Masukต้าเหล่ยเดินออกมาจากห้องน้ำหลังร้านในสภาพที่เปลี่ยนไปจนแทบเป็นคนละคน เสื้อยืดสีขาวสะอาดตาที่ลุงหลี่มอบให้ แม้จะดูตัวใหญ่กว่าร่างที่ผอมโซของเขา แต่มันกลับขับเน้นไหล่ที่กว้างให้ดูชัดขึ้น กางเกงยีนเข้ารูปสีเข้มช่วยเสริมให้ช่วงขาดูยาวและทะมัดทะแมง ผิดกับชุดป่านขาดรุ่งริ่งชุดเก่าลิบลับ
เขาใช้ผ้ามัดผมรวบผมที่ยาวรุงรังขึ้นไปเหนือศีรษะอย่างเป็นระเบียบ เผยให้เห็นใบหน้าที่แม้จะซูบตอบแต่กลับมีแววความหล่อเหลาแฝงอยู่ รองเท้าผ้าใบสีเข้มที่สวมอยู่ทำให้เขารู้สึกเหมือนเดินอยู่บนปุยเมฆ ไม่เจ็บฝ่าเท้าเหมือนรองเท้าฟางเก่า ๆ
"แต่งตัวแบบนี้ดูดีไม่น้อยเลยนะ เสียดายที่ผอมไปหน่อย" ป้าหลี่เอ่ยชมพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู
"..."
"ว่าแต่ชื่ออะไรเหรอพ่อหนุ่ม? ป้าชื่อหลี่จินเหลียน สามีป้าชื่อหลี่ฉุนกัง ลูกชายป้าชื่อหลี่หลินเฟิง เปิดร้านรับซื้อของเก่าอยู่ถนนถัดไป สะใภ้ชื่อหลี่หร่านอี๋ แล้วก็มีหลานสาวตัวน้อยชื่อหลี่ซูซู อายุ 5 ขวบ รายนั้นน่ะซนไม่เบาเลยเชียว"
"ผมชื่อถังต้าเหล่ย... เอ่อ ครับ คุณป้าเรียกผมว่าเสี่ยวเหล่ยก็ได้ครับ"
ต้าเหล่ยรีบปรับเปลี่ยนคำพูดตามที่ลุงหลี่สอน แม้จะยังไม่ชินปากนัก
"ได้ ๆ เอาแบบนั้น ถ้าเปลี่ยนชุดแล้วเดี๋ยวป้าจะพาไปดูว่าเก็บใบผักที่ไหน"
ก่อนที่ป้าหลี่จะเดินนำออกไป ต้าเหล่ยหยุดชะงัก เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อชุดเก่าที่วางกองไว้ แล้วหยิบเหรียญทองแดงที่มีติดตัวเพียง 3 เหรียญออกมา ยื่นส่งให้ป้าหลี่ด้วยท่าทางนอบน้อม
"คุณป้าครับ ผมไม่มีอะไรตอบแทนคุณป้ากับคุณลุงเลย ทั้งเสื้อผ้าและอาหารเหล่านี้ ขอบคุณทั้งสองท่านที่เมตตา เงิน 3 อีแปะนี้คือทั้งหมดที่ผมมี ผมขอมอบให้คุณป้าครับ"
สองสามีภรรยาสกุลหลี่มองหน้ากันปริบ ๆ ก่อนจะจ้องมองเหรียญทองแดงกลม ๆ ที่มีรูตรงกลางในมือของต้าเหล่ย
"เสี่ยวเหล่ย... ที่บ้านของหลาน ตอนนี้ยังใช้เงินแบบนี้อยู่อีกเหรอ?" ป้าหลี่ถามพลางหยิบขึ้นมาดูอย่างไม่เชื่อสายตา
"ครับ" ต้าเหล่ยตอบสั้น ๆ
ลุงหลี่พินิจมองเหรียญในมือด้วยสายตาที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เขาย่อมมองออกว่าของในมือไม่ใช่ของทำเลียนแบบ
"เสี่ยวเหล่ยฟังลุงนะ ที่นี่ตอนนี้เราไม่ได้ใช้เงินทองแดงแบบนี้แล้ว เงินพวกนี้ถือเป็นของเก่าที่หายากมาก ตอนนี้พวกเราใช้เงินหยวนหน้าตาแบบนี้"
ลุงหลี่หยิบธนบัตรใบสีแดงและสีเขียวในกระเป๋าออกมาให้ดู ต้าเหล่ยเบิกตากว้างมอง "กระดาษ" ในมือลุงหลี่ด้วยความมึนงง หน้าตาของมันคล้ายกับตั๋วเงินในยุคโบราณ แต่ก็เล็กและดูแปลกตากว่ามาก
"นี่คือเงินหรือครับ? เหตุใดจึงเป็นเพียงเศษกระดาษ?"
