LOGINจากบัณฑิตซิ่วไฉเสเพลหวิดอดตาย ก้าวผ่านประตูเวลากวาดเสบียงปี 2026 กลับไปชุบชีวิตลูกเมีย และปฏิวัติเกษตรกรรมโบราณ!พลิกแผ่นดินแห้งแล้งให้ทุกคนได้กินอิ่มนอนอุ่น
View Moreเริ่มรัชศกเทียนซื่อ ปีที่ 2 แคว้นต้าเยี่ย
แผ่นดินเปลี่ยนมือดั่งกระดานหมากที่ถูกคว่ำกลางพายุ ราชบัลลังก์ยังไม่ทันอุ่นก็ต้องรับเคราะห์กรรมที่หลงเหลือจากคมดาบและเปลวไฟ สงครามชิงบัลลังก์ที่ขับเคี่ยวกันมายาวนานถึงสามปีเต็มเพิ่งจะสงบลง ทว่ารอยยิ้มของการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่กลับไปไม่ถึงหัวใจของราษฎร เมื่อสวรรค์เบื้องบนดูเหมือนจะพิโรธซ้ำเติมด้วยการส่งภัยแล้งอย่างรุนแรงมาเยือน
สามปีแห่งสงคราม สามปีที่เสียงกลองศึกดังก้องแทนเสียงไก่ขัน สามปีที่เลือดหลั่งรินย้อมผืนดินให้กลายเป็นสีคล้ำ บัดนี้ศึกสงบลงแล้ว แต่ความสงบกลับมิใช่ความสุข ลมร้อนพัดผ่านทุ่งนา ผืนดินที่เคยเขียวขจีแตกระแหงเป็นริ้วรอยราวกับแผลเป็นบนผิวหนัง ลำน้ำสาขาที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตกลับเหือดแห้งจนเห็นเพียงกรวดหินร้อนระอุ รวงข้าวที่เคยโอนเอนตามลมเหลือเพียงตอแห้งกรอบ รอวันปลิวหายไปพร้อมฝุ่นดิน
"ฟ้าไม่เมตตา…คนก็ยิ่งไร้ที่พึ่ง"
เสียงกระซิบแหบพร่าของชาวบ้านลอยคลอไปกับสายลม ท่ามกลางกลุ่มผู้อพยพที่นั่งพิงกำแพงเมืองเก่า บางคนสูญเสียสามีในสนามรบ บางคนฝังลูกไว้ใต้ผืนดินที่ไม่มีแม้แต่น้ำตาจะรินรด บางครัวเรือนเหลือเพียงเงา นั่งเฝ้าบ้านที่ไม่มีเสียงหัวเราะอีกต่อไป
เด็กน้อยผอมโซคนหนึ่ง ดวงตากลวงเปล่าเหมือนบ่อน้ำที่เหือดแห้ง มือเล็ก ๆ กอบดินขึ้นมาหวังเพียงจะพบเมล็ดข้าวหลงเหลือ แต่สิ่งที่ได้มีเพียงฝุ่นผงที่ปลิวผ่านนิ้ว ผู้เป็นแม่ได้แต่โอบกอดร่างที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกไว้แนบอก ขณะที่ชายชราข้างกายมองไปยังถนนฝุ่นตลบที่ว่างเปล่าแล้วพึมพำ
"อดทนไว้นะ อีกเดี๋ยวทางการคงส่งเสบียงมาถึง"
ทว่าในความเป็นจริง แม้จะมีราชโองการประกาศความช่วยเหลือจากเมืองหลวง แต่ขบวนเสบียงเหล่านั้นกลับล่าช้าและไม่เคยทั่วถึง เส้นทางที่ทุรกันดารและการทุจริตทำให้เมล็ดข้าวกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่คนนับพันต้องแย่งชิง ข้าวหนึ่งถุงที่ควรเลี้ยงคนสิบกลับเลี้ยงได้เพียงคนเดียว ส่วนอีกเก้าคนต้องใช้ชีวิตเข้าแลก
ทางหลวงเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยในชุดผ้าขาดวิ่น เท้าเปล่าเหยียบย่างไปบนแผ่นดินที่ไม่เหลือความหวัง พวกเขาเดินโดยไม่รู้ว่าปลายทางคือที่ใด เพียงรู้ว่าหากหยุดเมื่อไร ความตายจะตามทัน
