Home / โรแมนติก / ต้นสายปลายรัก / กัญญพัชรเปลี่ยนไป - 100%

Share

กัญญพัชรเปลี่ยนไป - 100%

last update Last Updated: 2026-01-25 19:10:13

เมื่อถึงเวลาเข้าประชุม เพชรไพลินสังเกตเห็นสายตาของพนักงานหลายคนที่มองมาด้วยความสงสัยแล้วก็ได้แต่ลอบยิ้มอยู่ในใจ หญิงสาวทำทีเป็นมองข้ามความอยากรู้อยากเห็นของคนเหล่านั้น แล้วตั้งใจอยู่กับเนื้อหาที่ตัวเองต้องอธิบายโครงการใหม่ให้คนอื่นได้ทราบ

“ที่ผมเรียกทุกคนมาประชุมกันวันนี้ก็เพื่อจะแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กัญญพัชร ลูกสาวคนเดียวของผมจะเข้ามาทำงานที่นี่ โดยจะเปิดอีกแผนกหนึ่งซึ่งเป็นโพรเจกต์ใหม่ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องให้เจ้าตัวเขาอธิบายเอง” พูดจบพัชระก็หันมาทางบุตรสาวด้วยสายตาที่เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม

เพชรไพลินจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกมือไหว้ผู้เข้าร่วมประชุมตามมารยาท เพราะอย่างไรเสียเธอก็อายุน้อยที่สุดในนี้

“โพรเจกต์ใหม่ที่ดิฉันจะเข้ามาดูแล จะเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กสำหรับหนุ่มสาววัยทำงานทั่วไป โดยใช้การออกแบบที่ทันสมัยกว่าเดิม ไม่เน้นความอลังการ แต่เน้นที่ความเรียบง่ายและสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เพชรที่นำมาใช้จะไม่เกินหนึ่งกะรัต ขนาดหนึ่งถึงสามตังค์ น้ำตั้งแต่เก้าสิบห้าขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อย และกำหนดราคาไว้ไม่เกินสี่หมื่นบาทต่อสินค้าหนึ่งชิ้น”

“อย่างนี้กำไรต่อชิ้นก็ได้ไม่เท่าไรน่ะสิคะ ถ้าขายราคาแค่นั้น” พนักงานหญิงวัยประมาณสามสิบคนหนึ่งแย้งขึ้น

เพชรไพลินคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนตอบ “ใช่ค่ะ กำไรต่อชิ้นได้ไม่มาก แต่ถ้าหลายชิ้นรวมกันกำไรก็เป็นกอบเป็นกำไม่ต่างจากการขายชุดใหญ่ของปัตถาเจมส์”

“แล้วทำไมถึงคิดว่าจะขายได้หลายชิ้นล่ะคะ เพราะตอนนี้ดูเหมือนร้านเพชรส่วนใหญ่ก็ทำเครื่องประดับชิ้นเล็กออกมาขายแข่งกันจนแทบล้นตลาด” พนักงานอีกคนเสริมขึ้น

แม้สายตาที่มองมาจะไม่ได้มีแววดูแคลนเหมือนคนแรก แต่เพชรไพลินก็รู้ดีว่าพนักงานที่นี่ต้องการจะลองภูมิบุตรสาวผู้บริหารอย่างเธอว่าจะทำได้สักแค่ไหน

“ก็เพราะว่าแข่งขันกันขนาดหนักนี่แหละค่ะ โพรเจกต์นี้ถึงได้น่าสนใจ เพราะนั่นหมายความว่าพนักงานกินเงินเดือนส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญแก่เครื่องประดับอย่างเพชรหรือพลอยกันมาก คุณคิดว่าสัดส่วนของมนุษย์เงินเดือนในบ้านเราระหว่างคนที่เงินเดือนเกินแสนกับคนที่เงินเดือนไม่ถึงสี่หมื่นแตกต่างกันมากไหมคะ”

เพชรไพลินเน้นย้ำคำว่า ‘ไม่ถึงสี่หมื่น’ ช้าๆ ชัดๆ พลางมองหน้าคนที่อยู่ในห้องประชุมทีละคน ซึ่งส่วนใหญ่หลบตา ไม่กล้าประสานสายตาด้วย เธอจึงพูดต่อ

