LOGINบ่ายคล้อยของวันต่อมา
สวนปกรณ์กิตติ์
“มาหาใครค่ะ” หญิงสาวถามแขกผู้มาเยือนขึ้นทันที ขณะที่เธอกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ที่หน้าบ้าน แล้วเห็นรถไม่คุ้นตาขับเข้ามาจอดที่ลานกว้าง
ปิ่นมุก หญิงสาวคนสนิทของศิรดา เป็นลูกสาวของ ‘แก้วตา’ ซึ่งเป็นแม่บ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ที่เธอลืมตาดูโลกแล้ว และเติบโตมาพร้อมกันกับศิรดาภายในสวนผลไม้แห่งนี้
“กิตติ์อยู่ไหม พาฉันไปพบเขาหน่อย” เสียงของหญิงสาวผู้มาเยือนเอ่ยถามขึ้นมาทันที
รสรินทร์ หรือ โรส อดีตคนคุ้นเคยของปกรณ์กิตติ์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็ต้องแยกย้ายกันไปเมื่อทั้งคู่เรียนจบ เพราะหญิงสาวตัดสินใจจบความสัมพันธ์ลง แล้วเลือกที่จะไปใช้ชีวิตในต่างแดนกับชายคนรัก
หญิงสาวสวมชุดเดรสรัดรูปสีแดงสดกับรองเท้าส้นสูงพร้อมกับแว่นกันแดดบดบังใบหน้าขาวผ่อง บนตัวล้วนแต่มีเครื่องประดับราาคาแพง ซึ่งดูด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าไม่ใช่คนพื้นที่นี้แน่
“เอ่อ...คือว่า” ปิ่นมุกได้แต่อ้ำอึ้ง เพราะไม่รู้ว่าจะตอบคนตรงหน้าเช่นไร และอีกอย่างเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าหญิงสาวคนนี้เป็นใครกัน อยู่ที่นี่มาจนอายุ 23 ปีแล้ว เธอยังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนมาถามหาเจ้านายหนุ่มของเธอเลย
“ยืนเอ๋ออยู่ทำไม ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือยังไง กิตติ์อยู่ไหน?” รสรินทร์ขึ้นเสียงดังตะคอกใส่เธอทันที เพราะจากการมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าดูแล้วก็รู้ว่าเธอคือสาวใช้ของบ้านนี้แน่
“คุณกิตติ์เขาไม่อยู่หรอกค่ะ” ปิ่นมุกบอกไปตามตรง เพราะหนุ่มเจ้าของสวนไม่อยู่จริง
“กิตติ์ไม่อยู่? แล้วเขาไปไหน” รสรินทร์ถามกลับไปอีกทันที
“ไม่ทราบค่ะ คุณกิตติ์ไม่ได้แจ้งใครเอาไว้ รู้แต่ว่าไปทำธุระในเมืองตั้งแต่เมื่อวานจนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมาเลยค่ะ” ปิ่นมุกได้แต่ส่ายหน้าตอบ เพราะเธอไม่ทราบจริง ๆ ว่าเจ้านายหนุ่มไปไหน
“แล้วกิตติ์จะกลับมาตอนไหนเหรอ”
“ไม่รู้ค่ะ เอ่อ...ไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร เป็นอะไรกับคุณกิตติ์เหรอค่ะ ถ้าคุณกิตติ์กลับมาจะได้แจ้งถูก” ปิ่นมุกถามหญิงสาวตรงหน้าออกไป
“ฉันเป็นคนที่กิตติ์รู้จักเป็นอย่างดีเลยละ...”
หญิงสาวเชิดหน้าตอบปิ่นมุกอย่างมั่นใจ จนปิ่นมุกนึกอดหมั่นไส้ในความมั่นหน้านี้ไม่ได้ ได้แต่ยกยิ้มมุมปากกรอกตามองบนไม่สนใจอีก และกำลังจะหันหน้ากลับไปทำงานของตนต่อ...
