Masukหลิ่งฟางเซียงหยิบชามแบบมีฝาครอบ และตะเกียบออกมาจากคลังเก็บของในระบบอย่างละ 2 ชิ้น จากนั้นแกะบะหมี่สำเร็จรูปใส่ชามก่อนจะเทน้ำร้อนจนท่วม แล้วปิดปากถ้วยเอาไว้
"เหลียนฮวา เจ้านับเลขได้หรือไม่"
"ได้เพคะ"
"เช่นนั้นนับ 1 ถึง 180 หากครบก็เปิดฝากินได้เลย"
"เพคะ"
ท่าทางขานรับอย่างว่าง่าย ของสาวใช้ตัวน้อยทำให้หลิ่งฟางเซียงอดที่จะยิ้มกว้างอย่างพอใจไม่ได้ เธอโน้มใบหน้าลงประชิดคนที่กำลังนับเลขแล้วถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
"เจ้าไม่สงสัยหรือว่าข้าเอาของพวกนี้มาจากที่ไหน"
"หม่อมฉันไม่กล้าสงสัยพระชายาเพคะ"
"ดี!"
ถึงแม้จะบอกว่าไม่สงสัยแต่ไป๋เหลียนฮวาที่เติบโตมากลับหลิ่งฟางเซียงย่อมมองออกถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
"พระชายา หม่อมฉันนับถึง 180 แล้วเพคะ"
"เช่นนั้นก็เปิดฝากินกันเถิด"
ดวงตาของไป๋เหลียนฮวาเบิกกว้าง มองคนที่นั่งลงบนพื้นตรงข้ามตนเอง เปิดฝาชามแล้วคีบบะหมี่ใส่ปากด้วยความแปลกใจ ถึงนางกับพระชายาจะเติบโตมาด้วยกัน แต่ก็มีสถานะเป็นนายบ่าว ทั้งชีวิตที่ผ่านมาอีกฝ่ายยึดมั่นถือตนเป็นที่สุด ทว่าตอนนี้กลับนั่งลงบนพื้นร่วมกินบะหมี่กับนาง อย่างไม่ถือตัว ช่างประหลาดนัก แต่เมื่อมองไปในชามตรงหน้าไป๋เหลียนฮวาก็ตื่นตกใจอีกระลอก เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าก้อนแข็งๆ ก่อนหน้านี้ถึงได้กลายเป็นเส้นบะหมี่สีเหลืองน่ากินได้กัน
“ไม่ต้องถามให้มากกินเข้าไปก็พอ”
ใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยขยับขึ้นลงอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะยื่นมือมารับชามและตะเกียบไป เพียงแต่กินบะหมี่ไม่ทันหมดถ้วยด้านนอกก็เกิดเสียงคำรามลั่นของฝืนฟ้า พริบตาสายน้ำมากมายก็ไหลลงมาราวกับฟ้ารั่ว ที่สำคัญก็คือน้ำฝนเหล่านั้นไหลบ่าลงราวกับด้านบนไม่มีหลังคา
“พระชายารีบเสด็จไปหลบฝนบนเตียงก่อนเถิดเพคะ”
ไป๋เหลียนฮวามือหนึ่งประคองคน อีกมือประคองชามบะหมี่รีบพาผู้เป็นนายขึ้นนั่งบนเตียงแข็ง ดวงตาของหลิ่งฟางเซียงเบิกกว้างมองสายน้ำที่ไหลลงมาจากหลังคาจนบนพื้นเจิงนองด้วยความอดสู
ทว่าระบบเกมส์บัดซบนี้คงยังไม่พอใจในความอดสูที่เธอได้รับ ในขณะที่พื้นเบื้องหน้ากำลังจะกลายเป็นอ่างรองน้ำ เสียงคล้ายทารกร้องไห้ก็ดังขึ้น ไป๋เหลียนฮวาเบิกตากว้างไม่เอ่ยอะไรก็รีบวิ่งออกไปในทันที ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับทารกในอ้อมแขน
หลิ่งฟางเซียงยังไม่ทันวิเคราะห์เรื่องราวใดๆ เสียงระบบอัตโนมัติ ก็ดังขึ้นในความคิดอีกครั้ง จนเธอต้องหลับตาขมวดคิ้วยกมือขึ้นกุมขมับ
