Share

บทที่ 13

Author: หออักษร
“เริ่มงานเลี้ยง!”

เมื่อฉินหมิงได้นั่งลงบนที่นั่งหลักของกองคาราวานสินค้าหนานหยางแล้ว

ขันทีน้อยที่อยู่ด้านหลังก็รีบตะโกนเสียงดังไปยังที่ไกล ๆ

สุราและอาหารเลิศรสนานาชนิดถูกยกขึ้นมา

เดิมทีหลังจากเริ่มงานเลี้ยงแล้ว จะต้องเป็นฮ่องเต้เฉียนที่กล่าวสรุปผลสำเร็จในครั้งนี้

แล้วถือโอกาสชื่นชมกองคาราวานสินค้าหนานหยาง กล่าวคำพูดตามมารยาท และแสดงความคาดหวังที่จะร่วมมือกับพวกเขาต่อไปในครั้งหน้า

แต่บรรยากาศในวันนี้มันผิดปกติไปนานแล้ว

ฉินหมิงนั่งอยู่บนที่นั่งหลักของกองคาราวานสินค้าหนานหยาง

ฮ่องเต้เฉียนก็ย่อมไม่สามารถเอ่ยปากชื่นชมได้อีกต่อไป

พระองค์ทรงแค่นเสียงเย็น แล้วตรัสโดยตรงว่า

“เริ่มการประชันบทกวีได้!”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

ซุนเหลียนอิงรีบเดินออกมาข้างหน้า

“วันนี้เป็นวันมงคล การค้าขายระหว่างกองคาราวานสินค้าหนานหยางกับต้าเฉียนของเราได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์”

“ในเมื่อจัดงานเลี้ยงแล้ว ก็ย่อมมีเงินรางวัลและการประลองเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเพิ่มบรรยากาศในการดื่มสุราให้แก่ทุกท่าน!”

“วันนี้ราชสำนักจะมอบเงินห้าหมื่นตำลึงเป็นรางวัล ทุกท่านสามารถประชันบทกวีและประลองยุทธ์ ผู้ที่คว้าตำแหน่งสุดยอดฝีมือฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ไปได้ จะได้รับรางวัลคนละสองหมื่นห้าพันตำลึงเงิน!”

ห้าหมื่นตำลึง!

ฉินหมิงประหลาดใจอยู่บ้าง นี่มันมากกว่าปีก่อน ๆ เสียอีก

ดูท่าราชสำนักก็คงจะรู้ว่า เรื่องราวในปีนี้จัดการได้ไม่ดีเท่าไรนัก

ดังนั้นจึงคิดจะใช้โอกาสในการจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ กู้หน้ากลับคืนมาบ้าง

ซุนเหลียนอิงได้เตรียมการมานานแล้ว กล่าวต่อไปว่า

“ทุกท่าน วันนี้เป็นวันมงคลที่การค้าขายเสร็จสิ้นลง มิสู้เรามาใช้งานเลี้ยงมงคลเป็นหัวข้อ ให้ทุกท่านแต่งบทกวีกันดีหรือไม่?”

บัณฑิตไท่ฉางชิวปิงอวิ๋นเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็รีบเดินออกมาทันที

“ข้าน้อยไร้ความสามารถ วันนี้ก็ขอเสนอบทกวีอันต่ำต้อยหนึ่งบท หวังว่าทุกท่านจะช่วยชี้แนะ”

“แสงโคมส่องสว่างทั่วฟ้ายามราตรี เสียงหัวเราะเริงร่าก้องกังวานเต็มห้องโถง

สุราดีอาหารเลิศรสนำขึ้นโต๊ะพร้อมเพรียง สหายจากหนานหยางร่วมสังสรรค์พร้อมหน้า

ท่วงท่าร่ายรำสง่างามดนตรีบรรเลง เสียงเพลงก้องกังวานไปทั่วสี่ทิศ

ยกจอกร่วมดื่มฉลองชัย เสียงหัวเราะเปี่ยมสุขสำราญ!”

ในเมื่อชิวปิงอวิ๋นสามารถเป็นถึงบัณฑิตไท่ฉางได้ แน่นอนว่าย่อมมีความสามารถอยู่บ้าง

หลังจากที่คนรอบข้างได้ฟังแล้ว ต่างพากันปรบมือ

“กลอนดี!”