“แน่นอนว่ามันแตกต่างกันมาก คนที่เงินเดือนเกินหนึ่งแสนบาทมีไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ส่วนที่เหลือก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ เพราะฉะนั้นพวกคุณคิดว่าคนที่เงินเดือนไม่ถึงแสนเหล่านี้จะยอมลงทุนควักกระเป๋าเพื่อซื้อเครื่องเพชรชุดละหลายแสนบาทไหม” เพชรไพลินลอบยิ้มเยาะในใจ เพราะเชื่อว่าจี้ใจดำคนหลายคนที่นั่งอยู่ในที่นี้

“ดิฉันคนหนึ่งละค่ะที่ไม่ซื้อแน่นอน แต่จะซื้อแหวนเพชรเม็ดเล็กๆ สักวง กำไลฝังเพชรขนาดกำลังน่ารัก และต่างหูราคาไม่เกินสามหมื่นสักคู่เพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ดิฉันคงไม่สามารถซื้อทั้งหมดได้ภายในครั้งเดียว ต้องแบ่งซื้อทีละอย่างเพราะเงินเดือนมีจำกัด...ดิฉันเชื่อว่าผู้หญิงวัยทำงานหลายคนอยากมีแหวนเพชรสักวงไว้ชื่นชม แต่เงินเดือนแค่สามหมื่น จะเอาเงินเดือนทั้งเดือนไปซื้อก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะภาระที่ต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็มี แต่ถ้ามีร้านไหนให้ผ่อนสินค้าได้ด้วยก็จะดีมาก ดังนั้นดิฉันจึงคิดว่านี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนที่อยากมีเครื่องประดับเพชรไว้ในครอบครอง เพราะโพรเจกต์ใหม่ของดิฉันจะให้ลูกค้าผ่อนสินค้าได้ด้วยโดยไม่ต้องมีบัตรเครดิต ผ่อนหมดเมื่อไรก็รับสินค้าไป”

“แล้วเราจะเชื่อใจได้ยังไงว่าเขาจะเอาสินค้าของเราจริงๆ ไม่ใช่ว่ามาผ่อนได้งวดแรกแล้วก็หายไปหรอกนะคะ” พนักงานอีกคนเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจนักว่าวิธีนี้จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้จริง

“หายก็หายสิคะ เราไม่ได้มีอะไรเสียหายนี่นา เพราะอย่างที่บอกไว้ว่าผ่อนครบถึงจะรับของไป ถ้าเขาผ่อนไม่ครบก็เท่ากับเขาจ่ายเงินให้เราฟรีๆ ขณะที่สินค้าก็ยังอยู่ที่เราเหมือนเดิม” เพชรไพลินหันไปมองบิดาแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนพูดต่อ

“ก่อนผ่อนเราก็ต้องบอกกติกาของเราก่อน ไม่จำเป็นต้องมีการทำสัญญาซื้อขาย แค่บอกมาว่าจะผ่อนชิ้นไหน และต้องการผ่อนกี่เดือน ซึ่งทุกครั้งที่ลูกค้าจ่ายเงินมาเราก็จะบันทึกลงเป็นลายลักษณ์อักษรไว้โดยอาศัยสลิปโอนเงินที่ลูกค้าส่งมาให้เป็นหลักฐาน ผ่อนครบเมื่อไรเราก็ส่งสินค้าให้พร้อมใบเสร็จรับเงินและใบรับประกันจากจีไอเอ”

“ผมคิดว่าโพรเจกต์นี้น่าสนใจ เพราะก่อนหน้าที่จะมาที่นี่ผมได้คุยกับพัชเขาแล้ว เขาเสนอไอเดียนี้มาและต้องการเป็นผู้รับผิดชอบโพรเจกต์นี้ ผมจึงตอบตกลง เพียงแต่ว่าจะตั้งเป็นซับแบรนด์ของปัตถาเจมส์อีกทีหนึ่ง”

เพชรไพลินหันไปยกมือไหว้บิดาอย่างขอบคุณที่พูดสนับสนุนเธออย่างออกนอกหน้า

“ที่ต้องทำซับแบรนด์ก็เพราะต้องการให้ปัตถายังคงความ...เอ่อ...จะเรียกว่ายังไงดี ขอใช้คำว่าอลังการก็แล้วกันนะคะ ไม่อย่างนั้นจะผิดคอนเซปต์เอาได้ ส่วนซับแบรนด์ที่ทำออกมานั้นตอนนี้ดิฉันยังคิดชื่อไม่ออก แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนตอนนี้ก็คือการออกแบบสินค้าแบรนด์ใหม่เพื่อนำไปผลิตและประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ ก่อน ไม่ทราบว่าฝ่ายออกแบบจะสามารถทำให้หน่อยได้ไหมคะ หรือถ้าไม่ได้ดิฉันจะได้รับสมัครจิวเวลรี่ดีไซเนอร์คนใหม่เข้ามาสักสองสามคนเพื่อรับผิดชอบในส่วนนี้”

