Mag-log inความสัมพันธ์เพียงแค่คืนเดียวกับน้องสาวบุญธรรม ทำให้เขามองเธอเปลี่ยนไปทันที...
view moreร่างบางของหญิงสาวที่หลับอยู่บนเตียงกว้างภายในกระท่อมไม้หลังงาม ที่ภายด้านในตกแต่งอย่างหรูหราราวกับว่าเป็นบ้านพักชั้นดีนี้เอง ซึ่งตั้งอยู่ภายในสวนผลไม้ เธอกำลังเปิดเปลือกตาขึ้นมาช้า ๆ ในช่วงมืดของวัน กลับได้ยินเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรร้อง พระอาทิตย์ก็คงจะลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เพราะภายในห้องมีเพียงแสงสว่างจากหลอดไฟเท่านั้น
นี่เธอเผลอหลับลงไปตั้งแต่ตอนไหนอีก จำได้ว่าเธอเองก็ตื่นขึ้นมาแล้วรอบหนึ่ง แต่ทำไมเธอถึงหลับลงไปอีกได้ล่ะ เธอกวาดสายตามองไปยังรอบ ๆ ห้องสีเหลี่ยมก็พบเพียงชายหนุ่มนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา ซึ่งสายตาคมก็กำลังจับจ้องมองมาทางเธออยู่เช่นกัน
“อยากจะถามอะไรก็ถามมาเถอะ จ้องอยู่แบบนั้นฉันไม่รู้เรื่องหรอกนะ” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นมา เมื่อหญิงสาวเอาแต่จ้องมองหน้าเขาราวกับว่าสงสัยเหหมือนมีความนัยอะไรอยากจะถาม
ปกรณ์กิตติ์ ณรงค์สิทธิเดช หรือ กิตติ์ หนุ่มโสดวัย 28 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของสวนผลไม้ทางภาคตะวันออกของประเทศ ที่รับช่วงสืบทอดมรดกและได้รับดูแลต่อมาจากบิดาเพราะเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว
“ตอนนี้กี่โมงแล้ว?” เธอจึงตัดสินใจถามเขาออกไป เพราะไม่รู้ว่าควรจะถามอะไร แค่ตื่นขึ้นมาแล้วมีความผิดปกติของร่างกายก็รู้สึกอายจะแย่อยู่แล้ว ที่เผลอตัวปล่อยใจยอมมอบความเป็นสาวทอดกายให้กับเขาเชยชม เขาที่ได้ครั้งแรกของเธอไปครอบครอง
ศิรดา ภมรเดช หรือ แป้ง หญิงสาวกำพร้าวัย 23 ปี เป็นลูกสาวบุญธรรมของเจ้าของสวนผลไม้แห่งนี้ เพราะบิดาที่เป็นเลี้ยงดูมา และเป็นสายเลือดเพียงคนเดียวที่ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปตั้งแต่ที่เธอยังเป็นเด็ก
“สี่ทุ่ม” เขาตอบกลับเพียงแค่นั้น ก็หันมาสนใจเอกสารกองโตบนโต๊ะของตัวเองต่อ เพราะว่ามัวแต่ดูแลคนป่วย จนเมื่อตอนกลางวันของวันนี้ พนักงานของเขาไม่ได้ทำงานส่งเอกสารมาให้เลย
และหน้าที่ด้านเอกสารการเงินเรื่องเบิกจ่ายต่าง ๆ ภายในสวนแห่งนี้ ก็เป็นหน้าที่ของศิรดา ส่วนเขานั้นมีหน้าที่แค่เซ็นอนุมัติตรวจตราเท่านั้น แต่วันนี้เขากลับต้องไปหอบเอาเอกสารมานั่งทำแทนเธอ เพราะใกล้จะถึงวันเบิกจ่ายเงินเดือนต้องรีบทำให้แล้วเสร็จ
“ห๊า สี่ทุ่มแล้วเหรอ?” เธอจึงดีดตัวลุกขึ้นพร้อมกับเบิกตากว้างร้องถามเสียงหลงทันที ที่เขาบอกเวลาออกมา เพราะเธอไม่คิดว่าตัวเองจะหลับลึกไปนานขนาดนั้น
“อืม...” หนุ่มเจ้าของสวนได้แต่พยักหน้ารับเป็นคำตอบ และก็ยังคงสนใจงานกองโตตรงหน้าของเขาต่อ โดยไม่สนใจเธออีก
ศิรดาได้แต่กวาดสายตามองบริเวณรอบ ๆ ห้องนอนห้องนี้อีกครั้ง และสำรวจมองที่กายของเธอกลับมีเสื้อผ้าหุ้มกายอยู่ซึ่งก็น่าจะเป็นฝีมือของเขาที่สวมใส่ให้เธอ และกำลังจะก้าวขาลงจากเตียงกับก็ต้อง
“ซี๊ด...เจ็บชะมัดเลย คะ คุณจะทำอะไรฉันอีกหรือเปล่าคุณกิตติ์”
เธอกลับต้องร้องสูดปากออกมา เพราะความเจ็บแสบตรงกลางกายสาว ที่ถูกเขาตักตวงมาตลอดทั้งคืน จนทำเอาเธอหลับสลบจมพิษไข้กันเลยทีเดียว แถมตอนนี้เขายังยื่นใบหน้าหล่อเข้ามาใกล้กับเธออีก จนใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นส่ำ
“คิดว่าฉันควรจะทำอะไรกับเธออีกดีละยัยแป้งเน่า มาให้ฉันรีดน้ำออกตลอดทั้งคืนแล้ว แถมยังจะมาป่วยให้ฉันดูแลอีก จนฉันต้องไปหอบเอาเอกสารที่ห้องเธอมาทำเอง แล้วยังต้องเอาข้าวเอาน้ำมาหาส่งให้อีก เธอว่าฉันควรจะทำอะไรกับเธออีกดี” เขาพูดราวกับว่าตอนนี้นั้นเธอติดหนี้บุญคุณเขาอยู่
“บะ บ้าหรือเปล่า ฉันเป็นน้องของคุณนะ” เธอรีบหลบสายตาคมของเขา เมื่อเจอกับสายตาที่มองเธออย่างมีเลศนัยนี้
“ฉันเป็นลูกคนเดียว และฉันก็ไม่เคยคิดว่าเธอเป็นน้องสาวของฉันด้วย ถึงพ่อฉันจะรับเธอเป็นลูกบุญธรรมก็ตาม” เขาตอกกลับเธอออกไปทันที เพราะนับตั้งแต่ที่บิดาของเขารับเธอเป็นลูกบุญธรรม เขาก็ไม่เคยยอมรับว่าเธอเป็นน้องสาวบุญธรรมของเขาเลย ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม
“...” ศิรดาไม่พูดอะไร เอาแต่มองหน้าของเขานิ่ง
“มองอะไร” ปกรณ์กิตติ์จึงตัดสินใจถามเธอออกไป เมื่อเธอเอาแต่คอยจ้องหน้าเขา โดยที่ไม่ยอมปริปากพูดหรือถามอะไรออกมา
“ฉันอยากเข้าห้องน้ำ”
ถึงแม้ว่าเธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาอยู่ในลำคอ แต่ก็พอทำให้ปกรณ์กิตติ์นั้นได้ยินชัดทุกถ้อยคำที่เธอเอ่ยออกมา
“ก็ไปสิ”
“ถ้าเดินไหว ก็ลุกไปแล้ว...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มโมโหใส่เขา
