Se connecterเขาโน้มกายเข้าหาบดเบียดร่างกับช่วงขาเรียว คนถูกกระทำดวงตาเบิกกว้าง
“ปล่อยฉันนะได้ยินไหม ที่นี่มันบริษัทคุณเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!” พิมพ์จันทร์เริ่มกรีดร้อง
“ร้องไปเลย ให้คนอื่นเข้ามาเห็นเรา เพราะผมไม่ได้รู้สึกอายเลย!” เขาเข่นเขี้ยว แล้วยิ้มเยาะ เธอรับรู้ในทันทีว่าการกลับมาครั้งนี้ของเขาไม่ใช่เรื่องดีแน่
คนสวยเก็บความคับแค้นไว้ในอก ครุ่นคิดว่าตนเองควรเอาตัวรอดอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ไม่ทันได้ตั้งสติ ร่างกายเธอกลับถูกบดเบียดมากขึ้น จนนอนราบไปบนโต๊ะทำงาน กลิ่นโคโลจญ์ไม่คุ้นเคยลอยแตะจมูก หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง
“ฉันบอกให้คุณหยุดไม่ได้ยินหรือไงคุณธัช หรือคุณจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยรักพี่สาวฉันมากแค่ไหน!” เมื่อหมดหนทาง เธอเลยเลือกรื้อฟื้นความหลัง เพื่อให้อีกฝ่ายได้ฉุกคิด
คนฟังขบกรามกัดฟันกรอด จ้องมองแววตาวาวโรจน์
“เธอไม่ควรพูดเรื่องพี่สาวออกมาเลยพิมพ์จันทร์!”
“ฉันจำเป็นต้องพูดเพราะมันจะได้ไปกระตุ้นต่อมผิดชอบชั่วดีของคุณไงคะ!” หญิงสาวย้อนแววตาแข็งกร้าว เมื่อเห็นท่าทีอีกฝ่าย
“ฉันทำผิดตรงไหนอยากจะรู้นัก ฉักกับพี่สาวเธอไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว!”
พิมพ์จันทร์ชะงัก เห็นรอยรวดร้าวในดวงตา
“ถึงคุณไม่คิดอะไร แต่ฉันคิด ถ้าคุณต้องการมากก็ไปหาผู้หญิงอื่นเถอะ ฉันอนุญาต แต่ตอนนี้คุณช่วยกรุณาเปิดตาดูบ้างว่าที่นี่มันที่ไหน!”
ธัชพลยิ้มเย็น รู้สึกร้าวในอกขึ้นมา เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต เขายอมทำทุกอย่างที่พ่อต้องการ และการกลับมาครั้งนี้เพื่อพิสูจน์บางอย่าง มือหนารั้งเอวบางเข้าหากอดรัดไว้แน่น แล้วสบตา
“เราสองคน ต้องฟาดฟันกันอีกหลายยกพิมพ์จันทร์!”
ตุบ!
ร่างบางเป็นอิสระ เขาผละห่างออกมา จัดเสื้อผ้าตนเอง พิมพ์จันทร์รีบลงจากโต๊ะแล้วเก็บข้าวของที่เกลื่อนพื้นมือไม้สั่น ไม่อยากคิดเลย ถ้าเป็นที่บ้าน ไม่ใช่ที่ทำงานจะเป็นยังไง
ก็อก ก็อก
เสียงเคาะประตู พิมพ์จันทร์กลืนน้ำลายมองคนเคาะกำลังเปิดเข้ามา
“เอ่อ... พอดีการประชุมกำลังจะเริ่มแล้วค่ะ” เลขานิรมลบอกเสียงเบา เห็นสภาพห้องแล้วทำเอาตกใจไม่น้อย
“ฉันพร้อมแล้วค่ะ ไปกันเลย” พิมพ์จันทร์เดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว
