LOGIN"เมืองซูโจวของเราเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่อุดมสมบูรณ์นะ ข้าวสารที่นี่กิโลละประมาณ 5-7 หยวน ผักบุ้งกำละ 2 หยวน หรือถ้าเป็นหมูเนื้อแดงก็กิโลละ 25-30 หยวน เครื่องปรุงรสเขาก็ใส่ขวดขายกัน ขวดละไม่กี่หยวนหรอก"
ป้าหลี่ชวนคุยขณะเดินเข้าสู่เขตตลาด ต้าเหล่ยฟังตัวเลขเหล่านั้นแล้วพยายามคำนวณในใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อเห็นแผงขายข้าวสารที่วางเรียงรายเป็นภูเขาเลากา กลิ่นข้าวใหม่หอมตลบอบอวลไปทั่ว
"หากแคว้นต้าเยี่ยสมบูรณ์เช่นนี้... คงไม่มีผู้ใดต้องหิวโหย" เขาพึมพำออกมาน้ำตาคลอ
ไม่นานก็ถึงที่หมาย ป้าหลี่พาเขาไปที่แผงผักเจ้าประจำแล้วเริ่มแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน
"เหล่าหวง คนนี้เสี่ยวเหล่ย หลานชายฉันเอง เพิ่งมาจากชนบท ถ้ามีเศษใบผักเหลือ ๆ ช่วยเก็บไว้ให้เขาหน่อยนะ"
"ได้เลยป้าหลี่! เดี๋ยวผมจัดให้" เหล่าหวงตอบรับอย่างใจดี
จากนั้นนางก็พาไปหา อาซิ่น แม่ค้าสาววัย 35 ที่ท่าทางคล่องแคล่ว และ เสี่ยวเต๋อ หนุ่มน้อยวัย 20 ที่มาเฝ้าร้านแทนแม่ ทุกคนต่างต้อนรับต้าเหล่ยอย่างเป็นกันเอง พวกเขายกถุงใส่ใบผัก หัวไชเท้า แครอทที่เริ่มเหี่ยวรวมถึงเศษผักที่คัดทิ้งออกมาให้หลายถุงใหญ่
"ขอบพระคุณ... เอ่อ ขอบคุณมากครับ! ขอบคุณจริงๆ ครับ!"
ต้าเหล่ยโค้งคำนับแล้วคำนับอีกจนคนแถวนั้นพากันเอ็นดู ระหว่างทางกลับพวกเขาเดินผ่านเขียงหมูของ เหล่าอู๋ ชายร่างท้วมท่าทางใจดี เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าป้าหลี่มาเดินตลาดเป็นครั้งที่สองจึงเอ่ยทัก
"อ้าวป้าหลี่ วันนี้มาสองรอบเลยนะ!" เหล่าอู๋ทักทาย
"พาหลานชายมาแนะนำตัวน่ะเถ้าแก่อู๋ เสี่ยวเหล่ยลูก นี่เถ้าแก่อู๋ เป็นเจ้าของเขียงหมูแล้วก็ร้านลูกชิ้นร้านไก่ข้าง ๆ ก็เป็นภรรยาของเถ้าแก่อู๋ที่เฝ้าอยู่ เวลาอยากซื้อของสด ๆ ก็มาที่นี่นะลูก"
"ครับคุณป้า สวัสดีครับเถ้าแก่ เถ้าแก่เนี้ย" ต้าเหล่ยรีบโค้งตัวเพื่อให้เกียรติอีกฝ่าย พอสองสามีภรรยาเห็นก็ยิ้มอย่างพอใจ
"สวัสดีพ่อหนุ่ม อยากได้อะไรก็บอกนะ รับรองว่าจะเลือกของดีให้แน่นอน"
ระหว่างนั้นเอง ป้าหลี่เหลือบไปเห็นพังผืดหมูและเศษมันหมูกองโตที่เถ้าแก่อู๋กำลังจะกวาดทิ้ง
