ANMELDEN"ฉันยอมเลิกกับคุณง่ายๆ เพราะคุณบอกว่าไม่มีความสุขที่อยู่ด้วยกัน" ณรัฐนิ่งไปทันที "หนิง... ผมรู้ว่าผมเคยพูดคำนั้นจริงๆ แต่ช่วยฟังผมอธิบายได้ไหมว่าทำไม" "ตอนนั้นเราต่างก็ไม่ฟังกัน และผมไม่มีเวลาเหลือมาก รวมถึงผมไม่อยากเห็นแก่ตัวขอให้คุณรอในช่วงสองปีที่ผมไม่อยู่ ผมเลยพูดคำนั้นออกไป" "ผมอยากบอกว่าผมไม่เคยไม่มีความสุขที่เราอยู่ด้วยกัน และผมก็ไม่เคยไม่รักคุณ" นีนนารากระพริบตาถี่ๆ "เรื่องความรู้สึกมันก็เรื่องนึงค่ะ แต่ประเด็นคือคุณรู้ว่าถ้าพูดคำนั้นฉันจะต้องเสียใจ แต่คุณก็ยังเลือกจะพูดมันออกมา" ณรัฐรับฟังคำพูดนั้นอย่างโต้แย้งไม่ได้ และเขาในวันนั้นก็ยังเลือกจะทำ ไม่เคยมองว่าเห็นแก่ตัวเขาแค่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เขาต้องพูดออกไป และเธอต้องฟังและทำตามโดยปัดความรู้สึกผิดทิ้งไป แต่เมื่อวันนี้ถูกชี้ให้มองจุดนั้นอีกครั้งเขาจึงเห็นความจริงที่แม้แต่ตัวเองก็แทบจะรับไม่ได้ "หนิง" เขาพูดเสียงพร่า "ได้โปรดเถอะ... เราลืมมันไปได้ไหม" ถ้าเธออยากให้เขารู้สึกผิดถึงที่สุด เธอก็ทำสำเร็จแล้ว
Mehr anzeigen“หนิง…?” ชื่อของเธอหลุดออกจากปากเขาอย่างไม่ตั้งใจและนั่นไม่ใช่คำเรียกขานระหว่างหมอและผู้มารับบริการ แต่เป็นสรรพนามที่บอกว่าพวกเขารู้จักกัน
นีนนาราชะงักเธอราวจะช็อกไปแล้ว เธอมองเขานิ่งแต่ภาวะที่เจอแต่ปัญหามาสองวันทำให้เธอหมดแรง
“สวัสดีค่ะ… คุณหมอ”
ณรัฐต้องใช้เวลาสองสามวินาทีเพื่อดึงสติกลับมา เขามองเด็กหญิงในอ้อมแขนเธออีกครั้งแล้วหัวใจก็หล่นวูบ เพราะเขาจำเธอได้ดี
“น้องนาเนียร์” แพทย์หนุ่มขยับตัวรวดเร็ว “ขอผมดูน้องหน่อยนะครับ เป็นไข้รึเปล่า ตากฝนมาไหม”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแพทย์เต็มรูปแบบ กลบเกลื่อนความรู้สึกในใจ
การตรวจเป็นไปอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงไม่มีไข้ ไม่มีอาการติดเชื้อรุนแรง แต่เห็นชัดว่าอ่อนเพลียขาดน้ำเล็กน้อยและพักผ่อนไม่เพียงพอ
“ช่วงนี้ผมยังไม่แนะนำให้เดินทางนะครับ” ณรัฐพูดหลังตรวจเสร็จ
“เด็กยังเพลียมาก อีกอย่างสภาพอากาศไม่เสถียร เสี่ยงเกินไป”
นีนนาราหน้าเสีย “แต่หนิงอยากกลับกรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุดค่ะหมอ ที่นี่ค่าใช้จ่าย...”
