Masukเสียงหัวเราะคิกคักดังแผ่วๆ อยู่มุมห้อง ร่างเล็กสองคนกำลังหมอบซ่อนอยู่หลังโซฟาตัวแนบชิดกัน ดวงตากลมโตเป็นประกายซุกซน
“พีทซ์ ชู่ววว อย่าเดียง” (อย่าเสียงดัง) น้องพอร์ชกระซิบเสียงเบา ลิ้นยังพันกันตามวัย
“มะเดียงงง” (ไม่เสียงดัง) น้องพีทซ์แฝดน้องเอามือปิดปากตัวเอง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“แม่มาาา” พอร์ชทำตาโต เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด
“ซ่อนๆๆ” พีทซ์รีบดึงเสื้อพี่ชายให้หมอบต่ำลงกว่าเดิม
ในขณะเดียวกันริญชิฎาเดินเข้ามาในบ้านอย่างเหนื่อยล้า หญิงสาวทำงานเป็นแม่บ้านให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งเดินทางไม่ไกลมากนัก
“น้องพอร์ช น้องพีทซ์อยู่ไหนลูก” เธอเรียกหาพร้อมมองไปรอบๆ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงตอบ
“ป้าก็เพิ่งคุยกับพวกเขาไปเองนะ” ป้าใจบอก
“ขอบคุณป้าใจมากนะคะ เด็กๆ คงเล่นซ่อนแอบกัน” เธอยื่นเงินให้ด้วยรอยยิ้มอ่อนล้า ลูกชายทั้งสองคนมักเล่นซ่อนแอบแบบนี้เป็นประจำ
“นี่เงินวันนี้ค่ะ”
“พรุ่งนี้ป้าจะรีบมานะ”
“ขอบคุณมากนะคะ”
เมื่อป้าใจเดินออกไป หญิงสาวก็หันกลับมามองหาลูกชายอีกครั้ง ทันใดนั้นเสียงของเล่นตกดังมาจากหลังโซฟาหญิงสาวหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มมุมปาก
“อ๋อ แอบอยู่ตรงนั้นเองเหรอ”
“มะ ม่ายยู่น้าาา” (ไม่อยู่นะ) เสียงเล็กๆ ตอบกลับมาอย่างพยายามปิดบัง ทำเอาคนเป็นแม่หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“งั้นแม่กลับไปทำงานต่อดีกว่า ไม่มีลูกอยู่บ้านเลย” เธอแกล้งพูดเสียงเศร้า ก่อนจะหันหลังทำท่าจะเดินออก
“ม๊าาาา!” สองแฝดพุ่งตัวออกมาจากที่ซ่อนทันที ขาเล็กๆ วิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขาแม่แน่น
“เจอแย้ววว!”
“พอร์ชชนะะะ!”
เสียงหัวเราะใสๆ ดังลั่นบ้านเล็กๆ ที่อบอุ่นขึ้นมาทันที หญิงสาวคุกเข่ากอดลูกชายทั้งสองไว้ในอ้อมแขน ก่อนที่เด็กๆ จะแย่งกันหอมแก้มคนเป็นแม่
“ม่ำๆ” น้องพีทซ์ลูบท้องตัวเองเบาๆ แก้มป่องทำปากยื่นบอกเป็นนัยว่าหิวแล้ว
“พอร์ชหิววว” แฝดพี่รีบพยักหน้าตาม เสียงอ้อแอ้แต่จริงจังสุดๆ
“กินนมไปตั้งหลายกล่องแล้วนะเรา กินเก่งแบบนี้แม่จะเลี้ยงไม่ไหวแล้วนะ” เธอแกล้งทำเสียงดุ น้องพอร์ชทำตาโต ก่อนจะรีบโผเข้ามากอดเอวแม่แน่น
“โตไปพอร์ชเลี้ยงแม่เองงง” คำพูดไม่ชัด แต่ตั้งใจเต็มร้อย
“พีทเลี้ยงงง!” น้องพีทซ์รีบยกมือเล็กๆ ขึ้นบ้าง
เสียงใสๆ ทำให้หัวใจของคนเป็นแม่อ่อนยวบ ริญชิฎาหัวเราะ ก้มลงจูบแก้มลูกทั้งสองข้าง ยิ่งพอลูกๆ เริ่มโตหลายคนเริ่มทักว่าพวกเขาเหมือนพ่อมาก
“แค่เป็นเด็กดีของแม่ก็พอแล้วลูก ไปนั่งรอครับแม่จะไปทำอาหารให้”