"อุ๊ย! เถ้าแก่อู๋ เศษพังผืดนั่นถ้าไม่ใช้ ป้าขอให้เสี่ยวเหล่ยนะ เอาไปรวนเอาน้ำมันหมูไว้กินได้ นี่ของดีเชียว"
"เอาไปเลยป้า! วัน ๆ ผมฆ่าหมูหลายตัว น้ำมันหมูกับกากหมูมีจนล้นร้าน แจกแทบไม่ทัน บางส่วนก็ต้องทิ้งไปเสียเปล่า ๆ"
พูดไปเถ้าแก่อู๋ก็รีบโกยไขมันหมูใส่ถุงให้ชุดใหญ่ ก่อนจะยื่นถุงที่หนักอึ้งราว 10 กิโลให้ต้าเหล่ย
"ขอบคุณครับ เถ้าแก่"
ต้าเหล่ยรีบรับมาด้วยมือที่สั่นเทา มันหมูที่คนยุคนี้ทิ้งขว้าง สำหรับเขาคือขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุด ระหว่างนั้นภรรยาของเถ้าแก่อู่ที่เฝ้าร้านขายไก่และลูกชิ้น ก็รวบรวมของที่ใกล้หมดอายุใส่ถุงส่งให้อีก
"ป้าหลี่ ช่วยจัดการให้หน่อยนะป้า ขืนวางไว้ก็ต้องทิ้ง"
"ได้ ๆ เสี่ยวเหล่ยเอาไปเลยลูก ล้างสักหน่อยแล้วต้มในน้ำเดือดก็กินได้"
"ครับ ขอบคุณครับเถ้าแก่เนี้ย ถ้าผมหาเงินได้ผมจะมาอุดหนุนแน่นอนครับ"
ต้าเหล่ยจ้องมองถุงที่รับมาด้วยดวงตาที่แดงรื้น ของเหล่านี้สำหรับเขาคือลมหายใจที่สามารถต่อชีวิตคนได้
"จ้า ๆ อย่าคิดมากเลยพ่อหนุ่ม"
เถ้าแก่เนี้ยเห็นท่าทางของต้าเหล่ยก็หันไปสบตากับป้าหลี่ แม้ทั้งคู่ไม่เอ่ยคำใดแต่ก็เข้าใจอีกฝ่ายว่าเวทนาเด็กหนุ่มตรงหน้าแค่ไหน
หลังจากรับของมาป้าหลี่ก็พาต้าเหล่ยเดินข้ามถนนกลับไปที่ร้าน ต้าเหล่ยหอบของพะรุงพะรังเต็มสองแขน ทั้งผัก ทั้งหมู ทั้งลูกชิ้น ป้าหลี่จึง บอกให้ต้าเหล่ยเอาของไปเก็บได้เลย
เขาเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในซอยที่เขาทะลุมาในตอนแรก เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครเห็น ประตูบานใหญ่ที่อยู่ท้ายซอยก็ไม่มีร่องรอยของการเปิด ต้าเหล่ยก็รีบตั้งจิตเรียกใช้มิติที่ไร้ขีดจำกัด ของพะรุงพะรังในอ้อมกอดเลือนหายไปเก็บไว้ในพื้นที่ว่างเปล่าทันที
เขายืนพิงกำแพงหอบหายใจเบา ๆ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความหวังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
"หมิงจู... โต้วโต้ว... รออีกหน่อยนะ พ่อมีของกินมาให้เจ้าแล้ว!"
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ถังต้าเหล่ยก็รีบเดินออกจากซอยแล้วเดินมุ่งหน้ากลับไปยังร้านของชำป้าหลี่ด้วยหัวใจที่พองโตกว่าครั้งไหน ๆ!
