Share

บทที่ 8

Author: หออักษร
“พ่ะย่ะค่ะ”

หัวหน้าขันทีซุนเหลียนอิงรับคำ

แล้วรีบหันหลังเดินซอยเท้าถี่ ๆ นำคนออกจากวังไปเชิญฉินหมิง

ฉินหมิงในฐานะองค์รัชทายาท เดิมทีที่พำนักของเขาควรจะอยู่ที่ตำหนักบูรพา

แต่เมื่อหลายปีก่อนเพราะลมปากของเซียวซูเฟย

ฮ่องเต้เฉียนจึงลำเอียง โดยอ้างเหตุผลว่าองค์รัชทายาทโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียนในวังอีกต่อไป

ให้เขาย้ายออกจากตำหนักบูรพา เพื่อให้องค์ชายเก้า จิ้นอ๋องฉินเยว่ที่ยังทรงพระเยาว์ได้ประทับอยู่แทน

อ้างว่าเพื่อความสะดวกในการศึกษาเล่าเรียน

แต่ใคร ๆ ก็รู้ดีว่า ต่อให้องค์ชายจะยังทรงพระเยาว์และต้องศึกษาเล่าเรียน ราชวงศ์ก็มีที่พำนักเฉพาะจัดเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว

เหตุใดจะต้องไปใช้ตำหนักบูรพาด้วย?

ผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลมย่อมมองออกว่า นี่เป็นเพียงการหยั่งเชิงเหล่าขุนนางของเซียวซูเฟยผู้มีจิตใจคับแคบเท่านั้น

องค์รัชทายาทในตอนนั้นช่างโอบอ้อมอารี ไม่ได้ใส่ใจกับขนบธรรมเนียมอันซับซ้อนเหล่านี้

จึงได้สละตำหนักบูรพาให้อย่างใจกว้าง

ส่วนตนเองก็ไปหาจวนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง

ซึ่งก็คือสถานที่ที่ฉินหมิงอาศัยอยู่หลังจากที่มาถึงโลกใบนี้

ก็เพราะการจัดการเช่นนี้ จึงทำให้การรอคอยในวันนี้ยาวนานเป็นพิเศษ

เหล่าขุนนางนั่งอยู่ในที่นั้นจนพากันง่วงเหงาหาวนอน

หลังจากผ่านไปเกือบสองชั่วยาม ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว

ฉินหมิงจึงได้เดินโซซัดโซเซเข้ามาในตำหนัก พร้อมกับหัวหน้าขันทีซุนเหลียนอิง

แต่หลังจากที่เข้ามาแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยืนอยู่ข้าง ๆ สองมือกอดอก

ทำท่าทางเหมือนว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน

ซุนเหลียนอิงเห็นว่าบรรยากาศค่อนข้างน่าอึดอัด จึงก้าวออกมาข้างหน้าแล้วกล่าวว่า

“ฝ่าบาท ฉินอ๋องเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้เฉียนจ้องเขม็งไปยังฉินหมิงแล้วตรัสว่า

“เจ้าช่างทำตัวใหญ่โตขึ้นทุกวันแล้ว! ปล่อยให้เราและพวกขุนนางเหล่านี้ต้องรอนาน!”

“หลังจากไม่ได้ทำงานในราชสำนักแล้ว นิสัยก็ปล่อยปละละเลยเช่นนี้แล้วหรือ!”

เมื่อเผชิญหน้ากับคำตำหนิของเขา ฉินหมิงก็ยักไหล่ กล่าวอย่างมีความหมายแอบแฝง

“เสด็จพ่อ ใคร ๆ ก็รู้ว่า จวนของลูกอยู่ห่างจากพระราชวังมาก การเดินทางย่อมใช้เวลานานหน่อย ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”

ความหมายของฉินหมิงชัดเจนมาก หากมิใช่เพราะฮ่องเต้เฒ่าอย่างท่านให้ข้าย้ายออกจากตำหนักบูรพา วันนี้จะปล่อยให้ท่านรอจนเหงือกแห้งได้หรือ?

มิใช่ว่าท่านทำตัวเองหรอกหรือ?

เรื่องที่เหล่าขุนนางต่างก็รู้กันดี ท่านยังมีหน้ามาอ้าปากพูดอีก?