หญิงสาวมักแอบมองใบหน้าของลูกๆ ยามที่ทั้งสองหลับสนิท ใบหน้าเล็กๆ นั้นไม่มีส่วนไหนเหมือนเธอเลยสักนิด พ่อของเด็กๆ คงมีหน้าตาหล่อเหลาไม่น้อย เพราะลูกทั้งสองช่างดูดีเกินกว่าจะเป็นเพียงเงาของเธอคนเดียว
ตกดึกหญิงสาวเอนตัวลงบนเตียง ลูกแฝดทั้งสองนอนขนาบข้างซ้ายทีขวาที เสียงเจื้อยแจ้วดังแข่งกันไม่หยุด จนคนเป็นแม่แทบไม่มีโอกาสได้เล่านิทาน
“กาลครั้งหนึ่งงงนานมาแย้ววว มีกาต่ายกะเต่าวิ่งแข่งกานนน” เสียงน้องพอร์ชดังขึ้นอย่างภูมิใจ เพราะจำได้แม่นว่าแม่ชอบเล่าเรื่องนี้
“กาต่ายแอบหลับ เต่าเยยชนะ!” น้องพีทซ์รีบพูดตาม เสียงอ้อแอ้แต่ตื่นเต้นสองแฝดหันหน้าหากัน หัวเราะคิกคักเหมือนเข้าใจกันดี
“พอร์ชชนะ!”
“พีทซ์ชนะ!” เถียงกันเบาๆ ก่อนเสียงจะค่อยๆ แผ่วลง สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเด็กทั้งสองเล่านิทานกล่อมกันเอง
ริญชิฎามองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนมือบางลูบผมลูกเบาๆ ไม่นานเสียงหัวเราะก็เงียบลง เหลือเพียงลมหายใจสม่ำเสมอของเด็กน้อยทั้งสอง
“แม่สัญญาจะเลี้ยงพวกหนูให้ดีที่สุด แม่จะเป็นโลกทั้งใบให้ลูกเอง” เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากของเธอ
หญิงสาวก้มลงจูบหน้าผากลูกน้อยทั้งสองอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้น ห่มผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินออกมานั่งที่ริมหน้าต่าง
สายลมยามค่ำคืนพัดเอื่อยๆ ดวงดาวบนท้องฟ้าส่องแสงระยิบระยับ ราวกับกำลังปลอบโยนหัวใจของเธอ หญิงสาวเงยหน้ามองฟ้าแววตาเต็มไปด้วยความคิดถึง
“หากแม่อยู่ด้วยเรนนี่คงไม่เหนื่อยขนาดนี้ แม่รู้ไหมคะพวกเขาเป็นเด็กฉลาดแล้วเก่งมาก เลี้ยงง่ายหน้าตาดีเหมือนพ่อของเขา”
คำพูดสุดท้ายแผ่วลงความเงียบเข้ามาแทนที่ ไม่มีเสียงตอบกลับนอกจากสายลมที่พัดผ่าน ส่วนคนที่เธอเคยเรียกว่าพ่อ ก็ไม่เคยหวนกลับมาในชีวิตของเธออีกเลย
เสียงแส้ฟาดลงบนแผ่นหลังดังลั่นก้องไปทั่วห้องใต้ดิน ชายคนนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้คิดจะหนีหนี้”
“ไม่หนี แต่ก็ไม่ยอมคืนงั้นเหรอ”
เพียะ!
แส้ฟาดลงซ้ำอีกครั้งแรงจนเนื้อสะท้อน เลือดซึมออกมาจากบาดแผล ใบหน้าของรชฏบวมช้ำไปหมด แทบมองไม่เห็นเค้าเดิม
“ผมจะรีบหามาคืนครับ ผมสัญญา…” เขาพูดทั้งที่ลมหายใจแทบขาด
“พวกมึงทำงานกันยังไง ถึงปล่อยให้คนกระจอกแบบนี้ลอยนวลอยู่ได้” เสียงเย็นเฉียบดังขึ้น ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ รองเท้าหนังสีดำเงาวับก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้ารชฏ
“พวกลูกหนี้ติดการพนันครับ” ศิวะกรรายงานเสียงเรียบ
“ไม่จ่ายก็ตัดหัวมันทิ้ง” คำสั่งสั้นๆ แต่โหดเหี้ยมจนคนฟังขนลุก
“ไม่! ไม่ๆๆ อย่าฆ่าผมเลย!” รชฏร้องลั่น รีบคลานเข้าไปแทบเท้า “ผมมีลูกสาวลูกสาวผมสวยมาก ถ้าคุณจะรับไปเลี้ยง...”