ตึก ๆ ๆ ๆ!ระหว่างนั้นเอง เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งกระหืดกระหอบดังมาจากด้านหลัง "ท่านอาสี่! ท่านอาสี่ขอรับ!" จื่อเซวียน วิ่งหน้าตั้งมาหยุดอยู่หน้าแคร่ไม้ ใบหน้าแดงก่ำและหอบหายใจแฮ่กเพราะวิ่งมาไกล "ท่านย่าให้ข้ามาตามขอรับ! หัวมันเทศเผาในกองไฟสุกได้ที่หมดแล้วขอรับ!"สิ้นคำของพี่ชาย โต้วโต้วรีบกระโดดลงจากแคร่ไม้ทันที "หัวมันเผา! หัวมันเผามาแล้ว!" เด็กน้อยวิ่งนำหน้าไปก่อนเพื่อน ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างพากันหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ต้าเหล่ยส่ายหน้าขำ ก่อนจะยื่นมือไปประคองหมิงจูให้ลุกขึ้นช้า ๆ"ไปกันเถอะฮูหยิน""เจ้าค่ะ ท่านเจี่ยหยวน" หมิงจูส่งยิ้มหวาน "อย่าล้อเลียนข้าเลยน่า" ต้าเหล่ยเย้ากลับ ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันมุ่งหน้าไปยังลานกว้างหน้าโรงนาใหญ่กลางทุ่งในค่ำคืนนี้ ลานกว้างขวางถูกแต่งแต้มไปด้วยแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากกองฟืนหลายกอง กลิ่นหอมหวานตลบอบอวลของมันเทศเนื้อน้ำผึ้งเผาไฟลอยฟุ้ง ปะปนไปกับกลิ่นหอมซ่านของน้ำขิงต้มเดือดพล่าน ไอน้ำสีขาวลอยกรุ่นขึ้นสู่ฟากฟ้าราตรี พ่อถังกำลังนั่งหัวเราะร่าเสียงดังคุยอยู่กับคนงานข้างกองไฟ ส่วนแม่ถังและแม่อันช่วยกันตักมันต้มน้ำขิงในหม้อใบใหญ่แจกจ่า
"คนอื่นจะเป็นอย่างไร พ่อไม่รู้... แต่สำหรับพ่อแล้ว วันที่เจ้าลืมตาดูโลก พ่อก็เพิ่งเคยเป็นพ่อคนครั้งแรกในชีวิต เจ้าคือคนที่สอนให้พ่อรู้ว่าครอบครัวและหน้าที่ของคนเป็นมันยิ่งใหญ่เพียงใด ในยามที่พ่อยังไม่มีสิ่งใดติดตัว เจ้ากับแม่ยังไม่ทิ้งพ่อ... ดังนั้น ต่อให้ในวันหน้าพ่อจะมีลูกอีกสักกี่คน ก็ไม่มีผู้ใดมาสั่นคลอนหรือแทนที่ตำแหน่งของเจ้าในใจพ่อได้"ดวงตากลมโตของโต้วโต้วเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอแดงระเรื่อ "จริงหรือเจ้าคะ""จริงแท้แน่นอนสิ ยิ่งบ้านเรามีสมาชิกมากขึ้น พ่อก็ยิ่งรักและภูมิใจในตัวเจ้ามากขึ้น เจ้าคือพี่สาวใหญ่ เจ้าเป็นลูกสาวคนแรกในชีวิตของพ่อ เจ้าหน้าเหม็นเล่อเล่อนั่นจะนับเป็นอะไรได้" ต้าเหล่ยยิ้มกว้าง พลางใช้นิ้วโป้งคอยเช็ดซับหยาดน้ำตาให้นางอย่างทะนุถนอม คำพูดที่เรียบง่ายทว่าหนักแน่นนั้น ทำให้น้ำตาของเด็กน้อยไหลรินออกมาด้วยความโล่งอก นางตระหนักรู้ว่าตนเองสำคัญที่สุดในใจบิดา "เช่นนั้นเล่อเล่อก็น่าสงสารนัก เห็นทีลูกต้องดูแลน้องให้ดี ท่านพ่อไม่ต้องรักลูกหมดใจก็ได้เจ้าค่ะ เหลือที่ไว้ให้เล่อเล่อครึ่งหนึ่งก็ได้"ต้าเหล่ยได้ยินคำพูดของลูกสาวก็ยิ้มออกมา"แล้วลูกไม่กลัวพ่อจะรักน้องมากกว่าหรือ