"อัพเดตข้อมูลโฮสต์"
เรื่องราวต่างๆ พลันหลั่งไหลเข้ามาในความคิดราวกับสายน้ำหลาก ที่แท้หลิ่งฟางเซียงผู้นี้ก็คือพระสนมของอ๋องเฉิน แห่งแคว้นเซียว และเหตุผลที่นางถูกเนรเทศมาตำหนักท้ายวัง ใช้ชีวิตไม่ต่างจากสุนัขเลี้ยงที่ถูกทิ้ง ก็เพราะเมื่อหนึ่งปีก่อนเจ้าของร่างเดิมใช้อำนาจของตระกูลแต่งเข้ามาในจวนอ๋องเฉิน ในคืนเข้าหอยังใช้วิธีสกปรก วางยาบีบบังคับให้เขาร่วมเตียงมีสัมพันธ์ เพียงแต่โชคดีไม่เข้าข้างคนร้ายกาจ วันต่อมาตระกูลหลิ่งถูกอ๋องเฉินยื่นฏีกาตั้งข้อหาฉ้อโกงเสบียงกองทัพ โดนเนรเทศทั้งตระกูล ส่วนหลิ่งฟางเซียงก็ถูกพามากักขังยังตำหนักท้ายวังแห่งนี้
สวรรค์ชะตาของตัวละครหลิ่งฟางเซียงนี้ โหดร้ายเกินไปแล้ว!!
"พระชายาดูเหมือนองค์ชายจะหิวแล้วเพคะ"
องค์ชาย! บัดซบ ร่างนี้ยังมีลูกชายวัยแรกเกิดอีกด้วย!!
แต่แม้ว่าเธอจะด่าทอระบบเกมส์อยู่ในใจมากมายหลายประโยค สุดท้ายหลิ่งฟางเซียงก็ยื่นมือไปรับเด็กชายมาไว้ในอ้อมแขน เมื่อเห็นร่างเล็กที่ซูบผอมในห่อผ้าหยาบแล้วในใจของหลิ่งฟางเซียงก็อดที่จะสงสารเขาไม่ได้
"พระชายารีบป้อนนมองค์ชายเถิดเพคะ"
ป้อนนม ถึงร่างนี้จะเป็นมารดาของเจ้าตัวน้อยจริงๆ แต่เธอไม่ใช่ อีกทั้งดูก็รู้ว่าเต้านมสองข้างไร้ซึ่งน้ำนมไม่อาจทำให้เด็กชายอิ่มท้องได้อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นคนในห่อผ้าจะตัวผอมแห้งราวหนังหุ้มกระดูกเช่นนี้ได้อย่างไร
"คืนนี้ฝนคงตกทั้งคืนเหลียนฮวา เจ้าก็ไปนอนพักเถิด"
"ให้องค์ชายเสวยนมสักหน่อยก่อนเถิดเพคะ แล้วหม่อมฉันจะรับพระองค์ออกไป"
ไป๋เหลียนฮวาร้องขอหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน นางรู้ดีว่าพระชายารังเกียจองค์ชายน้อย ในตอนกลางวันจึงพาเขาออกไปนอนที่นอกเรือน ในตอนกลางคืนก็เอาไปนอนที่ห้องข้าง มีเพียงตอนที่พระองค์หิวจนทนไม่ไหวเท่านั้นจึงจะอุ้มมาหาพระชายาเพื่อขอเสวยนม
"ไม่เป็นไรข้าจะดูแลเขาเอง"
ดูแล ได้ยินผู้เป็นนายกล่าวว่าจะดูแลองค์ชายน้อยด้วยตัวเอง ไป๋เหลียนฮวาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ นับจากที่องค์ชายเกิดมาเป็นเวลาร่วมสามเดือน นอกจากอุ้มป้อนนมเป็นครั้งคราวเพื่อให้เด็กชายสงบเสียง พระชายาก็ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเขาเลย ครั้งนี้ไม่เพียงโอบอุ้มด้วยสายตาอ่อนโยน ยังจะดูแลเขาอีกด้วย
สวรรค์ในที่สุดท่านก็เมตตาองค์ชายน้อยเสียที
เพียงแต่ในขณะที่กำลังสับสนกับการเปลี่ยนไปนี้ของผู้เป็นนาย ผ้าห่มผืนหนึ่งก็ถูกยื่นออกมาตรงหน้า ทำเอาเหลียนฮวาตื่นตระหนกจนหลงลืมความสงสัยก่อนหน้าไปจนหมดสิ้น
"พระชายา ผ้าห่มผืนนี้พระองค์?"