ผลัวะ!
คำพูดยังไม่ทันจบ ร่างของเขาก็ถูกถีบเข้าที่หน้าอกอย่างแรงจนหงายหลังล้มลงไปกับพื้น ร่างสูงมองด้วยความรังเกียจ
“เลว มึงเกิดมาเป็นคนพ่อได้ยังไง”
“เอายังไงดีครับ”
“ส่งมันไปทำงานใช้หนี้ ไม่หมดไม่ต้องให้มันกลับมา” น้ำเสียงเฉียบขาดทำให้ลูกน้องทุกคนเงียบลงอีกครั้ง
“ครับ”
“ถ้ามันคิดจะหนี้ตัดนิ้วมัน”
“ผะ ผมไม่หนีแล้ว” รชฎยกมือไหว้เพราะรักชีวิตตัวเอง แต่คิดหาทางหนีอยู่ดีหากเขากลับไปหาลูกสาว สุดท้ายลูกก็ต้องช่วยอยู่ดี
ณัทเตชินทร์นั่งเอนกายอยู่ในห้องวีไอพีของไนต์คลับ แสงไฟสลัวสะท้อนใบหน้าคมคายให้ดูเย็นชา เขายกแก้วขึ้นดื่มช้าๆ ก่อนจะคีบบุหรี่ขึ้นสูบ ควันสีเทาลอยคลุ้งไปทั่วอากาศ
“พรุ่งนี้คุณเตชินทร์จะเข้าบริษัทไหมครับ” ณภัทรเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง รอคำตอบจากเจ้านาย
“มีงานด่วนอะไร” เสียงทุ้มตอบกลับมาเรียบๆ โดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง
“ประชุมผู้ถือหุ้นครับ”
“อืม” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสั้นๆ
“ออกไป ฉันอยากอยู่คนเดียว”
“ครับ”
ประตูปิดลง เหลือเพียงความเงียบกับกลิ่นบุหรี่ที่ยังลอยอวล ชายหนุ่มเอนศีรษะพิงพนัก สายตาเหม่อลอยออกไปไกล
สามปีที่เขาส่งคนออกตามหาเธอแทบพลิกแผ่นดิน แต่กลับไม่มีร่องรอยใดให้ตามต่อ ราวกับผู้หญิงคนนั้นไม่เคยมีอยู่จริง
เขากำแก้วในมือแน่น แววตาแข็งกร้าวขึ้นอย่างน่ากลัว ถ้าวันหนึ่งเขาได้เจอเธออีกครั้ง อย่าหวังว่าเธอจะหนีไปจากเขาได้อีกตลอดชีวิต
“ขอจูบอีกนิดนะ” ณัทเตชินทร์งอแงตั้งแต่เช้า แขนยังกอดเอวภรรยาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ“พอแล้วค่ะ ใกล้ถึงเวลาส่งลูกไปเรียนแล้วนะ” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ พลางพยายามดันอกเขาออก“ก็กลางคืนเจ้าตัวเล็กงอแงตลอด แทบไม่ได้อยู่กับเมียเลย” เขาบ่นเสียงต่ำ หน้าซบลงกับไหล่เธอเหมือนเด็กขี้อ้อน“คุณอย่าดื้อสิคะ โตแล้วนะ” เธอส่ายหน้าอย่างเอ็นดู“ไม่โตตอนอยู่กับเธอ” เขาตอบทันควัน ทำเอาเธอหลุดยิ้มออกมาอีกครั้งริญชิฎาพยายามจะขยับตัวหนี แต่เขากลับถอนหายใจเบาๆ เหมือนยอมแพ้ ก่อนจะฉวยโอกาสนั้นดึงเธอกลับเข้ามาในอ้อมกอดริมฝีปากของเขาแนบลงมาอีกครั้งอย่างเอาแต่ใจ ครั้งนี้ไม่เร่งร้อน เหมือนต้องการเก็บช่วงเวลาสั้นๆ นี้ไว้ให้นานที่สุดเธอเผลอนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ คลายแรงต้าน ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในอ้อมกอดนั้น มือเล็กจับปลายเสื้อเขาไว้แน่น หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจห้ามปัง!เสียงเปิดประตูดังลั่น พร้อมร่างเล็กของพอร์ชที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นพ่อกอดแม่แน่น เด็กชายหยิกขาพ่อเบาๆ“ปะป๊าทำอะไรแม่อีก!” พอร์ชหน้าบึ้ง ก่อนจะรีบวิ่งมากอดแม่ไว้แน่น ราวกับกลัวว่าจะถูกแย่งไป“แค่กอดยุ่งไรด้วย” เขาเลิกคิ้วนิดๆ ก่อนตอบเ
