Masuk“แต่พัชต้องเอาคนติดตามไปด้วยนะคะ อย่าลืมสิ พัชไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อย” นอกจากคนที่มีหน้าที่ถ่ายวิดีโอแล้ว ก็ต้องมีอีกคนที่คอยถ่ายรูปด้วย ส่วนเธอก็มีหน้าที่เก็บรายละเอียดทั้งหมดแล้วเอามาคิดเนื้อหาใส่ลงไปในโฆษณา
“หรือถ้าพี่วินทร์ไม่รังเกียจที่จะให้คนของพัชไปด้วยสักสองคน พัชก็จะขอบคุณมากค่ะ” เมื่อเห็นสีหน้าเขายังคงนิ่งเฉย ไม่สะทกสะท้านเหมือนกับรู้ว่าเธอต้องปฏิเสธอยู่แล้วก็อดขัดใจไม่ได้ แต่เธอก็พยายามไม่แสดงออกให้เขารู้
“ไม่มีปัญหา อยากจะขนไปกี่คนก็ขนไปเถอะ แต่รถพี่นั่งได้ไม่เกินห้าคน ถ้าเกินกว่านั้นก็ต้องหลังคารถแล้วละ” เขาพูดได้หน้าตาเฉย มุมปากมีรอยยิ้มเหมือนผู้ใหญ่พูดกับเด็ก
แต่คนมองอย่างเพชรไพลิน ดูอย่างไรรอยยิ้มนั้นก็คือการยิ้มเยาะและท้าทายชัดๆ
“ไปกับพี่เขานั่นแหละดีแล้วลูก พ่อจะได้หายห่วง” พัชระก้าวเข้ามาในห้องรับแขก ก่อนยกมือรับไหว้รวินทร์ที่ลุกขึ้นยืนทำความเคารพ
เพชรไพลินได้แต่กลอกตามองเพดาน พยายามเก็บสีหน้าไม่สบอารมณ์ไว้เต็มที่ ดูท่าทางบิดามารดาของเธอยังคงมีความหวังว่าจะให้เธอกับรวินทร์กลับมาหมั้นกันอีกครั้ง คิดได้ดังนั้นจึงแสร้งปั้นหน้าให้ดูน่าสงสาร
“คุณพ่อคุณแม่คะ พัชเพิ่งประสบอุบัติเหตุรถชนมานะคะ พัชขอบอกตามตรงเลยค่ะว่าตอนนี้พัชไม่กล้านั่งรถนานๆ พัชกลัวค่ะ ก็ขนาดขับรถเองพัชยังไม่กล้าขับเลย”
เธอหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง เรื่องที่ยังไม่กล้าขับรถด้วยตนเองนั้นก็เป็นเรื่องจริง และเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าเมื่อไรจะกล้าจับพวงมาลัยรถอีกครั้ง
“จริงด้วยสิคะคุณ เราก็ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย” กัญญาคล้อยตามคำพูดของบุตรสาวทันที ขณะที่พัชระก็พยักหน้าอย่างจริงจังแล้วหันไปพูดกับรวินทร์
“ถ้าอย่างนั้นอาคงต้องให้พัชขึ้นเครื่องบินไปดีกว่า ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์เป็นธุระให้”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ทันได้คิดถึงเรื่องนั้น”
ชายหนุ่มหันไปมองคนที่ทำหน้าเศร้า ในใจเขาไม่ค่อยเชื่อเธอเท่าไรที่บอกว่ากลัวการนั่งรถนานๆ เพราะท่าทางที่เธอแสดงออกมาว่ากลัวมันดูไม่ใช่ของจริง แต่ก็คร้านจะต่อล้อต่อเถียงเพราะอย่างไรเสียอีกไม่กี่วันกัญญพัชรก็ต้องไปที่เหมืองอยู่ดี
แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่เขาเพิ่งได้รับรู้นั่นก็คือ กัญญพัชรแสดงละครเก่งไม่น้อยเลย...เขารู้จักเธอน้อยไปจริงๆ ด้วย
“พัชว่าเรารีบเข้าบริษัทกันดีกว่าค่ะคุณพ่อ เดี๋ยวพัชขอตัวเอาของไปเก็บก่อนนะคะ” หญิงสาวยกกล่องเครื่องเพชรในมือขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นยืน จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดบ้านไปโดยไม่หันมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่อีกด้านแม้แต่หางตา