*
*
“ใครมาเหรอปิ่น?” เสียงทุ้มของเจ้าบ้านดังขึ้นมา พร้อมกับชายวัยกลางคนที่ปรากฏตัว และเดินเข้ามาทางสองสาว
“คุณเขามาหาคุณกิตติ์จ้ะลุงทัศน์” ปิ่นมุกตอบผู้อาวุโสของที่นี่่ออกไป แล้วเดินออกไปทำงานของเธอต่อทันที
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวผู้มาเยือนรีบยกมือขึ้นไหว้ตามมารยาท ถึงเธอจะไม่รู้ว่าชายวัยกลางคนผู้นี้เป็นใคร แต่ดูจากสถานการณ์ที่สาวใช้คนนี้ปฏิบัติด้วยแล้วช่างดูน่าาเกรงขาม ดูก็รู้ว่าคงเป็นคนมีอำนาจของบ้านนี้มากพอสมควร
“ดูเหมือนไม่ใช่คนในพื้นที่นะ แล้วมาหาใครเหรอแม่หนู” สุทัศน์ถามแขกผู้มาเยือนขึ้นทันที หลังจากที่มองสำรวจแล้วว
“คือหนูชื่อ โรสนะคะ รสรินทร์ มาหากิตติ์ค่ะ กิตติ์อยู่หรือเปล่าค่ะ เอ่อ...” รสรินทร์รีบแนะนำตัวออกไปทันที แล้วถามหาชายหนุ่มที่เธอตั้งใจมาหาในครั้งนี้
“ลุงเป็นพ่อของไอ้กิตติ์มันเองแหละ แต่มันไม่อยู่หรอก” สุทัศน์บอกออกไป เพราะลูกชายตนไม่อยู่จริง
“ค่ะ แล้วกิตติ์จะกลับมาตอนไหนละคะคุณลุง”
“ยังไม่รู้เลย เพราะมันไม่ได้บอกใครไว้ นั่นไง! มันมาพอดีเลย” สุทัศน์พูดไม่ทันขาดคำ รถของลูกชายก็เลี้ยวเข้ามาภายในบ้านเสียแล้ว
*
*
ปิ่นมุก เมื่อเห็นว่าศิรดากลับมา เธอละทิ้งทุกอย่าง แล้วเดินเข้ามาหาเธอทันที ที่เธอเปิดประตูลงมาจากรถของเจ้านายหนุ่ม
“แป้ง! เป็นอะไรหรือเปล่าดูเพลีย ๆ นะ” ปิ่นมุกถามออกไปทันที เมื่อเห็นใบหน้าไม่สู้ดีของศิรดา ที่ดูจะอิดโรยมาก
“แค่เหนื่อยนิดหน่อยเองปิ่นไม่เป็นอะไรมากหรอก” ศิรดาตอบเธอออกไปเพื่อไม่อยากให้เธอเป็นห่วง แล้วหันไปบอกกับสุทัศน์ ที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งกับหญิงสาวร่างระหง ซึ่งเธอไม่คุ้นหน้าเอาเสียเลย
“แป้งขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะจ้ะลุงทัศน์ วันนี้คงต้องเกงานแล้วแหละ” ศิรดาเอ่ยจบก็กำลังจะเดินเข้าไปในบ้านเพื่อพักผ่อน แต่เท้าเล็กกับต้องชะงัก
“เจ้ากิตติ์มันใช้งานเราหนักเลยเหรอ หน้าซีดเชียว รีบขึ้นไปพักผ่อนเถอะ” สุทัศน์พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน โดยหันหน้าไปค่อนขอดทางลูกชายแทน
“กิตติ์” รสรินทร์เดินเข้ามาหาปกรณ์กิตติ์แล้วยกมือขึ้นคล้องแขนเขาไว้ทันที โดยไม่สนสายตาของใครมองเลยสักนิด
“ระ โรส...” ปกรณ์กิตติ์พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น
“นึกว่าจะจำโรสไม่ได้เสียแล้ว ฟอด คิดถึงกิตติ์จัง” ด้วยความไวของเธอ รสรินทร์ชิงหอมแก้มสากไปทันทีอย่างรวดเร็วโดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้ตั้งตัว
“โรส! คุณทำอะไร?”
