ログインเพชรไพลินนั่งจัดกระเป๋าอยู่ในห้องนอนเพียงลำพัง หญิงสาวเลือกชุดที่ทะมัดทะแมงอย่างกางเกงยีนกับเสื้อยืดแขนยาวที่ใส่แล้วไม่ร้อนมากนัก เพราะไม่รู้ว่าอากาศภาคใต้จะร้อนอบอ้าวมากแค่ไหน เธอจัดไปหลายชุดเผื่อไว้ว่าอาจต้องอยู่ที่นั่นหลายวัน เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเพชรให้มากยิ่งขึ้น
หญิงสาวหยิบปฏิทินตั้งโต๊ะขึ้นมาเขียนกำหนดการคร่าวๆ ลงไป หากวันจันทร์หน้ามีคนมาสัมภาษณ์งานเธอก็ไม่อาจอยู่ที่พังงาหลายวันได้ แต่กระนั้นก็ต้องลงบันทึกเอาไว้ก่อน เพราะการรับสมัครจิวเวลรี่ดีไซเนอร์เป็นเรื่องจำเป็นอย่างเร่งด่วน เนื่องจากหากไม่มีแบบก็จะไม่มีสินค้าชิ้นแรกของแบรนด์ใหม่อย่างที่เธอต้องการ
ที่เหลือก็รอให้ออฟฟิศเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นกว่านี้ ซึ่งตอนนี้บิดาก็กำลังจ้างให้คนเข้าไปตกแต่งออฟฟิศเพื่อให้เป็นสำนักงานของแบรนด์ใหม่ที่เธอต้องรับผิดชอบ
เสียงโทรศัพท์มือถือทำให้เพชรไพลินมองหาที่มาของเสียง ครั้นเห็นมันวางอยู่ใต้กองผ้าที่เธอรื้อมาพับใส่กระเป๋าจึงหยิบขึ้นมาแล้วแบะปากเมื่อเห็นว่าคนที่โทร. เข้าคือรวินทร์
“ค่ะพี่วินทร์”
“ตกลงพรุ่งนี้จะมาถึงภูเก็ตกี่โมง พี่จะได้ขับรถไปรับ” เสียงห้าวทุ้มของเขาดังขึ้นทันทีที่เธอพูดจบ
“เครื่องลงตอนสิบเอ็ดโมงครึ่งค่ะ” หญิงสาวคิดว่าเขาน่าจะรู้จากเลขานุการของบิดาเธอแล้วว่าทีมงานของเธอจะไปถึงกี่โมง จึงไม่เข้าใจว่าเขาจะโทร. มาถามทำไมอีก แต่กระนั้นก็ยังตอบเขาเพราะไม่อยากตั้งแง่กับชายหนุ่มจนเกินไปนัก ไม่อย่างนั้นการทำงานที่โน่นอาจจะมีปัญหาได้
“โอเค พรุ่งนี้สิบเอ็ดโมงพี่จะไปรับ”
“ถ้าไม่สะดวกมาเองก็ให้คนอื่นมารับก็ได้นะคะ พัชไม่อยากรบกวนเวลาของพี่นัก” เธออดที่จะแขวะเขาไม่ได้ จะว่าไปแล้วแค่เรื่องมารับทีมงานที่สนามบินเขาใช้ให้ลูกน้องมารับก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาเอง เธอก็ไม่อยากเจอหน้าเขาเท่าไร
“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้พี่ว่างพอดี...เอาเป็นว่าเจอกันพรุ่งนี้”
“โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้นแค่นี้นะคะ สวัสดีค่ะ” หญิงสาวกดวางสายแล้วจัดเตรียมสิ่งของที่จำเป็นลงกระเป๋าต่อ โชคดีที่กัญญพัชรมีเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นอย่างแว่นกันแดดและหมวกแก๊ปมากมายจนนับไม่ถ้วน เธอจึงไม่ต้องไปหาซื้ออะไรมาเพิ่มเติมอีก เว้นก็แต่เครื่องประทินผิวที่ขาดไม่ได้เท่านั้น