เมื่อพอจะเข้าใจว่าศิรดาเป็นอะไร เขาจึงช้อนอุ้มเธอขึ้นมาในท่าเจ้าสาว ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยวาจาที่ดูเหน็บแนมเธอ
“ลำบากฉันอีกตามเคย ทำไมไม่เก่งเหมือนปากเลย” บ่นให้คนในอ้อนแขน แต่ก็ยอมอุ้มเธอไปส่งที่ห้องน้ำอยู่ดี
“แล้วใครเป็นคนทำละ” เธอก็บ่นต่อปากต่อคำกลับใส่เขาอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน
“เธอเป็นคนมาหาฉัน มานอนกับฉันเองนะยัยแป้งเน่า” เขาวางเธอลง แต่ก็ยังพูดใส่เธอ ไม่ยอมออกไปจากห้องน้ำเหมือนกัน
“แต่ฉันไม่ได้อยากนอนกับคุณสักหน่อย ออกไปสิฉันจะฉี่” เธอต่อว่าเอ่ยปากไล่เขาให้ออกไปจากห้องน้ำ เพราะต้องการจัดการกับตัวเอง
“จะอายอะไร ฉันเห็นมาหมดแล้ว แถมยังทำมากกว่าเห็นด้วย” เขายังคงพูดจาใส่เธอแบบหน้าไม่อาย แถมยังใช้สายตามองรรร่างกายเธออย่างแทะโลมอีก
“ไอ้...”
ศิรดาไม่รู้จะสันหาคำไหนมาต่อว่าคนหน้ามึนแบบเขาดี และกำลังจะอ้าปากพ่นคำหยาบออกมา ก็ต้องหุบฉับ เพราะเจอสายตาของปกรณ์กิตติ์ที่มองขู่เธอ
“ไอ้อะไร พูดดี ๆ นะ ไม่งั้นฉันจับเธอกระแทกตรงนี้แน่” เขาชี้หน้าคาดโทษเธอเอาไว้ทันที เมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะพ่นคำด่าออกมา
“ขอบคุณที่อุ้มมาส่ง คุณออกไปได้แล้ว ฉัน...” เธอจึงยอมพูดจาดี ๆ กับเขา และบอกให้เขาออกไปจากตรงนี้
“เสร็จแล้ว ถ้าเดินไม่ไหวก็ให้เรียกเดี๋ยวจะล้มหัวฟาดพื้นเอา ลำบากฉันอีก” ปกรณ์กิตติ์พูดแล้ว ก็เดินออกไปทันที แถมยังดึงประตูมาปิดให้เธออีกด้วย
ปกรณ์กิตติ์เดินไปนั่งทำงานต่อที่โต๊ะ แต่ครั้งนี้เขากลับไม่มีสมาธิในการทำงานเอาเสียเลย เพราะสายตาคอยแต่จับจ้องไปที่บานประตูห้องน้ำ สลับกับปิ่นโตบนโต๊ะที่เขาเอามาที่บ้านเมื่อตอนเย็น ซึ่งยังไม่ได้ถูกเปิดออกเลย เพราะเขารอทานพร้อมกันกับเธอ และคืนนี้เขากับเธอก็คงจะต้องค้างที่นี่กันต่ออีกสักคืน เพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว
บทส่งท้าย(จบ)อะแฮ่ม!!!“พ่อให้แกมารับตัวน้องไปทำพิธี แต่แกยังมาแอบรังแกน้องอยู่อีกนะไอ้กิตติ์” สุทัศน์ที่เข้ามาขัดจังหวะนั้น ก็ได้แต่ตำหนิลูกชายออกไป“ก็เมียผมสวยใครจะอดใจไหวละ” ถึงเขาจะหันมาพูดกับผู้เป็นพ่อ แต่สายตากับคำพูดก็ยังคงจดจ่อและเชยชมเพียงแค่ศิรดาไม่อาจจะละไปทางอื่นเลย“อดทนไม่ไหวก็ต้องอดทน เพราะหลานพ่อยังอยู่ในท้อง รีบพากันออกมาทำพิธีได้แล้ว” สุทัศน์พูดแล้วก็เดินออกไปทันที**พิธีการของทั้งคู่ก็จบในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเป็นพิธีที่จัดกันแบบเรียบง่าย