“ทักทายกิตติ์ยังไงค่ะ”
“ที่นี่ต่างจังหวัดนะโรส ไม่ใช่ต่างประเทศ แล้วเราก็มะ...” ปกรณ์เมื่อตั้งสติได้ ก็รีบแกะมือของเธอออกจากการเกาะกุม
“ก็มันเคยชินนี่คะ เพราะโรสติดสกินชิพไปแล้วด้วย” รสรินทร์พูดขึ้นมาแบบหน้าตาย ไม่สนว่าใครจะมองเธอเช่นไร
“ว่าแต่คุณมาที่นี่ มีธุระอะไรหรือเปล่า” ปกรณ์กิตติ์ไม่ได้สนใจจในสิ่งที่เธอ แต่กลับถามเธอกลับไป ว่าทำไมเธอถึงมาหาเขาทั้งที่ไม่เคยติดต่อกันมานานมากแล้ว
“โรสตั้งใจมาหาคุณโดยเฉพาะเลยนะคะ แต่กิตติ์ไปไหนมา”
“ผมว่าวันนี้คุณกลับไปเถอะครับ ผมขับรถมาเหนื่อย ๆ ต้องการพักผ่อน”
“แต่กิตติ์ค่ะ...”
“โรส!”
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังคงดื้อดันที่จะไม่ยอมกลับไป ปกรณ์กิตติ์จึงพูดด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำ พร้อมกับมองด้วยสายตาที่ไม่ค่อยพอใจ จนรสรินทร์ต้องยอมกลับไป
“ก็ได้ค่ะ”
“มันยังไงกันแน่ไอ้กิตติ์” สุทัศน์จึงหันไปถามทางลูกชายออกไปทันที ที่รถของรสรินทร์ขับออกไปจากบริเวณนี้แล้ว
“เพื่อนสมัยเรียนครับพ่อ” ปกรณ์กิตติ์ตอบคนเป็นพ่อออกไปตามตรง
“เพื่อนแน่นะ กอดหอมกันขนาดนั้น” สุทัศน์ถามออกไปเพื่อความแน่ใจ โดยที่อดพูดด้วยวาจาที่แหนบแนมไม่ได้ เพราะจากการมองดูสถานการณ์เมื่อสักครู่แล้ว ทั้งคู่คงเคยมีความสัมพันธ์กันแน่
“ตอนนี้เหลือแค่ความเป็นเพื่อนจริง ๆ ครับ พ่อไม่เชื่อใจผมหรือไง”
“เชื่อก็ได้ ว่าแต่ทำไมแกพึ่งกลับมาเอาป่านนี้”
“ก็...พอดีไอ้แฝดมันชวนไปดื่มต่อ เลยลากยาวเกินไปหน่อย แล้วก็ต้องรอให้แอลกอฮอล์ในร่างกายฤทธิ์จางก่อน ค่อยขับรถกลับมานี่แหละครับ” ปกรณ์กิตติ์ตอบผู้เป็นพ่อออกไป แต่ก็ไม่ได้เล่าบอกท่านทั้งหมด ว่าที่มาถึงช้าเพราะเขามัวแต่จับลูกสาวบุญธรรมสุดที่รักของท่านกินยังไงละ
“น้องก็ขับรถเป็น ทำไมแกไม่ให้แป้งขับแทน”
“พ่อไม่ได้มองหน้าลูกรักของพ่อหรือไงครับ ซีดโทรมสะขนาดนั้นใครจะกล้าใช้ให้ขับรถให้นั่งละครับ”
“ก็แกใช้งานน้องหนักเกินไป” สุทัศน์ได้แต่ตำหนิและโทษลูกชายที่เป็นสาเหตุ
“อันไหนไม่ดี พ่อก็โยนมาให้ผมตลอด” ปกรณ์กิตติ์พูดอย่างนึกน้อยใจ ที่ผู้เป็นพ่อมักจะเห็นดีเห็นงาม ชอบเข้าข้างศิรดามากกว่าเขา
“เมื่อไหร่แกจะยอมรับว่าแป้งเป็นผู้หญิง เป็นน้องสาวของแกเสียทีไอ้กิตติ์”
“ไม่มีทาง ยัยนั่นไม่มีทางมาเป็นน้องสาวผมได้หรอก เพราะผมไม่มีวันยอมรับเธอเป็นน้องตั้งแต่วันแรกที่พ่อให้สถานะบุตรบุญธรรมกับเธอแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ” ปกรณ์กิตติ์ยืนกรานยึดมั่นในความคิดของเขาอยู่แบบเดิน ก่อนที่จะเดินเข้าไปทันที
