Masuk“งั้นพวกเราจะเอายัยแก่สองคนนี้โยนออกไปจากร้านด้วย โทษฐานที่เห็นด้วยกับการกระทำของยัยเด็กนั่น” แก๊งข้างถนนมองสบตากันแล้วแสยะยิ้ม
“ฉันก็เป็นลูกค้าเหมือนกัน แน่จริงก็เอาสิ” จนถึงตอนนี้มาดามอามาเรียที่โกรธจนไฟแทบลุก ทั้งโกรธพวกอันธพาล แถมยังโกรธบาร์ตที่ตัดสินอย่างไม่ยุติธรรมอีก ทำให้เธอคว้าเอาจานกระเบื้องมาถือไว้ ในมือ ตั้งใจไว้ใช้ป้องกันตัว แต่อลันไวกว่า มันรีบก้าวเข้ามาผลักอีกฝ่ายให้ล้ม
อันนาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รีบแทรกตัวเข้ามากั้นไว้ทันที ปกป้องไม่ให้อีกฝ่ายทำร้ายมาดามอามาเรียได้อีก แต่ขณะเดียวกันทั้งร้านก็ต้องตะลึง เมื่อเทอรี่และจอห์นรวมหัวกันแว้งกัดเพื่อนสนิทของมาดาม พวกนั้นอาศัยช่วงชุลมุนกระชากกระเป๋าถือราคาแพงของเธอไป
และเพราะต้องการจะตัดความรับผิดชอบจากเรื่องวุ่นวายทั้งหมด บาร์ตก็ออกปากไล่ทุกคนให้ออกไปจากร้านของเขาอย่างใจดำ
“ไป ไป ออกไปให้พ้นจากร้านของฉันเดี๋ยวนี้ ออกไปให้หมดเลย ไปๆ” เขาแสดงตัวอย่างเต็มที่ว่าไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้แต่จะช่วยต่อสายถึงตำรวจ ก็ไม่คิดจะทำ แต่อันนาไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเห็นทั้งสามกำลังจะหนีออกไป เธอก็ตรงไปขวางหน้าประตูทันที ถ่วงเวลาให้มาดามอามาเรียกดมือถือเรียก 911 แต่โชคไม่ดีเทอรี่เหลียวหลังไปปัดมือเธอเสียก่อน
จากนั้นจอห์นก็กระชากร่างอันนาที่ยืนขวางประตูอยู่เหวี่ยงไปชนโต๊ะอาหารข้างๆ ข้าวของหล่นเกลื่อนกลาดแตกกระจายอีกครั้ง และจังหวะนี้เศษแก้วที่แตกก็บาดเข้าที่กลางฝ่ามือของหญิงสาวจนเลือดไหลนอง
“พระเจ้าคุ้มครองเด็กคนนั้นด้วย” หญิงสูงวัยกว่าทั้งสองคนรีบรุดเข้าไปดูอาการ ดังนั้นพวกโจรจึงได้โอกาสวิ่งหนีออกจากร้านได้ และแทนที่บาร์ตจะไล่ตามไป เขากลับรุนหลังให้ผู้หญิงทั้งสามออกไปเผชิญชะตากรรมข้างนอก
มาดามอามาเรียจึงช่วยประคองอันนาให้ลุกขึ้น แล้วพาออกมาหน้าร้านอย่างทุลักทุเล ไม่นานคนขับรถของเธอก็พารถมาจอดตรงหน้าพอดี ทั้งหมดจึงช่วยกันพาอันนาขึ้นรถตั้งใจจะรีบนำส่งโรงพยาบาล
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับมาดาม แม่หนูนี่เป็นอะไร”
“อย่าเพิ่งถามเลย รีบพาไปส่งโรงพยาบาลก่อน...ส่วนเธอ เมย์” ท้ายประโยคมาดามอามาเรียหันมาทางเพื่อนสนิท “รอแจ้งความกับตำรวจที่นี่ แล้วอย่าลืมโทรเรียกมิลเลอร์ให้ข้ามถนนมาคอยให้การเป็นเพื่อนล่ะ” พูดจบก็ก้าวขึ้นรถนั่งประกบคอยดูแลอาการคนเจ็บ ไม่นานรถยนต์คันหรูก็แล่นจากไป ทิ้งให้ผู้ที่เพิ่งถูกโจรกรรมของมีค่าไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวได้แต่ยืนแช่งชักหักกระดูกพวกโจรข้างถนนอยู่คนเดียว
“คอยดูเถอะไอ้พวกเดนสังคม แกได้กอดคอกันเข้าคุกหัวโตแน่ ตาแก่บาร์ตนั่นก็อีกคน ฉันอยากจะรู้นักว่า ถ้าไม่มีร้านเส็งเคร็งนี่แล้ว คนใจดำอย่างแกจะไปทำมาหากินอะไร” คาดโทษจบ เมลานี ไมเนอร์ ก็ล้วงมือถือในกระเป๋าขึ้นมาต่อสายถึงมิลเลอร์ ผู้จัดการห้องเสื้อของเธอทันที สาวใหญ่วัยใกล้เลขห้าผมสีบลอนด์ท่าทางโฉบเฉี่ยว สั่งการไม่กี่ประโยค ลูกน้องคนสนิทพร้อมด้วยรปภ.ครบชุด ก็พากันข้ามถนนตามมา...