"มันคือธนบัตรน่ะเสี่ยวเหล่ย แต่ถึงจะเป็นเงินกระดาษแบบนี้ ปัจจุบันคนก็ใช้น้อยลงแล้ว นี่คือยุคเทคโนโลยี เงินสดส่วนใหญ่ถูกฝากไว้ในธนาคาร แล้วเราก็ใช้จ่ายผ่าน 'แอปพลิเคชัน' ในโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้"
ลุงหลี่หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาไถหน้าจอให้ดู ต้าเหล่ยเห็นแสงสว่างแวบวาบและตัวอักษรแปลกตาที่ขยับไปมา
"นี่มัน…เหมือนคัมภีร์วิเศษ… ธนาคาร... คือร้านรับฝากเงิน ผมเข้าใจถูกไหมครับ? แล้วเจ้ากล่องวิเศษนี่... มันเก็บเงินไว้ข้างในได้จริง ๆ หรือครับ?"
ต้าเหล่ยพึมพำอย่างงุนงงราวกับกำลังฟังนิทานหลอกเด็ก
"ใช่ ๆ เข้าใจถูกแล้วร้านรับฝากเงินนั่นแหละ เพราะตอนนี้โจรขโมยมันเยอะ คนเลยเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อความปลอดภัย"
ลุงหลี่ตอบพลางตบไหล่ให้กำลังใจ เพื่อให้ต้าเหล่ยค่อย ๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
"เอาล่ะ ๆ เหล่าหลี่ ไว้คุณค่อยสอนเสี่ยวเหล่ยทีหลัง เดี๋ยวฉันจะพาเสี่ยวเหล่ยไปดูที่เก็บใบผักสักหน่อย ส่วนเหรียญทองแดง 3 เหรียญนี่ คุณก็โทรเรียกเจ้าหลินเฟิงมาดูหน่อยนะ ถ้ามันขายได้ เสี่ยวเหล่ยจะได้มีเงินตั้งตัวสักก้อน"
"ได้เลย คุณพาเขาไปเถอะ ผมจะโทรตามลูกชายเดี๋ยวนี้แหละ"
ป้าหลี่เดินนำต้าเหล่ยออกมายังถนนใหญ่ ต้าเหล่ยเดินตามหลังพลางสะดุ้งเป็นระยะเมื่อเห็นรถยนต์ที่เขาคิดว่าเป็นเกวียนเหล็กวิ่งผ่าน ป้าหลี่คอยสอนเขาอย่างใจเย็น
"เสี่ยวเหล่ย ดูตรงนั้นนะ เห็นไฟสามสีนั่นไหม? ถ้ามันเป็นสีแดง รถจะหยุด เราถึงข้ามถนนได้ ถ้าเป็นสีเขียวเราต้องรอก่อน ที่บ้านของหลานมีแบบนี้ไหม?"