ห้องจัดเลี้ยงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของบรรดาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน บรรยากาศคึกคักจนแทบไม่มีมุมเงียบริญชิฎานั่งอยู่ที่โต๊ะกลมกลางห้อง ชุดเรียบหรูของเธอทำให้ดูโดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติ ข้างๆ มีต้นไผ่นั่งอยู่เงียบๆ คอยเป็นเหมือนกำแพงกันลม“เรนนี่ ได้ข่าวว่าเธอเรียนไม่จบไม่ใช่เหรอ แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่ล่ะ” เพื่อนสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเหมือนจะเป็นห่วง แต่แฝงความตั้งใจบางอย่าง บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงเล็กน้อย“เราเลี้ยงลูกอยู่บ้าน” เธอตอบเรียบๆ ไม่หลบสายตาใคร มือของเธอเอื้อมไปแตะต้นแขนต้นไผ่เบาๆ เป็นเชิงห้ามไม่ให้เขาใจร้อน“มีลูกแล้วเหรอ จะเอาปัญญาที่ไหนเลี้ยงลูก” เพื่อนอีกคนทำตาโต คำพูดนั้นทำให้หลายคนเริ่มหันมามองกัน“ส้มโอเธอก็พูดไป บ้านของเรนนี่เคยรวยมาก่อน บางทีอาจจะได้สามีรวยๆ ก็ได้” เพื่อนอีกคนหัวเราะเบาๆ คำพูดเหมือนหยอกล้อ แต่กลับกดดันให้ต้องตอบ“สามีเธอชื่ออะไรเหรอ เผื่อแฟนของฉันรู้จัก เลโอเขาเป็นนักธุรกิจทั้งหล่อทั้งรวย”สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เธอพร้อมกัน ริญชิฎานิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยกยิ้มบางๆ อย่างสุขุม เธอรู้ว่าเพื่อนๆ ต้องการคำตอบแบบไหน“เธอเห็นค
งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางสวนกว้างที่ประดับด้วยดอกไม้สีขาวนวล แซมด้วยแสงไฟระยิบระยับราวกับดาวตกลงมาอยู่ใกล้แค่เอื้อม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ลอยคลุ้งไปทั่ว บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะของแขกที่มาร่วมยินดีณัทเตชินทร์ในชุดสูทสีขาวสะอาดตา ยืนอยู่ปลายทางเดินพรมยาว ดวงตาคมมองไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ แต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ไม่เคยปิดบังในอ้อมแขนของเขา มีลูกน้อยตัวเล็กที่กำลังมองไปรอบๆ อย่างไร้เดียงสา ส่วนอีกข้างเจ้าแฝดสองคนจับมือกันแน่น เดินเคียงข้างพ่ออย่างน่ารัก“ปะป๊าแม่สวยไหม” เสียงใสของพีทซ์กระซิบถาม“สวยที่สุด” เขายิ้มบางๆ ก่อนตอบเสียงดนตรีคลอเบาๆ ดังขึ้น เมื่อริญชิฎาปรากฏตัวที่ปลายทางเดินในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ชายกระโปรงพลิ้วไหวไปตามแรงลมอ่อนๆ ใบหน้าสวยหวานเปล่งประกายด้วยรอยยิ้มที่ทั้งเขินอายและมีความสุขทั้งคู่สบตากันเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ ณัทเตชินทร์ค่อยๆ เดินไปข้างหน้า พร้อมลูกๆ ที่อยู่เคียงข้าง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหมาย“มาช้าจังนะ” เขาเอ่ยแซวเบาๆ“ก็อยากให้คุณรอนานๆ หน่อย จะได้รู้ว่ามีค่าขนาดไหน” เธอส่งยิ้มให้เขากับลูกๆ ทั้งสามคน