ใต้ฟ้าครามที่ไร้เมฆฝน เสียงคร่ำครวญของประชาชนดังก้องยิ่งกว่าเสียงศึกในอดีต บรรยากาศทั่วทั้งแคว้นปกคลุมด้วยความเงียบงันที่น่าสยดสยอง มีเพียงเสียงลมร้อนพัดผ่านซากปรักหักพังที่ว่างเปล่า ความหวังของราษฎรริบหรี่ราวกับเปลวเทียนกลางพายุ
ผู้คนต่างกล่าวกันว่า "สงครามฆ่าคนเพียงชั่วคราว แต่ความอดอยาก…ฆ่าคนได้ทุกลมหายใจ"
และในยุคสมัยเช่นนี้เอง ท่ามกลางความสิ้นหวังที่แผ่ซ่านดั่งหมอกหนา ชะตากรรมของชายผู้หนึ่ง…กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบงัน
โถงเรือนไม้หลังเก่า ครอบครัวสกุลถังทั้งสิบกว่าชีวิตต่างมารวมตัวกันรอบร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนแคร่ไม้ไผ่
เขาก็คือ ถังต้าเหล่ย ลูกชายคนเล็กของบ้าน สภาพของเขาดูไม่ได้ที่สุดในบรรดาพี่น้อง ร่างกายที่เคยกำยำกลับซูบผอมจนเห็นโครงกระดูก ผิวพรรณซีดเซียวจากการขาดน้ำมาหลายวัน อีกทั้งร่างกายที่สะสมพิษสุรามานานนับปีเนื่องจากความประพฤติไม่เอาถ่าน ยิ่งทำให้พลังชีวิตของเขาริบหรี่ลงเร็วกว่าใครเพื่อน
"ท่านพ่อ... ท่านพ่อตื่นสิเจ้าคะ โต้วโต้วกลัวเหลือเกิน"
เสียงใส ๆ ที่สั่นเครือของ ถังโต้วโต้ว เด็กน้อยวัยเพียงสี่ขวบดังขึ้นขณะที่มือน้อย ๆ เขย่าแขนของผู้เป็นบิดาอย่างสุดกำลัง น้ำตาหยดเล็ก ๆ ไหลอาบแก้มใสที่เปื้อนคราบฝุ่น
"ท่านพี่... ท่านพี่ตื่นขึ้นมามองข้ากับลูกก่อนสิเจ้าคะ ฮึก อย่าทิ้งพวกเราไป"
หมิงจู ภรรยาวัยยี่สิบสองปีสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ แม้ที่ผ่านมาสามีคนนี้จะดีแต่ดื่มสุราและสร้างความลำบากใจให้ครอบครัวเพียงใด แต่นางก็ไม่เคยคิดอยากจะเสียเขาไปในสภาพเช่นนี้
ถังต้าไห่ ผู้เป็นพ่อนั่งคอตกอยู่ข้างฝาผนัง ส่วน หลิวฟาง ผู้เป็นแม่ได้แต่เอาแต่สวดอ้อนวอนต่อพระโพธิสัตว์ขอปาฏิหาริย์ทั้งน้ำตา พี่ชายทั้งสามคน ต้าซาน ต้าเหอ และต้าเจียง ต่างยืนล้อมรอบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและสิ้นหวัง
"เจ้าสี่! เจ้าสี่... แข็งใจไว้หน่อย ข้าไปหาน้ำมาให้เจ้าได้แล้วนะ ลุกขึ้นมาจิบสักหน่อยเถอะน้องพี่ แม้จะเพียงครึ่งจอกก็ยังดี"
ต้าซาน พี่ชายใหญ่พยายามกรอกน้ำหยดสุดท้ายลงที่ริมฝีปากแห้งผากของน้องชาย แต่ถังต้าเหล่ยกลับไม่ตอบสนอง ลมหายใจของเขาแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้
"หรือว่า... เราจะหมดหวังแล้ว เจ้าสี่จะไปไม่รอดแล้วหรือท่านพี่"
โจวฮุ่ย พี่สะใภ้ใหญ่พึมพำเสียงสั่น ขณะที่เหล่าหลานๆ อย่าง จื่อห่าว จื่อเซวียน และจื่อรุ่ย ต่างยืนกอดกันด้วยความหวาดกลัว