บทส่งท้าย(จบ)อะแฮ่ม!!!“พ่อให้แกมารับตัวน้องไปทำพิธี แต่แกยังมาแอบรังแกน้องอยู่อีกนะไอ้กิตติ์” สุทัศน์ที่เข้ามาขัดจังหวะนั้น ก็ได้แต่ตำหนิลูกชายออกไป“ก็เมียผมสวยใครจะอดใจไหวละ” ถึงเขาจะหันมาพูดกับผู้เป็นพ่อ แต่สายตากับคำพูดก็ยังคงจดจ่อและเชยชมเพียงแค่ศิรดาไม่อาจจะละไปทางอื่นเลย“อดทนไม่ไหวก็ต้องอดทน เพราะหลานพ่อยังอยู่ในท้อง รีบพากันออกมาทำพิธีได้แล้ว” สุทัศน์พูดแล้วก็เดินออกไปทันที**พิธีการของทั้งคู่ก็จบในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเป็นพิธีที่จัดกันแบบเรียบง่าย มีเพียงแค่การสวมแหวนต่อหน้าแขกเหรื่อที่เชิญมาเป็นสักขีพยานและเก็บภาพของทั้งคู่ไว้เท่านั้น“ปิ่น! เดี๋ยวพาคนขึ้นไปช่วยขนย้ายของในห้องแป้งไปไว้ที่ห้องฉันด้วยนะ” ปกรณ์กิตติ์สั่งการขึ้นมาทันที ที่ทำพิธีมงคลจบ ก่อนที่เขาจะพาศิรดาไปเปลี่ยนเป็นชุดที่ใส่สบายกว่านี้“ผมอาสาไปช่วยปิ่นเองนะครับนาย” กันตธีร์เอ่ยขึ้นมาทันที และขันอาสาที่จะไปช่วยเอง โดยที่ยังไม่มีใครเอ่ยสั่งเลย“ตามสบายเลย” ปกรณ์กิตติ์ที่รู้ดีความคิดของกันตธีร์ดี จึงทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับรู้“ทำไมต้องย้ายด้วย แป้งว่าห้องแป้งก็ดีอยู่แล้ว” ศิรดาถามคนข้าง ๆ ออกไปอย่างไม่เข้าใจ
งานหมั้น“แล้วเรื่องหมั้น...” สุทัศน์จึงเริ่มเอ่ยถึงเรื่องหมั้นหมายอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเรื่องของลูกชายกระจ่างชัดแน่แล้ว“ไม่มีเรื่องหมั้นหมายอะไรทั้งนั้นแหละ แป้งท้องกับผมอยู่ พ่อยังอยากจะให้แป้งหมั้นอยู่อีกเหรอครับ” ปกรณ์กิตติ์พูดขึ้นอย่างน้อยใจ ที่ผู้เป็นพ่อพูดถึงหมั้นหมายอีกแล้ว“ไอ้กิตติ์!”ทุกคนต่างก็เรียกชื่อเขาออกมาพร้อมเพียงกันแบบไม่ได้นัดหมาย“คุณกิตติ์ฟังคุณทัศน์พูดให้จบก่อนสิค่ะ อย่าพึ่งใจร้อน” แก้วตาจึงเป็นพูดขึ้นมาบ้าง เพราะเป็นคนที่ปกรณ์กิตติ์ยอมเชื่อฟัง“มึงหัดฟังที่คนอื่นพูดให้จบบ้างเถอะไอ้กิตติ์ ก่อนที่จะเอะอะโวยวายไม่มีสาเหตุแบบนี้” อัคนีพูดเสริมขึ้นมาอีกคน“ก็พ่อยังพูดถึงเรื่องหมั้น...”“เรื่องที่พ่อจะพูดคือเรื่องหมั้นหมายของแกกับแป้งไงกิตติ์ ตกลงแกไม่อยากหมั้นใช่ไหม” สุทัศน์จึงรีบพูดเพราะลูกชายไม่ยอมเชื่อฟังใครเลย“หมั้นครับ หมั้นครับ ผมยินดีหมั้นกับแป้งตอนนี้เลย” ปกรณ์กิตติ์ตอบทันที“ทีนี้ทำมาเป็นใจร้อนนะ ถ้าอย่างนั้นก็พาน้องไปแต่งตัว จะได้รีบมาทำพิธี” สุทัศน์จึงเอ่ยแซวลูกชายออกไป แล้วรีบบอกให้ทั้งไปเตรียมตัวมาเข้าพิธีที่พวกเขาได้จัดเตรียมไว้รอตั้งแต่เมื่อวาน“คร