มีเพียงแค่การสวมแหวนต่อหน้าแขกเหรื่อที่เชิญมาเป็นสักขีพยานและเก็บภาพของทั้งคู่ไว้เท่านั้น“ปิ่น! เดี๋ยวพาคนขึ้นไปช่วยขนย้ายของในห้องแป้งไปไว้ที่ห้องฉันด้วยนะ” ปกรณ์กิตติ์สั่งการขึ้นมาทันที ที่ทำพิธีมงคลจบ ก่อนที่เขาจะพาศิรดาไปเปลี่ยนเป็นชุดที่ใส่สบายกว่านี้“ผมอาสาไปช่วยปิ่นเองนะครับนาย” กันตธีร์เอ่ยขึ้นมาทันที และขันอาสาที่จะไปช่วยเอง โดยที่ยังไม่มีใครเอ่ยสั่งเลย“ตามสบายเลย” ปกรณ์กิตติ์ที่รู้ดีความคิดของกันตธีร์ดี จึงทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับรู้“ทำไมต้องย้ายด้วย แป้งว่าห้องแป้งก็ดีอยู่แล้ว” ศิรดาถามคนข้าง ๆ ออกไปอย่างไม่เข้าใจ
งานหมั้น“แล้วเรื่องหมั้น...” สุทัศน์จึงเริ่มเอ่ยถึงเรื่องหมั้นหมายอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเรื่องของลูกชายกระจ่างชัดแน่แล้ว“ไม่มีเรื่องหมั้นหมายอะไรทั้งนั้นแหละ แป้งท้องกับผมอยู่ พ่อยังอยากจะให้แป้งหมั้นอยู่อีกเหรอครับ” ปกรณ์กิตติ์พูดขึ้นอย่างน้อยใจ ที่ผู้เป็นพ่อพูดถึงหมั้นหมายอีกแล้ว“ไอ้กิตติ์!”ทุกคนต่างก็เรียกชื่อเขาออกมาพร้อมเพียงกันแบบไม่ได้นัดหมาย“คุณกิตติ์ฟังคุณทัศน์พูดให้จบก่อนสิค่ะ อย่าพึ่งใจร้อน” แก้วตาจึงเป็นพูดขึ้นมาบ้าง เพราะเป็นคนที่ปกรณ์กิตติ์ยอมเชื่อฟัง“มึงหัดฟังที่คนอื่นพูดให้จบบ้างเถอะไอ้กิตติ์ ก่อนที่จะเอะอะโวยวายไม่มีสาเหตุแบบนี้” อัคนีพูดเสริมขึ้นมาอีกคน“ก็พ่อยังพูดถึงเรื่องหมั้น...”“เรื่องที่พ่อจะพูดคือเรื่องหมั้นหมายของแกกับแป้งไงกิตติ์ ตกลงแกไม่อยากหมั้นใช่ไหม” สุทัศน์จึงรีบพูดเพราะลูกชายไม่ยอมเชื่อฟังใครเลย“หมั้นครับ หมั้นครับ ผมยินดีหมั้นกับแป้งตอนนี้เลย” ปกรณ์กิตติ์ตอบทันที“ทีนี้ทำมาเป็นใจร้อนนะ ถ้าอย่างนั้นก็พาน้องไปแต่งตัว จะได้รีบมาทำพิธี” สุทัศน์จึงเอ่ยแซวลูกชายออกไป แล้วรีบบอกให้ทั้งไปเตรียมตัวมาเข้าพิธีที่พวกเขาได้จัดเตรียมไว้รอตั้งแต่เมื่อวาน“คร
ผมทำแป้งท้อง“แล้วแกจะเอายังไงกับเรื่องนี้ไอ้กิตติ์” สุทัศน์ถามลูกชายขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทุกอย่างยังไม่กระจ่างชัดเจน“ผมยังยืนยันคำเดิมครับพ่อ ว่าผมจะอยู่กับแป้ง และจะไม่ยกเมียตัวเองให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น” เขายังยืนกรานคำเดิม“คำก็เมียสองคำก็เมีย