ตึก ๆ ๆ ๆ!ระหว่างนั้นเอง เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งกระหืดกระหอบดังมาจากด้านหลัง "ท่านอาสี่! ท่านอาสี่ขอรับ!" จื่อเซวียน วิ่งหน้าตั้งมาหยุดอยู่หน้าแคร่ไม้ ใบหน้าแดงก่ำและหอบหายใจแฮ่กเพราะวิ่งมาไกล "ท่านย่าให้ข้ามาตามขอรับ! หัวมันเทศเผาในกองไฟสุกได้ที่หมดแล้วขอรับ!"สิ้นคำของพี่ชาย โต้วโต้วรีบกระโดดลงจากแคร่ไม้ทันที "หัวมันเผา! หัวมันเผามาแล้ว!" เด็กน้อยวิ่งนำหน้าไปก่อนเพื่อน ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างพากันหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ต้าเหล่ยส่ายหน้าขำ ก่อนจะยื่นมือไปประคองหมิงจูให้ลุกขึ้นช้า ๆ"ไปกันเถอะฮูหยิน""เจ้าค่ะ ท่านเจี่ยหยวน" หมิงจูส่งยิ้มหวาน "อย่าล้อเลียนข้าเลยน่า" ต้าเหล่ยเย้ากลับ ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันมุ่งหน้าไปยังลานกว้างหน้าโรงนาใหญ่กลางทุ่งในค่ำคืนนี้ ลานกว้างขวางถูกแต่งแต้มไปด้วยแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากกองฟืนหลายกอง กลิ่นหอมหวานตลบอบอวลของมันเทศเนื้อน้ำผึ้งเผาไฟลอยฟุ้ง ปะปนไปกับกลิ่นหอมซ่านของน้ำขิงต้มเดือดพล่าน ไอน้ำสีขาวลอยกรุ่นขึ้นสู่ฟากฟ้าราตรี พ่อถังกำลังนั่งหัวเราะร่าเสียงดังคุยอยู่กับคนงานข้างกองไฟ ส่วนแม่ถังและแม่อันช่วยกันตักมันต้มน้ำขิงในหม้อใบใหญ่แจกจ่า
"คนอื่นจะเป็นอย่างไร พ่อไม่รู้... แต่สำหรับพ่อแล้ว วันที่เจ้าลืมตาดูโลก พ่อก็เพิ่งเคยเป็นพ่อคนครั้งแรกในชีวิต เจ้าคือคนที่สอนให้พ่อรู้ว่าครอบครัวและหน้าที่ของคนเป็นมันยิ่งใหญ่เพียงใด ในยามที่พ่อยังไม่มีสิ่งใดติดตัว เจ้ากับแม่ยังไม่ทิ้งพ่อ... ดังนั้น ต่อให้ในวันหน้าพ่อจะมีลูกอีกสักกี่คน ก็ไม่มีผู้ใดมาสั่นคลอนหรือแทนที่ตำแหน่งของเจ้าในใจพ่อได้"ดวงตากลมโตของโต้วโต้วเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอแดงระเรื่อ "จริงหรือเจ้าคะ""จริงแท้แน่นอนสิ ยิ่งบ้านเรามีสมาชิกมากขึ้น พ่อก็ยิ่งรักและภูมิใจในตัวเจ้ามากขึ้น เจ้าคือพี่สาวใหญ่ เจ้าเป็นลูกสาวคนแรกในชีวิตของพ่อ เจ้าหน้าเหม็นเล่อเล่อนั่นจะนับเป็นอะไรได้" ต้าเหล่ยยิ้มกว้าง พลางใช้นิ้วโป้งคอยเช็ดซับหยาดน้ำตาให้นางอย่างทะนุถนอม คำพูดที่เรียบง่ายทว่าหนักแน่นนั้น ทำให้น้ำตาของเด็กน้อยไหลรินออกมาด้วยความโล่งอก นางตระหนักรู้ว่าตนเองสำคัญที่สุดในใจบิดา "เช่นนั้นเล่อเล่อก็น่าสงสารนัก เห็นทีลูกต้องดูแลน้องให้ดี ท่านพ่อไม่ต้องรักลูกหมดใจก็ได้เจ้าค่ะ เหลือที่ไว้ให้เล่อเล่อครึ่งหนึ่งก็ได้"ต้าเหล่ยได้ยินคำพูดของลูกสาวก็ยิ้มออกมา"แล้วลูกไม่กลัวพ่อจะรักน้องมากกว่าหรือ