เป็นไปตามคาด หลังจากที่ฉินหมิงพูดประโยคนี้ออกมา พระขนงของฮ่องเต้เฉียนก็ขมวดลึกยิ่งขึ้น

แต่เมื่อทรงคิดดูแล้ว ในตอนนั้นก็เป็นพระองค์เองที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเซียวซูเฟย

ในตอนนี้พระองค์จึงไม่ได้ตรัสอะไรมาก เข้าประเด็นหลักทันที

“เรื่องของกองคาราวานสินค้าหนานหยาง เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่?”

“ไม่รู้พ่ะย่ะค่ะ”

ฉินหมิงส่ายหน้า ทำท่าทีราวกับว่าทุกอย่างไม่เกี่ยวข้องกับตน

เฉินซื่อเม่าที่อยู่เบื้องล่างเมื่อเห็นภาพนี้ ก็พยักหน้าเล็กน้อย

คนเราย่อมมีโทสะอยู่สามส่วน เห็นได้ชัดว่าในใจของฉินหมิงไม่พอใจ ไม่อยากจะสนใจฮ่องเต้เฉียน

ดูท่าวันนี้คงจะได้ยืมมือของฉินหมิงมาระบายความอัดอั้นตันใจแทนทุกคนแล้ว

“ซุนเหลียนอิง เจ้าบอกเขา”

เวลาที่ฮ่องเต้เฉียนตรัสกับฉินหมิง จะรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพระองค์พิโรธได้ง่าย

ดังนั้นจึงไม่ได้เตรียมที่จะตรัสกับเขาต่อ เปลี่ยนให้ขันทีข้างกายมาพูดแทน

“พ่ะย่ะค่ะ”

ซุนเหลียนอิงเล่ารายละเอียดทั้งหมดอย่างละเอียด

หลังจากที่เปรียบเทียบกับข้อมูลที่ตนเองรู้แล้ว ฉินหมิงก็ปรบมือเห็นดีเห็นงาม

“ไอ้สารเลวจ้าวสี่นั่น เหตุใดถึงไม่โดนกระทืบให้ตายไปเลยล่ะ?”

“บังอาจ! พูดจาอะไรของเจ้า!”

ฮ่องเต้เฉียนทรงตบโต๊ะ ตวาดฉินหมิงอย่างเกรี้ยวกราด

ขุนนางสองสามคนโดยรอบก็มองฉินหมิงอย่างตกตะลึง

องค์รัชทายาทปากคอเราะรายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?

แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยปากพูดเรื่องกองคาราวานสินค้าหนานหยางต่อ

ฉินหมิงก็หยิบฎีกาเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสียก่อน

“เสด็จพ่อ สองวันก่อนจ้าวสี่ได้ใส่ร้ายคู่หมั้นของลูก ดูหมิ่นพระเกียรติของราชวงศ์ และยังทะเลาะวิวาทกับลูกกลางถนน ทำให้การสัญจรในเมืองหลวงติดขัด”

“หลังจากนั้นยังมาเข้าเฝ้ากลับดำเป็นขาว ใส่ร้ายป้ายสีลูก ทำให้ท่านทรงลงโทษผิดพลาด ขอฝ่าบาททรงโปรดพิจารณาใหม่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้า...!”

สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เฉียนดูย่ำแย่ลง เรื่องของพระองค์ยังพูดไม่จบเลย

ฉินหมิงกลับมายื่นฎีกาฟ้องร้องก่อนแล้วหรือ?

เฉินซื่อเม่าเอ่ยปากขึ้นทันที

“ฝ่าบาท เมื่อพิจารณาจากเรื่องในวันนี้แล้ว จ้าวสี่ผู้นี้มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ มีความประพฤติเสื่อมทราม”

“องค์ชายทรงให้ความสำคัญกับหน้าตาของราชวงศ์อย่างยิ่ง การกระทำใด ๆ ล้วนรู้จักขอบเขตมาโดยตลอด หากมิใช่เพราะจ้าวสี่เก็บความแค้นไว้ในใจ ยั่วยุหลายครั้งหลายครา จนถึงขั้นลามปามไปถึงคุณหนูตระกูลกวน องค์ชายก็คงไม่กระทำเช่นนี้”

“ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว จ้าวสี่ผู้นี้ก็นับว่าสมควรแล้วที่ได้รับผลกรรมเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ”

