Masukหลิ่งฟางเซียงหยิบชามแบบมีฝาครอบ และตะเกียบออกมาจากคลังเก็บของในระบบอย่างละ 2 ชิ้น จากนั้นแกะบะหมี่สำเร็จรูปใส่ชามก่อนจะเทน้ำร้อนจนท่วม แล้วปิดปากถ้วยเอาไว้
"เหลียนฮวา เจ้านับเลขได้หรือไม่"
"ได้เพคะ"
"เช่นนั้นนับ 1 ถึง 180 หากครบก็เปิดฝากินได้เลย"
"เพคะ"
ท่าทางขานรับอย่างว่าง่าย ของสาวใช้ตัวน้อยทำให้หลิ่งฟางเซียงอดที่จะยิ้มกว้างอย่างพอใจไม่ได้ เธอโน้มใบหน้าลงประชิดคนที่กำลังนับเลขแล้วถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
"เจ้าไม่สงสัยหรือว่าข้าเอาของพวกนี้มาจากที่ไหน"
"หม่อมฉันไม่กล้าสงสัยพระชายาเพคะ"
"ดี!"
ถึงแม้จะบอกว่าไม่สงสัยแต่ไป๋เหลียนฮวาที่เติบโตมากลับหลิ่งฟางเซียงย่อมมองออกถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
"พระชายา หม่อมฉันนับถึง 180 แล้วเพคะ"
"เช่นนั้นก็เปิดฝากินกันเถิด"
ดวงตาของไป๋เหลียนฮวาเบิกกว้าง มองคนที่นั่งลงบนพื้นตรงข้ามตนเอง เปิดฝาชามแล้วคีบบะหมี่ใส่ปากด้วยความแปลกใจ ถึงนางกับพระชายาจะเติบโตมาด้วยกัน แต่ก็มีสถานะเป็นนายบ่าว ทั้งชีวิตที่ผ่านมาอีกฝ่ายยึดมั่นถือตนเป็นที่สุด ทว่าตอนนี้กลับนั่งลงบนพื้นร่วมกินบะหมี่กับนาง อย่างไม่ถือตัว ช่างประหลาดนัก แต่เมื่อมองไปในชามตรงหน้าไป๋เหลียนฮวาก็ตื่นตกใจอีกระลอก เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าก้อนแข็งๆ ก่อนหน้านี้ถึงได้กลายเป็นเส้นบะหมี่สีเหลืองน่ากินได้กัน
“ไม่ต้องถามให้มากกินเข้าไปก็พอ”
ใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยขยับขึ้นลงอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะยื่นมือมารับชามและตะเกียบไป เพียงแต่กินบะหมี่ไม่ทันหมดถ้วยด้านนอกก็เกิดเสียงคำรามลั่นของฝืนฟ้า พริบตาสายน้ำมากมายก็ไหลลงมาราวกับฟ้ารั่ว ที่สำคัญก็คือน้ำฝนเหล่านั้นไหลบ่าลงราวกับด้านบนไม่มีหลังคา
“พระชายารีบเสด็จไปหลบฝนบนเตียงก่อนเถิดเพคะ”
ไป๋เหลียนฮวามือหนึ่งประคองคน อีกมือประคองชามบะหมี่รีบพาผู้เป็นนายขึ้นนั่งบนเตียงแข็ง ดวงตาของหลิ่งฟางเซียงเบิกกว้างมองสายน้ำที่ไหลลงมาจากหลังคาจนบนพื้นเจิงนองด้วยความอดสู
ทว่าระบบเกมส์บัดซบนี้คงยังไม่พอใจในความอดสูที่เธอได้รับ ในขณะที่พื้นเบื้องหน้ากำลังจะกลายเป็นอ่างรองน้ำ เสียงคล้ายทารกร้องไห้ก็ดังขึ้น ไป๋เหลียนฮวาเบิกตากว้างไม่เอ่ยอะไรก็รีบวิ่งออกไปในทันที ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับทารกในอ้อมแขน
หลิ่งฟางเซียงยังไม่ทันวิเคราะห์เรื่องราวใดๆ เสียงระบบอัตโนมัติ ก็ดังขึ้นในความคิดอีกครั้ง จนเธอต้องหลับตาขมวดคิ้วยกมือขึ้นกุมขมับ