หลังจากรูดซิปปิดกระเป๋าเรียบร้อยเธอก็ลากมาไว้ข้างประตูเพื่อให้คนมายกลงไปพรุ่งนี้ จากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วเปิดน้ำอุ่นไว้ค่อนอ่าง หยดน้ำมันหอมระเหยลงไป ก่อนจะลงไปนั่งแช่ทั้งตัวเพื่อผ่อนคลายร่างกายและสมอง
หญิงสาวหลับตาลง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปหาอดีตคู่หมั้นอย่างภูมิบดินทร์ อยากรู้ว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้างและกำลังทำอะไรอยู่ อยากเจอเขาเหลือเกิน
ขณะเดียวกัน คนที่เพชรไพลินคิดถึงตอนนี้กำลังนั่งอยู่ในผับซึ่งเป็นร้านประจำของเขากับสมิทธ เพื่อนสนิท ภูมิบดินทร์ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า จนเพื่อนที่นั่งอยู่ตรงข้ามต้องคอยปราม
“เบาหน่อยเถอะไอ้ภูมิ เดี๋ยวก็ขับรถกลับไม่ไหวหรอก” สมิทธคว้าขวดสุรามาไว้ให้อยู่ห่างจากมือเพื่อน
คนถูกปรามปรายตามองเพื่อนแล้วแค่นยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขากวาดตามองไปรอบๆ โดยไม่เจาะจงว่ามองไปทางไหน ไม่สนใจแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือที่ร้องเตือนว่ามีคนโทร. เข้า แต่เพราะเสียงเพลงในผับค่อนข้างดังจึงไม่ได้ยิน เห็นเพียงแสงไฟที่กะพริบ ทว่าชายหนุ่มก็ไม่คิดจะหยิบขึ้นมากดรับ
“ไม่รับสายหน่อยวะ เห็นโทร. มาหลายครั้งแล้ว” สมิทธพยักหน้าไปทางโทรศัพท์ แต่ภูมิบดินทร์กลับส่ายหน้า
“ปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ โทร. มาอยู่ได้ เริ่มรำคาญแล้ว”
ภูมิบดินทร์ตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่ก็ไม่คิดจะปิดโทรศัพท์เพราะเขายังต้องใช้ประโยชน์จากมันอยู่
“เบื่อแล้วสิมึง หรือว่าจะลดละเลิกแล้ว...ไม่น่าเชื่อ”
ภูมิบดินทร์เป็นคนอย่างไร สมิทธเป็นเพื่อนสนิทย่อมรู้ดีที่สุด ตอนที่อีกฝ่ายมาบอกว่ากำลังคบหาดูใจกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นนักธุรกิจในวงการเครื่องสำอางระดับแถวหน้าของประเทศไทย เขายังคิดว่าเพื่อนพูดเล่น ทว่าหลังจากผ่านมาเกือบปี เพื่อนของเขาคนนี้ก็มาบอกว่าจะแต่งงานกับสาวเจ้า เขาก็ได้แต่ตกใจด้วยไม่คิดว่าคนอย่างภูมิบดินทร์จะยอมรามือจากวงการเสือผู้หญิง
แม้ว่าเพื่อนของเขาจะหาเศษหาเลยควงสาวอื่นไปแอบกินลับหลังคู่หมั้นบ้าง แต่เขาก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายยกย่องให้เพชรไพลินเป็นอันดับหนึ่งในใจ มิเช่นนั้นเพื่อนไม่ยอมตกร่องปล่องชิ้นด้วยแน่นอน
แต่ขึ้นชื่อว่าเสือ อย่างไรก็เป็นเสืออยู่วันยังค่ำ...
