Share

บทที่ 15

Penulis: หออักษร
“เจ้าออกจากราชสำนักไปแล้ว ก็อย่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของราชสำนักอีก”

“เซียวผิงซานจัดงานเลี้ยงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้งแรกย่อมเกิดข้อผิดพลาดได้...”

ฮ่องเต้เฉียนทรงเตรียมที่จะประนีประนอม

ฉินหมิงคุ้นเคยกับลูกไม้เช่นนี้ดีอยู่แล้ว

ตาเฒ่านี่ ตอนนี้รู้จักรุกด้วยการถอยแล้วหรือ?

ฝันไปเถอะ!

“ลูกเห็นว่า นี่เป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ควรจะทำผิดพลาด!”

“แต่ในเมื่อทำผิดพลาดแล้ว ก็ต้องยอมรับ หากไม่ลงโทษอย่างหนัก มิใช่ว่าจะทำให้ต้าเฉียนของเราต้องเสียทั้งหน้าตาเสียทั้งชื่อเสียงต่อหน้าแคว้นต่าง ๆ ในแถบหนานหยางหรอกหรือ!”

เซียวซูเฟยโมโหอย่างยิ่ง

“ใครบ้างจะไม่เคยทำผิดพลาด? เจ้าอย่าได้จู้จี้จุกจิกกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ยอมปล่อย!”

“ท่านว่าใครบ้างจะไม่เคยทำผิดพลาดหรือ?”

ช่างถามถูกคนจริง ๆ !

ฉินหมิงแสยะยิ้มแล้วกล่าวว่า

“บังเอิญนัก ข้าทำงานมาหลายปีขนาดนี้ ยังไม่เคยทำผิดพลาดเลย”

เซียวซูเฟยเงียบไป

ฮ่องเต้เฉียนก็ทรงเงียบไปเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ไม่เคยสังเกตเลยว่า เจ้าเด็กนี่รับมือยากถึงเพียงนี้

นับตั้งแต่ที่ฉินหมิงสละตำแหน่งองค์รัชทายาทไป ก็เหมือนกับได้ปลดปล่อยตัวเองออกมา

ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ คำพูดของเขากลับมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย

“ในเมื่อขุนนางทั้งหลายก็อยู่ที่นี่แล้ว ข้าขอเสนอให้ลงโทษโบยต่อหน้าธารกำนัล ถือเป็นการตักเตือนทุกท่าน! และยังเป็นการให้คำอธิบายแก่กองคาราวานสินค้าหนานหยางอีกด้วย!”

“ทุกท่านคิดว่าเป็นอย่างไร?”

สิ้นเสียงของฉินหมิง เหล่าขุนนางที่อยู่ในที่นั้นต่างยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน ไม่กล้ารับคำ

พูดตามตรง ในใจของหลาย ๆ คนต่างก็สนับสนุนฉินหมิง

แต่ฮ่องเต้เฉียนและเซียวซูเฟยนั่งอยู่ที่นั่น พวกเขาก็ยากที่จะแสดงความรู้สึกในใจออกมา

เว้นเสียแต่ว่าในอนาคตไม่อยากจะอยู่ในราชสำนักอีกต่อไปแล้ว

ฉินหมิงเห็นเช่นนั้นก็ส่ายหน้าเล็กน้อย

นี่แหละคือขุนนาง คิดหน้าคิดหลัง ไม่ได้เรื่องได้ราวเลยจริง ๆ

โชคดีที่เขายังมีแผนสำรอง

เขาส่งสายตาให้สมาชิกกองคาราวานสินค้าสองสามคนที่อยู่ไกลออกไป อีกฝ่ายก็เข้าใจในทันที

“ดี!”

“ต้าเฉียนช่างเป็นแคว้นแห่งจารีตประเพณีโดยแท้ มีความกล้าหาญดุจนักรบที่ยอมตัดข้อมือของตนเองทิ้ง!”

“ทำให้พวกข้าเลื่อมใสอย่างยิ่ง!”

ฉินหมิงและพวกเขารับส่งกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย

“ทุกท่าน นี่ก็เป็นการให้คำอธิบายแก่พวกท่านเช่นกัน!”