“ค่าใช้จ่ายผมดูแลให้ก่อนก็ได้” ณรัฐพูดทันที ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก
เธอส่ายหน้าแรง “ไม่ค่ะ… หนิงรับไว้ไม่ได้”
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที มาวัชร์ที่มายืนฟังได้สักพักจึงก้าวเข้ามา “นาเนียร์ได้สิทธิ์รักษาพยาบาลกับโชติภิวรรธตามสัญญาที่เพิ่งเซ็นไปไงคุณหนิง และใช้สิทธิ์นี้ได้กับทุกสาขาของเราครับ”
นีนนาราและณรัฐเงียบ เขาจึงพูดต่อเสียงเรียบ
“ส่วนเรื่องของใช้ส่วนตัวของคุณ ผมให้คนไปซื้อมือถือเครื่องใหม่ให้หนึ่งเครื่องแล้วพร้อมเงินสดไว้ใช้ก่อนด้วย จนกว่าคุณจะใช้แอปธนาคารได้” เขารู้ว่าในเวลาที่เอกสารหายหมด การใช้แอปธนาคารอีกครั้งไม่ง่าย
นีนนาราหันมามองเขา แทบไม่รู้จะพูดอะไร
“คุณรุจคะ หนิง...”
“ไม่ใช่เงินให้เปล่าครับ” เขาพูดต่อทันที
“ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายผู้ประสบภัยที่เข้าระบบโรงพยาบาล เดี๋ยวฝ่ายการเงินจะบันทึกให้ หรือถ้าคุณหนิงไม่อยากใช้งบหลวงตรงนี้จะให้ทำบัญชีเป็นเงินจ่ายล่วงหน้าของน้องนาเนียร์ก็ได้ครับ”
มาวัชร์หันไปมองณรัฐ “คืนนี้ฝากน้องด้วยนะครับหมอ”
ณรัฐพยักหน้า “ผมจะดูแลเอง”
คืนนั้นนีนนาราเช็ดตัวให้ลูกแทนการอาบน้ำ จากนั้นเธอฝากพยาบาลดูลูกครู่หนึ่งก่อนจะรีบไปอาบน้ำจัดการตัวเองบ้าง ถือเป็นการอาบน้ำจริงจังในสองวันที่ผ่านมาก็ว่าได้
หลังจากที่เธอออกจากห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยเสื้อผ้าและชุดชั้นในใหม่ที่มีให้ครบจากในชุดของใช้ที่ได้รับแจกมา เธอเช็ดผมพอหมาดๆ และรีบเดินกลับไปที่ห้องเด็กที่ฝากลูกไว้
เธอชะงักเมื่อเห็นณรัฐนั่งอยู่ริมเตียงเด็กหญิง สายตาเขามองนิ่งที่เด็กน้อยราวกับไม่เคยเห็นกันมาก่อน จนกระทั่งเขาหันมาเห็นเธอ
“หนิง” เขาเริ่มต้นก่อน “เรามีเรื่องต้องคุยกัน แต่ผมรู้ว่าไม่ใช่ที่นี่” ชายหนุ่มรู้ดีว่าทั้งกาลเทศะและภาระงานในปัจจุบันไม่เอื้อในการคุยเรื่องส่วนตัวเลย
“คุณพาลูกไปพักก่อนเถอะ ผมต้องไปตรวจต่อแต่ถ้ามีอะไรโทรหาผมได้เลย” เขายัดโน้ตเล็กๆ ใส่มือเธอ หญิงสาวไม่ได้พูดอะไรนอกจากอุ้มลูกกลับไปห้องพักเงียบๆ
สามสิบนาทีต่อมานีนนารานั่งอยู่บนเตียงในโซนบุคลากร ลูกสาวนอนหลับสนิทหลังได้กินนมไปครึ่งกล่อง เธอมองใบหน้าลูก แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเงียบๆ เป็นครั้งแรกของวัน ไม่ใช่เพราะอ่อนแอแต่เพราะเธอรู้ว่า… คืนนี้ อย่างน้อย ลูกของเธอปลอดภัย
เธอคิดถึงณรัฐและคำพูดของเขา ก่อนจะปัดมันไปจากสมอง “ช่างมันเถอะ” อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่ตอนนี้เธอต้องพักเอาแรงก่อน