ป้าหลี่สอนระบบสัญญาณไฟจราจร และชี้ให้ดูรถบัส รถเก๋ง และมอเตอร์ไซค์
"ไม่มีครับคุณป้า ที่หมู่บ้านมีแต่เกวียนวัวกับรถม้าเท่านั้น"
ต้าเหล่ยตอบด้วยเสียงแผ่วเบา ยิ่งเดินเขายิ่งตระหนักว่าโลกนี้ช่างล้ำหน้าไปไกลเหลือเกิน ป้าหลี่ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกสงสาร สงสัยว่าหลานชายคนนี้คงมาจากหมู่บ้านที่ตัดขาดจากโลกภายนอกจริง ๆ
ตึก ๆ ๆ ๆ!ระหว่างนั้นเอง เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งกระหืดกระหอบดังมาจากด้านหลัง "ท่านอาสี่! ท่านอาสี่ขอรับ!" จื่อเซวียน วิ่งหน้าตั้งมาหยุดอยู่หน้าแคร่ไม้ ใบหน้าแดงก่ำและหอบหายใจแฮ่กเพราะวิ่งมาไกล "ท่านย่าให้ข้ามาตามขอรับ! หัวมันเทศเผาในกองไฟสุกได้ที่หมดแล้วขอรับ!"สิ้นคำของพี่ชาย โต้วโต้วรีบกระโดดลงจากแคร่ไม้ทันที "หัวมันเผา! หัวมันเผามาแล้ว!" เด็กน้อยวิ่งนำหน้าไปก่อนเพื่อน ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างพากันหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ต้าเหล่ยส่ายหน้าขำ ก่อนจะยื่นมือไปประคองหมิงจูให้ลุกขึ้นช้า ๆ"ไปกันเถอะฮูหยิน""เจ้าค่ะ ท่านเจี่ยหยวน" หมิงจูส่งยิ้มหวาน "อย่าล้อเลียนข้าเลยน่า" ต้าเหล่ยเย้ากลับ ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันมุ่งหน้าไปยังลานกว้างหน้าโรงนาใหญ่กลางทุ่งในค่ำคืนนี้ ลานกว้างขวางถูกแต่งแต้มไปด้วยแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากกองฟืนหลายกอง กลิ่นหอมหวานตลบอบอวลของมันเทศเนื้อน้ำผึ้งเผาไฟลอยฟุ้ง ปะปนไปกับกลิ่นหอมซ่านของน้ำขิงต้มเดือดพล่าน ไอน้ำสีขาวลอยกรุ่นขึ้นสู่ฟากฟ้าราตรี พ่อถังกำลังนั่งหัวเราะร่าเสียงดังคุยอยู่กับคนงานข้างกองไฟ ส่วนแม่ถังและแม่อันช่วยกันตักมันต้มน้ำขิงในหม้อใบใหญ่แจกจ่า
"คนอื่นจะเป็นอย่างไร พ่อไม่รู้... แต่สำหรับพ่อแล้ว วันที่เจ้าลืมตาดูโลก พ่อก็เพิ่งเคยเป็นพ่อคนครั้งแรกในชีวิต เจ้าคือคนที่สอนให้พ่อรู้ว่าครอบครัวและหน้าที่ของคนเป็นมันยิ่งใหญ่เพียงใด ในยามที่พ่อยังไม่มีสิ่งใดติดตัว เจ้ากับแม่ยังไม่ทิ้งพ่อ... ดังนั้น ต่อให้ในวันหน้าพ่อจะมีลูกอีกสักกี่คน ก็ไม่มีผู้ใดมาสั่นคลอนหรือแทนที่ตำแหน่งของเจ้าในใจพ่อได้"ดวงตากลมโตของโต้วโต้วเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอแดงระเรื่อ "จริงหรือเจ้าคะ""จริงแท้แน่นอนสิ ยิ่งบ้านเรามีสมาชิกมากขึ้น พ่อก็ยิ่งรักและภูมิใจในตัวเจ้ามากขึ้น เจ้าคือพี่สาวใหญ่ เจ้าเป็นลูกสาวคนแรกในชีวิตของพ่อ เจ้าหน้าเหม็นเล่อเล่อนั่นจะนับเป็นอะไรได้" ต้าเหล่ยยิ้มกว้าง พลางใช้นิ้วโป้งคอยเช็ดซับหยาดน้ำตาให้นางอย่างทะนุถนอม คำพูดที่เรียบง่ายทว่าหนักแน่นนั้น ทำให้น้ำตาของเด็กน้อยไหลรินออกมาด้วยความโล่งอก นางตระหนักรู้ว่าตนเองสำคัญที่สุดในใจบิดา "เช่นนั้นเล่อเล่อก็น่าสงสารนัก เห็นทีลูกต้องดูแลน้องให้ดี ท่านพ่อไม่ต้องรักลูกหมดใจก็ได้เจ้าค่ะ เหลือที่ไว้ให้เล่อเล่อครึ่งหนึ่งก็ได้"ต้าเหล่ยได้ยินคำพูดของลูกสาวก็ยิ้มออกมา"แล้วลูกไม่กลัวพ่อจะรักน้องมากกว่าหรือ