ไม่สำคัญว่าข้าวของราคาแพงจะสูญหาย อย่างน้อยเมลานีคิดว่ามันคุ้มกันกับการที่เธอได้เห็นแววตากล้าหาญจากเด็กคนนั้น ความกล้าหาญของคนที่อ่อนแอที่สุด มันช่วยเตือนสติให้คนที่กำลังมีปัญหาชีวิตรุมเร้าอย่างเธอได้แง่คิดดีๆ...
“ขนาดแม่หนูนั่นเป็นคนอ่อนแอที่สุด ยังคิดสู้ แล้วทำไมเราจึงต้องยอมแพ้ บางทีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง มันอาจนำมาซึ่งสิ่งที่ดีกว่าก็ได้” เธอคิดปลอบใจตัวเอง ก่อนหลับตาพ่นลมหายใจระงับสติอารมณ์ เธอกำลังจะฟ้องหย่ากับสามีในช่วงบั้นปลายชีวิต และลูกชายที่มีอยู่เพียงคนเดียวก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันนัก ดังนั้นในช่วงที่หมดหวังกับชีวิต มีเพียงอามาเรียที่อยู่คอยเป็นกำลังใจ...แต่ก็แปลก ที่เพิ่งจะมีวันนี้เองที่เธอคิดได้
‘มิน่า อามาเรียถึงได้ชอบมานั่งในร้านอาหารไร้รสนิยมแบบนี้ คงเพราะมันเป็นสถานที่ที่ทำให้ใครบางคนได้ค้นพบทางออกและจิตวิญญาณของตัวเอง’
.............
“ไม่ว่าใครก็เป็นเจ้าหญิงได้ทั้งนั้นล่ะค่ะคุณพ่อ หากว่าพวกเธอได้พบกับรักแท้ จากผู้ชายที่รักจริง และเป็นสุภาพบุรุษ ความสุขมันอยู่ที่ใจค่ะ” ผู้เป็นลูกสาวกล่าวคำคม ซึ่งมีคนข้างๆ คอยปรบมือให้ “ว่าแต่ ที่คุณลงทุนเดินทางจากเคนต์มาเยี่ยมพวกเราถึงที่คูฮาร์เนี่ย แค่เพราะต้องการเอาหนังสือเล่มนี้” สุลต่านซานาลชูหนังสือเก่าแก่ทั้งหนาหนัก เก่าจนถึงขนาดหน้ากระดาษแทบจะเปื่อยยุ่ย ชูสูงขึ้นเสมอพระพักตร์แล้วกล่าวต่อ “เอามาให้ไลเกอร์แค่นั้นเองน่ะนะ มันหนังสืออะไรกันคุณทวด สำคัญขนาดนั้นเลยเชียวเหรอ ผมว่าเขายังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ” พระองค์รับสั่งอย่างเป็นกันเองด้วยคำถามติดตลก และท่าทางอย่างนั้นก็ชวนให้คนเป็นพ่อตารู้สึกขัดใจยิ่งนัก “นี่อย่าดูถูกกันเชียวนะสุลต่านซานาล หนังสือเนี่ย Winnie and The Pooh ของ A. A. Milne. ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเลยเชียวนะ เหมือนที่เจ้าชาย แฮรี่ทรงมอบให้พระราชนัดดา เจ้าชายหลุยส์แห่งเคมบริดจ์ไง ผู้ดีอังกฤษ ก็มักจะคิดอะไรที่ล้ำลึกทรงคุณค่าแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ” ในฐานะเป็นพลเมืองของสหราชอาณาจักรเต็มขั้น เมอเรย์ก็อดไม่ได้ที่จะคุยโว แต่ทว่าทั้งคู่ยังไม่ทันได้ทุ่มเถียงกัน