เหล่าขุนนางเบื้องล่าง ในตอนนี้ต่างพากันสนับสนุนฉินหมิง

ช่วยไม่ได้ หลายปีมานี้ นอกจากปัญหาบางอย่างที่เป็นเรื่องหลักการแล้ว ฉินหมิงจะไม่ยอมถอยให้เลย

เรื่องอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้ว เขาก็จะเน้นการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างใจกว้าง สะสมชื่อเสียงที่ดีงามไว้มากมาย

คนที่นั่งอยู่ในที่นี้ ก็มีคนของเซียวซูเฟยอยู่ไม่กี่คน

แน่นอนว่าใครที่ช่วยพูดได้ ก็จะช่วยพูดสักประโยคหนึ่ง

ฮ่องเต้เฉียนอ้าพระโอษฐ์ แต่กลับไม่รู้ว่าจะตรัสเรื่องใดก่อนดี

รู้สึกเพียงแค่ว่า เรื่องราวดูเหมือนจะเกินกว่าที่พระองค์ทรงคาดการณ์ไว้แล้ว

“รวมกับความผิดที่ทำการค้าในวันนี้ล่มด้วย เสด็จพ่อ โปรดลงโทษจ้าวสี่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินหมิงก็กล่าวต่อไปว่า

“รวมความผิดหลายข้อหา ตัดสินประหารชีวิตก็ไม่นับว่าเกินเลย”

“หยุด!”

เมื่อเห็นว่าหากฉินหมิงสาธยายต่อไปอีก คงจะลากไปถึงเก้าชั่วโคตรได้

ฮ่องเต้เฉียนจึงรีบห้ามเขาไว้

“เรื่องของเจ้า เอาไว้ค่อยพูดทีหลัง!”

“ตอนนี้กองคาราวานสินค้าหนานหยางก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นแล้ว เจ้าไปจัดการปลอบโยนพวกเขาก่อน แล้วจัดการปิดการค้าครั้งนี้ให้เรียบร้อย”

เมื่อเห็นว่าเขาคิดจะตบตาตนเอง

ฉินหมิงก็ยิ้มออกมา ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ คิดว่าข้าเป็นแรงงานฟรีของท่านหรือ?

คนที่เป็นขุนนางยังมีเบี้ยหวัดเลย แต่ข้าไม่มีอะไรเลยสักอย่าง

จะทำไปทำพระแสงอะไร!

“เสด็จพ่อ ลูกป่วยพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินหมิงเอ่ยปากออกมาอย่างหน้าตาเฉย

“เจ้าป่วยหรือ?”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ฉินหมิงกล่าวอย่างจริงใจและจริงจัง

จากนั้นร่างกายก็โซเซไปมา ทันใดนั้นก็ทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงนั่งกับพื้นเสียงดังตุบ

“สองวันนี้ร่างกายไม่ค่อยสบายจริง ๆ ท่านไปหาคนอื่นที่เก่งกว่านี้เถิดพ่ะย่ะค่ะ”

...

ทุกคนต่างเงียบกริบ

คนตรงหน้านี้ ไหนเลยจะเป็นองค์รัชทายาท

นี่มันอันธพาลชัด ๆ มิใช่หรือ?

ความหมายของเขา ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างเข้าใจดี

หากไม่จัดการปัญหา เช่นนั้นก็จะยื้อกันอยู่อย่างนี้ต่อไป

เมื่อเห็นว่าเรื่องราวได้มาถึงขั้นนี้แล้ว ฮ่องเต้เฉียนก็ทรงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตรัสว่า

“ซุนเหลียนอิง!”

“บ่าวอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”

“ส่งจ้าวสี่ไปยังกรมอาญาเพื่อรับการไต่สวน และให้ยกเลิกการลงโทษต่อฉินอ๋อง”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

จ้าวสี่กลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว แถมยังทำผิดมหันต์อีก

จะเสียแรงไปปกป้องเขาก็ไม่มีประโยชน์อันใด

มิสู้ให้เขาได้ทำประโยชน์เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้ฉินหมิงได้ระบายความโกรธ แล้วรีบไปจัดการเรื่องราวให้เสร็จสิ้น

“อ๊ะ... ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินหมิงนั่งกุมหน้าอกอยู่บนพื้น ฉินหมิงนั่งกุมหน้าอกอยู่บนพื้น

“ไปได้แล้วใช่หรือไม่?”