"เจ้าเคยบอกว่าไม่กล้าสงสัยข้า"
"หมะ... หม่อมฉันผิดไปแล้ว"
"ไปนอนเถิด"
"เพคะ"
รอจนสาวใช้คนสนิทจากไป หลิ่งฟางเซียงก็ก้มมองดูเด็กชายในอ้อมแขน ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารจริงๆ มีชีวิตอยู่ในสภาพนี้จะทนได้อีกสักกี่วันกันเชียว มือเรียววาดขึ้นกลางอากาศ
"ระบบร้านค้าออนไลน์เริ่มทำงาน กรุณาเลือกหมวดที่ต้องการ"
ปลายนิ้วขาวกดไปที่ปุ่ม Shopping ก็ปรากฏกล่องข้อความเด้งขึ้นมา
"แจ้งเตือนจากระบบ คูปองส่วนลด 70% ทุกรายการ จะหมดอายุภายใน 10 ชั่วโมง"
นิ้วเรียวกดปิดการแจ้งเตือน จากนั้นเลือกหมวดอาหาร และเข้าไปที่อาหารสำหรับเด็ก ก่อนจะเลือกนมผงจำนวน 20 ถุง แล้วเข้าไปที่หมวดเสื้อผ้าสำหรับเด็ก ซื้อเสื้อผ้ายุคจีนโบราณจำนวน 10 ชุด ตามด้วยของใช้ที่จำเป็น จำพวกขวดนม ที่นอน ผ้าห่ม ยาบำรุงอีกเล็กน้อย
เมื่อกดดูที่ตะกร้าก็พบว่าของที่เธอกดเลือกมานั้นต้องใช้คะแนนแลกถึง 300 คะแนน โชคดีที่เธอมีคูปองส่วนลด 70% อยู่จึงสามารถซื้อของเหล่านี้ได้ ในราคา 90 คะแนน
"เป็นโชคดีของเจ้า หากช้ากว่านี้คูปองหมดอายุ เกรงว่าคงได้ต้มน้ำข้าวให้เจ้ากินแล้ว"
ในเมื่อคูปองส่วนลด 70% ยังสามารถใช้ได้ หลิ่งฟางเซียงจึงตัดสินใจใช้ 10 คะแนนที่เหลือแลกยามาตุนเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แต่เมื่อมองคะแนนที่หายไปก็รู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
ช่างเถิดอย่างน้อยก็ได้ใช้ในช่วงที่มีส่วนลด ถือว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว
ดวงตากลมโตก้มลงสบดวงตาใสของเด็กน้อยบนตัก แล้วถอนหายใจก่อนจะจัดการชงนมให้เขา แรกเริ่มเด็กชายไม่คุ้นชินกับการดูดจากขวดนม จึงงอแงและต่อต้านอยู่เล็กน้อย เพียงแต่ผ่านไปไม่นานเมื่อได้ลิ้มรสของนมในขวดก็เปลี่ยนเป็นดูดกินจนแก้มผอมตอบลึกกว่าเดิม
"ค่อยๆ กินเดี๋ยวจะท้องอืด"
หลิ่งฟางเซียงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งที่รู้ว่าเด็กน้อยไม่เข้าใจในคำพูดของตน เพียงแต่เด็กชายบนตักกลับคล้ายรับรู้คำพูดของเธอ และตอบรับด้วยการหยุดดูดนมทำให้หญิงสาวรู้สึกตื่นตกใจอยู่ไม่น้อย
"ช่างเป็นเด็กที่รู้ความจริงๆ เอาเถอะต่อไปฉันจะเลี้ยงดูเธอให้เป็นเด็กอ้วนจ้ำม่ำเลยทีเดียว"
.........................................................