ชิวปิงอวิ๋นมาพร้อมกับภารกิจ เพื่อที่จะข่มฉินหมิง

ในตอนที่ฉินหมิงยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว เขาก็ชิงเรียกกองคาราวานสินค้าหนานหยางก่อน

“กองคาราวานสินค้าหนานหยางครั้งนี้ได้เชิญองค์ฉินอ๋องมาเป็นพิเศษ ไม่ทราบว่าองค์ชายมีคำชี้แนะอันใดหรือไม่?”

ฉินหมิงวางจอกสุราลง ฉินหมิงวางจอกสุราลง

“คำชี้แนะคงไม่กล้ากล่าว เพียงแต่คงจะดีกว่าบทกวีบ้าน ๆ ของท่านเล็กน้อย”

“ดีกว่าเล็กน้อยหรือ?”

บนใบหน้าของชิวปิงอวิ๋นพลันปรากฏความโมโห

สามารถแต่งบทกวีหนึ่งบทได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้

เขาถือว่าความสามารถของตนเองนั้นเป็นหนึ่งในหมู่ขุนนางแล้ว

เหล่าขุนนางโดยรอบก็ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์

“ใต้เท้าชิวเป็นหนึ่งในผู้นำด้านวรรณกรรมของต้าเฉียนเชียวนะ องค์ชายพูดเช่นนี้ จะไม่ทำร้ายจิตใจเขาเกินไปหน่อยหรือ?”

“ท่านลืมไปแล้วหรือ องค์ชายก็มีความสามารถด้านวรรณศิลป์เป็นเลิศ ตั้งแต่เยาว์วัยก็ทรงศึกษากับท่านอัครมหาเสนาบดี...”

“ก็ไม่รู้ว่าองค์ชายจะใช้บทกวีใดเอาชนะเขา”

บนที่ประทับสูงสุด ฮ่องเต้เฉียนทรงหรี่พระเนตรลง ดูเหมือนจะคาดเดาเจตนาที่ฉินหมิงมาในวันนี้ได้แล้ว

เจ้าเด็กคนนี้คิดจะมาเอาเงินจากกระเป๋าของราชสำนัก

วันนี้ที่มาในฐานะตัวแทนของกองคาราวานสินค้าหนานหยางเป็นเรื่องหลอกลวง การเข้าร่วมการประลองบุ๋นบู๊ต่างหากที่เป็นเรื่องจริง

เมื่อทอดพระเนตรเห็นกวนเยว่ที่นั่งอยู่ข้างกายฉินหมิง ในพระทัยของฮ่องเต้เฉียนก็พลันเกิดความรู้สึกซับซ้อน

“เด็กสาวผู้นั้นไปอยู่ข้างกายเขาได้อย่างไร?”

ซุนเหลียนอิงก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“ฝ่าบาท อาจเป็นเพราะใกล้จะเข้าพิธีสมรสแล้ว องค์ชายจึงพาตัวออกมาล่วงหน้ากระมัง”

“เหลวไหล!”

ในแผ่นดินต้าเฉียน ก่อนที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะแต่งงานกัน ส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถพบหน้ากันได้

แม้ว่าฉินหมิงจะเป็นการสมรสของราชวงศ์ แต่ก็ต้องรักษากฎระเบียบ

เมื่อทอดพระเนตรเห็นฉินหมิงทำตัวไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเช่นนี้ ทัศนคติของฮ่องเต้เฉียนที่มีต่อเขาก็ยิ่งแย่ลงไปอีก

แต่ในตอนนี้นี่เอง ฉินหมิงกลับยิ่งทำตัวโดดเด่น เดินออกมาอยู่ต่อหน้าผู้คน

“งานเลี้ยงมงคลสินะ?”

มุมปากยกยิ้ม ฉินหมิงเอ่ยปากออกมาอย่างสบาย ๆ

“เทียนแดงส่องสว่างมงคลยิ่ง เสียงเพลงและเสียงหัวเราะเต็มห้องโถงงาม

ยกจอกร่วมดื่มพันจอกสุรา เปล่งเสียงหัวเราะฉลองหมื่นปียืนยาว

อาหารเลิศรสเต็มโต๊ะหอมฟุ้งทั่วสี่ทิศ ต้นหยกบุปผาแก้วสะท้อนแสงจันทร์

ทิวทัศน์เช่นนี้พึงมีแต่บนสวรรค์ ในแดนมนุษย์ยากนักจักได้ลิ้มลองกี่ครา”

“เป็นอย่างไร?”