คู่หมั้นเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่เท่าไร ภูมิบดินทร์ก็ดูเหมือนจะกลับไปเป็นหนุ่มนักรักเหมือนเดิมแล้ว แม้ว่าจะเสียอกเสียใจจนต้องโทร. ตามให้เขามานั่งดื่มเป็นเพื่อน แต่ยังไม่ทันไรอีกฝ่ายก็เหมือนจะเริ่มมองหาเหยื่อเสียแล้ว
สมิทธมองตามสายตาหว่านเสน่ห์ของภูมิบดินทร์ไปก็เห็นสาวสวยรูปร่างเย้ายวนคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มมาให้ราวกับต้องการหยิบยื่นน้ำใจให้อย่างเปิดเผย และเมื่อเขาหันกลับมามองเพื่อนอีกทีก็เห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นยืนแล้ว
“เดี๋ยวกูมา” ภูมิบดินทร์ยักคิ้วให้เพื่อนหนึ่งที ก่อนเดินไปหาหญิงสาวคนนั้น
หลังจากนั้นไม่นานสมิทธก็เห็นสองคนนั้นคลอเคลียแนบชิดจนร่างกายแทบไม่มีส่วนไหนแยกจากกัน
เพชรไพลินตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่เคยทำเป็นประจำทุกวันเมื่อครั้งที่ยังอยู่ในร่างเดิม หลังจากนั้นจึงอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมเดินทางไปสนามบิน
ทีมงานที่ไปด้วยกันทั้งหมดมีสี่คนรวมตัวเธอเองด้วย มีชายหนุ่มสองคนอายุประมาณยี่สิบปลาย เป็นช่างกล้องวิดีโอและช่างภาพอย่างละหนึ่งคน ส่วนอีกคนคือสุวารี เลขานุการของบิดาซึ่งท่านสั่งให้ติดตามเธอไปด้วยเพื่อคอยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ ให้ เพราะเลขาฯ คนนี้ทำงานคล่องแคล่วว่องไวและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
หญิงสาวนัดเจอทีมงานที่สนามบินโดยมีสุวารีเป็นคนจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้ตั้งแต่วันที่ประชุมในบริษัท บิดามารดาตามมาส่งบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนถึงสนามบิน เพราะแต่ไหนแต่ไรมากัญญพัชรไม่เคยเดินทางคนเดียว แต่เพราะครั้งนี้บุตรสาวยืนกรานว่าจะไปเองโดยไม่ต้องมีผู้ติดตามนอกจากทีมงานเท่านั้น ท่านทั้งสองจึงต้องยอมตามใจ
“พัชไปก่อนนะคะ แล้วจะซื้อขนมอร่อยๆ มาฝากค่ะ” เพชรไพลินหันไปกอดท่านทั้งสองอย่างเต็มรัก ตอนนี้เธอกล้ากอดบิดาแล้วเพราะเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น อีกทั้งเธอเองก็รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ท่านทั้งสองมอบความรักความห่วงใยให้อย่างไม่มีข้อแม้ ถึงแม้จะรู้ดีว่าตนเองก็แค่คนสวมรอยเป็นบุตรสาวของท่าน แต่กระนั้นเธอก็ยังละโมบเก็บเกี่ยวความรักนั้นไว้กับตัว
“เดินทางปลอดภัยนะลูก แล้วถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกพี่วินทร์เขานะ หรือบอกคุณสุเขาก็ได้...ผมฝากลูกสาวด้วยนะคุณสุ” พัชระหันไปกำชับกำชาเลขานุการคนสนิท อีกฝ่ายจึงรับคำอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ
รวินทร์มองร่างอรชรของกัญญพัชรที่กำลังเดินลากกระเป๋าใบใหญ่มาพร้อมกับทีมงานอีกสามคนด้วยสายตาคาดไม่ถึง วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอกกับกางเกงยีนแบบสกินนีและรองเท้าผ้าใบ ดูแล้วอ่อนเยาว์ลงราวกับเป็นนักศึกษาฝึกงาน คราแรกเขานึกว่าเธอจะแต่งตัวมาเต็มยศราวกับจะไปเที่ยวทะเลเหมือนครั้งนั้นเสียอีก ทว่าพอได้เจอหญิงสาวในลุคแบบนี้ก็ทำให้เขาอดแปลกใจไม่ได้
นับว่ากัญญพัชรเปลี่ยนไปมากจริงๆ
ชายหนุ่มยื่นมือไปรับกระเป๋าเดินทางของหญิงสาวมาถือไว้เสียเอง ซึ่งเพชรไพลินก็ไม่ปฏิเสธที่จะให้เขาถือ เพราะเธอคิดว่าอะไรที่ทำให้นายหัวแห่งเหมืองฤทธิเทพมาบริการเธอได้ เธอยินดีทำทั้งนั้น
“ก่อนเข้าเหมือง พี่วินทร์พาพวกเราไปกินกลางวันก่อนได้ไหมคะ พัชรู้สึกหิวมากเลยค่ะ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้วด้วย”
รวินทร์หันมองคนพูดพลางเลิกคิ้วถาม “อยากกินอะไรล่ะ”