มีอะไรมายืนยันหรือพิสูจน์ไหม ว่าน้องแป้งเป็นเมียมึง” อคิราห์พูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง เพราะนึกหมั่นไส้เพื่อนขึ้นมามืออีกข้างของปกรณ์กิตติ์ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของตัวเอง แล้วหยิบอะไรบางอย่างที่เขาเก็บเอาไว้ออกมา ก่อนที่จะส่งให้ผู้เป็นพ่อดูเต็มตา“นี่ไงครับ ถ้าพ่อและทุกคนไม่เชื่อที่ผมพูด...”“สีแดงสองขีด” สุทัศน์พูดออกมาตามสิ่งที่เห็นอยู่ในมือ“นายติดโควิดเหรอครับ” กันตธีร์ที่เดินเข้ามาทันได้ยินและเห็นเหตุการณ์พอดีจึงพูดขึ้นมาบ้าง เพื่อทำลายสถานการณ์น่าอึดอัดนี้“มึงออกไปเลยนะไอ้กันต์ ก่อนที่กูจะยิงมึงไส้แตก” ปกรณ์กิตติ์หันไปตวาดใส่ลูกน้องคนสนิทอย่างเหลืออดที่เล่นมุขไม่รู้จักเวลา“ของใครกันแน่?” สุทัศน์ถามลูกชายออกไปอย่างใจเย็น เพราะต้องการความชัดเจนและอยากได้ยินความจริงจากปากของลูกชายมากกว่า“ของแป้งครับ ผมทำแป้งท้อง” ปกรณ์กิตติ์ตอบผู้เป็นพ่ออ
แป้งเป็นเมียผมสวนปกรณ์กิตติ์“นาย กลับมาสักทีนะครับ รู้ไหมว่าผมโดนคุณทัศน์สวดทั้งคืนเลย” กันตธีร์รีบรายงานทันที ที่ปกรณ์กิตติ์เปิดประตูลงมาจากรถทางฝั่งของคนขับตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะเที่ยงวันแล้ว ภายในบริเวณลานบ้านนั้นยังมีรถจอดอยู่สองสามคัน และคันที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ก็คือรถของเพื่อนแฝดเขานั้นเองที่ยังคงจอดอยู่ก็แหง่ละ เพราะว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของเพื่อนเขาที่จะเข้าพิธีหมั้น แต่เขากลับฉุดว่าที่คู่หมั้นของเพื่อนไปตั้งแต่เมื่อวาน และพึ่งจะกลับมาเอาตอนนี้เขารู้ดีว่ากลับมาต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่เขาก็เตรียมใจเอาไว้แล้วแหละ และก็จะน้อมรับทุกการกระทำของต้นเอง“...” ปกรณ์กิตติ์ได้แต่มองหน้าลูกน้องคนสนิทแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขารีบสาวเท้ายาวเดินไปทางฝั่งตรงข้ามของคนขับ“คุณแป้ง! ผมช่วยครับนาย” กันตธีร์กำลังจะเดินไปทางที่ศิรดาลงมาจากรถ“ไม่ต้อง เมียฉัน ฉันดูแลเองได้” แต่ถูกผู้เป็นเจ้านายสั่งห้ามเอาไว้เสียก่อน“แหม่ ตอนนี้กล้าเรียกเมียได้เต็มปากเต็มคำเลยนะครับ” กันตธีร์ยกยิ้มอย่างพอใจ ดีใจที่ปกรณ์กิตติ์รู้ใจตัวเองสักที และก็ไม่ลืมที่จะพูดจาเหน็บแนมแซวผู้เป็นเจ้านาย“หุบปากของนายไปเลยไอ้กันต์