"อัพเดตข้อมูลโฮสต์"
เรื่องราวต่างๆ พลันหลั่งไหลเข้ามาในความคิดราวกับสายน้ำหลาก ที่แท้หลิ่งฟางเซียงผู้นี้ก็คือพระสนมของอ๋องเฉิน แห่งแคว้นเซียว และเหตุผลที่นางถูกเนรเทศมาตำหนักท้ายวัง ใช้ชีวิตไม่ต่างจากสุนัขเลี้ยงที่ถูกทิ้ง ก็เพราะเมื่อหนึ่งปีก่อนเจ้าของร่างเดิมใช้อำนาจของตระกูลแต่งเข้ามาในจวนอ๋องเฉิน ในคืนเข้าหอยังใช้วิธีสกปรก วางยาบีบบังคับให้เขาร่วมเตียงมีสัมพันธ์ เพียงแต่โชคดีไม่เข้าข้างคนร้ายกาจ วันต่อมาตระกูลหลิ่งถูกอ๋องเฉินยื่นฏีกาตั้งข้อหาฉ้อโกงเสบียงกองทัพ โดนเนรเทศทั้งตระกูล ส่วนหลิ่งฟางเซียงก็ถูกพามากักขังยังตำหนักท้ายวังแห่งนี้
สวรรค์ชะตาของตัวละครหลิ่งฟางเซียงนี้ โหดร้ายเกินไปแล้ว!!
"พระชายาดูเหมือนองค์ชายจะหิวแล้วเพคะ"
องค์ชาย! บัดซบ ร่างนี้ยังมีลูกชายวัยแรกเกิดอีกด้วย!!
แต่แม้ว่าเธอจะด่าทอระบบเกมส์อยู่ในใจมากมายหลายประโยค สุดท้ายหลิ่งฟางเซียงก็ยื่นมือไปรับเด็กชายมาไว้ในอ้อมแขน เมื่อเห็นร่างเล็กที่ซูบผอมในห่อผ้าหยาบแล้วในใจของหลิ่งฟางเซียงก็อดที่จะสงสารเขาไม่ได้
"พระชายารีบป้อนนมองค์ชายเถิดเพคะ"
ป้อนนม ถึงร่างนี้จะเป็นมารดาของเจ้าตัวน้อยจริงๆ แต่เธอไม่ใช่ อีกทั้งดูก็รู้ว่าเต้านมสองข้างไร้ซึ่งน้ำนมไม่อาจทำให้เด็กชายอิ่มท้องได้อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นคนในห่อผ้าจะตัวผอมแห้งราวหนังหุ้มกระดูกเช่นนี้ได้อย่างไร
"คืนนี้ฝนคงตกทั้งคืนเหลียนฮวา เจ้าก็ไปนอนพักเถิด"
"ให้องค์ชายเสวยนมสักหน่อยก่อนเถิดเพคะ แล้วหม่อมฉันจะรับพระองค์ออกไป"
ไป๋เหลียนฮวาร้องขอหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน นางรู้ดีว่าพระชายารังเกียจองค์ชายน้อย ในตอนกลางวันจึงพาเขาออกไปนอนที่นอกเรือน ในตอนกลางคืนก็เอาไปนอนที่ห้องข้าง มีเพียงตอนที่พระองค์หิวจนทนไม่ไหวเท่านั้นจึงจะอุ้มมาหาพระชายาเพื่อขอเสวยนม
"ไม่เป็นไรข้าจะดูแลเขาเอง"
ดูแล ได้ยินผู้เป็นนายกล่าวว่าจะดูแลองค์ชายน้อยด้วยตัวเอง ไป๋เหลียนฮวาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ นับจากที่องค์ชายเกิดมาเป็นเวลาร่วมสามเดือน นอกจากอุ้มป้อนนมเป็นครั้งคราวเพื่อให้เด็กชายสงบเสียง พระชายาก็ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเขาเลย ครั้งนี้ไม่เพียงโอบอุ้มด้วยสายตาอ่อนโยน ยังจะดูแลเขาอีกด้วย
สวรรค์ในที่สุดท่านก็เมตตาองค์ชายน้อยเสียที
เพียงแต่ในขณะที่กำลังสับสนกับการเปลี่ยนไปนี้ของผู้เป็นนาย ผ้าห่มผืนหนึ่งก็ถูกยื่นออกมาตรงหน้า ทำเอาเหลียนฮวาตื่นตระหนกจนหลงลืมความสงสัยก่อนหน้าไปจนหมดสิ้น
"พระชายา ผ้าห่มผืนนี้พระองค์?"