หลิ่งฟางเซียงนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงมาครึ่งคืนก็ไม่อาจข่มตาหลับได้ ในใจของเธอเวลานี้รู้สึกคิดไม่ตก กังวลเรื่องที่ดินด้านหลังตำหนัก กว้างขวางขนาดนั้นหากต้องใช้แรงขุดจริงๆ เธอคงจะมือหักก่อนได้ปลูกผักมือเรียววาดกลางอากาศ เปิดระบบเข้าไปตรวจสอบร้านค้าหมวดอุปกรณ์ทางการเกษตร ก่อนที่ดวงตากลมจะเบิกกว้างเมื่อพบเครื่องพรวนดินระบบไฟฟ้าขนาดเล็กถึงแม้ว่าในยุคนี้ไม่มีไฟฟ้า แต่ในคลังมิติของเธอนั้นมีคุณสมบัติในการรักษาสภาพสินค้า ดังนั้นแค่ชาร์จแบตเตอรี่ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่ที่ทำให้หลิ่งฟางเซียงหนักใจก็คือ ราคาแลกเปลี่ยนเจ้าสินค้าชิ้นนี้กลับสูงถึง 20 คะแนน แพงยิ่งกว่าปิ่นปักผม 30 อันที่เธอแลกมาเมื่อวันก่อนเสียอีกหลิ่งฟางเซียงลังเลอยู่ไม่น้อย แม้ว่าวันนี้เธอจะทำภารกิจสำเร็จและได้คะแนนเพิ่มมาถึง 100 คะแนน แต่คะแนนเดิมของเธอก็เหลือเพียงแค่ 10 คะแนน รวมกันแล้วมีเพียง 110 คะแนนเท่านั้น จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไม่ได้เด็ดขาด ทว่าเมื่อคิดถึงอนาคตที่ต้องอยู่ในระบบนี้ไปอย่างไร้กำหนด เธอก็ถอนหายใจยาวคนเราจะใช้จมูกผู้อื่นหายใจได้อย่างไรกัน ถึงแม้ว่าตัวเธอจะมีระบบร้านค้าที่มีข้าวของมากมายให้หยิบใช้ แต่ก็ต้อง
ดวงตะวันเริ่มเคลื่อนคล้อยต่ำลง หลิ่งฟางเซียงมองดูหมอชราตรวจอาการให้ซ่งหลินซีด้วยสีหน้ากังวล ด้านหนึ่งก็ห่วงใยอาการของเด็กชายที่นอนอยู่ตรงหน้า อีกด้านก็คะนึงหาเด็กน้อยที่รออยู่ในตำหนักท้ายวังอ๋องฉิน“แม่นางฟาง อาการของลูกชายเจ้ารุนแรงอยู่ไม่น้อย ทั้งขาดอาหาร ทั้งบาดเจ็บภายใน เจ้าเป็นแม่คน ต่อให้เขาดื้อรั้นเพียงใดก็ไม่ควรลงมือหนักขนาดนี้”พูดพลางมองไปทางเด็กขายตัวโตอีกคนที่ผอมแห้งไม่ต่างกันช่างเป็นมารดาที่ย่ำแย่จริงๆ ทั้งที่รูปร่างงดงาม สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดี แต่กลับให้เด็กๆ ใช้ชีวิตรันทดถึงเพียงนี้หลิ่งฟางเซียงอยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นมารดาร้ายกาจ อีกทั้งยังมีลูกชายเพิ่มขึ้นอีกสองคน ก็วางสีหน้าไม่ถูก กลับเป็นเด็กชายบนเตียงที่รู้ความรีบเอ่ยปากแทน“ท่านลุงหมอเข้าใจผิดแล้วขอรับ พวกเราเป็นเด็กกำพร้าไร้บ้าน วันนี้ถูกคนพาลรังแก นายหญิงไปพบเข้าเกิดความเมตตาจึงรับมาอยู่ด้วยขอรับ”เมื่อได้ยินคำอธิบายที่ชัดเจน หมอชราก็หันกลับมาโค้มศีรษะเอ่ยขออภัยต่อหญิงสาว พร้อมมอบใบสั่งยาให้ก่อนจะจากไปหลิ่งฟางเซียงถอนหายใจยาวก่อนจะเดินไปจับมือของซ่งหลินซาง แล้ววางเงินอีแปะพวงหนึ่งไว้บนฝ่ามือเล็ก เด็กชายเงยห
“อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็มัดที่คอแทนก็แล้วกัน”มัดคอ ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ออกมาจากปากของหญิงสาวที่ใช้ผ้าโปร่งอำพรางใบหน้าเอาไว้ดวงตาของเด็กชายก็ตวาดมองด้วยสายตาแข็งกร้าวช่างเป็นหญิงสาวที่โหดเหี้ยมจริงๆ แต่โหดเหี้ยมแล้วอย่างไร ขอเพียงวันนี้เขากับน้องชายสามารถออกไปจากที่นี่ได้ วันหน้าค่อยคิดวิธีการจัดการหญิงชั่วร้ายผู้นี้ก็ยังไม่สาย“เจ้าในตอนนี้เป็นทาสของข้า ศพนั่นแบกตามมา”ศพ! น้องเขายังไม่ตายเสียหน่อย ถึงแม้ในใจของเด็กชายจะคิดเช่นนั้น ทว่าต่อให้นางไม่สั่งเขาก็จะแบบน้องชายออกไปอยู่ดี ใช้เวลาราวครึ่งชั่วยามหลิ่งฟางเซียงก็พาเด็กชายทั้งสองออกมาจากตลาดค้าทาสได้สำเร็จ ใบหน้าของเด็กชายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิม อีกทั้งยังต้องแบกน้องชายที่หมดสติไว้บนหลังก็เต็มไปด้วยเม็ดหนึ่งที่ชุ่มโชก เธอไม่แม้แต่จะหันมามองเขาก็พูดเสียงเรียบ"เดินต่ออีกหนึ่งลี้ค่อยพัก"ไม่ใช่การถามไถ่แต่เป็นการออกคำสั่ง ดังนั้นต่อให้ไม่ยินยอมเด็กชายก็ทำได้แค่จำใจต้องเดินตามหญิงสาว โชคดีที่นางเป็นเพียงสตรีบอบบางที่เชื่องช้า เขาจึงไม่ได้เหนื่อยจนเกินไปไม่นานหลิ่งฟางเซียงก็หยุดเท้าพักที่ศาลาริมทาง ร่างเพรียวบางนั่งลงบนโต๊ะหินอ่อน
เซิ่นชิงหยวนส่งยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยลา หลิ่งฟางเซียงยังคงสับสนในใจกับเรื่องที่ได้รับรู้ หรือแท้จริงแล้วอ๋องเฉินผู้นั้นไม่ได้เป็นดั่งเช่นที่เจ้าของร่างเดิมเข้าใจ"แจ้งเตือนจากระบบ!! กรุณากดรับภารกิจที่ 4!! กรุณากดรับภารกิจที่ 4!!"ในขณะที่กำลังคิดวิเคราะห์เรื่องราว เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น หลิ่งฟางเซียงโยนเรื่องทั้งหมดในความคิดทิ้ง รีบเดินเข้าไปด้านในบ้านวาดมือเปิดระบบก่อนจะกดไปที่หน้าภารกิจ"ภารกิจที่ 4 ช่วยชีวิตคน 1 คน"ช่วยคน! แม้ว่าภารกิจนี้จะดูไม่ยากนัก เพราะแค่หาคนใกล้ตายสักคนแล้วช่วยเหลือเขา ก็เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจทว่าสถานที่ที่มีคนใกล้ตายนั้นก็มีเพียงแค่... ลานประหาร... ที่นี่ต่อให้เธอไปได้ ก็คงช่วยคนไม่ได้ สนามรบ... หากไปที่นั่นเธอไม่ทันช่วยคนก็คงเป็นศพไปเสียก่อน พื้นที่โรคระบาด... ไม่มีโรคระบาด จะมีพื้นที่โรคระบาดได้อย่างไร แต่หากจะรอให้เกิดโรคระบาด อีกสิบปีเธอก็คงทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จหลิ่งฟางเซียงถอนหายใจยาว ทั้งที่เป็นภารกิจง่ายๆ แต่กลับทำได้ยากยิ่ง พลันดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง เมื่อนึกสถานที่ที่หนึ่งได้เธอช่างโง่จริงๆ ลืมสถานที่ดีๆ แห่งนี้ไปได้อย่างไร“แม่นางอยาก