“ต้าเฉียนของเราจะไม่ปกป้องขุนนางที่มีปัญหาคนใดเด็ดขาด จ้าวสี่ก็นับเป็นหนึ่งคน เซียวผิงซานในวันนี้ก็นับเป็นอีกหนึ่งคน!”

บรรยากาศได้ถูกสร้างขึ้นมาถึงขั้นนี้แล้ว

หากไม่ลงมือ ก็คงจะไม่ได้

ฉินหมิงจ้องมองฮ่องเต้เฉียนด้วยสายตาเป็นประกาย

สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เฉียนเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง

มีเพียงการยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฉินหมิงเท่านั้น ถึงจะรู้ว่าเจ้าเด็กคนนี้รับมือยากเพียงใด

เซียวซูเฟยร้อนใจราวกับมดที่อยู่บนกระทะร้อน

รออยู่นานครึ่งค่อนวัน ก็ไม่เห็นฮ่องเต้เฉียนตรัสอะไรออกมา

“เชิญเถิด”

หัวหน้าองครักษ์ในวังที่อยู่ในที่นั้น ก็มีเพียงจางหมิงคนเดียว

ฉินหมิงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็พบเขาแล้ว

จางหมิงตกใจจนตัวสั่น มองไปยังเซียวซูเฟย กลับพบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้ามืดมน ไม่พูดไม่จา

น้องชายแท้ ๆ ของเซียวซูเฟย จางหมิงย่อมไม่กล้าตี

“วันนี้ข้าป่วยเป็นไข้หวัด ลงมือไม่ได้ ท่านไปหาคนอื่นมาทำแทนเถิด”

จางหมิงหลบไปไกล ๆ

กลัวว่าเรื่องนี้จะมาถึงตนเอง

ทหารสองสามคนที่อยู่ไกลออกไป ก็ถอยไปอยู่หลังเสาของตำหนักตั้งนานแล้ว ไม่กล้าให้ฉินหมิงเรียกตนเอง

บนใบหน้าของเซียวซูเฟยแสดงความหยิ่งยโส

คนที่มีความสามารถก็ทำอะไรไม่ได้ หากขาดเครื่องมือที่จำเป็น

ฉินหมิงคิดจะตีเซียวผิงซาน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น

แต่ในขณะที่ในใจของนางเพิ่งจะผ่อนคลายลงได้เล็กน้อย

ฉินหมิงก็พลันยิ้มออกมา

“ก็รู้อยู่แล้วว่าในวังนี้มีแต่พวกขี้ขลาดตาขาว ฉางไป๋ซาน!”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

“ลงมือ!”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

คราวนี้ ทุกคนต่างตกตะลึงจนตาค้าง

ความคิดของฉินอ๋องช่างลึกล้ำจริง ๆ

กลับคำนวณมาถึงขั้นนี้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

หากจางหมิงเป็นคนลงมือ ไม่แน่ว่าอาจจะยังให้โอกาสเซียวผิงซานอยู่บ้าง ออกแรงน้อยลงหน่อย

แต่เมื่อบีบให้ทุกคนถอยไป แล้วเปลี่ยนเป็นฉางไป๋ซานขึ้นมาแทน

เจ้าหมอนี่ไม่มีทางออมมือแม้แต่น้อย!

“เจ้า... เจ้ากล้าแตะต้องข้าหรือ!”

เซียวผิงซานถอยหลังไปสองสามก้าว

กลับถูกฉางไป๋ซานเตะจนล้มลง

“นอนลงไปดี ๆ ! ข้าจะตีเจ้าแล้ว!”

เขาคว้าอาวุธมาจากในมือของขุนนางฝ่ายพิธีการสองสามคนที่ถือไม้โบยอยู่ไกล ๆ

แล้วฟาดลงไปบนร่างของเซียวผิงซานทีละไม้ ๆ

ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดก็ดังลั่นไปทั่วตำหนัก

สายตาที่เซียวซูเฟยมองไปยังฉินหมิง แทบจะพ่นไฟออกมาได้

ในพระทัยของฮ่องเต้เฉียนก็ทรงพิโรธอย่างยิ่ง

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่งานเลี้ยงครั้งนี้ ดำเนินไปตามความคิดของฉินหมิงโดยสิ้นเชิง

มีเพียงเฉินซื่อเม่าและเฉียนไฉสองสามคนเท่านั้น ที่บนใบหน้าเผยความพึงพอใจออกมา

สมกับที่เป็นองค์ชาย!