“ถ้าคืนนั้นฉันต้องเสียเธอไป โลกของฉันวันนี้จะไปยังไงนะ คงจะเป็นสีเทา ไร้สีสันไร้ความสุขไปชั่วชีวิต นึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะอยู่ได้ยังไงโดยไม่มีเธอ...เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้สัญญากับฉันนะอันนา อย่าปล่อยมือจากฉันเด็ดขาด เพราะฉันจะดูแลเธอด้วยชีวิตของฉันเอง” ชายหนุ่มบอกอย่างหนักแน่น และคนในอ้อมกอดก็รีบรับคำ“แน่นอนค่ะราล์ฟ ฉันสัญญา ฉันจะอยู่ข้างๆ คุณไม่ไปไหน เป็นทุกอย่างที่คุณต้องการเช่นกัน...แต่ถึงอยากจะไปก็คงไปไม่ได้หรอกมั้ง เพราะหัวใจฉัน...อยู่กับคุณมาตลอดแล้วนี่ ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน...ที่นี่” อันนาบอกกับเขาด้วยความสัตย์จริง ดวงตาที่จับจ้องเขาเปล่งประกายระริก ก่อนริมฝีปากจะแย้มยิ้มชวนให้ติดตรึงใจ“ให้ตายเถอะ หวานจริงๆ คิดถึงใจคนอื่นบ้างมั้ย เพราะเธอหวานขนาดนี้ไง ฉันถึงอดใจไม่ได้ทุกที...ใครจะเมาท์ก็ช่างเถอะ ขอแค่ได้ทำรักกับเธอให้ชื่นใจก็พอ ต่อให้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทั่วโลก ฉันก็ไม่สน” คนอดใจไม่ไหวตีขลุมหน้าตาย ไม่พูดเปล่า มือเรียวของราล์ฟยังจัดการรูปซิปชุดสวยของอันนาออก ไม่นานเรือนร่างอรชรจึงเหลือเพียงบิกินี่สีหวานปรากฏแก่สายตา และชายหนุ่มก็ค่อยๆ ปลดเปลื้องพันธนาการของตนเองออกเช
เขาสัญญากับตัวเองว่า...จะจดจำมิตรภาพที่แสนงดงาม ระหว่างเธอ และเขาตลอดไป... เช่นเดียวกับที่อื่นๆ เมื่อสายลมของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านมาเยือนเวอร์มอนต์อีกครั้ง ทุกอย่างที่นี่ก็ถูกย้อมให้กลายเป็นสีส้มแดง ถึงเจิดจ้าแต่ก็อบอุ่น...แสงแดดอ่อนลอดผ่านพุ่มใบเมเปิลลงมา กระทบเข้ากับริ้วคลื่นเล็กๆ ของแม่น้ำแซกตันที่ไหลผ่านแก่งหิน ก่อเกิดเป็นพรายรุ้งระยิบระยับ ฝูงปลาเทราต์แหวกว่ายทวนกระแสด้วยความรื่นรมย์อันนายิ้มให้กับความงดงามของทุกสรรพสิ่งรอบตัว ก่อนหมุนร่างกลับมายิ้มกว้างให้กับคนที่ตระกองกอดเธอไว้จากทางด้านหลังเจ้าของนัยน์ตาคมสีมรกต จับจ้องดวงหน้างามอย่างไม่วางตา เขาเพิ่งถอดเสื้อหนังและโยนแว่นกันแดดทิ้งไปบนเบาะหลังรถเปิดประทุนคันงาม ก่อนนัยน์ตาทรงเสน่ห์คู่นั้น จะส่งกระแสเชิญชวนอ่อนหวานให้กับเธอ ทั้งคู่ยืนอยู่กึ่งกลางสะพานพอดี โดยมีฝูงผีเสื้อตัวน้อยโบยบินอยู่รอบๆ“คุณคือทุกอย่างที่ฉันฝันถึง ไม่ว่าจะถอดใจ ยอมแพ้ หนีไป หรือเริ่มใหม่ ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร ใจฉันก็มีแต่คุณ” อันนากระซิบบอกเขา นัยน์ตาสีอำพันเปล่งแววหวาน พร้อมกับวาดวงแขนขึ้นโอบรอบคอราล์ฟเอาไว้ ส่วนเขาก็โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาจ้อ