ขณะที่พ่ออันคอยดูแลและฝึกซ้อมกลุ่มคนคุ้มกัน แม่อันวิ่งวุ่นทำเต้าฮวยหมูสับสูตรเด็ดส่งขาย และมีอันโม่คอยช่วยงานบัญชีกับวั่งไฉอย่างหัวไวในยามบ่ายแก่ยามเซินของฤดูเก็บเกี่ยว ลมเย็นยามวสันต์พัดโชยหอบเอาไอแดดและกลิ่นรวงข้าวสีทองสุกปลั่ง แปลงนาข้าวเนื้อที่ 1,700 หมู่กว้างใหญ่สุดสายตาราวกับผืนพรมทองคำทอประกายล้อไปกับแสงแดดที่เริ่มคล้อยต่ำคนงานต่างแยกย้ายกันทำงานในหน้าที่ด้วยความขันแข็ง ต้าเหล่ยนั่งอยู่บนม้านั่งยาวในศาลาไม้หลังย่อมกึ่งกลางระหว่างแปลงนาและแปลงผักในอ้อมแขนอุ้มเล่อเล่อ บุตรชายวัยหนึ่งขวบเศษหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูด้านข้างศาลามีลำคลองสายเล็กน้ำใสสะอาดจนเห็นฝูงปลาแหวกว่าย ห่างออกไปริมคลองใหญ่ภายนอกมีกังหันน้ำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลไกตักน้ำขึ้นมาเทใส่รางไม้ไผ่พาดผ่านเป็นระบบชลประทานอัจฉริยะคอยส่งน้ำไปรดพืชผักในแปลงโดยไม่ต้องใช้แรงคน ผักที่ต้องการน้ำมากก็เจาะรูรางไม้ไผ่ให้ใหญ่ ผักที่ต้องการน้ำน้อยก็เจาะรูให้เล็ก เมื่อรดเสร็จสิ้นก็เพียงยกรางไม้ออก ระบบทุ่นแรงนี้ถูกสร้างขึ้นหลายจุดทั่วที่ดิน ช่วยให้คนงานมีเวลาเหลือเฟือในการใส่ปุ๋ย พรวนดิน และใส่ใจรายละเอียดของพืชพรรณได้อย่างเต็มที่
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว 2 ปีก็ผันผ่านไปหลังจากการสอบเซี่ยงซื่ออันเป็นตำนานสั่นสะเทือนเมืองเป่ยหนานแผ่นดินที่เคยแห้งแล้งแตกระแหง บัดนี้กลับพลิกฟื้นคืนชีวิตด้วยความเพียรและสติปัญญาอันล้ำเลิศ ที่ดินจำนวน 1,700 หมู่ของสกุลถังถูกยกระดับขึ้นเป็น เรือนต้นแบบเกษตรวิถีรวม ภายใต้การสนับสนุนจากราชสำนักโดยตรงองค์จักรพรรดิหนุ่มทรงประทับตราอนุญาตให้ขยายผลแนวคิดนี้จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ทุกหัวเมืองทั่วแคว้น เพื่อเปิดโอกาสให้ราษฎรเข้ามาศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียดตั้งแต่การเตรียมดิน การเพาะกล้า การปรุงปุ๋ยหมักชีวภาพ ไปจนถึงระบบเรือนเพาะปลูกป้องกันภัยหนาวที่ทำให้สภาวะขาดแคลนอาหารมลายหายไปสิ้นทุกครัวเรือนต่างมีเสบียงเพียงพอข้ามปีและมีเงินเก็บออมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภาพหมู่บ้านสกุลถังในยามนี้คล้ายภาพวาดมงคลอันงดงาม บนท้องฟ้ามีควันไฟอบอุ่นลอยโชยจากทุกหลังคาเรือนบ่งบอกถึงความอิ่มหนำสำราญเด็ก ๆ สวมใส่รองเท้าผ้าป่านเนื้อหนาวิ่งเล่นร่าเริง ปราศจากภาพคนยากไร้ที่ต้องขายลูกเมียหนีแล้ง ตามแนวลาดชันของภูเขาเต็มไปด้วยทุ่งมันเทศ ข้าวไร่ และพืชหมุนเวียนเขียวขจีสุดสายตาในโรงเรือน