ขณะที่พ่ออันคอยดูแลและฝึกซ้อมกลุ่มคนคุ้มกัน แม่อันวิ่งวุ่นทำเต้าฮวยหมูสับสูตรเด็ดส่งขาย และมีอันโม่คอยช่วยงานบัญชีกับวั่งไฉอย่างหัวไวในยามบ่ายแก่ยามเซินของฤดูเก็บเกี่ยว ลมเย็นยามวสันต์พัดโชยหอบเอาไอแดดและกลิ่นรวงข้าวสีทองสุกปลั่ง แปลงนาข้าวเนื้อที่ 1,700 หมู่กว้างใหญ่สุดสายตาราวกับผืนพรมทองคำทอประกายล้อไปกับแสงแดดที่เริ่มคล้อยต่ำคนงานต่างแยกย้ายกันทำงานในหน้าที่ด้วยความขันแข็ง ต้าเหล่ยนั่งอยู่บนม้านั่งยาวในศาลาไม้หลังย่อมกึ่งกลางระหว่างแปลงนาและแปลงผักในอ้อมแขนอุ้มเล่อเล่อ บุตรชายวัยหนึ่งขวบเศษหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูด้านข้างศาลามีลำคลองสายเล็กน้ำใสสะอาดจนเห็นฝูงปลาแหวกว่าย ห่างออกไปริมคลองใหญ่ภายนอกมีกังหันน้ำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลไกตักน้ำขึ้นมาเทใส่รางไม้ไผ่พาดผ่านเป็นระบบชลประทานอัจฉริยะคอยส่งน้ำไปรดพืชผักในแปลงโดยไม่ต้องใช้แรงคน ผักที่ต้องการน้ำมากก็เจาะรูรางไม้ไผ่ให้ใหญ่ ผักที่ต้องการน้ำน้อยก็เจาะรูให้เล็ก เมื่อรดเสร็จสิ้นก็เพียงยกรางไม้ออก ระบบทุ่นแรงนี้ถูกสร้างขึ้นหลายจุดทั่วที่ดิน ช่วยให้คนงานมีเวลาเหลือเฟือในการใส่ปุ๋ย พรวนดิน และใส่ใจรายละเอียดของพืชพรรณได้อย่างเต็มที่
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว 2 ปีก็ผันผ่านไปหลังจากการสอบเซี่ยงซื่ออันเป็นตำนานสั่นสะเทือนเมืองเป่ยหนานแผ่นดินที่เคยแห้งแล้งแตกระแหง บัดนี้กลับพลิกฟื้นคืนชีวิตด้วยความเพียรและสติปัญญาอันล้ำเลิศ ที่ดินจำนวน 1,700 หมู่ของสกุลถังถูกยกระดับขึ้นเป็น เรือนต้นแบบเกษตรวิถีรวม ภายใต้การสนับสนุนจากราชสำนักโดยตรงองค์จักรพรรดิหนุ่มทรงประทับตราอนุญาตให้ขยายผลแนวคิดนี้จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ทุกหัวเมืองทั่วแคว้น เพื่อเปิดโอกาสให้ราษฎรเข้ามาศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียดตั้งแต่การเตรียมดิน การเพาะกล้า การปรุงปุ๋ยหมักชีวภาพ ไปจนถึงระบบเรือนเพาะปลูกป้องกันภัยหนาวที่ทำให้สภาวะขาดแคลนอาหารมลายหายไปสิ้นทุกครัวเรือนต่างมีเสบียงเพียงพอข้ามปีและมีเงินเก็บออมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภาพหมู่บ้านสกุลถังในยามนี้คล้ายภาพวาดมงคลอันงดงาม บนท้องฟ้ามีควันไฟอบอุ่นลอยโชยจากทุกหลังคาเรือนบ่งบอกถึงความอิ่มหนำสำราญเด็ก ๆ สวมใส่รองเท้าผ้าป่านเนื้อหนาวิ่งเล่นร่าเริง ปราศจากภาพคนยากไร้ที่ต้องขายลูกเมียหนีแล้ง ตามแนวลาดชันของภูเขาเต็มไปด้วยทุ่งมันเทศ ข้าวไร่ และพืชหมุนเวียนเขียวขจีสุดสายตาในโรงเรือน