เพชรไพลินคลี่ยิ้มหวานส่งให้ “แหม...มาถามอะไรพัชล่ะคะ พัชจะรู้ได้ยังไงว่าจะกินอะไรดี คงต้องให้เจ้าถิ่นอย่างพี่แนะนำแล้วละ อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ ร้านไหนดีร้านไหนดังก็ไปร้านนั้นแล้วกันค่ะ”
“ได้” รวินทร์กระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนเดินนำทุกคนไปที่ลานจอดรถ โดยหารู้ไม่ว่าการมาถึงของเพชรไพลินในครั้งนี้ เธอตั้งใจไว้เต็มที่ว่าจะสร้างเรื่องปวดหัวให้เขาเพื่อเอาคืนแทนกัญญพัชรที่ถูกอีกฝ่ายทำร้ายจิตใจมาตลอด
ทันทีที่รถจอด เพชรไพลินก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว หญิงสาววางกระเป๋าสะพายไว้บนพื้น ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง“จ๊ะเอ๋ น้องอัญขา ดูซิว่าคุณแม่ซื้ออะไรมาฝากด้วยละ” เธอชูกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ลายคิตตี้ให้อัญพัชร์ บุตรสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าดูเด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ ไปรับมาดูแล้วทำท่าจะสะพายบนไหล่ แต่ยังทำไม่เป็น ผู้เป็นมารดาจึงช่วยจัดให้“สวยจังเลยลูกสาวแม่ เอาไว้สะพายไปเที่ยวกันเนอะ ของหนูมีหนึ่งใบ ของคุณแม่ก็มีหนึ่งใบ เราสะพายกันคนละใบ”เพชรไพลินยิ้มแย้มอย่างถูกใจ ตั้งแต่มีบุตรสาวเธอก็ขยันชอปปิงแต่เสื้อผ้าสวยๆ และของใช้ของเล่นสำหรับเด็กเล็กเสมอ การจับเจ้าตัวน้อยแต่งตัวเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเอามากๆหนูน้อยอัญพัชร์มองกระเป๋าหนังแกะใบละสามแสนกว่าบาทของมารดาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ดึงกระเป๋าลายคิตตี้ของตั
แต่คนฟังทำปากยื่นด้วยความเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ช่วยงานกัญญพัชร นั่นเพราะภาพลักษณ์ของบุตรสาวเจ้านายเมื่อก่อนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ ทว่ามาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ“นี่หล่อน...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิยะ ไม่เคยได้ยินหรือว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่อย่ามาแข่งวาสนากัน ตอนนี้เส้นวาสนาของฉันน่ะพุ่งสูงปรี๊ดดด...จนเกือบทะลุนิ้วกลางอยู่แล้ว แบบว่าคนมันโชคดีน่ะนะ”จีราวัฒน์ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่เลียนแบบท่าทางของกัญญพัชร เจ้านายสาวสวย แต่คนมองกลับเห็นแล้วทั้งหมั่นไส้และขำจนต้องขยำกระดาษเป็นก้อนกลมๆ แล้วปาใส่ศีรษะของเจ้าตัว“อิจฉาเว้ย ไปอวดไกลๆ เลยไป๊”เพชรไพลินนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในห้องนอนเช่นเคย ระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบยอดขายตลอดสองเดือนที่ผ่านมานั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้นจากค
พุฒิพงศ์ค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณงาน ซึ่งพอชายหนุ่มเดินไป รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเพชรไพลินทันที หญิงสาวมองเขายิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่เขามองช่อดอกไม้ของพุฒิพงศ์ที่เธอถืออยู่“โทษทีนะที่ไม่มีช่อดอกไม้ ซื้อไม่ทันน่ะ” กว่าเขาจะขับรถมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไหนจะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมางานให้ทันเวลาอีก จึงไม่สามารถไปสั่งช่อดอกไม้ที่ร้านได้“ไม่เป็นไรค่ะ มีเยอะแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วค่ะ”พูดจบหญิงสาวก็มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยนัยน์ตาแพรวพราวระยิบระยับ แม้ใบหน้าของเขาจะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและใต้ตาดำคล้ำ แต่เขาก็ยังดูดี เพิ่งรู้ว่าเวลาที่เขาสวมสูทเต็มยศอย่างนี้แล้วจะดูภูมิฐานกว่าที่คิดเอาไว้มาก นี่ขนาดไม่ได้ผูกไทมาด้วยเขาก็ยังดูโดดเด่นกว่าผู้ชายหลายคนในงาน อาจเป็นเพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขากระมังที่ทำให้เธอเห็นแล้วยังต้องมองด้วยความชื่นชม