"บ้านของข้าอยู่ในซอยนี้ คุณชายเซิ่นส่งแค่นี้ก็พอเจ้าค่ะ”เซิ่นชิงหยวนเห็นท่าทางลำบากใจของหญิงสาวก็ไม่คิดรบเร้าตอแยให้คนอึดอัดใจ อย่างน้อยวันนี้เขาก็ได้รู้ที่อยู่ของนางแล้ว วันหน้ายังต้องกังวลเรื่องหานางไม่พบอยู่อีกหรือ“ได้! เช่นนั้นข้ากลับก่อน วันหน้าหากมีเรื่องอันใดก็มาหาข้าได้เสมอ”“ขอบ...”“แม่นางน้อย ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว นี่คงเป็นสามีของเจ้าใช่หรือไม่ แต่งตัวภูมิฐานเช่นนี้ย่อมต้องได้เจ้านายที่ดีอย่างแน่นอน มาๆ รีบมาทำสัญญากันเถิด”หลิ่งฟางเซียงไม่ทันเอ่ยปากสักครึ่งคำก็ถูกเถ้าแก่ฉินพูดรวบรัดจนจบประโยค จากนั้นก็เดินนำทาง“สามี? เซียงเซียงนี่มันเรื่องอะไรกัน”หัวใจที่พองโตของเซิ่นชิงหยวนพลันแตกสลายในทันที เมื่อได้ยินว่าหญิงสาวมีสามีแล้ว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั้งอก จนแม้แต่ลมหายใจก็ยังติดขัด ใบหน้าคมก็พลันซีดเซียวขึ้นมา“ข้ากำลังจะซื้อบ้าน เพื่อความปลอดภัยจึงโกหกไปว่ามีสามีและน้องชายร่วมอยู่ด้วยกันเจ้าค่ะ”คล้ายใจที่แตกสลายได้รับยาวิเศษช่วยเยียวยาไม่เพียงอาการเจ็บปวดในอกจนหายใจติดขัดก่อนหน้านี้จะหายเป็นปลิดทิ้ง ตอนนี้ยังรู้สึกเต็มตื้นพองโตมากกว่าเดิม เชิดหน้าขึ้นขานรับด้วยสีหน้าอิ่มเอ
หลังจากตกลงราคาซื้อบ้านได้แล้ว หลิ่งฟางเซียงก็รีบไปที่ร้านเครื่องประดับของเซิ่นชิงหยวน เสี่ยวติงเห็นคนก็จดจำได้ในทันที ดังนั้นจึงรีบให้บ่าวชายไปส่งข่าวแก่คุณชายของตน ก่อนจะออกมาต้อนรับหญิงสาวด้วยท่าทางกระตือรือร้น“แม่นางฟาง วันนี้ท่านมาที่ของเราเพื่อซื้อหรือว่า...”“ข้ามาขายของ”พูดจบก็ส่งกล่องไม้ใบหนึ่งให้อีกฝ่าย เมื่อหลงจู๊หนุ่มเปิดดูก็พบว่าด้านในคือปิ่นทองบุปผาประดับเกสรด้วยทับทิมสีแดงสด พร้อมกับต่างหูทับทิม ทว่าที่ทำให้เขาตกใจจนเกือบทำของในมือตกก็คือ...“ทับทิมโลหิต แม่นางฟางนี่มันของล้ำค่ามาก ท่านมีได้อย่างไร”ทับทิมโลหิต เป็นอัญมณีที่หายากมาก เพียงแค่เม็ดเล็กๆ ประดับหัวแหวนหนึ่งวงก็มีค่าถึง 1 ตำลึงทอง ทว่าปิ่นทองเล่มนี้ของแม่นางฟางเซียนกลับประดับไว้ถึง 1 , 2 , 3 , … 15 เม็ด นับรวมกับที่ต่างหูทั้งสองข้างก็ 17 เม็ด“เชิญท่านหลงจู๊ตีราคาเถิดเจ้าค่ะ”“แม่นางฟางของชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไป ข้าเกรงว่าทางร้านของเราจะซื้อไม่ไหว”คิ้วเรียวของหลิ่งฟางเซียงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เธออุตส่าห์ใช้คะแนนสะสมถึง 10 คะแนนไปกับการแลกซื้อเครื่องประดับ 30 กว่าชิ้น เพื่อนำมาขายเปลี่ยนเป็นเงินใช้จ่าย และเพรา