ขณะที่พ่ออันคอยดูแลและฝึกซ้อมกลุ่มคนคุ้มกัน แม่อันวิ่งวุ่นทำเต้าฮวยหมูสับสูตรเด็ดส่งขาย และมีอันโม่คอยช่วยงานบัญชีกับวั่งไฉอย่างหัวไวในยามบ่ายแก่ยามเซินของฤดูเก็บเกี่ยว ลมเย็นยามวสันต์พัดโชยหอบเอาไอแดดและกลิ่นรวงข้าวสีทองสุกปลั่ง แปลงนาข้าวเนื้อที่ 1,700 หมู่กว้างใหญ่สุดสายตาราวกับผืนพรมทองคำทอประกายล้อไปกับแสงแดดที่เริ่มคล้อยต่ำคนงานต่างแยกย้ายกันทำงานในหน้าที่ด้วยความขันแข็ง ต้าเหล่ยนั่งอยู่บนม้านั่งยาวในศาลาไม้หลังย่อมกึ่งกลางระหว่างแปลงนาและแปลงผักในอ้อมแขนอุ้มเล่อเล่อ บุตรชายวัยหนึ่งขวบเศษหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูด้านข้างศาลามีลำคลองสายเล็กน้ำใสสะอาดจนเห็นฝูงปลาแหวกว่าย ห่างออกไปริมคลองใหญ่ภายนอกมีกังหันน้ำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลไกตักน้ำขึ้นมาเทใส่รางไม้ไผ่พาดผ่านเป็นระบบชลประทานอัจฉริยะคอยส่งน้ำไปรดพืชผักในแปลงโดยไม่ต้องใช้แรงคน ผักที่ต้องการน้ำมากก็เจาะรูรางไม้ไผ่ให้ใหญ่ ผักที่ต้องการน้ำน้อยก็เจาะรูให้เล็ก เมื่อรดเสร็จสิ้นก็เพียงยกรางไม้ออก ระบบทุ่นแรงนี้ถูกสร้างขึ้นหลายจุดทั่วที่ดิน ช่วยให้คนงานมีเวลาเหลือเฟือในการใส่ปุ๋ย พรวนดิน และใส่ใจรายละเอียดของพืชพรรณได้อย่างเต็มที่
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว 2 ปีก็ผันผ่านไปหลังจากการสอบเซี่ยงซื่ออันเป็นตำนานสั่นสะเทือนเมืองเป่ยหนานแผ่นดินที่เคยแห้งแล้งแตกระแหง บัดนี้กลับพลิกฟื้นคืนชีวิตด้วยความเพียรและสติปัญญาอันล้ำเลิศ ที่ดินจำนวน 1,700 หมู่ของสกุลถังถูกยกระดับขึ้นเป็น เรือนต้นแบบเกษตรวิถีรวม ภายใต้การสนับสนุนจากราชสำนักโดยตรงองค์จักรพรรดิหนุ่มทรงประทับตราอนุญาตให้ขยายผลแนวคิดนี้จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ทุกหัวเมืองทั่วแคว้น เพื่อเปิดโอกาสให้ราษฎรเข้ามาศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียดตั้งแต่การเตรียมดิน การเพาะกล้า การปรุงปุ๋ยหมักชีวภาพ ไปจนถึงระบบเรือนเพาะปลูกป้องกันภัยหนาวที่ทำให้สภาวะขาดแคลนอาหารมลายหายไปสิ้นทุกครัวเรือนต่างมีเสบียงเพียงพอข้ามปีและมีเงินเก็บออมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภาพหมู่บ้านสกุลถังในยามนี้คล้ายภาพวาดมงคลอันงดงาม บนท้องฟ้ามีควันไฟอบอุ่นลอยโชยจากทุกหลังคาเรือนบ่งบอกถึงความอิ่มหนำสำราญเด็ก ๆ สวมใส่รองเท้าผ้าป่านเนื้อหนาวิ่งเล่นร่าเริง ปราศจากภาพคนยากไร้ที่ต้องขายลูกเมียหนีแล้ง ตามแนวลาดชันของภูเขาเต็มไปด้วยทุ่งมันเทศ ข้าวไร่ และพืชหมุนเวียนเขียวขจีสุดสายตาในโรงเรือน