ณัทเตชินทร์อุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมแขนอย่างเก้ๆ กังๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้อุ้มลูกของตัวเอง สายตาคมจ้องมองใบหน้าเล็กๆ นั้นไม่วาง ราวกับกำลังพิจารณาบางอย่างจริงจัง“คุณจะจ้องลูกอีกนานไหมคะ” ริญชิฎายิ้มขำกับท่าทีที่เขามีต่อลูก“ทำไมถึงเป็นลูกชายอีกนะ บอกให้ตรวจเพศก็ไม่ยอม” น้ำเสียงเหมือนบ่น แต่แววตากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาก้มมองลูกอีกครั้ง มือใหญ่ค่อยๆ ประคองร่างเล็กอย่างระมัดระวังหญิงสาวมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ครั้งนี้ชายหนุ่มจะได้เลี้ยงดูลูกด้วยตัวเอง จะได้ลิ้มรสของการพักผ่อนไม่พอมันเป็นอย่างไร“คุณตั้งชื่อลูกสิคะ”เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะมองเด็กน้อยในอ้อมแขนอีกครั้ง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า“น้องเพิร์ธ ภัทรภาคินแล้วกัน”หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ เห็นด้วยกับเขา อยากให้ชื่อลูกคล้องจองและเข้ากันกับชื่อของเจ้าแฝด เหมือนเป็นสายใยเล็กๆ ที่ผูกพวกเขาไว้ด้วยกันตั้งแต่แรกเกิด“ดูสิเขาเหมือนฉันเลยนะ” เขาอุ้มลูกเข้าไปใกล้หญิงสาว พร้อมรอยยิ้มบางๆ ทั้งสองสบตากันเงียบๆ ก่อนจะยิ้มออกมาพร้อมกัน รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความสุข“พอร์ชอย่าอุ้มน้อง!” พีทซ์รีบห้ามพี่ชาย“น้องตื่นแล้ว เล่นได้นี่นา” พอ
“ลุงหมอแม่เป็นอะไรเหรอ” พีทซ์เงยหน้าถามเสียงใส ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ในโรงพยาบาล“คุณแม่ไม่สบายนิดหน่อยครับ แต่เดี๋ยวก็หายนะ แต่ถ้าเจอแม่แล้ว อย่างอแงนะครับ” ธาวินก้มลงมองเด็กน้อยก่อนจะยิ้มอ่อน เขาจับมือเด็กแฝดทั้งสองไว้แน่นเด็กทั้งสองพยักหน้าแม้ดวงตายังแดงก่ำจากการร้องไห้ ธาวินพาเดินเข้าไปในโรงพยาบาล มือจูงหลานแฝดไว้ไม่ห่าง ภาพเด็กน้อยหน้าตาน่ารักสองคน ทำให้หลายคนหันมามองอย่างเอ็นดู“แม่ป่วยบ่อยจัง” พอร์ชพึมพำเบาๆ อย่างเป็นห่วง“เดี๋ยวแม่ก็หายดีครับ”ระหว่างนั้นพยาบาลสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา พร้อมรอยยิ้มสงสัย “คุณหมอพาเด็กที่ไหนมาคะ น่ารักเชียว”“ลูกชายเพื่อนผมครับ” เขาตอบเรียบง่าย แต่สายตายังคงจับจ้องเด็กทั้งสองคนไม่ห่างเด็กแฝดทั้งสองค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องผู้ป่วย พอเห็นพ่อกับแม่ก็พากันขมวดคิ้วพร้อมกัน“ปะป๊าเป็นไร ทำไมใส่ชุดเหมือนกัน” พอร์ชเอียงคอถามอย่างสงสัย“เสื้อคู่ไง” เขาตอบหน้าตาย“เหมือนคนใกล้ตาย” พีทซ์พูดเรียบๆทำเอาธาวินที่ยืนอยู่ด้านหลังแทบกลั้นขำไม่อยู่ ส่วนคนเป็นพ่อหน้าบึ้งทันที อยู่ดีไม่ว่าดีมาแช่งให้เขาตายเสียอย่างนั้น“มานี่ มาอยู่กับแม่” ริญชิฎาเรียกเสียงอ่อนเด็กทั้ง