ธัชพลทอดสายตามอง ดวงตาวาววับแล้วก้าวตาม ในหัวสมองครุ่นคิดหลายเรื่อง มาถึงห้องประชุม พิมพ์จันทร์ทรุดกายลงนั่งตรงตำแหน่งประธาน โดยมีธัชพลอยู่เบื้องหลัง เขาอยากรู้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา พิมพ์จันทร์ทำอะไรเพี่อที่นี่บ้าง
พิมพ์จันทร์ลุกยืน แล้วฉายสไลด์กับงานอัญมณีที่ตนเองออกแบบล่าสุด ทะเลในยามค่ำคืน ทุกคนนิ่งงันมองภาพนั้นราวกับต้องมนต์สะกด อัญมณีสีดำสนิท กำลังต้องแสงทอประกายราวกับทะเลในยามค่ำคืน
“รอบนี้พิมพ์ออกแบบให้ดูหรูหราแต่เรียบง่าย เปรียบดังทะเลยามค่ำคืน แม้มืดมิดแต่ทว่าในท้องทะเลกว้างก็ยังมีคลื่นลมก่อตัว”
ผู้จัดการรีบยกมือ
“คุณชัยเชษฐ์เชิญค่ะ”
“เราะจะใช้เพชรสีดำทั้งหมดเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ พิมพ์จะใช้เพชรสีดำทั้งหมด ความหรูหรามาจากการเจียรระไนและออกแบบ”
ทุกคนพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ก่อนผู้จัดการฝ่ายผลิตจะยกมือขึ้น
“ระยะเวลาในการจัดงานโชว์ชุดทะเลในยามค่ำคืนเมื่อไหร่เหรอครับ”
พิมพ์จันทร์ครุ่นคิดสักครู่ เธอต้องการให้พ่อสามีเห็นผลงานชิ้นนี้ และมันจะเป็นชิ้นสุดท้าย ก่อนเธอหย่ากับเขา
“สามเดือนเสร็จทันหรือเปล่าคะ”
คนถูกถามถอนหายใจ “ถ้าคุณพิมพ์ขอ พวกผมทำให้ได้ครับ”
หญิงสาวระบายยิ้ม “ขอบคุณมากค่ะคุณนฤทธิ์”
ธัชพลกระตุกยิ้มมุมปาก ไม่เอ่ยคำใดในการประชุม เพราะแค่ต้องการเห็นปฏิกิริยาลูกน้องพ่อจะมองผู้หญิงคนนี้เช่นไร แต่จากสายตาทุกคนต่างนิยมชมชอบและนับถือในตัวพิมพ์จันทร์ไม่น้อยเลย ระยะเวลาหลายปี เขาพลาดอะไรไปหลายอย่าง แม้ทางสุรชัยจะส่งข่าวไม่ขาดก็ตาม แต่ฑิฐิมันบังตาทำให้ไม่อาจเห็นส่วนดีในตัวพิมพ์จันทร์เลย อีกอย่างเขาเองรู้สึกกระอักกระอ่วนทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับเธอ
จบการประชุมทุกคนแยกย้ายกัน พิมพ์จันทร์เตรียมตัวเดินทางไปยังไอริสต่อ แต่กลับถูกขัดขวางไว้เสียก่อน ธัชพลยืนเท้าเอวจ้องมองเขม็ง
“จะไปไหนหรือคุณภรรยา” เขายียวน
“ฉันมีธุระต้องไปทำ คุณอย่ามายุ่งกับฉันเลยคุณธัช!” หญิงสาวร้องบอกสีหน้าไม่พอใจ
“ประชุมเสร็จแล้วยังมีธุระอีกเหรอ ทำไมไม่กลับบ้านไปกับผม”
พิมพ์จันทร์ชะงัก จ้องมองอย่างไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“นี่คุณเพี้ยหรือเปล่าคุณธัช เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน คุณลืมไปแล้วหรือไง!”
เขาระบายลมหายใจ “เราสองคนเป็นสามีภรรยากัน!”