เพชรไพลินยิ้มให้ตัวเองในกระจกหลังจากให้ช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินแฟชั่นโชว์ และเป็นการเปิดตัวเครื่องประดับน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่างปัตถาเจมส์ เสียงจอแจภายนอกห้องแต่งตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ เนื่องจากเวทีอยู่กลางลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง คนมาดูย่อมแน่นขนัดเป็นธรรมดา ดังนั้นความกดดันจึงเริ่มตามมาเพราะงานนี้เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานโดยมีหนังโฆษณาความยาวประมาณสองนาทีฉายอยู่บนจอแอลซีดีขนาดใหญ่กลางเวที ซึ่งเนื้อหาของโฆษณานั้นก็เป็นไปตามที่เพชรไพลินต้องการ นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นว่ากว่าจะมาเป็นแหวนหนึ่งวง หรือต่างหูหนึ่งคู่นั้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง นั่นจึงทำให้คนดูที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำอย่างนี้และเมื่อโฆษณาจบลง บรรดานางแบบที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเวทีก็ทยอยเดินขึ้นมาอวดโฉมบนฟลอร์ คอนเซปต์ของแฟชั่นชุดนี้คือสาววัยทำงานและความคล่อง
เพชรไพลินพยักหน้าพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายให้ชายหนุ่ม จากนั้นจึงจูงมือมารดาเดินตามทุกคนเข้าไปในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยมีสายตาของรวินทร์มองส่งไปตลอดทางทันทีที่กลับถึงกรุงเทพฯ เพชรไพลินก็นั่งรถแท็กซี่เพื่อจะไปที่ออฟฟิศโดยไม่คิดจะเข้าบ้านก่อน หญิงสาวโทรศัพท์หาพราวพิรุณก่อนเป็นอันดับแรกเพราะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้“ฝน ฉันวานแกพายายวามาหาฉันที่ออฟฟิศหน่อยสิ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้น้องสาวฉันฟัง”เธอฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเห็นด้วยที่จะบอกความลับนี้ให้เพชรแพรวาได้รู้อีกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจ“ขอบคุณนะฝน เอาไว้ช่วงบ่ายเจอกัน”วางสายจากเพื่อนสนิทแล้วเธอก็โทร. ไปหารวินทร์เพื่อรายงานตัวว่าถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพแล้ว เธอคุยกับเขาไม่นานนักเพราะแท็กซี่มาจอดหน้าอาคารสำนักงานพอดีจึงกดวางสายเมื่อมาถึงออ
ได้ฟังอย่างนั้นรวินทร์ก็เบาใจ เพราะคาดว่าหากสิ้นหัวเรือใหญ่อย่างนายหัวสุรัชไป บรรดาลูกน้องที่เคยกร่างและทำตัวใหญ่คับฟ้าก็คงติดร่างแหไปด้วย ที่ตัวเล็กๆ ก็คงแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่อื่น ไม่กลับมาที่นี่อีกผู้หมวดหนุ่มเดินออกมาส่งรวินทร์กับเพชรไพลินที่รถ เขาจ้องหญิงสาวตาปรอย จนรวินทร์ต้องกระแอมเสียงดังพร้อมกับส่งสายตาปราม“ขึ้นไปรอพี่บนรถก่อนนะ พี่ขอคุยอะไรกับหมวดหน่อย” รวินทร์หันไปบอกเพชรไพลินพลางเปิดประตูรถให้ จากนั้นก็เดินโอบบ่าผู้หมวดแทนไทไปคุยอีกทางหนึ่งเพชรไพลินไม่รู้ว่าสองหนุ่มคุยอะไรกัน จึงหยิบโทรศัพท์ที่มารดาเอามาให้กดโทร. ไปหาพราวพิรุณเพื่อส่งข่าวให้เพื่อนรู้ว่าตนปลอดภัยแล้วสัญญาณดังแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับกำลังรออยู่ “ฮัลโหล ฝนพูดค่ะ”“ยายฝน ฉันเอง”“นังลินนน...แกเป็นยังไงบ้าง โอ๊ยแก ฉันจะบอกให้ว่าวันนั้นฉันลนลานจนทำอะไรไม