ได้ยินคำขู่ของยัยหนูตัวดี ต้าเหล่ยถึงกับสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าถอดสีรีบเอ่ยห้ามเสียงหลง"ลูกสาวตัวแค่นี้ย่อมต้องอยากนอนกับท่านแม่อยู่แล้ว... ดูท่านพ่อเถอะ ตัวโตกว่าลูกตั้งเยอะยังต้องนอนกอดท่านแม่ทุกวัน" โต้วโต้วกอดอก เอียงคออมยิ้มกริ่มราวกับกำลังล้อเลียนบิดา"ลูกรัก.... เห็นใจพ่อเถิด""ลูกจะนอนคนเดียวได้หรือไม่... ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของไอศกรีมแล้วแหละเจ้าค่ะ"ต้าเหล่ยได้แต่ยอมจำนนต่อหน้าลูกสาวอย่างหมดรูป เขาเดินเลี่ยงเข้าไปในมุมมืดของเรือน ก่อนจะหยิบเอาไอศกรีมรสโปรดของลูกสาวออกมาจากมิติถึงสี่กล่องใหญ่ แล้วเดินกลับมาส่งให้หนูน้อยแล้วกระซิบถาม"เอาล่ะ... ไอศกรีมสี่กล่องใหญ่นี่ เพียงพอที่จะทำให้เจ้ากล้านอนคนเดียวในคืนนี้ได้หรือไม่?"หนูน้อยมองกล่องขนมหวานแช่เย็นที่วางอยู่ตรงหน้า แกล้งทำท่าทางครุ่นคิดประเมินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแผ่ยิ้มกว้างจนตาปิด ยื่นนิ้วก้อยน้อย ๆ ออกไปหาบิดา"เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ! เกี่ยวก้อยสัญญาเลย คืนนี้ท่านแม่เป็นของท่านพ่อแน่นอนเจ้าค่ะ!"ต้าเหล่ยหลุดหัวเราะออกมาอย่างโล่งอกพลางเกี่ยวก้อยกับลูกสาวอย่างเอ็นดู ก่อนจะปล่อยให้เด็ก ๆ ได้แบ่งปันไอศกรีมกินร่วมกันอย่างครื้
"พี่เฉิน คณะผู้อัญเชิญราชโองการเดินทางมาไกล ทุกคนคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ยามนี้ที่จวนของข้ายังมีเรือนพักว่างอยู่หลายหลัง หากไม่รังเกียจข้าอยากเชิญทุกท่านพักผ่อนที่นี่เสียเลย เรื่องข้าวปลาอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวก ข้าจะให้คนจัดการดูแลอย่างดีที่สุดเองขอรับ" ต้าเหล่ยเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น เฉินซือฉีได้ยินเช่นนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย รีบพยักหน้ารับคำอย่างไม่คิดจะรักษากิริยา"ดี! ดีมาก! เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจเจ้าแล้ว"ในใจของเขารู้ดีกว่าใคร ว่าอาหารรสเลิศและของกินแปลกใหม่ที่จวนสกุลถังแห่งนี้ ต่อให้เป็นห้องเครื่องในวังหลวงก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้ มีโอกาสได้กินได้นอนที่นี่นับเป็นวาสนาโดยแท้ จากนั้น ต้าซาน ต้าเหอ และต้าเจียง จึงรีบเข้ามาต้อนรับ คอยนำทางคณะผู้ติดตามจากเมืองหลวงไปยังเรือนพักรับรองอย่างกระตือรือร้น บรรดาทหารและเจ้าหน้าที่ต่างพากันผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องเกราะอันหนักอึ้งออก นุ่งห่มชุดลำลองสบาย ๆ แล้วรีบเดินกลับมาร่วมงานเลี้ยงกลางลานอย่างรวดเร็วบรรยากาศยามบ่ายแก่ทวีความครึกครื้นขึ้นเป็นเท่าตัว บรรดาบุรุษทั้งหลาย นำโดยท่านเจ้าเมืองฟ่านเจี้ยน นายท่านเวิน คหบดีหยู เฉินซื