รวินทร์เก็บความสงสัยที่มีต่อกัญญพัชรไว้ในใจแล้วลุกขึ้นยืน ยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่ทั้งสองคน “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ และถ้าพัชจะลงไปวันไหนก็แจ้งมาอีกทีก็แล้วกันครับ ผมจะได้ไปรอรับที่สนามบินภูเก็ต”
“ขอบใจมากนะวินทร์ ฝากสวัสดีคุณพ่อคุณแม่ด้วยล่ะ แล้ววันไหนว่างๆ จะแวะไปกินข้าวด้วยที่บ้าน”
พัชระเดินไปตบต้นแขนของหนุ่มรุ่นลูกเบาๆ อย่างสนิทสนม แม้ว่าจะเสียดายที่อีกฝ่ายถอนหมั้นกับบุตรสาวไปแล้ว แต่ก็ยังเอ็นดูรวินทร์เหมือนเดิม ได้แต่หวังว่าช่วงที่กัญญพัชรไปดูงานที่เหมืองจะทำให้หนุ่มสาวใกล้ชิดกันมากกว่าที่เป็นอยู่
เพชรไพลินเดินลงบันไดมาแล้วยืนรอบิดาอยู่หน้าประตู นัยน์ตาคู่สวยมองรูปร่างองอาจผึ่งผายของรวินทร์แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ยอมรับว่าผู้ชายคนนี้หุ่นดีไม่มีที่ติ หน้าตาก็จัดว่าเข้าขั้นหล่อเหลา แต่ก็ยังด้อยกว่าภูมิบดินทร์เล็กน้อย ทว่าด้วยรูปร่างสูงใหญ่และเนื้อหนังที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้าชุดนั้นซึ่งน่าจะเต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ส่งผลให้เขาโดดเด่นเหนือใครได้ไม่ยาก...เสียอย่างเดียว เขาดูขัดหูขัดตาเธอจนไม่อาจรู้สึกดีๆ ด้วยได้
หญิงสาวหมุนตัวจะเดินออกไปรอบิดาที่รถ แต่เสียงทุ้มที่เรียกเธอเอาไว้ทำให้ต้องหันหน้ากลับมาอีกครั้ง
“มีอะไรคะ” เธอเลิกคิ้วขึ้นเพื่อรอฟัง ตามองตอบเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน
รวินทร์เดินไปหยุดเบื้องหน้าหญิงสาวแล้วก้มลงถาม
“จะให้พี่จัดที่พักให้ด้วยเลยไหม” เขาจ้องนัยน์ตาสีน้ำตาล อดคันยุบยิบที่หัวใจไม่ได้เมื่อไม่เห็นความรักใคร่หลงใหลอยู่ในนั้นอีกต่อไปแล้ว
“ไม่ต้องหรอกค่ะ จองโรงแรมไว้ให้พัชดีกว่า แล้วพัชจะโทร. บอกอีกทีนะคะว่าจะเดินทางไปกี่คน”
ชายหนุ่มพยักหน้าให้ก่อนจะเดินออกไปที่โรงรถ หญิงสาวอดมองตามหลังเขาไปไม่ได้ เพราะรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมาแปลกๆ สายตาแบบนั้นไม่ใช่มองเพราะเสน่หา แต่เหมือนต้องการค้นหาอะไรบางอย่างมากกว่า คิดแล้วก็อดหวั่นใจไม่ได้ เพราะเขาต้องสงสัยแน่นอนว่าทำไมกัญญพัชรถึงได้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
พลันเธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ในเมื่อคนนอกอย่างรวินทร์ยังสงสัย แล้วบิดามารดาของเธอเล่า พวกท่านจะไม่สงสัยเลยหรือ
“ไปกันเถอะลูก” พัชระเดินมายืนข้างบุตรสาว
เพชรไพลินหลุดจากภวังค์ก็ยิ้มให้ท่านแล้วเดินตามไปขึ้นรถที่จอดอยู่ข้างรถเอสยูวีของรวินทร์ ซึ่งดูเหมือนเขารอเพื่อจะขับออกไปพร้อมกัน
หญิงสาวเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังพร้อมบิดา โดยมีสมบัติทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้ ไม่นานนักรถสองคันก็แล่นผ่านรั้วบ้านไป และต่างแยกย้ายกันไปคนละทางเมื่อถึงหน้าหมู่บ้าน
“หนูไม่เป็นอะไรใช่ไหมลูก” ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามขึ้นเบาๆ
เพชรไพลินไม่ต้องเดาก็รู้ว่าท่านหมายถึงเรื่องอะไร
“ไม่เป็นอะไรแน่นอนค่ะ พัชตัดสินใจดีแล้ว และคิดว่าการทำแบบนี้ดีที่สุดแล้วค่ะคุณพ่อ ต่างคนต่างไม่ได้รักกัน แต่งงานกันไปก็ไม่มีความสุขเปล่าๆ คุณพ่อไม่สังเกตหรือคะว่าพอพัชถอนหมั้นกับพี่วินทร์ พัชรู้สึกว่าตัวเองคุยกับเขาได้สนิทใจมากกว่าเมื่อก่อนเสียอีก”
เธอพูดไปตามที่เห็นจากในฝัน กัญญพัชรตัวจริงพยายามอย่างยิ่งที่จะหาทางเข้าใกล้และพูดคุยกับรวินทร์ตลอดเวลาที่เจอหน้า แต่ชายหนุ่มก็ทำเพียงแค่ถามคำตอบคำราวกับไม่ต้องการเสวนาด้วย
“งั้นก็ดีแล้ว...ตกลงเรื่องทำงาน หนูแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าจะทำ”
บุตรสาวของตัวเองเป็นอย่างไรนั้นเขารู้ดีที่สุด เขาเกรงว่าตอนนี้กัญญพัชรอาจกำลังตื่นตัวกับการได้ทำงานครั้งแรก แต่หากทำไปสักพักแล้วเกิดเบื่อหน่ายขึ้นมา หรือไม่สามารถควบคุมอะไรได้ก็จะพานทิ้งงานของตัวเองไปดื้อๆ
“แน่ใจค่ะ” หญิงสาวถอนหายใจ ด้วยรู้ดีว่าบิดากังวลเรื่องอะไร กัญญพัชรนั้นใช่ว่าจะเป็นคนไม่เอาไหน แต่เพราะตั้งแต่เล็กจนโตมีคนคอยประคบประหงมมาตลอด แทบไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองสักอย่าง ดังนั้นหญิงสาวจึงไม่ชอบการบริหารงานในบริษัทเพราะคิดว่าเป็นเรื่องยากเกินไป ทั้งที่ยังไม่ได้ลองเลยด้วยซ้ำ หรือพูดง่ายๆ ก็คือกัญญพัชรเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในศักยภาพของตัวเองว่ามีดีพอ และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นอย่างนี้ก็เพราะมีใครบางคนคอยพูดจากรอกหูอยู่บ่อยๆ ซึ่งคนคนนี้เธอตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะคิดบัญชีทีหลัง
“พัชไม่อยากลอยไปลอยมาอย่างนี้อีกแล้วค่ะคุณพ่อ รู้สึกว่าที่ผ่านมาพัชใช้ชีวิตได้เหลวไหลมาก นอกจากจะไม่เคยช่วยงานคุณพ่อคุณแม่แล้วยังสร้างเรื่องปวดหัวให้อีกด้วย พัชสัญญาค่ะ ว่าพัชจะปรับปรุงตัวเสียใหม่ เอาการเอางานมากขึ้น แต่ก็ต้องให้คุณพ่อช่วยสอนด้วยนะคะ เพราะพัชยังไม่เคยบริหารงานมาก่อน”
“พ่อดีใจที่เห็นหนูตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเอง” ผู้เป็นบิดาเอื้อมมือไปลูบศีรษะบุตรสาวอย่างเอ็นดู ข้อสงสัยที่เคยคุยกับภรรยาเมื่อคืนว่ากัญญพัชรเปลี่ยนไปนั้นใช่ว่าเขาจะไม่สังเกตเห็น แต่พอได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนี้ ความสงสัยต่างๆ ก็พลันหายไปทันที จะว่าไปแล้วอาจเป็นเพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้กัญญพัชรคิดอะไรได้รอบคอบและเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นก็เป็นได้