ผมทำแป้งท้อง“แล้วแกจะเอายังไงกับเรื่องนี้ไอ้กิตติ์” สุทัศน์ถามลูกชายขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทุกอย่างยังไม่กระจ่างชัดเจน“ผมยังยืนยันคำเดิมครับพ่อ ว่าผมจะอยู่กับแป้ง และจะไม่ยกเมียตัวเองให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น” เขายังยืนกรานคำเดิม“คำก็เมียสองคำก็เมีย มีอะไรมายืนยันหรือพิสูจน์ไหม ว่าน้องแป้งเป็นเมียมึง” อคิราห์พูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง เพราะนึกหมั่นไส้เพื่อนขึ้นมามืออีกข้างของปกรณ์กิตติ์ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของตัวเอง แล้วหยิบอะไรบางอย่างที่เขาเก็บเอาไว้ออกมา ก่อนที่จะส่งให้ผู้เป็นพ่อดูเต็มตา“นี่ไงครับ ถ้าพ่อและทุกคนไม่เชื่อที่ผมพูด...”“สีแดงสองขีด” สุทัศน์พูดออกมาตามสิ่งที่เห็นอยู่ในมือ“นายติดโควิดเหรอครับ” กันตธีร์ที่เดินเข้ามาทันได้ยินและเห็นเหตุการณ์พอดีจึงพูดขึ้นมาบ้าง เพื่อทำลายสถานการณ์น่าอึดอัดนี้“มึงออกไปเลยนะไอ้กันต์ ก่อนที่กูจะยิงมึงไส้แตก” ปกรณ์กิตติ์หันไปตวาดใส่ลูกน้องคนสนิทอย่างเหลืออดที่เล่นมุขไม่รู้จักเวลา“ของใครกันแน่?” สุทัศน์ถามลูกชายออกไปอย่างใจเย็น เพราะต้องการความชัดเจนและอยากได้ยินความจริงจากปากของลูกชายมากกว่า“ของแป้งครับ ผมทำแป้งท้อง” ปกรณ์กิตติ์ตอบผู้เป็นพ่ออ
แป้งเป็นเมียผมสวนปกรณ์กิตติ์“นาย กลับมาสักทีนะครับ รู้ไหมว่าผมโดนคุณทัศน์สวดทั้งคืนเลย” กันตธีร์รีบรายงานทันที ที่ปกรณ์กิตติ์เปิดประตูลงมาจากรถทางฝั่งของคนขับตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะเที่ยงวันแล้ว ภายในบริเวณลานบ้านนั้นยังมีรถจอดอยู่สองสามคัน และคันที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ก็คือรถของเพื่อนแฝดเขานั้นเองที่ยังคงจอดอยู่ก็แหง่ละ เพราะว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของเพื่อนเขาที่จะเข้าพิธีหมั้น แต่เขากลับฉุดว่าที่คู่หมั้นของเพื่อนไปตั้งแต่เมื่อวาน และพึ่งจะกลับมาเอาตอนนี้เขารู้ดีว่ากลับมาต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่เขาก็เตรียมใจเอาไว้แล้วแหละ และก็จะน้อมรับทุกการกระทำของต้นเอง“...” ปกรณ์กิตติ์ได้แต่มองหน้าลูกน้องคนสนิทแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขารีบสาวเท้ายาวเดินไปทางฝั่งตรงข้ามของคนขับ“คุณแป้ง! ผมช่วยครับนาย” กันตธีร์กำลังจะเดินไปทางที่ศิรดาลงมาจากรถ“ไม่ต้อง เมียฉัน ฉันดูแลเองได้” แต่ถูกผู้เป็นเจ้านายสั่งห้ามเอาไว้เสียก่อน“แหม่ ตอนนี้กล้าเรียกเมียได้เต็มปากเต็มคำเลยนะครับ” กันตธีร์ยกยิ้มอย่างพอใจ ดีใจที่ปกรณ์กิตติ์รู้ใจตัวเองสักที และก็ไม่ลืมที่จะพูดจาเหน็บแนมแซวผู้เป็นเจ้านาย“หุบปากของนายไปเลยไอ้กันต์