ได้ยินคำขู่ของยัยหนูตัวดี ต้าเหล่ยถึงกับสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าถอดสีรีบเอ่ยห้ามเสียงหลง"ลูกสาวตัวแค่นี้ย่อมต้องอยากนอนกับท่านแม่อยู่แล้ว... ดูท่านพ่อเถอะ ตัวโตกว่าลูกตั้งเยอะยังต้องนอนกอดท่านแม่ทุกวัน" โต้วโต้วกอดอก เอียงคออมยิ้มกริ่มราวกับกำลังล้อเลียนบิดา"ลูกรัก.... เห็นใจพ่อเถิด""ลูกจะนอนคนเดียวได้หรือไม่... ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของไอศกรีมแล้วแหละเจ้าค่ะ"ต้าเหล่ยได้แต่ยอมจำนนต่อหน้าลูกสาวอย่างหมดรูป เขาเดินเลี่ยงเข้าไปในมุมมืดของเรือน ก่อนจะหยิบเอาไอศกรีมรสโปรดของลูกสาวออกมาจากมิติถึงสี่กล่องใหญ่ แล้วเดินกลับมาส่งให้หนูน้อยแล้วกระซิบถาม"เอาล่ะ... ไอศกรีมสี่กล่องใหญ่นี่ เพียงพอที่จะทำให้เจ้ากล้านอนคนเดียวในคืนนี้ได้หรือไม่?"หนูน้อยมองกล่องขนมหวานแช่เย็นที่วางอยู่ตรงหน้า แกล้งทำท่าทางครุ่นคิดประเมินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแผ่ยิ้มกว้างจนตาปิด ยื่นนิ้วก้อยน้อย ๆ ออกไปหาบิดา"เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ! เกี่ยวก้อยสัญญาเลย คืนนี้ท่านแม่เป็นของท่านพ่อแน่นอนเจ้าค่ะ!"ต้าเหล่ยหลุดหัวเราะออกมาอย่างโล่งอกพลางเกี่ยวก้อยกับลูกสาวอย่างเอ็นดู ก่อนจะปล่อยให้เด็ก ๆ ได้แบ่งปันไอศกรีมกินร่วมกันอย่างครื้
"พี่เฉิน คณะผู้อัญเชิญราชโองการเดินทางมาไกล ทุกคนคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ยามนี้ที่จวนของข้ายังมีเรือนพักว่างอยู่หลายหลัง หากไม่รังเกียจข้าอยากเชิญทุกท่านพักผ่อนที่นี่เสียเลย เรื่องข้าวปลาอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวก ข้าจะให้คนจัดการดูแลอย่างดีที่สุดเองขอรับ" ต้าเหล่ยเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น เฉินซือฉีได้ยินเช่นนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย รีบพยักหน้ารับคำอย่างไม่คิดจะรักษากิริยา"ดี! ดีมาก! เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจเจ้าแล้ว"ในใจของเขารู้ดีกว่าใคร ว่าอาหารรสเลิศและของกินแปลกใหม่ที่จวนสกุลถังแห่งนี้ ต่อให้เป็นห้องเครื่องในวังหลวงก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้ มีโอกาสได้กินได้นอนที่นี่นับเป็นวาสนาโดยแท้ จากนั้น ต้าซาน ต้าเหอ และต้าเจียง จึงรีบเข้ามาต้อนรับ คอยนำทางคณะผู้ติดตามจากเมืองหลวงไปยังเรือนพักรับรองอย่างกระตือรือร้น บรรดาทหารและเจ้าหน้าที่ต่างพากันผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องเกราะอันหนักอึ้งออก นุ่งห่มชุดลำลองสบาย ๆ แล้วรีบเดินกลับมาร่วมงานเลี้ยงกลางลานอย่างรวดเร็วบรรยากาศยามบ่ายแก่ทวีความครึกครื้นขึ้นเป็นเท่าตัว บรรดาบุรุษทั้งหลาย นำโดยท่านเจ้าเมืองฟ่านเจี้ยน นายท่านเวิน คหบดีหยู เฉินซื