ฝ่ายออกแบบถึงกับลอบกลั้นหายใจ ในเมื่อบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าของบริษัทถามมาอย่างนี้ ใครจะกล้าปฏิเสธได้ นอกเสียจากจำต้องยอมตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้ ทว่ากลับทำให้เพชรไพลินผู้ซึ่งเจอะเจอผู้คนมาหลายรูปแบบรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ปรารถนาจะช่วยอย่างจริงจัง เขาตอบรับก็เพราะเกรงใจบิดาเธอ แต่กระนั้นหญิงสาวก็ได้แต่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ลึกๆ แล้วค่อยเข้าไปคุยกับบิดาตรงๆ ในภายหลัง

“ใครมีคำถามอะไรเพิ่มเติมไหมคะ” เพชรไพลินมองหน้าทุกคนอีกครั้ง ครั้นเห็นพนักงานคนหนึ่งทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง เธอจึงเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม “เชิญค่ะ”

“โพรเจกต์ใหม่นี่ ใช้พนักงานชุดเดิมหรือว่าจะรับสมัครเข้ามาใหม่คะ”

เพชรไพลินยิ้มเพราะรู้ดีแก่ใจว่าไม่มีใครอยากทำงานเพิ่มจากงานที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ ขืนเธอดันทุรังให้คนเหล่านี้ทำงานให้มีหวังคงล้มไม่เป็นท่าเพราะพวกเขาไม่ได้เต็มใจทำ

“รับสมัครใหม่ทั้งหมดค่ะ ตั้งแต่แอดมินที่ดูแลการขายและโพรโมตผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ฝ่ายการตลาด บัญชี และจิวเวลรี่ดีไซเนอร์”

หญิงสาวตอบไปตามที่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่เมื่อคืน โพรเจกต์นี้ต้องมีทีมงานอย่างน้อยเจ็ดคน ซึ่งเธออาจจะต้องขอบิดาเช่าสำนักงานห้องติดกันที่ยังว่างอยู่เพื่อทำเป็นออฟฟิศของแบรนด์ใหม่

เธอมองไปรอบห้องประชุมอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครถามอะไรอีกจึงนั่งลงข้างบิดาเพื่อให้ท่านเป็นคนกล่าวปิดประชุม

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ปิดประชุม...คุณสุ เดี๋ยวช่วยเรียกฝ่ายบุคคลเข้าไปพบผมด้วยนะ” พัชระหันไปบอกเลขานุการ ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วออกจากห้องประชุมไปโดยมีเพชรไพลินเดินตามไปติดๆ

เมื่อเข้ามาในห้องทำงานของบิดา เพชรไพลินก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ด้วยรู้ดีว่าพนักงานแต่ละคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมด้วยกันเมื่อครู่นั้นไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะสามารถพาโพรเจกต์ใหม่ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แต่พอมาคิดอีกทีเธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปโกรธคนเหล่านั้น เพราะดูท่าทางแล้วกัญญพัชรไม่ค่อยสนใจเรื่องงานในบริษัทเท่าไร และเพราะกิตติศัพท์ความไม่เอาไหนเรื่องการทำงานของหญิงสาวก็คงลอยมาเข้าหูพนักงานพวกนี้บ้างไม่มากก็น้อย จึงเป็นธรรมดาที่หลายคนจะมองอย่างดูแคลน

แต่เอาเถอะ เธอจะทำให้รู้ว่าโพรเจกต์ที่ได้กำไรน้อยนี่แหละ จะเป็นโพรเจกต์ที่ผลประกอบการดีที่สุด

“วันนี้หนูทำได้ดีมาก พ่อดีใจที่หนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี”

พัชระลูบศีรษะบุตรสาวอย่างแผ่วเบา สายตามีแต่ความเอื้อเอ็นดูและภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ จนเพชรไพลินอดสะท้อนในอกไม่ได้ เมื่อคิดว่าตัวเองไม่ใช่บุตรสาวที่แท้จริงของท่าน