หญิงสาวกัดฟันข่มกลั้นความรู้สึกไว้ เธอไม่ควรอารมณ์เสียไปกับถ้อยคำกวนประสาทของเขา
“ฉันมีธุระต้องไปทำจริงๆ คุณธัชพล ฉันต้องไปไอริสเพื่อประชุมต่อ กรุณาอย่าแกล้งฉันอีกเลย” เธอพยายามอธิบาย และใช้น้ำเสียงให้ปกติที่สุด
คนตัวใหญ่ชะงัก จ้องมองผู้หญิงร่างอรชร เธอทำเหมือนทั้งโลกกำลังรังแกเธออยู่ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว คนที่เจ็บปวดกับเรื่องความรัก และความไม่สมหวังนั้นมีมากมาย ต่อให้อยากดิ้นหนี อยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แต่สุดท้ายกลับไขว่คว้าอะไรไม่ได้เลย นอกจากความว่างเปล่า เช่นเดียวกับเขาในตอนนี้ ที่ไม่เหลืออะไรเลย
“ทำธุระของคุณเสร็จแล้ว ก็กลับมาที่บ้านด้วย เพราะคุณคือภรรยาของผม ต่อให้ไม่อยากเป็นแค่ไหนก็ตาม ผมไม่อยากให้เกิดปัญหาในภายหลัง”
“ฉันรู้สถานะตัวเองดี และฉันก็ปฏิบัติตัวให้สมฐานะมาตลอด เพื่อสักวันที่ฉันหย่าร้าง คุณและคุณพ่อจะได้ไม่มีอะไรเสียหาย”
เขายิ้มเหมือนเยาะตนเอง “ก็ดีแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อน” เธอบอก แล้วหุนหันขึ้นรถแท็กซี่หายไปทันที
เที่ยงคืนพิมพ์จันทร์ทอดสายตามองคฤหาสน์หลังใหญ่ แล้วถอนหายใจออกมา ก่อนเดินเข้าสู่ด้านในที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟด้านนอกส่องสว่าง เธอมาหยุดยืนหน้าห้องตัวเอง แล้วเปิดประตูเข้าข้างใน วางกระเป๋า เปิดไฟ แล้วปลดกระดุมเสื้อด้วยความเหนื่อยอ่อน สาบเสื้อแยกออกจากกัน ร่างบางหันมาทางเตียงกว้างดวงตาเรียวสวยเบิกกว้าง“คุณธัช!” เธอร้องลั่น รีบดึงสาบเสื้อปกปิดร่างกายตนเองเขายิ้มเย็น แล้วเลิ่กคิ้วมองคนตรงหน้า“ทำไมกลับดึก!”“คุณเข้ามาทำไม ออกไปเลยนะ!” หญิงสาวร้อง สีหน้าซีดเผือด“ผัวเข้าห้องเมียผิดตรงไหน ความจริงเราต้องนอนด้วยกัน ด้วยซ้ำไป” เขาย้อนเจ้าของห้องหวั่นวิตก เธอพยายามรักษาระยะห่าง มือบางกำสาบเสื้อไว้แน่น อย่างไรเสียต้องเอาตัวเองออกจากสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้เสียก่อน“ฉันขอร้องคุณดีๆ คุณธัช ฉันไม่เคยต้องการสร้างปัญหาให้คุณ ต่อให้คุณจะเกลียดฉันแค่ไหน คุณก็ไม่ควรทำแบบนี้!”เขายิ้มเย็น แล้วหัวเราะในลำคอ“ผมทำอะไร ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยพิมพ์!”คนฟังกัดริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด เพราะกลัวจะถูกลวนลามเหมือนที่ผ่านมา“ถ้าอย่างนั้นคุณเข้ามาทำไม ต้องการอะไร!”เขาชะงัก แล้วครุ่นคิด“ผมมีเรื่องอยาก
เขาโน้มกายเข้าหาบดเบียดร่างกับช่วงขาเรียว คนถูกกระทำดวงตาเบิกกว้าง“ปล่อยฉันนะได้ยินไหม ที่นี่มันบริษัทคุณเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!” พิมพ์จันทร์เริ่มกรีดร้อง“ร้องไปเลย ให้คนอื่นเข้ามาเห็นเรา เพราะผมไม่ได้รู้สึกอายเลย!” เขาเข่นเขี้ยว แล้วยิ้มเยาะ เธอรับรู้ในทันทีว่าการกลับมาครั้งนี้ของเขาไม่ใช่เรื่องดีแน่คนสวยเก็บความคับแค้นไว้ในอก ครุ่นคิดว่าตนเองควรเอาตัวรอดอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ไม่ทันได้ตั้งสติ ร่างกายเธอกลับถูกบดเบียดมากขึ้น จนนอนราบไปบนโต๊ะทำงาน กลิ่นโคโลจญ์ไม่คุ้นเคยลอยแตะจมูก หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง“ฉันบอกให้คุณหยุดไม่ได้ยินหรือไงคุณธัช หรือคุณจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยรักพี่สาวฉันมากแค่ไหน!” เมื่อหมดหนทาง เธอเลยเลือกรื้อฟื้นความหลัง เพื่อให้อีกฝ่ายได้ฉุกคิดคนฟังขบกรามกัดฟันกรอด จ้องมองแววตาวาวโรจน์“เธอไม่ควรพูดเรื่องพี่สาวออกมาเลยพิมพ์จันทร์!”“ฉันจำเป็นต้องพูดเพราะมันจะได้ไปกระตุ้นต่อมผิดชอบชั่วดีของคุณไงคะ!” หญิงสาวย้อนแววตาแข็งกร้าว เมื่อเห็นท่าทีอีกฝ่าย“ฉันทำผิดตรงไหนอยากจะรู้นัก ฉักกับพี่สาวเธอไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว!”พิมพ์จันทร์ชะงัก เห็นรอยรวดร้าวในดวงตา“ถึงคุณไม่คิดอ
เธอเลือกเมินใส่ แล้วบอกเส้นทางรถแท็กซี่ จนกระทั่งรถจอดเทียบหน้าบริษัท หญิงสาวก้าวลงแล้วเร่งฝีเท้าไปยังห้องประธาน พนักงานต่างจ้องมองสีหน้าตื่นเต้น ระคนแปลกใจกับการปรากฏตัวของเจ้านายคนเก่าซึ่งหายหน้าหายตาไปหลายปีหญิงสาวเปิดห้องทำงานของพ่อสามีแล้วก้าวเข้าด้านใน โดยมีคนตัวใหญ่ตามมาติดๆ เธอหงุดหงิดจนกระทั่งหันหลังกลับมาเพื่อเผชิญหน้า แต่เขากลับก้าวเข้ามาประชิดร่างบาง เธอชะงักผงะถอยหลังจนแทบล้มดีที่ถูกเขารวบเอวบางเพื่อประคองเอาไว้ มือบางยกขึ้นผลักดันอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แต่ธัชพลกลับไม่พอใจที่ถูกทำเหมือนตัวเชื้อโรค เลยโอบรัดเอวบางกระชากเข้ามาหาตนเองแล้วยิ้มยียวน“นี่คุณ! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่ที่ไหน!” เธอร้องบอก สีหน้าตระหนก“ทำไมผมจะไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน”“แล้วทำไมคุณถึงทำแบบนี้ล่ะคุณธัช!”“ก็ผมพอใจ”คนฟังกัดฟันแน่น ตั้งแต่กลับมาทำไมเขาถึงได้ทำตัววุ่นวายกับเธอนัก หรือต้องการกลั่นแกล้งกัน“ปล่อยฉันนะคุณธัช คุณทำแบบนี้กับฉันไม่ได้ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน!” เธอบอกเสียงแข็ง แล้วพยายามขัดขืนดิ้นรนทว่าคนตัวใหญ่กลับไม่ฟังเสียง กอดรัดร่างบางแน่นขึ้นอีก ยิ่งดิ้นก็เหมือนยิ่งท
รถจอดเทียบหน้าบ้าน พิมพ์จันทร์เดินไปตรงประตู แต่ทว่ามันกลับถูกเปิดออก พร้อมด้วยคนเปิดนั่งลงตรงเบาะหลังเรียบร้อย หญิงสาวชะงักจ้องมองไปยังลูกน้องพ่อสามีด้วยความไม่เข้าใจ“ยืนทำอะไร เข้ามานั่งซะสิ!” ธัชพลตะโกนออกมา พิมพ์จันทร์ขมวดคิ้ว“เอ่อ คุณธัชจะเดินทางไปเยี่ยมท่านกับเราครับ”หญิงสาวกัดริมฝีปากชักสีหน้าไม่พอใจ ตอนแรกทำเป็นไม่สนใจพ่อตัวเอง ทีนี้ดันอยากไปรับขึ้นมาเชียว พิมพ์จันทร์ไม่มีทางเลือก นอกจากหย่อนกายลง เคียงข้างสามีทางนิตินัย รถเคลื่อนออกจากบริเวณบ้าน ระหว่างเส้นทางเขาเหลือบมอง แต่เธอแสร้งดูวิวด้านนอกรถแทน“ไปทำคะแนนเหรอ กลัวพ่อผมไม่ยกสมบัติให้หรือไง” เขาแกล้งเย้าเพื่อทำลายความเงียบเธอหันขวับจ้องมองสีหน้าไม่พอใจ“ทำไมฉันต้องอยากได้สมบัติของท่านด้วย ฉันมีปัญญาหาเอง!”เขายักไหล่ “อ้าว ใครจะรู้ก็ผมเห็นว่าคุณทำงานแทนพ่อ แทนผัว จนได้นั่งตำแหน่งประธานแล้วไม่ใช่เหรอ”“ฉันแค่ทำหน้าที่แทนระหว่างคุณพ่อป่วย ฉันไม่เคยต้องการตำแหน่งประธานเลยสักนิด แล้วอีกอย่างคุณไม่ใช่ผัวฉัน!”“แล้วทะเบียนสมรสที่ลงชื่อคุณด้วย มันไม่ได้บอกว่าผมเป็นผัวหรือไง!”หญิงสาวสะอึกกัดฟันเก็บความฉุนเฉียวเอาไว้ คุณท่านห