ไม่นานนัก การลงโทษโบยก็สิ้นสุดลง

เซียวผิงซานที่ถูกตีจนเกือบตาย สลบไสลไม่ได้สติก็ถูกลากออกไป

ฉินหมิงปรบมือ

ตอนท้าย ก็ยังคงทำให้เซียวซูเฟยเจ็บใจอีกครั้ง

“ต้าเฉียนของเราช่างมีกฎหมายที่เข้มงวดและเที่ยงธรรมจริง ๆ มีราชสำนักเช่นนี้ ช่างเป็นโชคดีของราษฎรต้าเฉียนยิ่งนัก!”

“ซุนกงกง ในเมื่อข้าชนะการประลองฝ่ายบุ๋นแล้ว ต่อไปก็ควรจะเป็นการประลองยุทธ์แล้วใช่หรือไม่?”

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้ารับคำ ฉินหมิงก็ถือโอกาสสถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้ชนะเลิศฝ่ายบุ๊นโดยปริยาย

แล้วหยิบยกเรื่องการประลองยุทธ์ขึ้นมาต่อ

เมื่อเห็นเช่นนั้น ซุนเหลียนอิงก็มองไปยังฮ่องเต้เฉียนด้วยความลังเล

กลับพบว่าอีกฝ่ายโบกพระหัตถ์ด้วยความรำคาญ

งานเลี้ยงในวันนี้วุ่นวายมาถึงขั้นนี้แล้ว ฮ่องเต้เฉียนไหนเลยจะยังมีอารมณ์เสวยพระกระยาหารอีก

เพียงแค่จะรีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น แล้วกลับไปพักผ่อน

เบื้องล่าง กวนเยว่ที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดมาโดยตลอดก็เตรียมพร้อมแล้ว

นางไม่เข้าใจการต่อสู้ในราชสำนัก

แต่เมื่อเห็นฉินหมิงสามารถทำให้สถานการณ์ปั่นป่วนได้ด้วยกำลังของตนเอง ในใจก็พลันเกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมา

ในเมื่อฉินหมิงสามารถคว้าตำแหน่งผู้ชนะเลิศมาได้แล้ว

ตนเองก็ต้องไม่ย่อท้อเช่นกัน จะต้องเอาเงินอีกสองหมื่นห้าพันตำลึงที่เหลือมาให้ได้

มีเงินแล้ว ท่านอาทั้งหลายในค่ายทหารก็คงจะไม่พูดอะไรมาก ยอมไปหลิ่งหนานพร้อมกับตนเอง

กวนเยว่กำหมัดแน่น ให้กำลังใจตัวเองในใจอย่างเงียบ ๆ

ซุนเหลียนอิงเดินออกมาข้างหน้าแล้วเอ่ยขึ้น

“ทุกท่าน การประลองยุทธ์ในวันนี้ มีผู้ใดจะเข้าร่วมหรือไม่?”

เซียวซูเฟยเดาได้ว่าที่ฉินหมิงมาในวันนี้ก็เพื่อต้องการเงิน

เพิ่งจะเสียท่าให้ฉินหมิงไปหมาด ๆ นางก็รีบส่งสายตาให้จางหมิง ให้เขาขึ้นไปประลองทันที

เรื่องอื่นไม่พูดถึง แต่ฝีมือหมัดมวยของจางหมิงในวังก็ถือว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ

มิเช่นนั้น ก็คงจะไม่ถูกเซียวซูเฟยต้องตาและส่งเสริมขึ้นมา

แต่เมื่อสายตาของนางจับจ้องไปที่จางหมิง กลับพบว่าจางหมิงมีสีหน้าลังเล

อิดออดอยู่นานก็ไม่ยอมขึ้นไป

เซียวซูเฟยขมวดคิ้ว จ้องมองจางหมิงแวบหนึ่ง

ช่วยไม่ได้ จางหมิงจึงต้องเดินออกมาแล้วกล่าวว่า

“กองคาราวานสินค้าหนานหยางโปรดชี้แนะ”

กวนเยว่เพิ่งจะคิดจะขึ้นไป ก็ถูกฉินหมิงดึงไว้

เขายิ้มแล้วลุกขึ้นยืน เอ่ยถามจางหมิงว่า

“ผู้บัญชาการจาง ท่านเป็นอะไรไป? เมื่อครู่มิใช่ว่ายังป่วยอยู่หรอกหรือ?”