ร่างของณัทเตชินทร์จมดิ่งลงสู่ทะเลน้ำเย็นจัดโอบล้อมร่างเขาไว้ทุกทิศทาง เขาว่ายน้ำไม่เป็น แต่ยังพยายามดิ้นรนสุดกำลัง“เรนนี่!” เสียงตะโกนของเขาถูกกลืนหายไปในน้ำทะเลยิ่งพยายามร่างก็ยิ่งจมลึกลงลมหายใจเริ่มขาดห้วง ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน แต่ในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังดับลงมือหนึ่งคว้าแขนเขาไว้แน่น ลูกน้องของเขาดึงร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว“พาเจ้านายขึ้นฝั่ง!” ณภัทรสั่ง ก่อนจะดำน้ำลงไปอีกครั้งทันที“ปล่อยกู!” เขาดิ้นสุดแรงไม่ยอมขึ้นฝั่งเพราะยังไม่เจอหญิงสาวลูกน้องพาเขาขึ้นฝั่งอย่างทุลักทุเล เพราะเจ้านายแทบไม่ยอมให้ความร่วมมือ ดิ้นรนจะกลับลงไปในทะเลตลอดเวลาไม่นานณภัทรก็โผล่ขึ้นมาพร้อมอุ้มริญชิฎาขึ้นมา ณัทเตชินทร์แทบไม่คิด รีบพุ่งเข้าไปทันทีเขาผลักมือลูกน้องออก เพราะไม่ต้องการให้ใครแตะต้องตัวเธอ“กูทำเอง!” เขาคุกเข่าลงข้างเธอมือสั่นเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มพยายามปั๊มหัวใจ และผายปอดอย่างลนลาน“เรนนี่ เรนนี่” เสียงของเขาสั่นจนแทบขาด“แค่ก!” หญิงสาวสำลักน้ำออกมา ร่างสะดุ้งเล็กน้อยดวงตาเธอเปิดขึ้นเล็กน้อยมองเขาพร่ามัว“เรนนี่!” เขาเรียกชื่อเธอแทบจะทันที “คุณเตชินทร์” เสียงแหบพร่าราวกับจะขาดหาย ก่อนที่เธอ
ยามเช้าริญชิฎาตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เธอรีบจัดเตรียมอาหารเช้าเตรียมนมวางเรียงไว้ให้ลูก ก่อนจะหันไปมองร่างเล็กสองร่างที่ยังงัวเงียอยู่บนที่นอน“แม่ไม่ไป ไม่ได้เหยอ” พีทซ์กะพริบตาปริบๆ เสียงอ้อนจนหัวใจคนเป็นแม่แทบละลาย“ถ้าแม่ไม่ไปทำงาน แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อหม่ำๆ ให้ลูกล่ะคะ” คำตอบอ่อนโย
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาภายในรถ ณัทเตชินทร์นั่งเอนตัวอยู่บนเบาะหนังสุดหรู ท่าทางดูเหนื่อยล้าไม่น้อย สายตาคมทอดมองออกไปด้านนอกอย่างเหม่อลอยเมื่อคืนเขาต้องจัดการงานหลายอย่าง กว่าจะเคลียร์ทุกอย่างเสร็จก็เกือบสว่าง ชายหนุ่มยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วๆตอนนี้เขาทำได้เ
ภายในห้องเรียนนักศึกษาต่างพากันจับจองที่นั่งของตัวเอง บางคนคุยกันเสียงดัง บางคนก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เหมือนทุกวันที่ผ่านมา แต่ทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออก เสียงพูดคุยกลับค่อยๆ เงียบลงริญชิฎาเดินเข้ามาในห้องเรียนอย่างลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกได้ทันทีว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่เธอ สายตาเหล่านั้นไม่ได้
“มะ ไม่ ปล่อยฉัน!”หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้ายอย่างกะทันหัน ลมหายใจหอบถี่ เหงื่อเย็นไหลชุ่มไปทั่วแผ่นหลัง ใบหน้าซีดเผือดขณะเธอรีบยกมือกุมหน้าอกตัวเองที่กำลังเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาสามวันแล้วหลังจากคืนอันเลวร้ายคืนนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังคงตามหลอกหลอนเธอทุกครั้งที่หลับตา จนทำให้ริญชิฎาแทบไ