ใช้เวลาไม่นานนักทั้งสองคนก็มาถึงอาคารสำนักงานที่บริษัทมาเช่าอยู่ เพชรไพลินแหงนหน้ามองอาคารสูงที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ พร้อมกับเค้นความคุ้นเคยที่ได้มาจากความฝันทุกค่ำคืนแล้วก็พบว่ามีน้อยมาก เธอแทบไม่รู้จักคนในบริษัทนี้เลย นั่นก็เพราะกัญญพัชรแทบไม่เคยมาเหยียบที่นี่ ดังนั้นความทรงจำด้านนี้จึงแทบไม่มีอยู่ในหัว
หญิงสาวเดินตามบิดาเข้าไปในออฟฟิศซึ่งตั้งอยู่บนชั้นยี่สิบเอ็ด พนักงานที่นี่มีไม่เยอะนัก กะจากสายตาแล้วไม่เกินยี่สิบคน เห็นแล้วอดคิดถึงบริษัทเครื่องสำอางของตัวเองไม่ได้
ทุกสายตามองมาที่เพชรไพลินด้วยความแปลกใจระคนสงสัย แต่เธอก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของพนักงานเหล่านั้น เดินตามบิดาไปจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเดาว่าคงเป็นเลขานุการของท่าน
“อีกสิบห้านาทีเรียกประชุมด้วยนะ” พัชระพูดจบก็เดินเข้าไปในห้องทำงานที่อยู่เยื้องกับโต๊ะของเลขาฯ คนนั้น
เพชรไพลินเดินตามเข้าไปแล้วกวาดตามองไปรอบห้องด้วยความสนใจ
“แล้วจะให้พัชนั่งตรงไหนดีคะ” ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องออกมาทำงานข้างนอกให้ได้ เธอไม่อยากอุดอู้อยู่กับบ้าน เพราะหากท่านให้ทำงานที่บ้านมีหวังต้องเฉาตายแน่นอน
“มีห้องว่างอยู่ห้องหนึ่ง เป็นห้องเก็บเอกสารทั่วไป เดี๋ยวพ่อจะให้คนมาทำให้ใหม่”
“ถ้าอย่างนั้นพัชขอเลือกแบบเฟอร์นิเจอร์เองนะคะ” โชคดีที่บิดาให้ห้องทำงานส่วนตัวแก่เธอด้วย เพราะยอมรับว่าเธอจะมีสมาธิกับงานมากกว่าการที่ต้องไปนั่งรวมกับพนักงานคนอื่น แม้ว่าจะมีฉากกั้นระหว่างโต๊ะก็ตาม
ทันทีที่รถจอด เพชรไพลินก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว หญิงสาววางกระเป๋าสะพายไว้บนพื้น ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง“จ๊ะเอ๋ น้องอัญขา ดูซิว่าคุณแม่ซื้ออะไรมาฝากด้วยละ” เธอชูกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ลายคิตตี้ให้อัญพัชร์ บุตรสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าดูเด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ ไปรับมาดูแล้วทำท่าจะสะพายบนไหล่ แต่ยังทำไม่เป็น ผู้เป็นมารดาจึงช่วยจัดให้“สวยจังเลยลูกสาวแม่ เอาไว้สะพายไปเที่ยวกันเนอะ ของหนูมีหนึ่งใบ ของคุณแม่ก็มีหนึ่งใบ เราสะพายกันคนละใบ”เพชรไพลินยิ้มแย้มอย่างถูกใจ ตั้งแต่มีบุตรสาวเธอก็ขยันชอปปิงแต่เสื้อผ้าสวยๆ และของใช้ของเล่นสำหรับเด็กเล็กเสมอ การจับเจ้าตัวน้อยแต่งตัวเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเอามากๆหนูน้อยอัญพัชร์มองกระเป๋าหนังแกะใบละสามแสนกว่าบาทของมารดาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ดึงกระเป๋าลายคิตตี้ของตั