"เจ้าเคยบอกว่าไม่กล้าสงสัยข้า"
"หมะ... หม่อมฉันผิดไปแล้ว"
"ไปนอนเถิด"
"เพคะ"
รอจนสาวใช้คนสนิทจากไป หลิ่งฟางเซียงก็ก้มมองดูเด็กชายในอ้อมแขน ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารจริงๆ มีชีวิตอยู่ในสภาพนี้จะทนได้อีกสักกี่วันกันเชียว มือเรียววาดขึ้นกลางอากาศ
"ระบบร้านค้าออนไลน์เริ่มทำงาน กรุณาเลือกหมวดที่ต้องการ"
ปลายนิ้วขาวกดไปที่ปุ่ม Shopping ก็ปรากฏกล่องข้อความเด้งขึ้นมา
"แจ้งเตือนจากระบบ คูปองส่วนลด 70% ทุกรายการ จะหมดอายุภายใน 10 ชั่วโมง"
นิ้วเรียวกดปิดการแจ้งเตือน จากนั้นเลือกหมวดอาหาร และเข้าไปที่อาหารสำหรับเด็ก ก่อนจะเลือกนมผงจำนวน 20 ถุง แล้วเข้าไปที่หมวดเสื้อผ้าสำหรับเด็ก ซื้อเสื้อผ้ายุคจีนโบราณจำนวน 10 ชุด ตามด้วยของใช้ที่จำเป็น จำพวกขวดนม ที่นอน ผ้าห่ม ยาบำรุงอีกเล็กน้อย
เมื่อกดดูที่ตะกร้าก็พบว่าของที่เธอกดเลือกมานั้นต้องใช้คะแนนแลกถึง 300 คะแนน โชคดีที่เธอมีคูปองส่วนลด 70% อยู่จึงสามารถซื้อของเหล่านี้ได้ ในราคา 90 คะแนน
"เป็นโชคดีของเจ้า หากช้ากว่านี้คูปองหมดอายุ เกรงว่าคงได้ต้มน้ำข้าวให้เจ้ากินแล้ว"
ในเมื่อคูปองส่วนลด 70% ยังสามารถใช้ได้ หลิ่งฟางเซียงจึงตัดสินใจใช้ 10 คะแนนที่เหลือแลกยามาตุนเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แต่เมื่อมองคะแนนที่หายไปก็รู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
ช่างเถิดอย่างน้อยก็ได้ใช้ในช่วงที่มีส่วนลด ถือว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว
ดวงตากลมโตก้มลงสบดวงตาใสของเด็กน้อยบนตัก แล้วถอนหายใจก่อนจะจัดการชงนมให้เขา แรกเริ่มเด็กชายไม่คุ้นชินกับการดูดจากขวดนม จึงงอแงและต่อต้านอยู่เล็กน้อย เพียงแต่ผ่านไปไม่นานเมื่อได้ลิ้มรสของนมในขวดก็เปลี่ยนเป็นดูดกินจนแก้มผอมตอบลึกกว่าเดิม
"ค่อยๆ กินเดี๋ยวจะท้องอืด"
หลิ่งฟางเซียงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งที่รู้ว่าเด็กน้อยไม่เข้าใจในคำพูดของตน เพียงแต่เด็กชายบนตักกลับคล้ายรับรู้คำพูดของเธอ และตอบรับด้วยการหยุดดูดนมทำให้หญิงสาวรู้สึกตื่นตกใจอยู่ไม่น้อย
"ช่างเป็นเด็กที่รู้ความจริงๆ เอาเถอะต่อไปฉันจะเลี้ยงดูเธอให้เป็นเด็กอ้วนจ้ำม่ำเลยทีเดียว"
.........................................................