“ไม่ใช่ว่ารู้ความสัมพันธ์ระหว่างเซียวซูเฟยกับเซียวผิงซาน กลัวว่าจะล่วงเกินคน จึงแกล้งบอกว่าตนเองป่วยหรอกกระมัง?”

คำพูดของฉินหมิง ราวกับเป็นการฉีกหน้ากากชั้นสุดท้ายของจางหมิงออก

ทำให้จางหมิงยังไม่ทันจะได้ลงมือ ทำให้จางหมิงยังไม่ทันจะได้ลงมือ

“ข้า ข้ามิใช่ ข้าไม่ได้...”

ทุกคนต่างเป็นขุนนาง ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรี

ปกติทำเรื่องสกปรก ประจบสอพลอเบื้องบน ข่มเหงเบื้องล่าง ทุกคนต่างรู้กันในใจก็พอแล้ว

แต่บัดนี้ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ จางหมิงกลับถูกฉินหมิงวิเคราะห์ความคิดในใจออกมา

ตอนนี้เขาอยากจะหาที่มุดดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด

ในตอนนี้เอง เซียวซูเฟยถึงได้เข้าใจว่า เหตุใดเมื่อครู่จางหมิงจึงไม่ยอมขึ้นประลอง

“ในเมื่อมิใช่ เช่นนั้นเหตุใดจึงฝืนร่างกายที่ป่วยขึ้นประลอง? นี่จะไม่เป็นการทำให้กองคาราวานสินค้าหนานหยางชนะอย่างไม่น่าภาคภูมิใจหรอกหรือ?”

ฉินหมิงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

จางหมิงแก้ตัวอย่างลนลานสองสามประโยค แต่เมื่อเห็นสายตาที่คนอื่นมองมาที่ตนเองแล้ว

ในใจเขาก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้น สุดท้ายก็อิดออดอยู่ที่นี่ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินลงไป

เมื่อเห็นว่าฉินหมิงกำลังจะได้เปรียบอีกครั้ง

ฮ่องเต้เฉียนก็ทรงแค่นเสียงเย็น แล้วเริ่มเรียกชื่อโดยตรง

“แม่ทัพใหญ่เจิ้งเต๋อ เจ้าขึ้นไป!”

เมื่อได้ยินที่ฮ่องเต้เฉียนตรัส ทุกคนต่างสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

ฉินหมิงก็ค่อย ๆ ขมวดคิ้วเช่นกัน

ตาเฒ่าฮ่องเต้เฉียนนี่ ช่างไม่ยอมหยุดพักแม้แต่ครู่เดียวจริง ๆ

ก็แค่ไม่อยากจะให้ตนเองได้เงินอีกสองหมื่นห้าพันตำลึงนี้ไปใช่หรือไม่?

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 515

    เมื่อฉู่หงจางได้ยินคำถามของเขา ก็รีบชิงกล่าวขึ้นทันทีว่า“ข้าเจอฉินอ๋องมาน่ะสิ”เมื่อได้ยินคำว่าฉินอ๋อง ทุกคนในที่นั้นก็พลันเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนกพวกเขาจ้องมองฉู่หงจางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ“เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดฉินอ๋องถึงมาที่นี่ได้เล่า?”“หรือว่าเขานำกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายที่นี่แล้ว? เช่นนั้นพวกเราจะเอาอาวุธและเสบียงได้อย่างไร?”พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกสิ้นหวัง เดิมทีคิดว่าการปะทะกับฉินหมิง ก็ลำบากแสนเข็ญอยู่แล้วแต่ยามนี้กลับเห็นฉินหมิงตัวจริงบัญชาการอยู่ภายในด่าน!“ข้าไม่รู้ แต่แสนยานุภาพของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่นัก อีกทั้งอาวุธยังครบครันล้ำสมัย ข้าจึงไม่ได้ปะทะหักหาญด้วย และรีบถอยกลับมาทันที”ฉู่หงจางกล่าวอย่างแช่มช้า ไม่ได้นำความผิดพลาดมาใส่ไว้ที่ตนเองแต่มองไปทางผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้า“ทุกท่าน จากนี้ไปพวกท่านต้องมอบทหารให้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่ลงมืออีกเด็ดขาด!”ว่าไปแล้ว คนเหล่านี้เพื่อต้องการถนอมขุมกำลังของชนเผ่าตนเองแต่ละคนจึงมอบกำลังพลออกมาเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนเพียงเท่านี้สำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่มีประโยชน์อันใดเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินหมิงยิ่งเป็นเรื่องน