“เรารู้จักกันในงานมินิคอนเสิร์ตในรพ. ตอนนั้นหมอรัฐเป็นเรสสิเด้นท์ที่นั่น ส่วนเราไปเป็นพาร์ตไทม์ของอีเว้นท์ ก็รู้สึกว่าเขาให้เกียรติเราดี สุภาพ หน้าตาดี ก็หมออะเนอะใครๆ ก็อยากมีแฟนเป็นหมอ พอเขาขอคบเราก็เลยตกลงต่อมาเขาบอกว่าไม่อยากให้เราทำงานหนัก จะขอดูแลเรา ดูแลค่าใช้จ่าย ค่าเทอม เงินใช้ส่วนตัว แต่ขอให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน ดูแลบ้านให้เขา ทำกับข้าว เราจะได้มีเวลาไปเรียนมากขึ้น เราก็โลกสวยมากตอนนั้นมีแฟน ได้อยู่ด้วยกัน เหมือนเป็นสามีภรรยา โลกนี้เป็นสีชมพู” นีนนาราหัวเราะแต่แววตาเจ็บช้ำกับอดีต“พอเราเรียนจบ เขาก็บอกว่าต่อโทก็ดีจะได้หางานง่าย เขาจะส่งเอง แต่พออยู่ด้วยกันได้สี่ปีเราเรียนโทปีสุดท้ายเราก็เครียด ตัวเขาเองก็คงเครียดเพราะเป็นปีสุดท้ายของหมอศัลย์เหมือนกัน เราเริ่มทะเลาะกัน เขาเองก็หงุดหงิด ไม่กลับห้องบ่อยๆ ตอนนั้นเราก็วีนรู้สึกว่าทำไมเอาฉันมาทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวนานๆ บางทีสองอาทิตย์เราไม่เจอกันเลยนะลิล แล้วเขาก็ไม่โทรหา พอเราโทรไปก็ไม่รับสายบอกว่ายุ่ง”นีนนาราหยุดเช็ดน้ำตาที่ไหลไม่รู้ตัว “ตอนนั้นเราอาจจะท้องด้วย หรืออาจจะนิสัยไม่ดีจริงๆ สุดท้ายเขาก็บอกเลิกบอกว่าถ้าอ
ณรัฐเองก็อึ้งเมื่อได้เห็นว่าแม่ตัวเองกำลังนั่งข้างๆ ลูกสาวของเขา โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยรู้สถานะที่แท้จริงของกันและกัน “ครับแม่” ชายหนุ่มพูดได้เพียงแค่นั้น เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ นีนนาราซึ่งแม่ของเขาก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะเหลือที่ว่างเพียงแค่ตรงนั้นโต๊ะรับประทานอาหารว่างเป็นโต๊ะกลม มัทรีนั่งฝั่งหนึ่งตามด้วยวันวิสาข์และนีนนารา ส่วนอีกด้านของนางคือนาเนียร์และคุณหญิงเรไร เท่ากับเด็กหญิงถูกขนาบข้างด้วยผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน“คุณลุง” นาเนียร์ทักทำให้ชายหนุ่มยิ้มตอบ“ครับนาเนียร์ ชอบวุ้นเหรออร่อยไหมครับ” เด็กหญิงพยักหน้าเร็วๆ พลางใช้ส้อมของเด็กจิ้มวุ้นในจานส่งให้เขา ณรัฐน้ำตาคลอเมื่อลูกมีน้ำใจแบ่งให้ทันที ส่วนเขาไม่เคยให้อะไรลูกเลยตั้งแต่แกเกิดมา นอกจากไม่เคยให้แถมยังไม่เคยรู้อีกต่างหาก“หนูกินเถอะครับ” เขาตอบได้แค่นั้น คุณหญิงเรไรก็แทรกขึ้น “หนูกินเถอะลูก แม่คุณตัวเล็กตัวน้อยก็รู้จักแบ่งปัน” ท่านมายิ้มให้นีนนารา “หนูเลี้ยงลูกมาดีมากเลยนะ ป้าชื่นชมจ้ะ” นีนนารายกมือไหว้รับคำชม “ขอบคุณคุณป้ามากค่ะ” “ว่าแต่... น้องหน้าตาน่ารักมาก แม่ก็สวยคุณพ่อน้องก็คงหล่อมากใช่ไห