“ก็หนูเป็นลูกคุณพ่อนี่คะ หนูก็ต้องเก่งเหมือนคุณพ่อสิ”

ยังไม่ทันได้พูดอะไรกันต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคนที่มาเคาะจะต้องเป็นพนักงานฝ่ายบุคคลที่พัชระเรียกให้เข้ามาหา

หลังจากอีกฝ่ายเข้ามานั่งบนโซฟาชุดรับแขกเรียบร้อยแล้ว เพชรไพลินก็นั่งลงฝั่งตรงข้าม ขณะที่พัชระผู้เป็นบิดาไม่ได้มานั่งด้วยเพราะต้องการเปิดโอกาสให้บุตรสาวสั่งงานอีกฝ่ายได้เต็มที่

“ก่อนอื่น พัชอยากให้ช่วยติดต่อกับบริษัทที่เคยถ่ายสินค้าของเราน่ะค่ะ เพราะพัชจะให้เขาตามลงไปพังงาวันมะรืนนี้ด้วย ขอสักสองคนเพื่อไปถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอเกี่ยวกับขั้นตอนการทำเครื่องประดับ พัชจะเอามาทำเป็นหนังโฆษณาสั้นๆ ออนไลน์ทางเฟซบุ๊ก จะไปประมาณสามวันค่ะ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือ อยากให้ประกาศรับสมัครพนักงานใหม่” หญิงสาวหยุดพูดไปครู่หนึ่งเพื่อรอให้อีกฝ่ายจดตามทัน

“ตำแหน่งแอดมินออนไลน์ มีหน้าที่คอยดูแลเพจของร้านค้า ตอบคำถามลูกค้าที่เข้ามาสอบถาม รวมไปถึงรับออร์เดอร์จากทางกล่องข้อความของเพจด้วย ตำแหน่งนี้รับหนึ่งคนค่ะ” เธอหยุดพูดอีกครั้ง ครั้นพนักงานจดเสร็จแล้วจึงพูดต่อ

“ตำแหน่งต่อไปคือฝ่ายการตลาด บัญชี และจิวเวลรี่ดีไซเนอร์อย่างละสองคน ซึ่งจิวเวลรี่ดีไซเนอร์ยินดีรับเด็กจบใหม่ค่ะ ขอแค่มีผลงานหรือไอเดียมานำเสนอ และทุกตำแหน่งพัชจะเป็นคนสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง”

“จะให้เรียกมาสัมภาษณ์ได้ประมาณวันไหนคะคุณพัช”

“ประมาณจันทร์หน้าค่ะ เพราะอาทิตย์นี้พัชจะไม่อยู่ตลอดทั้งอาทิตย์เลย จริงสิ...ถ้าติดต่อบริษัทโฆษณาได้แล้วให้เขาโทร. เข้ามาคุยกับพัชด้วยนะคะ” หญิงสาวคำนวณในหัวคร่าวๆ จึงคิดว่าสัมภาษณ์วันจันทร์จะดีที่สุด

“ได้ค่ะคุณพัช” พนักงานรับคำสั่งเสร็จก็เดินออกจากห้องไป ในห้องจึงเหลือเพียงพัชระกับบุตรสาวเพียงสองคนเท่านั้น

“ให้รวงไปด้วยดีไหมลูก จะได้คอยดูแลหนูตอนอยู่ที่พังงาน่ะ” ผู้เป็นบิดาแนะอย่างเป็นห่วง เพราะแต่ไหนแต่ไรมากัญญพัชรไม่เคยเดินทางตามลำพังมาก่อน

“ไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ พัชไปคนเดียวสะดวกกว่า เพราะไปทำงานตะลอนๆ อยู่ที่นั่น ถ้าพาน้ารวงไปด้วยจะลำบากน้ารวงเปล่าๆ อีกอย่างที่พักทางพี่วินทร์ก็คงจัดการให้เรียบร้อย พัชแทบไม่ต้องทำอะไร สบายจะตายไปค่ะ”

พัชระได้แต่พยักหน้าเมื่อบุตรสาวยืนกรานว่าอย่างนั้น ทั้งที่ในใจอดคิดไม่ได้ว่าภายในระยะเวลาไม่กี่วัน บุตรสาวที่หนักไม่เอาเบาไม่สู้ของตนจะเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ แต่ก็ถือว่าโชคดีที่กัญญพัชรเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น เขาไม่ควรกังวลอะไรไร้สาระ เพราะอย่างไรเสียคนตรงหน้าก็คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขาอยู่ดี ไม่ใช่คนอื่นที่มาสวมรอย