ฮ่องเต้เฉียนทรงแค่นเสียงเย็น ตรัสถามด้วยความรังเกียจอย่างเต็มเปี่ยม

อย่างไรเสียความสัมพันธ์พ่อลูกก็มาถึงขั้นนี้แล้ว

ฉินหมิงหน้าด้านหน้าทน ไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกต่อไปแล้ว

“เสด็จพ่อ ลูกมิใช่องค์รัชทายาท เป็นเพียงแค่อ๋องผู้ครองหัวเมือง ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? อย่าได้ได้คืบจะเอาศอก!”

ฮ่องเต้เฉียนทรงตบโต๊ะ จ้องมองเขาเขม็งด้วยความพิโรธ

ในใจของเฉินซื่อเม่ารู้สึกยินดี

หรือว่าองค์รัชทายาทจะคิดได้แล้ว

อยากจะฉวยโอกาสนี้ทวงตำแหน่งองค์รัชทายาทกลับคืน?

ฮ่องเต้เฉียนและขุนนางคนอื่น ๆ ก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน สีหน้าแต่ละคนแตกต่างกันไป

“ท่านอย่าเพิ่งกริ้วเลย ลูกไม่ได้ต้องการตำแหน่งองค์รัชทายาทคืน เพียงแต่การเดินทางไปยังหลิ่งหนานครั้งนี้ มีเพียงสามหน่วยพิทักษ์นั้นน้อยเกินไปจริง ๆ ”

“ลูกอยากจะได้ค่ายทหารอู่เวยเพิ่มอีก ขอเสด็จพ่อโปรดประทานให้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินหมิงเอ่ยปากอย่างเรียบเฉย แต่กลับทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต้องตกตะลึงจนตาค้าง!
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 515

    เมื่อฉู่หงจางได้ยินคำถามของเขา ก็รีบชิงกล่าวขึ้นทันทีว่า“ข้าเจอฉินอ๋องมาน่ะสิ”เมื่อได้ยินคำว่าฉินอ๋อง ทุกคนในที่นั้นก็พลันเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนกพวกเขาจ้องมองฉู่หงจางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ“เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดฉินอ๋องถึงมาที่นี่ได้เล่า?”“หรือว่าเขานำกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายที่นี่แล้ว? เช่นนั้นพวกเราจะเอาอาวุธและเสบียงได้อย่างไร?”พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกสิ้นหวัง เดิมทีคิดว่าการปะทะกับฉินหมิง ก็ลำบากแสนเข็ญอยู่แล้วแต่ยามนี้กลับเห็นฉินหมิงตัวจริงบัญชาการอยู่ภายในด่าน!“ข้าไม่รู้ แต่แสนยานุภาพของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่นัก อีกทั้งอาวุธยังครบครันล้ำสมัย ข้าจึงไม่ได้ปะทะหักหาญด้วย และรีบถอยกลับมาทันที”ฉู่หงจางกล่าวอย่างแช่มช้า ไม่ได้นำความผิดพลาดมาใส่ไว้ที่ตนเองแต่มองไปทางผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้า“ทุกท่าน จากนี้ไปพวกท่านต้องมอบทหารให้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่ลงมืออีกเด็ดขาด!”ว่าไปแล้ว คนเหล่านี้เพื่อต้องการถนอมขุมกำลังของชนเผ่าตนเองแต่ละคนจึงมอบกำลังพลออกมาเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนเพียงเท่านี้สำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่มีประโยชน์อันใดเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินหมิงยิ่งเป็นเรื่องน

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 514

    ผู้คนทั้งหลายต่างตกอยู่ในความเงียบแม้แต่ฉู่หงจางที่เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านล่าง เวลานี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดซึมเต็มแผ่นหลังฉินหมิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ยามที่พวกเขาทำศึกกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ก็ตระหนักได้แล้วว่าฉินหมิงในเวลานี้ไม่เพียงมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขุมกำลังทางการค้าก็ยังกดดันพวกเขาได้รอบด้านอีกด้วยหลังสูญเสียการสนับสนุนจากฉินหมิง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ยากลำบากยิ่งนักไม่นานเสบียงในยุ้งฉางก็ร่อยหรอแทบเห็นก้นถังนี่เป็นเพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้ประชากรในชนเผ่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปากท้องต้องเลี้ยงดูมากมาย เดิมทีมีฉินหมิงคอยหนุนหลัง ทุกคนจึงสามารถกินอิ่มนอนหลับตามสบายทว่าเมื่อไร้ซึ่งการสนับสนุนจากฉินหมิง จำนวนประชากรที่มากมายก็กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ลำพังพวกเขาก็มีพื้นที่ทำกินเพียงน้อยนิดอยู่แล้วผลผลิตทางการเกษตรย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภคยามนี้เมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนอิ่มท้องเรื่องราวเหล่านี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นในชนเผ่าเล็ก ๆ บ้าง