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 514

    ผู้คนทั้งหลายต่างตกอยู่ในความเงียบแม้แต่ฉู่หงจางที่เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านล่าง เวลานี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดซึมเต็มแผ่นหลังฉินหมิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ยามที่พวกเขาทำศึกกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ก็ตระหนักได้แล้วว่าฉินหมิงในเวลานี้ไม่เพียงมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขุมกำลังทางการค้าก็ยังกดดันพวกเขาได้รอบด้านอีกด้วยหลังสูญเสียการสนับสนุนจากฉินหมิง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ยากลำบากยิ่งนักไม่นานเสบียงในยุ้งฉางก็ร่อยหรอแทบเห็นก้นถังนี่เป็นเพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้ประชากรในชนเผ่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปากท้องต้องเลี้ยงดูมากมาย เดิมทีมีฉินหมิงคอยหนุนหลัง ทุกคนจึงสามารถกินอิ่มนอนหลับตามสบายทว่าเมื่อไร้ซึ่งการสนับสนุนจากฉินหมิง จำนวนประชากรที่มากมายก็กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ลำพังพวกเขาก็มีพื้นที่ทำกินเพียงน้อยนิดอยู่แล้วผลผลิตทางการเกษตรย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภคยามนี้เมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนอิ่มท้องเรื่องราวเหล่านี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นในชนเผ่าเล็ก ๆ บ้าง

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 513

    เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉินหมิงและกวนเยว่ก็พลันแปรเปลี่ยนไป“เหตุใดถึงมาเร็วนัก?”“พวกมันปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ดูคล้ายรีบร้อนอยู่บ้าง คงเป็นราชสำนักกดดันให้มาพ่ะย่ะค่ะ”ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานด้วยความไม่แน่ใจในใจพวกเขาเองก็สงสัยเช่นกันแม้ศัตรูจะมาถึงอย่างรวดเร็ว แต่ฉินหมิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเขาพากวนเยว่เดินตรงไปที่กำแพงเมือง กองทัพหนานหมานนับพันชีวิตมายืนรออยู่หน้ากำแพงเมืองเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นจำนวนคน ฉินหมิงและกวนเยว่ก็สบตากัน ทั้งสองคนต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“เหตุใดถึงมากันเพียงเท่านี้ล่ะ?”“นับว่าน้อยไปจริง ๆ ”กวนเยว่ขมวดคิ้วเรียวด้วยความประหลาดใจ ก่อนกล่าวขึ้นเช่นนั้นฉินหมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ส่งยิ้มให้กองทัพข้าศึกพลางกล่าวว่า“ทุกท่าน พากำลังพลมาเพียงเท่านี้ คิดว่าจะตีเมืองที่ชัยภูมิดีเยี่ยมเช่นนี้แตกหรือ?”แม่ทัพผู้นำกำลังพลมาในครั้งนี้ มีนามว่าฉู่หงจางเขาคือหัวหน้าเผ่าเหลียนซานในฐานะฝ่ายบุกโจมตี ใบหน้าของเขากลับมีแต่ความไม่เต็มใจ ขณะประสานหมัดคารวะฉินหมิงพร้อมกล่าวว่า“กราบเรียนท่านอ๋อง พวกเราเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น ท่านสู้ราชสำนักไม่ได้หรอก