ฉินหมิงหันหน้าไปมองชิวปิงอวิ๋น

บทกวีนี้เป็นสิ่งที่เขาผสมผสานความทรงจำของตนเอง และความทรงจำขององค์รัชทายาทผู้นี้เข้าด้วยกัน

ไม่เพียงแต่ฉันทลักษณ์จะถูกต้องสมบูรณ์ ไพเราะติดหู แต่ภาพที่พรรณนาก็งดงามอย่างยิ่ง

ดีกว่าบทกวีบ้าน ๆ ของชิวปิงอวิ๋นเมื่อครู่มากจริง ๆ

เฉินซื่อเม่านั่งอยู่เบื้องล่าง ในดวงตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความตื่นเต้น

“พันจอกสุรา หมื่นปียืนยาว!”

“พึงมีแต่บนสวรรค์ จักได้ลิ้มลองกี่ครา!”

“กลอนดี กลอนดีจริง ๆ ...!”

เฉียนไฉตะโกนบอกขุนนางข้าง ๆ

“มัวเหม่ออะไรอยู่ ปรบมือสิ!”

แปะ ๆ ๆ

ขุนนางจำนวนไม่น้อยรีบปรบมือขึ้นมาทันที

หัวหน้ากองคาราวานสินค้าหนานหยางสองสามคน ในตอนนี้ก็ยกนิ้วโป้งให้ฉินหมิงด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง

“สมกับที่เป็นองค์ชาย!”

“ต้องเป็นองค์ชายเท่านั้นถึงจะมีความสามารถด้านวรรณศิลป์เช่นนี้ได้!”

มุมปากของชิวปิงอวิ๋นสั่นระริก

ในชั่วขณะหนึ่งก็ยังไม่สามารถยอมรับสถานการณ์นี้ได้

อันที่จริงเขาไม่ได้เพิ่งจะรู้หัวข้องานเลี้ยงมงคลในตอนนี้

ตรงกันข้าม เพื่อที่จะทำให้พวกเขาไม่ด้อยกว่าใครในด้านบทกวี

ซุนเหลียนอิงได้บอกหัวข้อแรกแก่เขาแล้ว ก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มเสียอีก

ชิวปิงอวิ๋นต้องนั่งคิดอยู่นานครึ่งค่อนวัน ถึงจะได้บทกวีนั้นออกมา

แต่บทกวีที่เดิมทีถ่อมตนว่าเป็นผลงานอันต่ำต้อย บัดนี้กลับกลายเป็นผลงานอันต่ำต้อยจริง ๆ

“ซุนกงกง ต่อไปก็ถึงตาข้าออกหัวข้อแล้วใช่หรือไม่?”

ฉินหมิงไม่ได้สนใจชิวปิงอวิ๋นอีกต่อไป แต่เอ่ยปากถามซุนเหลียนอิง

ซุนเหลียนอิงพยักหน้า

“ต้าเฉียนออกหนึ่งหัวข้อ กองคาราวานสินค้าหนานหยางก็ออกหนึ่งหัวข้อ”

“เพียงแต่ไม่ทราบว่าองค์ชายคิดจะออกหัวข้ออันใดหรือ?”

มุมปากของฉินหมิงประดับด้วยรอยยิ้ม กล่าวออกมาอย่างสบาย ๆ ราวกับตั้งใจแต่ก็เหมือนจะไม่ตั้งใจ

“ก็แค่แต่งบทกวีเกี่ยวกับชายหลายใจสักบทหนึ่งเถิด”

เมื่อสิ้นเสียง สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่ฮ่องเต้เฉียนอย่างไม่วางตา

ในวินาทีนี้ สีหน้าของทุกคนต่างเปลี่ยนไปอย่างมาก!

ชายหลายใจ... หมายถึงใครกัน?

หรือว่าจะเป็นฮ่องเต้เฉียนที่หลังจากฮองเฮาสิ้นพระชนม์ ก็หันไปรักเซียวซูเฟย แล้วเริ่มลำเอียงต่อฉินหมิงอย่างยิ่ง?

เจ้าเด็กนี่บ้าไปแล้ว!

บ้าไปแล้วแน่ ๆ !

เซียวซูเฟยก็รีบลุกขึ้นยืนเช่นกัน แล้วกล่าวตำหนิฉินหมิง

“ท่านฉินอ๋อง!”

“วันนี้เป็นวันมงคล ท่านคิดจะทำอะไร!?”

ฉินหมิงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง

“ก็แค่การประชันบทกวีเท่านั้น ท่านจะกลัวอะไร? หรือว่า...”

“พอแล้ว!”