“ชีวิตนี้ของข้าได้ปกป้องเจ้า ข้าไม่เสียใจ”เสียงแผ่วเบาเอ่ยจบประโยคก็กระอักเลือดออกมาอีกหน หลิ่งฟางเซียงส่ายหน้าไปมา“ไม่นะท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ยอม พระองค์ห้ามเป็นอะไรทั้งนั้น”มือเรียวรีบวาดในอากาศเปิดระบบร้านค้าโดยไม่กังวลว่าความลับจะถูกเปิดเผยอีกต่อไป จากนั้นกดเข้าไปที่หมวดร้านค้า ค้นรายการเพื่อหายาแก้สารพัดพิษ เพียงแต่ของสิ่งนั้นเป็นของที่ได้จากการทำภารกิจดังนั้นจึงไม่มีขายทั่วไปในระบบค้นหายาแก้สารพัดพิษไม่พยในระบบเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางแก้ไข หลิ่งฟางเซียงก็ร้องไห้จนตัวสั่น ในใจหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็น อ๋องเฉินยกมือขึ้นวางบนแก้มเนียน มุมปากยกยิ้มอ่อนแรงให้นาง“เซียงเซียง วันหน้าไม่มีข้าอยู่ต้องดูแลตนเองให้ดี เข้าใจไหม”“ไม่! ข้าไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น หมอ! หมอมาหรือยัง!”เห็นท่าทางร้อนใจของนางในใจของหยางหย่งเล่อก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน เพียงแต่เวลานี้ตัวเขารู้สึกอ่อนแรงเกินกว่าจะขยับตัวโอบกอดปลอบโยนนาง“เซียงเซียง ข้า... รักเจ้า...”น้ำเสียงแผ่วเบาสุดท้ายเอ่ยออกมาก่อนที่ดวงตาคมจะปิดลง พร้อมกับลมหายใจของอ๋องเฉินที่ค่อย ๆ แผ่วลงทีละน้อย"ไม่นะ... ท่านอ๋อง หยางหย่ง
หลิ่งฟางเซียงมองดูทหารส่วนพระองค์สี่นายที่เข้ามาจับกุมตัวเธอแล้วขมวดคิ้วเรียว ดูเหมือนว่าอ๋องเฉินจะไม่ยอมทำตามคำร้องขอของเธอในจดหมายและยืนยันจะเข้าเมืองหลวง เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้อ๋องเฉินควรตกเป็นรองไม่ใช่หรือไร เหตุใดองค์ฮ่องเต้จึงทำราวกับว่าตนเองตกเป็นรองเช่นนี้เล่า“ขอพระสนมโปรดอภัยด้วย”“ไม่ต้อง พวกเจ้านำทางก็พอ”ด้วยรู้ดีว่าไม่สามารถสู้กำลังของอีกฝ่ายได้ หลิ่งฟางเซียงจึงไม่คิดต่อต้านให้ตนเองตกที่นั่งลำบาก แสร้งยอมเดินตามทหารส่วนพระองค์ไปด้วยท่าทางสงบ หากแต่ในใจกำลังขบคิดหาทางหนีทีไล่ให้ตนเอง“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท”หยางหย่งหมิงมองดูท่าทางว่าง่ายของหลิ่งฟางเซียงแล้วแค่นยิ้ม