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ต้นสายปลายรัก   ตอนพิเศษ

    ทันทีที่รถจอด เพชรไพลินก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว หญิงสาววางกระเป๋าสะพายไว้บนพื้น ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง“จ๊ะเอ๋ น้องอัญขา ดูซิว่าคุณแม่ซื้ออะไรมาฝากด้วยละ” เธอชูกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ลายคิตตี้ให้อัญพัชร์ บุตรสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าดูเด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ ไปรับมาดูแล้วทำท่าจะสะพายบนไหล่ แต่ยังทำไม่เป็น ผู้เป็นมารดาจึงช่วยจัดให้“สวยจังเลยลูกสาวแม่ เอาไว้สะพายไปเที่ยวกันเนอะ ของหนูมีหนึ่งใบ ของคุณแม่ก็มีหนึ่งใบ เราสะพายกันคนละใบ”เพชรไพลินยิ้มแย้มอย่างถูกใจ ตั้งแต่มีบุตรสาวเธอก็ขยันชอปปิงแต่เสื้อผ้าสวยๆ และของใช้ของเล่นสำหรับเด็กเล็กเสมอ การจับเจ้าตัวน้อยแต่งตัวเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเอามากๆหนูน้อยอัญพัชร์มองกระเป๋าหนังแกะใบละสามแสนกว่าบาทของมารดาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ดึงกระเป๋าลายคิตตี้ของตั

  • ต้นสายปลายรัก   บทส่งท้าย - 100% -

    แต่คนฟังทำปากยื่นด้วยความเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ช่วยงานกัญญพัชร นั่นเพราะภาพลักษณ์ของบุตรสาวเจ้านายเมื่อก่อนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ ทว่ามาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ“นี่หล่อน...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิยะ ไม่เคยได้ยินหรือว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่อย่ามาแข่งวาสนากัน ตอนนี้เส้นวาสนาของฉันน่ะพุ่งสูงปรี๊ดดด...จนเกือบทะลุนิ้วกลางอยู่แล้ว แบบว่าคนมันโชคดีน่ะนะ”จีราวัฒน์ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่เลียนแบบท่าทางของกัญญพัชร เจ้านายสาวสวย แต่คนมองกลับเห็นแล้วทั้งหมั่นไส้และขำจนต้องขยำกระดาษเป็นก้อนกลมๆ แล้วปาใส่ศีรษะของเจ้าตัว“อิจฉาเว้ย ไปอวดไกลๆ เลยไป๊”เพชรไพลินนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในห้องนอนเช่นเคย ระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบยอดขายตลอดสองเดือนที่ผ่านมานั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้นจากค

  • ต้นสายปลายรัก   บทส่งท้าย - 70% -

    พุฒิพงศ์ค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณงาน ซึ่งพอชายหนุ่มเดินไป รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเพชรไพลินทันที หญิงสาวมองเขายิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่เขามองช่อดอกไม้ของพุฒิพงศ์ที่เธอถืออยู่“โทษทีนะที่ไม่มีช่อดอกไม้ ซื้อไม่ทันน่ะ” กว่าเขาจะขับรถมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไหนจะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมางานให้ทันเวลาอีก จึงไม่สามารถไปสั่งช่อดอกไม้ที่ร้านได้“ไม่เป็นไรค่ะ มีเยอะแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วค่ะ”พูดจบหญิงสาวก็มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยนัยน์ตาแพรวพราวระยิบระยับ แม้ใบหน้าของเขาจะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและใต้ตาดำคล้ำ แต่เขาก็ยังดูดี เพิ่งรู้ว่าเวลาที่เขาสวมสูทเต็มยศอย่างนี้แล้วจะดูภูมิฐานกว่าที่คิดเอาไว้มาก นี่ขนาดไม่ได้ผูกไทมาด้วยเขาก็ยังดูโดดเด่นกว่าผู้ชายหลายคนในงาน อาจเป็นเพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขากระมังที่ทำให้เธอเห็นแล้วยังต้องมองด้วยความชื่นชม