พิมพ์จันทร์เดินลงจากรถเมื่อจอดสนิทแล้ว ท่าทางอ่อนแรงทำเอาสุรชัยรู้สึกสงสาร เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเธอแล้วยิ้มให้เพื่อเป็นกำลังใจ“ได้เรื่องหรือเปล่าคะ หรือว่าเขาไม่คิดจะกลับมา”“คุณธัชบอกว่าขอคิดดูก่อนครับ”“ใจคอเขาจะไม่กลับมาเจอพ่อตัวเองเลยเหรอ ท่านแย่มากนะคะตอนนี้!” พิมพ์จันทร์ตำหนิด้วยความไม่พอใจ“คุณธัชคงโกรธท่านมาก ที่ทำลายความรักน่ะครับ”คนฟังหน้างอ “พิมพ์เองก็ถูกกระทำเหมือนกัน พิมพ์ยังไม่โกรธพ่อตัวเองเท่าเขาเลยค่ะ” เธอประชดสุรชัยหัวเราะออกมา แล้วระบายลมหายใจ“ผมคิดว่าคุณธัชคงกลับมาแน่นอนครับ เพียงแต่ไว้ฟอร์มเท่านั้นเอง”“พิมพ์ขอให้เขากลับมาเร็วๆ เถอะค่ะ พิมพ์มีเรื่องอยากตกลงกับเขาสักหน่อย”พูดเรื่องนี้ออกมาสุรชัยได้แต่ยิ้มเจือนๆ เพราะรู้ว่าทางนั้นคงอยากแก้แค้น ตอนนี้เขาควรหาเรื่องอื่นมาพูดคุยกันให้หลงลืมเรื่องนี้ไปก่อนดีกว่า“คุณพิมพ์จะไปไหนต่อหรือเปล่าครับ”“ฉันจะไปเฝ้าคุณพ่อค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นผมขับรถไปให้ดีกว่านะครับ ผมเองก็จะไปเฝ้าคุณท่านอยู่เหมือนกัน”เธอคลี่ยิ้มบางๆ ตอนนี้อยากพักผ่อน แต่เพราะหน้าที่เลยจำต้องทำ แท้จริงแล้วเขาต่างหากที่ควรทำหน้าที่ของลูก“ขอบคุณมากเลยค่ะ เดี๋ยว
ตีสอง...เสียงเคาะประตูทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้ง รีบรุดมาเปิด เห็นสาวใช้กำลังยืนสีหน้าตื่นตระหนก ท่าทางราวกับเจอเรื่องหนักหนาอะไรมา“มีอะไรคะป้าสมศรี!” หญิงสาวร้องถาม“คุณท่านค่ะ คุณท่านไม่รู้เป็นอะไร สมศรีเรียกมาทานยาแต่ท่านก็ไม่ยอมตอบ!”พิมพ์จันทร์รีบวิ่งไปยังห้องของพ่อสามีทันที เปิดประตูออก เห็นท่านกำลังนอนหอบหายใจไม่รู้สึกตัว“ป้าสมศรีให้น้าพินิจเอารถออกเร็วเข้า!”“ได้ค่ะ” สมศรีรับคำแล้ววิ่งลงไปชั้นล่างสุรชัยเดินเข้ามา “ให้ผมแบกท่านลงไปดีกว่าครับ”“ค่ะ”รถเคลื่อนออกจากตัวบ้าน พิมพ์จันทร์เฝ้าดูแลพ่อสามีอย่างดีจนกระทั่งมาถึงโรงพยาบาล หมอและพยาบาลพาธเนศเข้าไปยังห้องฉุกเฉิน เธอเลยต้องนั่งรอด้านนอกอย่างกังวล หวังว่าคงไม่เป็นอะไร ไม่เช่นนั้นเธอคงเคว้งคว้างและไม่รู้ควรเดินไปทางไหน ระยะเวลาสี่ปีที่อยู่ดูแลกันมา เธอรู้สึกเหมือนเขาเป็นพ่อคนหนึ่งไปแล้วหนึ่งชั่วโมงถัดมา หมอเจ้าของไข้เดินออกมาด้านนอก พิมพ์จันทร์รีบเดินไปหาสีหน้ากังวล“ไม่ทราบว่าคุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ยังต้องเฝ้าดูอาหาร ตอนนี้อาการของคุณธเนศไม่สู้ดีนัก อาจทรุดลงอีกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หมอจะพยายามเต็มท