... 7 เดือนต่อมา... หลังเคลียร์งานไตรมาสสุดท้ายของแบรนด์เมลานีจบลง เวสต์ก็เตรียมเก็บข้าวของเพื่อเดินทางไปสานงานพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่ซิดนีย์ตามความต้องการของบิดาต่อ เขาแวะยิ้มอำลาให้กับภาพงดงามของ อันนา ที่ปรากฏอยู่บนหน้านิตยสารดังระดับโลกปักษ์ล่าสุด ซึ่งเป็นภาพของเธอในงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างหญิงสาวกับกษัตริย์ราล์ฟ ราฟาเอล อัลอัชรี ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ไล่เลี่ยกันกับพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ราล์ฟชุดเจ้าสาวของเธอออกแบบโดยมารดาของเขา ซึ่งมันจะกลายเป็นตำนาน เช่นเดียวกับเรื่องราวดุจเทพนิยายของชีวิตเธอ ที่กำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ให้กับบรรดาสาวๆ จากทั่วโลก เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า เรือนผมดุจเส้นไหมสีทอง จับจ้องดวงหน้าสวยหวานของผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ขโมยหัวใจเขาไปแล้วได้แต่ยิ้มส่ายหน้า อดไม่ได้ต้องไล้ปลายนิ้วไปบนผิวแก้มเนียนใสของคนในภาพถ่าย ดวงตาจับจ้องรอยยิ้มใสกระจ่างของเธอด้วยความหลงใหล ดวงตาสีอำพันของอันนาราวกับเปล่งแสงได้เช่นเดียวกับดวงดาว เธองดงามจับใจเขายิ่งนัก ซึ่งจังหวะนั้นเป็นขณะเดียวกับที่ใบไม้รูปหัวใจของต้นลินเดนจากเซ็นทรัลพาร์ก ปลิวตาม
“ก็ดีเหมือนกันนะ หากฉันจะต้องจากโลกนี้ไป อย่างน้อยก็ยังได้ตายในผืนดินที่ฉันรัก ดินแดนแห่งทะเลทรายสีกุหลาบ” อันนาพึมพำกับห้วงคำนึง หัวใจล่องลอยไปไกลแสนไกล ถึงเจ้าของร่างสูงเพรียว ใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มสะกดใจ และดวงตาคมสีมรกตเปี่ยมเสน่ห์ เธอยิ้มให้เขาจากความมืด หัวใจปวดปร่า และเมื่อเหนื่อยล้าเกินไป จนสุดจะยื้อ อันนาก็ตัดสินใจ...ปล่อยมือ... “ลาก่อนราล์ฟ เท่านี้ก็มากเกินกว่าที่ฉันฝันไว้แล้ว” จบประโยคนั้นร่างทั้งร่างของหญิงสาวก็ค่อยๆ จมดิ่งลึกลงสู่ก้นแม่น้ำ เธอยอมจำนนต่อทุกอย่าง เพราะหมดหนทางจะยื้อชีวิตตัวเอง หวังใจเพียงว่าเหตุการณ์นี้ จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่คำสาปร้ายจะมีผลต่อผู้ครอบครองอาเคเซียห์... แต่แล้ว แสงสว่างจ้าของดวงไฟขนาดใหญ่ ที่สาดตามร่างเธอลงมาในน้ำก็วาบเข้ามาในประสาทรับรู้ช่วงสุดท้าย พร้อมกับเสียงทุ้มเข้มที่ตะโกนก้อง “ไม่!!!!!!... อันนา แข็งใจไว้ เธอต้องไม่เป็นอะไร เราสัญญากันแล้วนี่” จบประโยคนั้นมือแสนอบอุ่นของราล์ฟ ที่กระโจนลงจากเรือทันทีที่เห็นร่างอันนากำลังจะจมหายไปต่อหน้า ก็ยื่นมาคว้ามือเธอไว้ พร้อมกับดึงตัวหญิงสาวโผล่พ้นน้ำขึ้นมา และทันทีท