พี่โคตรดีใจเลยรุ่งเช้าเสียงดังรบกวนออกมาจากห้องน้ำ ทำให้ปกรณ์กิตติ์ต้องลืมตื่นขึ้นมา แล้วรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องน้ำทันที เพราะบนที่นอนนั้นข้างกายไร้เงาของศิรดาที่เขากอดมาตลอดคืน“แป้ง”“พี่กิตติ์” เสียงอ่อนล้าเอ่ยเรียกเขาตอบ พร้อมกับใบหน้าอิดโรยซีดเผือกไร้ชีวิตชีวา มองเขาด้วยสายตาปรือปรอยไร้เรี่ยวแรงยืนเกาะขอบอ่างล้างหน้าอยู่ปกรณ์กิตติ์เมื่อเห็นสภาพไม่สู้ดีของศิรดา จึงรีบเข้าไปช่วยพยุงเธอไว้ พาเดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วคอยถามไถ่เธอด้วยความเป็นห่วง“เป็นอะไรไป เดินไหวไหม” เดินไปได้เพียงแค่สองสามก้าว เขาก็เอ่ยถามขึ้นอีก และนึกโทษตัวเองขึ้นมาทันที ที่เมื่อคืนเขาเอาแต่ใจตัวเอง กว่าจะยอมปล่อยให้เธอได้พักผ่อนเวลาก็ล่วงเลยเข้ามาสู่วันใหม่แล้ว“ไหว แป้งแค่มึนหัวนิดหน่อยเหมือนบ้านกำลังหมุนเลยพี่กิตติ์” เธอหันมาตอบเขาเสียงแผ่วเบา และพยายามประคองตัวเองเดินไปที่เตียงต่อ“เดินไหวหรือเปล่า พี่ช่วยนะเดี๋ยวจะล้มเอา” ปกรณ์กิตติ์คอยช่วยประคองและพาเธอเดินช้า ๆ ไปนั่งที่เตียงก๊อก ก๊อก ก๊อกเป็นเสียงของคนมาเคาะประตูหน้าห้องที่ด้านนอก ทั้งคู่มองสบตากันอย่างงุนงง ก่อนที่ปกรณ์กิตติ์จะนึกขึ้นได้ว่าน่าจะเ
สัมผัสรักNC“พาแป้งเข้ามาที่นี่แล้ว พี่จะไม่...” พูดแล้วศิรดาก็เป็นฝ่ายผลักเขาให้นอนลง แล้วเธอก็ตามขึ้นไปทาบทับทันทีการกระทำของศิรดาในตอนนี้ ทำเอาปกรณ์กิตติ์ยกยิ้มขึ้นมาอย่างชอบใจ เมื่อถูกเธอขึ้นจู่โจมแบบนี้ จึงยกมือขึ้นโอบเธอทันที ก่อนที่จะเอ่ยแซวเธอออกไป“อยากหรือ? แป้งยั่วพี่ก่อนนะ” เสียงนุ่มเอ่ยบอก พร้อมกับมืออีกข้างยกขึ้นมาปัดปอยผมที่ตกลงมาปิดหน้าออกให้เธอและลูบศีรษะเบา ๆ อย่างอ่อนโยน“แล้วพี่ชอบหรือเปล่า” เธอเอ่ยถามอย่างท้าทายพร้อมกับสายตาที่มองเขาอย่างยั่วยวน“ยั่วอีกสิที่่รัก เราจะได้มาพิสูจน์ความทนทานของเตียงที่นี่ ว่าดีเหมือนที่เตียงห้องแป้งไหม” เขาเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า เอ่ยแซวเธอกลับไปเช่นกัน“เจ้าเล่ห์”“แต่แปลกเนอะ เราเอากันทุกคืนแต่ทำไมพ่อถึงไม่รู้เรื่องของเราเลย ทั้ง ๆ ที่พี่ก็กระแทกแรงสะขนาดนั้น” เขาพูดออกมาด้วยใบหน้าและท่าทีที่มีความสุข ราวกับว่าเป็นเรื่องตลกเสียอย่าง“พี่กิตติ์”ศิรดาจึงได้แต่เอ็ดเขา ที่เขาพูดจาทะลึ่งออกมาต่อหน้าเธอแบบไม่รู้สึกกระดากปากตัวเองเลยสักนิด เหมือนกับว่าเป็นคำพูดที่พูดประจำในชีวิตประจำวันอย่างนั่นแหละ“พี่พูดจริง ๆ นะ พี่อยากให้พ่อจับเรื่องข