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 513

    เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉินหมิงและกวนเยว่ก็พลันแปรเปลี่ยนไป“เหตุใดถึงมาเร็วนัก?”“พวกมันปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ดูคล้ายรีบร้อนอยู่บ้าง คงเป็นราชสำนักกดดันให้มาพ่ะย่ะค่ะ”ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานด้วยความไม่แน่ใจในใจพวกเขาเองก็สงสัยเช่นกันแม้ศัตรูจะมาถึงอย่างรวดเร็ว แต่ฉินหมิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเขาพากวนเยว่เดินตรงไปที่กำแพงเมือง กองทัพหนานหมานนับพันชีวิตมายืนรออยู่หน้ากำแพงเมืองเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นจำนวนคน ฉินหมิงและกวนเยว่ก็สบตากัน ทั้งสองคนต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“เหตุใดถึงมากันเพียงเท่านี้ล่ะ?”“นับว่าน้อยไปจริง ๆ ”กวนเยว่ขมวดคิ้วเรียวด้วยความประหลาดใจ ก่อนกล่าวขึ้นเช่นนั้นฉินหมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ส่งยิ้มให้กองทัพข้าศึกพลางกล่าวว่า“ทุกท่าน พากำลังพลมาเพียงเท่านี้ คิดว่าจะตีเมืองที่ชัยภูมิดีเยี่ยมเช่นนี้แตกหรือ?”แม่ทัพผู้นำกำลังพลมาในครั้งนี้ มีนามว่าฉู่หงจางเขาคือหัวหน้าเผ่าเหลียนซานในฐานะฝ่ายบุกโจมตี ใบหน้าของเขากลับมีแต่ความไม่เต็มใจ ขณะประสานหมัดคารวะฉินหมิงพร้อมกล่าวว่า“กราบเรียนท่านอ๋อง พวกเราเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น ท่านสู้ราชสำนักไม่ได้หรอก

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 512

    หาไม่แล้วการขนส่งสองรอบที่ต่อเนื่องกันเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเสียหายของพวกเขาพุ่งสูงถึงขีดสุดแน่นอนทว่าในยามที่พวกเขากำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ส่งข่าวจากหนานหมานเข้ามาอีกครั้ง“ท่านอ๋อง ทางหนานหมานส่งข่าวมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกมันแจ้งมาว่าหากไม่เห็นยุทธปัจจัย ก็จะไม่เคลื่อนกำลังพลเด็ดขาด”“เจ้าพวกสารเลว สิ่งของชุดแรกที่เราส่งออกไป ขนาดจวนถึงที่หมายอยู่รอมร่อ พวกมันกลับไม่ยอมโผล่หัวออกมารับ พอเวลานี้เกิดเรื่องผิดพลาด ก็คิดจะมาโทษพวกเราเสียอย่างนั้น”อวี้อ๋องตบโต๊ะด้วยความเดือดดาลใจเวลานี้พวกเขาไร้หนทางจะเดินต่อแล้วจริง ๆในด้านยุทธปัจจัย พวกเขาย่อมไม่มีทางส่งไปถึงได้ในเวลาอันสั้นแต่ก็จำเป็นต้องสร้างแรงกดดันแก่ฉินหมิงให้ได้ขณะนั้น เหลียงอ๋องผู้อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้นมาว่า“เอาเช่นนี้เถิด พวกเราส่งข่าวบอกฝ่ายหนานหมาน ให้พวกมันจัดส่งทหารออกมาก่อน รอจนพวกมันเข้าสู่หลิ่งหนานเมื่อใด พวกเราค่อยส่งยุทธปัจจัยอ้อมไปทางปีกข้าง ถึงเวลานั้นสิ่งของย่อมตกถึงมือพวกมันเอง”จะอาศัยเพียงราชสำนักออกแรงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดความแข็งแกร่งของฝ่ายฉินหมิงนั้นเป็นที่ป