แต่คนฟังทำปากยื่นด้วยความเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ช่วยงานกัญญพัชร นั่นเพราะภาพลักษณ์ของบุตรสาวเจ้านายเมื่อก่อนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ ทว่ามาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ“นี่หล่อน...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิยะ ไม่เคยได้ยินหรือว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่อย่ามาแข่งวาสนากัน ตอนนี้เส้นวาสนาของฉันน่ะพุ่งสูงปรี๊ดดด...จนเกือบทะลุนิ้วกลางอยู่แล้ว แบบว่าคนมันโชคดีน่ะนะ”จีราวัฒน์ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่เลียนแบบท่าทางของกัญญพัชร เจ้านายสาวสวย แต่คนมองกลับเห็นแล้วทั้งหมั่นไส้และขำจนต้องขยำกระดาษเป็นก้อนกลมๆ แล้วปาใส่ศีรษะของเจ้าตัว“อิจฉาเว้ย ไปอวดไกลๆ เลยไป๊”เพชรไพลินนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในห้องนอนเช่นเคย ระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบยอดขายตลอดสองเดือนที่ผ่านมานั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้นจากค
พุฒิพงศ์ค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณงาน ซึ่งพอชายหนุ่มเดินไป รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเพชรไพลินทันที หญิงสาวมองเขายิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่เขามองช่อดอกไม้ของพุฒิพงศ์ที่เธอถืออยู่“โทษทีนะที่ไม่มีช่อดอกไม้ ซื้อไม่ทันน่ะ” กว่าเขาจะขับรถมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไหนจะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมางานให้ทันเวลาอีก จึงไม่สามารถไปสั่งช่อดอกไม้ที่ร้านได้“ไม่เป็นไรค่ะ มีเยอะแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วค่ะ”พูดจบหญิงสาวก็มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยนัยน์ตาแพรวพราวระยิบระยับ แม้ใบหน้าของเขาจะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและใต้ตาดำคล้ำ แต่เขาก็ยังดูดี เพิ่งรู้ว่าเวลาที่เขาสวมสูทเต็มยศอย่างนี้แล้วจะดูภูมิฐานกว่าที่คิดเอาไว้มาก นี่ขนาดไม่ได้ผูกไทมาด้วยเขาก็ยังดูโดดเด่นกว่าผู้ชายหลายคนในงาน อาจเป็นเพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขากระมังที่ทำให้เธอเห็นแล้วยังต้องมองด้วยความชื่นชม
เพชรไพลินยิ้มให้ตัวเองในกระจกหลังจากให้ช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินแฟชั่นโชว์ และเป็นการเปิดตัวเครื่องประดับน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่างปัตถาเจมส์ เสียงจอแจภายนอกห้องแต่งตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ เนื่องจากเวทีอยู่กลางลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง คนมาดูย่อมแน่นขนัดเป็นธรรมดา