ครั้งแรกที่ราล์ฟได้ดินแดนแห่งนี้มา แม้เขาจะเคยเยาะเย้ยถากถางไปว่าภายใต้ผืนทรายพวกนั้นไม่มีค่าอะไร แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทั้งเขา และหลานต่างก็ซึ้งแก่ใจดีว่าสมบัติล้ำค่าที่จะพลิกฟื้นชะตาคูฮาร์ได้ ล้วนแล้วแต่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ผืนทรายสีกุหลาบแห่งนี้ที่เดียว “ส่วนเรื่องลอบวางระเบิด พ่อเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ใคร ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด จึงได้เดินทางมาหาคำตอบด้วยตัวเองที่นี่ยังไงล่ะ” ครั้นฟังรับสั่งนั้นจบ ราล์ฟก็มีสีหน้างุนงง แต่เพียงไม่นานหลังจากที่องค์สุลต่านทรงปรบมือส่งสัญญาณให้องค์รักษ์หลวงซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทหารชั้นเยี่ยมที่สุดของคูฮาร์ นำพยานคนสำคัญจากเหตุการปะทะกันเมื่อครู่ออกมา เจ้าของนัยน์ตาสีมรกตก็หันมามองบิดา ด้วยประกายตามีความหวังทันที “นั่น เขารอดชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อครู่อย่างนั้นเหรอ แล้วอย่างนี้เขาเห็นอันนาหรือเปล่า เธออยู่ไหน ถามเขาที ได้โปรด” ราล์ฟปราดจะเข้าไปหาคำตอบเอง แต่ถูกเวสต์กับราอูลช่วยกันรั้งตัวไว้เสียก่อน เพราะเกรงพยานที่กำลังเจ็บ จะได้รับความกระทบกระเทือน“นอกจากเจ้านี่จะสารภาพว่าชีคอาร์มาและเจ้าชายฮัฟดีนเป็นผู้บงการเรื่อง
“อย่าทำให้ผมต้องผิดหวังในตัวคุณมากไปกว่านี้เลย สุลต่านแห่งคูฮาร์” เสียงทุ้มเข้มที่รำพึงออกมาแฝงความปวดร้าวไว้อย่างล้ำลึก ขณะเดียวกันภายในใจก็อัดแน่นไปด้วยความห่วงใยในตัวอันนา ยิ่งเมื่อไพล่ไปนึกถึงการแสดงของคณะละครเมื่อครู่ที่ผ่านมา ราล์ฟก็ได้แต่ถอนใจ นึกภาวนาขออย่าให้คำสาปร้ายนั้นมีจริง...
“ก็ลองดูฮัฟดีน นายมันชอบของเหลืออยู่แล้วนี่ ทำให้สำเร็จก็แล้วกัน” ราล์ฟยิ้มเย็นพร้อมมองอีกฝ่ายด้วยแววตาดูถูกอย่างไม่ปิดบัง ก่อนโค้งศีรษะให้ผู้ชมเมื่อโฆษกกล่าวแนะนำตัวเขาในนาม เจ้าชายราล์ฟ ราฟาเอล อัลอัชรี ต่อหน้าแฟนๆ...ฮัฟดีนที่หมดโอกาสตอบโต้จึงได้แต่มองมายังราล์ฟด้วยความแค้นเคืองแต่ทว่าระหว่างที่
“เวสต์คะ จำแค่ว่าฉันอยากเห็นคุณมีความสุขก็พอ” จบประโยค ดวงหน้าเรียวสวยก็แหงนเงยขึ้นสบตาเขาอย่างวิงวอน เวสต์แพ้สายตาเช่นนั้นอยู่แล้ว หากเป็นทุกครั้งเขาคงมองเมินเพราะความเขินอาย หากแต่นาทีนี้ นาทีที่ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าเขาจะยังมีโอกาสได้จ้องตา และโอบกอดเธอไว้แบบนี้อีกครั้งหรือไม่ ทำให้เขาเลือกที่จะจ้อ
ทะเลทรายสีกุหลาบ Chapter 1 : แสงจันทร์สีกุหลาบ หลังเสร็จจากการลากถังไวน์ไปเก็บไว้หลังร้าน อันนา สาวน้อยลูกครึ่งไทยอเมริกัน ซึ่งใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมมาทำงานพิเศษในบาร์เหล้าที่เมือง กราฟตัน[1] เขตบ้านไร่ชนบทในแถบนิวอิงแลนด์ ห่างจากนิวยอร์กที่เรียนของเธอเกือบสองร้อยไมล์ ก็แอบหลบมา