ฮ่องเต้เฉียนทรงตบโต๊ะอย่างแรง จ้องมองฉินหมิงอย่างโกรธเกรี้ยว

เจ้าเด็กนี่เห็นได้ชัดว่าวันนี้เตรียมการมาอย่างดี!

ไม่รู้ว่าวางแผนช่วงเวลานี้มานานเท่าไรแล้ว

ฮ่องเต้เฉียนทรงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“ให้เราได้ฟังบทกวีที่เจ้าแต่งสักหน่อย”

มุมปากของฉินหมิงยกยิ้ม

“ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

“ดอกท้อร่วงโรยสิ้นวสันต์ผ่านพ้น ปุยหลิ่วลอยล่องแค้นพรากจากอาลัย

เคยสัญญาเคียงคู่ไปจนแก่เฒ่า บัดนี้นั่งเดียวดายในห้องว่างเปล่าหนาวเหน็บ

คำสาบานดั่งขุนเขาเป็นเพียงวาจาว่างเปล่า ทะเลแห้งหินกร่อนเป็นเพียงฝันไป

หวนนึกถึงครานั้นที่รักกันลึกซึ้ง เหลือเพียงหยาดน้ำตามองตะวันคล้อยลา”

“ทุกท่าน มีผู้ใดยินดีออกมาประลองกับข้าสักหน่อยหรือไม่?”

ฉินหมิงท่องบทกวีของตนเองจบ

แล้วกวาดสายตามองไปทั่วทั้งงานอย่างเรียบเฉย

ทุกคนต่างหดคอ ไม่กล้าพูดจา แอบเหลือบมองสีพระพักตร์ของฮ่องเต้เฉียน

แม้แต่ชิวปิงอวิ๋นที่ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ด้านวรรณกรรม ด้านหลังก็มีเหงื่อเย็นผุดซึมออกมา!

บทกวีนี้ของฉินหมิงกำลังพูดถึงใคร มันชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว!

ในตอนนี้สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เฉียนมืดมนจนน่ากลัว

ฉินหมิงกลับไม่สนใจไยดี กล่าวต่อไปว่า:

“ว่ากันว่าบทกวีที่ดี ย่อมสามารถดึงดูดผู้คนให้คล้อยตาม ทิ้งรสชาติที่ตราตรึงยาวนาน”

“เสด็จพ่อ ท่านว่าบทกวีของลูกเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”
Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 515

    เมื่อฉู่หงจางได้ยินคำถามของเขา ก็รีบชิงกล่าวขึ้นทันทีว่า“ข้าเจอฉินอ๋องมาน่ะสิ”เมื่อได้ยินคำว่าฉินอ๋อง ทุกคนในที่นั้นก็พลันเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนกพวกเขาจ้องมองฉู่หงจางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ“เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดฉินอ๋องถึงมาที่นี่ได้เล่า?”“หรือว่าเขานำกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายที่นี่แล้ว? เช่นนั้นพวกเราจะเอาอาวุธและเสบียงได้อย่างไร?”พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกสิ้นหวัง เดิมทีคิดว่าการปะทะกับฉินหมิง ก็ลำบากแสนเข็ญอยู่แล้วแต่ยามนี้กลับเห็นฉินหมิงตัวจริงบัญชาการอยู่ภายในด่าน!“ข้าไม่รู้ แต่แสนยานุภาพของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่นัก อีกทั้งอาวุธยังครบครันล้ำสมัย ข้าจึงไม่ได้ปะทะหักหาญด้วย และรีบถอยกลับมาทันที”ฉู่หงจางกล่าวอย่างแช่มช้า ไม่ได้นำความผิดพลาดมาใส่ไว้ที่ตนเองแต่มองไปทางผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้า“ทุกท่าน จากนี้ไปพวกท่านต้องมอบทหารให้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่ลงมืออีกเด็ดขาด!”ว่าไปแล้ว คนเหล่านี้เพื่อต้องการถนอมขุมกำลังของชนเผ่าตนเองแต่ละคนจึงมอบกำลังพลออกมาเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนเพียงเท่านี้สำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่มีประโยชน์อันใดเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินหมิงยิ่งเป็นเรื่องน