  • ต้นสายปลายรัก   บทส่งท้าย - 35% -

    เพชรไพลินยิ้มให้ตัวเองในกระจกหลังจากให้ช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินแฟชั่นโชว์ และเป็นการเปิดตัวเครื่องประดับน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่างปัตถาเจมส์ เสียงจอแจภายนอกห้องแต่งตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ เนื่องจากเวทีอยู่กลางลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง คนมาดูย่อมแน่นขนัดเป็นธรรมดา ดังนั้นความกดดันจึงเริ่มตามมาเพราะงานนี้เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานโดยมีหนังโฆษณาความยาวประมาณสองนาทีฉายอยู่บนจอแอลซีดีขนาดใหญ่กลางเวที ซึ่งเนื้อหาของโฆษณานั้นก็เป็นไปตามที่เพชรไพลินต้องการ นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นว่ากว่าจะมาเป็นแหวนหนึ่งวง หรือต่างหูหนึ่งคู่นั้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง นั่นจึงทำให้คนดูที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำอย่างนี้และเมื่อโฆษณาจบลง บรรดานางแบบที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเวทีก็ทยอยเดินขึ้นมาอวดโฉมบนฟลอร์ คอนเซปต์ของแฟชั่นชุดนี้คือสาววัยทำงานและความคล่อง

  • ต้นสายปลายรัก   เคลียร์ใจ - 100% -

    เพชรไพลินพยักหน้าพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายให้ชายหนุ่ม จากนั้นจึงจูงมือมารดาเดินตามทุกคนเข้าไปในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยมีสายตาของรวินทร์มองส่งไปตลอดทางทันทีที่กลับถึงกรุงเทพฯ เพชรไพลินก็นั่งรถแท็กซี่เพื่อจะไปที่ออฟฟิศโดยไม่คิดจะเข้าบ้านก่อน หญิงสาวโทรศัพท์หาพราวพิรุณก่อนเป็นอันดับแรกเพราะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้“ฝน ฉันวานแกพายายวามาหาฉันที่ออฟฟิศหน่อยสิ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้น้องสาวฉันฟัง”เธอฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเห็นด้วยที่จะบอกความลับนี้ให้เพชรแพรวาได้รู้อีกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจ“ขอบคุณนะฝน เอาไว้ช่วงบ่ายเจอกัน”วางสายจากเพื่อนสนิทแล้วเธอก็โทร. ไปหารวินทร์เพื่อรายงานตัวว่าถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพแล้ว เธอคุยกับเขาไม่นานนักเพราะแท็กซี่มาจอดหน้าอาคารสำนักงานพอดีจึงกดวางสายเมื่อมาถึงออ

  • ต้นสายปลายรัก   เคลียร์ใจ - 70% -

    ได้ฟังอย่างนั้นรวินทร์ก็เบาใจ เพราะคาดว่าหากสิ้นหัวเรือใหญ่อย่างนายหัวสุรัชไป บรรดาลูกน้องที่เคยกร่างและทำตัวใหญ่คับฟ้าก็คงติดร่างแหไปด้วย ที่ตัวเล็กๆ ก็คงแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่อื่น ไม่กลับมาที่นี่อีกผู้หมวดหนุ่มเดินออกมาส่งรวินทร์กับเพชรไพลินที่รถ เขาจ้องหญิงสาวตาปรอย จนรวินทร์ต้องกระแอมเสียงดังพร้อมกับส่งสายตาปราม“ขึ้นไปรอพี่บนรถก่อนนะ พี่ขอคุยอะไรกับหมวดหน่อย” รวินทร์หันไปบอกเพชรไพลินพลางเปิดประตูรถให้ จากนั้นก็เดินโอบบ่าผู้หมวดแทนไทไปคุยอีกทางหนึ่งเพชรไพลินไม่รู้ว่าสองหนุ่มคุยอะไรกัน จึงหยิบโทรศัพท์ที่มารดาเอามาให้กดโทร. ไปหาพราวพิรุณเพื่อส่งข่าวให้เพื่อนรู้ว่าตนปลอดภัยแล้วสัญญาณดังแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับกำลังรออยู่ “ฮัลโหล ฝนพูดค่ะ”“ยายฝน ฉันเอง”“นังลินนน...แกเป็นยังไงบ้าง โอ๊ยแก ฉันจะบอกให้ว่าวันนั้นฉันลนลานจนทำอะไรไม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status