝีมือสูงยิ่งเขาจึงให้กลุ่มช่างฝีมือฝึกฝนอยู่เป็นประจำเช่นระดับเสียงของขลุ่ย ยิ่งแบ่งระดับเสียงได้มากเท่าใด ก็หมายความว่าวิธีการผลิตต้องประณีตมากเท่านั้นก่อนหน้านี้ฉินหมิงได้ทิ้งบททดสอบหนึ่งไว้ให้แก่ช่างฝีมือในโรงผลิต

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status