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 514

    ผู้คนทั้งหลายต่างตกอยู่ในความเงียบแม้แต่ฉู่หงจางที่เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านล่าง เวลานี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดซึมเต็มแผ่นหลังฉินหมิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ยามที่พวกเขาทำศึกกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ก็ตระหนักได้แล้วว่าฉินหมิงในเวลานี้ไม่เพียงมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขุมกำลังทางการค้าก็ยังกดดันพวกเขาได้รอบด้านอีกด้วยหลังสูญเสียการสนับสนุนจากฉินหมิง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ยากลำบากยิ่งนักไม่นานเสบียงในยุ้งฉางก็ร่อยหรอแทบเห็นก้นถังนี่เป็นเพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้ประชากรในชนเผ่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปากท้องต้องเลี้ยงดูมากมาย เดิมทีมีฉินหมิงคอยหนุนหลัง ทุกคนจึงสามารถกินอิ่มนอนหลับตามสบายทว่าเมื่อไร้ซึ่งการสนับสนุนจากฉินหมิง จำนวนประชากรที่มากมายก็กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ลำพังพวกเขาก็มีพื้นที่ทำกินเพียงน้อยนิดอยู่แล้วผลผลิตทางการเกษตรย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภคยามนี้เมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนอิ่มท้องเรื่องราวเหล่านี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นในชนเผ่าเล็ก ๆ บ้าง

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 513

    เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉินหมิงและกวนเยว่ก็พลันแปรเปลี่ยนไป“เหตุใดถึงมาเร็วนัก?”“พวกมันปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ดูคล้ายรีบร้อนอยู่บ้าง คงเป็นราชสำนักกดดันให้มาพ่ะย่ะค่ะ”ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานด้วยความไม่แน่ใจในใจพวกเขาเองก็สงสัยเช่นกันแม้ศัตรูจะมาถึงอย่างรวดเร็ว แต่ฉินหมิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเขาพากวนเยว่เดินตรงไปที่กำแพงเมือง กองทัพหนานหมานนับพันชีวิตมายืนรออยู่หน้ากำแพงเมืองเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นจำนวนคน ฉินหมิงและกวนเยว่ก็สบตากัน ทั้งสองคนต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“เหตุใดถึงมากันเพียงเท่านี้ล่ะ?”“นับว่าน้อยไปจริง ๆ ”กวนเยว่ขมวดคิ้วเรียวด้วยความประหลาดใจ ก่อนกล่าวขึ้นเช่นนั้นฉินหมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ส่งยิ้มให้กองทัพข้าศึกพลางกล่าวว่า“ทุกท่าน พากำลังพลมาเพียงเท่านี้ คิดว่าจะตีเมืองที่ชัยภูมิดีเยี่ยมเช่นนี้แตกหรือ?”แม่ทัพผู้นำกำลังพลมาในครั้งนี้ มีนามว่าฉู่หงจางเขาคือหัวหน้าเผ่าเหลียนซานในฐานะฝ่ายบุกโจมตี ใบหน้าของเขากลับมีแต่ความไม่เต็มใจ ขณะประสานหมัดคารวะฉินหมิงพร้อมกล่าวว่า“กราบเรียนท่านอ๋อง พวกเราเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น ท่านสู้ราชสำนักไม่ได้หรอก

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 512

    หาไม่แล้วการขนส่งสองรอบที่ต่อเนื่องกันเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเสียหายของพวกเขาพุ่งสูงถึงขีดสุดแน่นอนทว่าในยามที่พวกเขากำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ส่งข่าวจากหนานหมานเข้ามาอีกครั้ง“ท่านอ๋อง ทางหนานหมานส่งข่าวมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกมันแจ้งมาว่าหากไม่เห็นยุทธปัจจัย ก็จะไม่เคลื่อนกำลังพลเด็ดขาด”“เจ้าพวกสารเลว สิ่งของชุดแรกที่เราส่งออกไป ขนาดจวนถึงที่หมายอยู่รอมร่อ พวกมันกลับไม่ยอมโผล่หัวออกมารับ พอเวลานี้เกิดเรื่องผิดพลาด ก็คิดจะมาโทษพวกเราเสียอย่างนั้น”อวี้อ๋องตบโต๊ะด้วยความเดือดดาลใจเวลานี้พวกเขาไร้หนทางจะเดินต่อแล้วจริง ๆในด้านยุทธปัจจัย พวกเขาย่อมไม่มีทางส่งไปถึงได้ในเวลาอันสั้นแต่ก็จำเป็นต้องสร้างแรงกดดันแก่ฉินหมิงให้ได้ขณะนั้น เหลียงอ๋องผู้อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้นมาว่า“เอาเช่นนี้เถิด พวกเราส่งข่าวบอกฝ่ายหนานหมาน ให้พวกมันจัดส่งทหารออกมาก่อน รอจนพวกมันเข้าสู่หลิ่งหนานเมื่อใด พวกเราค่อยส่งยุทธปัจจัยอ้อมไปทางปีกข้าง ถึงเวลานั้นสิ่งของย่อมตกถึงมือพวกมันเอง”จะอาศัยเพียงราชสำนักออกแรงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดความแข็งแกร่งของฝ่ายฉินหมิงนั้นเป็นที่ป