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 511

    “ข้าเตรียมตัดขาดการส่งเสบียงทั้งหมดของหนานหมานแล้ว”“ในช่วงเวลานี้จะมีผ้าทอกองพะเนิน ยางพาราขาดแคลน สินค้าในตลาดอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องรบกวนพวกเจ้าทั้งสามช่วยข้าควบคุมสถานการณ์ให้ดี”ทั้งสามคนต่างก็พยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นเมื่อฉินหมิงใช้กำลังทหารกดดันหนานหมานอย่างหนักหน่วงก็ถึงคราวแนวหลังอย่างพวกเขาต้องลงมือบ้างย่อมต้องเป็นการกดดันทางด้านการค้าเฉินซื่อเม่าคาดเดาวิธีการของฉินหมิงได้นานแล้วยามนี้เพียงรอฉินหมิงกลับมาพยักหน้าอนุญาตก็จะเริ่มลงมือได้ทันที“วางใจเถิด ท่านผู้อาวุโสเฉิน”เฉียนไฉตบอกรับรองว่า“พวกเรายังมีท่าเรืออีกหลายแห่งในเจียงหนาน เท่านี้ก็พอแล้ว”“อำเภออินซานเองก็มีการติดต่อกับกลุ่มหนานหยาง สามารถระบายสินค้าออกไปได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน”“อย่างมากสินค้าก็แค่กองอยู่ที่นี่ รอสงครามจบลงก็ยังทำเงินได้ดังเดิม”ทั้งสามคนต่างผลัดกันออกความเห็น ล้วนแต่มีหนทางจัดการทั้งสิ้นเมื่อเห็นพวกเขามั่นใจเช่นนั้น เฉินซื่อเม่าก็พยักหน้าอย่างแช่มช้าหลายวันต่อมาท่ามกลางหุบเขาในดินแดนหนานหมานกลุ่มผู้อาวุโสและหัวหน้าเผ่าต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อมาหลายวันแล้วสาเ

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 510

    แต่กำลังคิดถึงกิจการภายในตระกูล และน้องสาวสุดที่รักนั่นเอง“เอ่อ...”ใบหน้าของฉินหมิงพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่อยากไปตอแยคุณหนูน้อยผู้นั้นเลยสักนิดเพียงนึกถึงหญิงสาวผู้แสนเอาแต่ใจนางนั้น ฉินหมิงก็รู้สึกว่านางช่างรับมือได้ยากนักทว่าด้วยมารยาท ฉินหมิงจึงยังคงล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบขลุ่ยเลาหนึ่งออกมา“นี่เป็นขลุ่ยที่ข้าทำขึ้น รอท่านว่างเมื่อใด ก็ช่วยนำไปมอบให้นางทีเถิด”“ของพรรค์นี้จะมีประโยชน์อันใด?”ซุนเหมี่ยวปรายตามองของที่ฉินหมิงยื่นส่งมาแวบหนึ่ง ก่อนยัดมันเข้าไปในอกเสื้อด้วยความรังเกียจฉินหมิงมองเขาอย่างจนใจ ก่อนอธิบาย“นี่ท่านไม่รู้จักคำว่าแม้นของกำนัลเล็กน้อยแต่น้ำใจหนักแน่นหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้น ขลุ่ยเลานี้ข้าสั่งให้ทำขึ้นเพื่อทดสอบทักษะฝีมือของโรงช่างโดยเฉพาะ ลองดูสิว่ามันมีกี่รู?”“โอ๊ะ... สิบสามรูรึ?”ฉินหมิงมีมาตรฐานเรื่องความแม่นยำของงานฝีมือสูงยิ่งเขาจึงให้กลุ่มช่างฝีมือฝึกฝนอยู่เป็นประจำเช่นระดับเสียงของขลุ่ย ยิ่งแบ่งระดับเสียงได้มากเท่าใด ก็หมายความว่าวิธีการผลิตต้องประณีตมากเท่านั้นก่อนหน้านี้ฉินหมิงได้ทิ้งบททดสอบหนึ่งไว้ให้แก่ช่างฝีมือในโรงผลิต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status