เธออุ้มนาเนียร์ออกจากลิฟต์ เลขานุการของวันวิสาข์ลุกทันทีที่เห็นเธอ “คุณหนิงมาแล้วเหรอคะ คุณวันใหม่รออยู่เลยค่ะ” “มาแล้วค่ะ” เธอตอบอย่างอัธยาศัยดี การได้พบกันหลายครั้งทำให้เกิดความคุ้นเคยมากพอที่จะคุยกันอย่างสบายๆ บานประตูห้องทำงานของวันวิสาข์เปิดออกพอดี หญิงสาวหน้าตาสะสวยดูคล่องตัวในชุดผู้บริหารหญิงที่ทะมัดทะแมงก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม"มาแล้ว นาเนียร์คนสวยของป้า” วันวิสาข์เอื้อมมือไปรับร่างเด็กหญิงที่โผจากอกแม่มาหาเธอ “ไปห้องรับรองกันเถอะหนิง วันนี้พี่มีเมนูใหม่อยากให้ช่วยชิม ว่าจะเอาลงร้านรัญจวนด้วย”ร้านรัญจวนที่ว่า คือร้านอาหารไทยแบบพรีเมี่ยมที่เปิดให้บริการให้คอนโดที่นีนนาราพักอยู่ และถือเป็นอีกกิจการหนึ่งของตระกูลโชติภิวรรธ“ได้เลยค่ะพี่วันใหม่” สองสาวกับเด็กหญิงหนึ่งคนเดินกันไปคุยกันไปจนถึงห้องรับรอง เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบหญิงวัยกลางคนสองคนนั่งในนั้นอยู่ก่อนแล้ว“อ้าวคุณแม่ คุณป้าเรไรสวัสดีค่ะ” วันวิสาข์ทักทาย คุณหญิงเรไร ณรัติกุล เธอแนะนำนีนนาราและนาเนียร์ให้ผู้ใหญ่รู้จักตามมารยาท“คุณป้าคะ น้องนาเนียร์พรีเซนเตอร์ของรพ.เราปีนี้ค่ะ กับคุณหนิงเป็นคุณแม่ของน้อ
โค้ชสาวใจดีส่งตุ๊กตากระต่ายหูยาวที่เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นสำคัญให้นาเนียร์ เด็กหญิงตัวน้อยรับมาโอบกอดไว้แน่น แววตาเป็นประกายสดใสจนนีนนาราต้องรีบยกมือไหว้ขอบคุณทีมงาน"ขอบคุณมากนะคะ จริงๆ ไม่ต้องลำบากก็ได้ค่ะ" นีนนาราบอกอย่างเกรงใจ"ไม่ลำบากเลยค่ะคุณแม่ น้องนาเนียร์ทำงานเก่งมาก ครั้งหน้าเรายังต้องใช้ของเล่นล่อทิศทางกล้องอีกเยอะ ถ้าให้แกไปเลย แกจะจำได้ว่าการมาหาพี่ๆ คือเรื่องสนุก ครั้งหน้าจะได้ไม่กลัวกล้องไงคะ" นีนนารายิ้มบางๆ เธอเข้าใจในเหตุผลนั้นดี เพราะเธอเลี้ยงลูกมาด้วยความจริงใจเสมอ... แต่คนที่ยืนฟังอยู่ไม่ไกลอย่างณรัฐกลับรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเบาๆเขามองดูตุ๊กตาราคาไม่กี่ร้อยบาทในอ้อมกอดลูกสาว... ของเล่นที่คนแปลกหน้าหยิบยื่นให้ด้วยความเอ็นดูและหวังผลในงาน แต่มันกลับเป็นของชิ้นแรกที่เขาเห็นว่ามันทำให้ลูกสาวเขามีความสุขได้ขนาดนั้น ในขณะที่เขามีเงินในบัญชีมหาศาล แต่กลับไม่เคยมีโอกาสแม้แต่จะเลือกซื้อตุ๊กตาสักตัวให้ลูกด้วยตัวเอง“หนูเก่งจังค่ะ เหนื่อยไหมคะ” ณรัฐก้าวเข้ามาท่ามกลางสายตาตกใจของนีนนารา ส่วนทีมงานคนอื่นดูไม่ได้แปลกใจที่หมอศัลย์เด็กแบบเขาจะมาดูการทำงานในวันนี้“คุณลุง