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 511

    “ข้าเตรียมตัดขาดการส่งเสบียงทั้งหมดของหนานหมานแล้ว”“ในช่วงเวลานี้จะมีผ้าทอกองพะเนิน ยางพาราขาดแคลน สินค้าในตลาดอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องรบกวนพวกเจ้าทั้งสามช่วยข้าควบคุมสถานการณ์ให้ดี”ทั้งสามคนต่างก็พยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นเมื่อฉินหมิงใช้กำลังทหารกดดันหนานหมานอย่างหนักหน่วงก็ถึงคราวแนวหลังอย่างพวกเขาต้องลงมือบ้างย่อมต้องเป็นการกดดันทางด้านการค้าเฉินซื่อเม่าคาดเดาวิธีการของฉินหมิงได้นานแล้วยามนี้เพียงรอฉินหมิงกลับมาพยักหน้าอนุญาตก็จะเริ่มลงมือได้ทันที“วางใจเถิด ท่านผู้อาวุโสเฉิน”เฉียนไฉตบอกรับรองว่า“พวกเรายังมีท่าเรืออีกหลายแห่งในเจียงหนาน เท่านี้ก็พอแล้ว”“อำเภออินซานเองก็มีการติดต่อกับกลุ่มหนานหยาง สามารถระบายสินค้าออกไปได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน”“อย่างมากสินค้าก็แค่กองอยู่ที่นี่ รอสงครามจบลงก็ยังทำเงินได้ดังเดิม”ทั้งสามคนต่างผลัดกันออกความเห็น ล้วนแต่มีหนทางจัดการทั้งสิ้นเมื่อเห็นพวกเขามั่นใจเช่นนั้น เฉินซื่อเม่าก็พยักหน้าอย่างแช่มช้าหลายวันต่อมาท่ามกลางหุบเขาในดินแดนหนานหมานกลุ่มผู้อาวุโสและหัวหน้าเผ่าต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อมาหลายวันแล้วสาเ

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 510

    แต่กำลังคิดถึงกิจการภายในตระกูล และน้องสาวสุดที่รักนั่นเอง“เอ่อ...”ใบหน้าของฉินหมิงพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่อยากไปตอแยคุณหนูน้อยผู้นั้นเลยสักนิดเพียงนึกถึงหญิงสาวผู้แสนเอาแต่ใจนางนั้น ฉินหมิงก็รู้สึกว่านางช่างรับมือได้ยากนักทว่าด้วยมารยาท ฉินหมิงจึงยังคงล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบขลุ่ยเลาหนึ่งออกมา“นี่เป็นขลุ่ยที่ข้าทำขึ้น รอท่านว่างเมื่อใด ก็ช่วยนำไปมอบให้นางทีเถิด”“ของพรรค์นี้จะมีประโยชน์อันใด?”ซุนเหมี่ยวปรายตามองของที่ฉินหมิงยื่นส่งมาแวบหนึ่ง ก่อนยัดมันเข้าไปในอกเสื้อด้วยความรังเกียจฉินหมิงมองเขาอย่างจนใจ ก่อนอธิบาย“นี่ท่านไม่รู้จักคำว่าแม้นของกำนัลเล็กน้อยแต่น้ำใจหนักแน่นหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้น ขลุ่ยเลานี้ข้าสั่งให้ทำขึ้นเพื่อทดสอบทักษะฝีมือของโรงช่างโดยเฉพาะ ลองดูสิว่ามันมีกี่รู?”“โอ๊ะ... สิบสามรูรึ?”ฉินหมิงมีมาตรฐานเรื่องความแม่นยำของงานฝีมือสูงยิ่งเขาจึงให้กลุ่มช่างฝีมือฝึกฝนอยู่เป็นประจำเช่นระดับเสียงของขลุ่ย ยิ่งแบ่งระดับเสียงได้มากเท่าใด ก็หมายความว่าวิธีการผลิตต้องประณีตมากเท่านั้นก่อนหน้านี้ฉินหมิงได้ทิ้งบททดสอบหนึ่งไว้ให้แก่ช่างฝีมือในโรงผลิต

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status