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 512

    หาไม่แล้วการขนส่งสองรอบที่ต่อเนื่องกันเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเสียหายของพวกเขาพุ่งสูงถึงขีดสุดแน่นอนทว่าในยามที่พวกเขากำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ส่งข่าวจากหนานหมานเข้ามาอีกครั้ง“ท่านอ๋อง ทางหนานหมานส่งข่าวมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกมันแจ้งมาว่าหากไม่เห็นยุทธปัจจัย ก็จะไม่เคลื่อนกำลังพลเด็ดขาด”“เจ้าพวกสารเลว สิ่งของชุดแรกที่เราส่งออกไป ขนาดจวนถึงที่หมายอยู่รอมร่อ พวกมันกลับไม่ยอมโผล่หัวออกมารับ พอเวลานี้เกิดเรื่องผิดพลาด ก็คิดจะมาโทษพวกเราเสียอย่างนั้น”อวี้อ๋องตบโต๊ะด้วยความเดือดดาลใจเวลานี้พวกเขาไร้หนทางจะเดินต่อแล้วจริง ๆในด้านยุทธปัจจัย พวกเขาย่อมไม่มีทางส่งไปถึงได้ในเวลาอันสั้นแต่ก็จำเป็นต้องสร้างแรงกดดันแก่ฉินหมิงให้ได้ขณะนั้น เหลียงอ๋องผู้อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้นมาว่า“เอาเช่นนี้เถิด พวกเราส่งข่าวบอกฝ่ายหนานหมาน ให้พวกมันจัดส่งทหารออกมาก่อน รอจนพวกมันเข้าสู่หลิ่งหนานเมื่อใด พวกเราค่อยส่งยุทธปัจจัยอ้อมไปทางปีกข้าง ถึงเวลานั้นสิ่งของย่อมตกถึงมือพวกมันเอง”จะอาศัยเพียงราชสำนักออกแรงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดความแข็งแกร่งของฝ่ายฉินหมิงนั้นเป็นที่ป

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 511

    “ข้าเตรียมตัดขาดการส่งเสบียงทั้งหมดของหนานหมานแล้ว”“ในช่วงเวลานี้จะมีผ้าทอกองพะเนิน ยางพาราขาดแคลน สินค้าในตลาดอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องรบกวนพวกเจ้าทั้งสามช่วยข้าควบคุมสถานการณ์ให้ดี”ทั้งสามคนต่างก็พยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นเมื่อฉินหมิงใช้กำลังทหารกดดันหนานหมานอย่างหนักหน่วงก็ถึงคราวแนวหลังอย่างพวกเขาต้องลงมือบ้างย่อมต้องเป็นการกดดันทางด้านการค้าเฉินซื่อเม่าคาดเดาวิธีการของฉินหมิงได้นานแล้วยามนี้เพียงรอฉินหมิงกลับมาพยักหน้าอนุญาตก็จะเริ่มลงมือได้ทันที“วางใจเถิด ท่านผู้อาวุโสเฉิน”เฉียนไฉตบอกรับรองว่า“พวกเรายังมีท่าเรืออีกหลายแห่งในเจียงหนาน เท่านี้ก็พอแล้ว”“อำเภออินซานเองก็มีการติดต่อกับกลุ่มหนานหยาง สามารถระบายสินค้าออกไปได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน”“อย่างมากสินค้าก็แค่กองอยู่ที่นี่ รอสงครามจบลงก็ยังทำเงินได้ดังเดิม”ทั้งสามคนต่างผลัดกันออกความเห็น ล้วนแต่มีหนทางจัดการทั้งสิ้นเมื่อเห็นพวกเขามั่นใจเช่นนั้น เฉินซื่อเม่าก็พยักหน้าอย่างแช่มช้าหลายวันต่อมาท่ามกลางหุบเขาในดินแดนหนานหมานกลุ่มผู้อาวุโสและหัวหน้าเผ่าต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อมาหลายวันแล้วสาเ