ดังนั้นความกดดันจึงเริ่มตามมาเพราะงานนี้เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานโดยมีหนังโฆษณาความยาวประมาณสองนาทีฉายอยู่บนจอแอลซีดีขนาดใหญ่กลางเวที ซึ่งเนื้อหาของโฆษณานั้นก็เป็นไปตามที่เพชรไพลินต้องการ นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นว่ากว่าจะมาเป็นแหวนหนึ่งวง หรือต่างหูหนึ่งคู่นั้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง นั่นจึงทำให้คนดูที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำอย่างนี้และเมื่อโฆษณาจบลง บรรดานางแบบที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเวทีก็ทยอยเดินขึ้นมาอวดโฉมบนฟลอร์ คอนเซปต์ของแฟชั่นชุดนี้คือสาววัยทำงานและความคล่อง
เพชรไพลินพยักหน้าพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายให้ชายหนุ่ม จากนั้นจึงจูงมือมารดาเดินตามทุกคนเข้าไปในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยมีสายตาของรวินทร์มองส่งไปตลอดทางทันทีที่กลับถึงกรุงเทพฯ เพชรไพลินก็นั่งรถแท็กซี่เพื่อจะไปที่ออฟฟิศโดยไม่คิดจะเข้าบ้านก่อน หญิงสาวโทรศัพท์หาพราวพิรุณก่อนเป็นอันดับแรกเพราะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้“ฝน ฉันวานแกพายายวามาหาฉันที่ออฟฟิศหน่อยสิ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้น้องสาวฉันฟัง”เธอฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเห็นด้วยที่จะบอกความลับนี้ให้เพชรแพรวาได้รู้อีกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจ“ขอบคุณนะฝน เอาไว้ช่วงบ่ายเจอกัน”วางสายจากเพื่อนสนิทแล้วเธอก็โทร. ไปหารวินทร์เพื่อรายงานตัวว่าถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพแล้ว เธอคุยกับเขาไม่นานนักเพราะแท็กซี่มาจอดหน้าอาคารสำนักงานพอดีจึงกดวางสายเมื่อมาถึงออ
ได้ฟังอย่างนั้นรวินทร์ก็เบาใจ เพราะคาดว่าหากสิ้นหัวเรือใหญ่อย่างนายหัวสุรัชไป บรรดาลูกน้องที่เคยกร่างและทำตัวใหญ่คับฟ้าก็คงติดร่างแหไปด้วย ที่ตัวเล็กๆ ก็คงแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่อื่น ไม่กลับมาที่นี่อีกผู้หมวดหนุ่มเดินออกมาส่งรวินทร์กับเพชรไพลินที่รถ เขาจ้องหญิงสาวตาปรอย จนรวินทร์ต้องกระแอมเสียงดังพร้อมกับส่งสายตาปราม“ขึ้นไปรอพี่บนรถก่อนนะ พี่ขอคุยอะไรกับหมวดหน่อย” รวินทร์หันไปบอกเพชรไพลินพลางเปิดประตูรถให้ จากนั้นก็เดินโอบบ่าผู้หมวดแทนไทไปคุยอีกทางหนึ่งเพชรไพลินไม่รู้ว่าสองหนุ่มคุยอะไรกัน จึงหยิบโทรศัพท์ที่มารดาเอามาให้กดโทร. ไปหาพราวพิรุณเพื่อส่งข่าวให้เพื่อนรู้ว่าตนปลอดภัยแล้วสัญญาณดังแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับกำลังรออยู่ “ฮัลโหล ฝนพูดค่ะ”“ยายฝน ฉันเอง”“นังลินนน...แกเป็นยังไงบ้าง โอ๊ยแก ฉันจะบอกให้ว่าวันนั้นฉันลนลานจนทำอะไรไม