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 510

    แต่กำลังคิดถึงกิจการภายในตระกูล และน้องสาวสุดที่รักนั่นเอง“เอ่อ...”ใบหน้าของฉินหมิงพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่อยากไปตอแยคุณหนูน้อยผู้นั้นเลยสักนิดเพียงนึกถึงหญิงสาวผู้แสนเอาแต่ใจนางนั้น ฉินหมิงก็รู้สึกว่านางช่างรับมือได้ยากนักทว่าด้วยมารยาท ฉินหมิงจึงยังคงล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบขลุ่ยเลาหนึ่งออกมา“นี่เป็นขลุ่ยที่ข้าทำขึ้น รอท่านว่างเมื่อใด ก็ช่วยนำไปมอบให้นางทีเถิด”“ของพรรค์นี้จะมีประโยชน์อันใด?”ซุนเหมี่ยวปรายตามองของที่ฉินหมิงยื่นส่งมาแวบหนึ่ง ก่อนยัดมันเข้าไปในอกเสื้อด้วยความรังเกียจฉินหมิงมองเขาอย่างจนใจ ก่อนอธิบาย“นี่ท่านไม่รู้จักคำว่าแม้นของกำนัลเล็กน้อยแต่น้ำใจหนักแน่นหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้น ขลุ่ยเลานี้ข้าสั่งให้ทำขึ้นเพื่อทดสอบทักษะฝีมือของโรงช่างโดยเฉพาะ ลองดูสิว่ามันมีกี่รู?”“โอ๊ะ... สิบสามรูรึ?”ฉินหมิงมีมาตรฐานเรื่องความแม่นยำของงานฝีมือสูงยิ่งเขาจึงให้กลุ่มช่างฝีมือฝึกฝนอยู่เป็นประจำเช่นระดับเสียงของขลุ่ย ยิ่งแบ่งระดับเสียงได้มากเท่าใด ก็หมายความว่าวิธีการผลิตต้องประณีตมากเท่านั้นก่อนหน้านี้ฉินหมิงได้ทิ้งบททดสอบหนึ่งไว้ให้แก่ช่างฝีมือในโรงผลิต

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 229

    มองไปยังห้องคลังสมบัติที่มีตั๋วเงินกองจนสูงเป็นภูเขาลูกเล็ก ๆหัวใจของฉินหมิงเต้นระส่ำหยิบสมุดบัญชีขึ้นมา กวาดตาดูเพียงครู่เดียว เขาก็เห็นตัวเลขมุมขวาล่างชัดเจนสามแสนสามหมื่นตำลึง!เพียงแค่เตรียมงานไม่ถึงครึ่งเดือน เดินทางไปเพียงรอบเดียว ก็ได้กำไรถึงสามแสนสามหมื่นตำลึงเงิน!“นี่ราวกับเก็บเงิน

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 209

    ผู้ที่มาต้อนรับฉินหมิง มีอู๋ติ้งโปที่เพิ่งดำเนินตำแหน่งเจ้าเมืองหูซีคนใหม่ เหอเจียหมิง หัวหน้าหอการค้าของหอการค้าหูซี หวงฝู่ไท่ผิง ผู้บัญชาการหูซีและคนอื่นๆพวกเขาไม่สามารถฉวยโอกาสกำจัดฉินหมิงและได้เห็นความแข็งแกร่งของเขาแล้ว รู้ว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว ตอนนี้จึงได้แต่ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 190

    ดวงตาทอประกายพลางเอ่ยถามกับฉินหมิง“จริงหรือเจ้าคะ? ว่าแต่ว่ายาปฏิชีวนะสามารถรักษาโรคภัยได้สารพัดใช่หรือไม่? “ใช่ ยาปฏิชีวนะรักษาโรคส่วนใหญ่ได้”ที่ฉินหมิงให้ว่านซูเป็นผู้ผลิตสิ่งนี้ขึ้นแท้จริงแล้วหาใช่เพียงเพื่อให้ว่านซูได้ทำกำไรทว่ายังมีอีกหนึ่งเจตนารมณ์ นั่นก็คือหวังให้ว่านซูจัดเตรียมมันใ

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 164

    คำพูดของฉินหมิง ทุกคนยังนึกตามไม่ทันแต่หยางเหลียนกลับนิ่งอึ้งไปในทันที“เจ้าจะฆ่าพวกเราแล้วยึดอำนาจทหาร เพื่อใช้พวกหนานหมานข่มขู่ราชสำนักอย่างนั้นรึ?”“ข้าไม่ได้พูด”ฉินหมิงส่ายหน้าเบา ๆ“เพียงแต่แม่ทัพอยู่ชายแดน คำสั่งราชสำนักย่อมมีข้อยกเว้น เรื่องบางเรื่องที่ควรตัดสินใจด้วยตนเอง ก็ไม่จำเป็นต

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status