อ๋องเฉินเก่งกาจทางการรบแล้วอย่างไร สตรีของอีกฝ่ายในตอนนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ในกำมือเขาหรือไร“สนมรัก เจ้ารู้หรือไม่ตอนนี้อ๋องเฉินกำลังจะบุกเข้ามาชิงตัวเจ้า”“จะเป็นไปได้อย่างไรเพคะ อ๋องเฉินเป็นเพียงอ๋องประจำเมือง ถึงจะมีตำแหน่งแม่ทัพแต่ทหารในมือก็มีเพียงน้อยนิดเท่านั้น”“แน่นอนว่าอาศัยเพียงกำลังทหารจากหัวเมืองเหนือเขาย่อมไม่กล้า แต่ที่เขากล้าก็เพราะเขามีกำลังหนุนจากอีกสามหัวเมืองอย่างไรเล่า”เมื่อได้ยินเรื่องนี้ใ
ในวันถัดมาหลิ่งฟางเซียงให้ซ่งหลินซางไปสืบความทั้งในและนอกวังเพื่อประเมินสถานการณ์ อีกทั้งยังให้เขาปล่อยข่าวเรื่องว่าเธอเป็นหญิงกาลกิณี เพียงก้าวเข้าวังก็เกิดเรื่องสะเทือนแผ่นดินดังนั้นวันต่อมาองค์ฮ่องเต้หยางหย่งหลงจึงได้รับราชฎีกามากมายคัดค้านการแต่งตั้งพระสนมคนใหม่ หากแต่เขาวางแผนอย่างยากลำบากเพื่อชิงคนของน้องชายมา แน่นอนว่าย่อมไม่คิดปล่อยมือโดยง่าย“เรื่องตำหนักหลังของข้ายังไม่ถึงคราวให้ขุนนางอย่างพวกเจ้าสอดมือ! ประกาศราชโองการออกไป ผู้ใดคัดค้านการแต่งตั้งพระสนมไป๋ให้ถือว่าต่อต้านข้าผู้เป็นฮ่องเต้ มีโทษเทียบเท่ากบฏ”แน่นอนว่าหลังจากที่หยางหย่งหลงประกาศราชโองการนี้ออกไปก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากคัดค้านอีก“ในเมื่อเขายังไม่ยอมถอย เช่นนั้นก็เพิ่มยาแรงอีกสักหน่อย อาซางคืนนี้เจ้าไปจัดการวางระเบิดศาลบรรพชน พรุ่งนี้โถงว่าราชการ วันถัดไปก็เป็นศาลาชมขันทร์ ข้าจะดูว่าฮ่องเต้ยังจะทนรับข้าเป็นสนมได้อยู่หรือไม่”“กระหม่อมรับพระบัญชา”ซ่งหลินซางรับกล่องระเบิดแล้วพลิ้วกายไปจัดการตามคำสั่งของผู้เป็นนาย และในยาวสวีเสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็สร้างความโกลาหลวุ่นวายไปทั่วทั้งวังหลวง ด้วยไม
หลิ่งฟางเซียงหยุดเท้าที่หน้าโถงพระโรง ขันทีนำทางก็แจ้งแก่ขันทีหน้าประตูไม่นานก็ได้ยินเสียงขันทีด้านในประกาศดังก้อง“เชิญเสด็จพระสนมผินไป๋เข้าเฝ้า”สิ้นเสียงขันทีด้านในท้องพระโรง หลิ่งฟางเซียงก็ก้าวเท้าเข้าไปด้านใน สายตาของบรรดาขุนนางมองหญิงสาวที่สวมชุดสามัญ ใบหน้าครึ่งล่างอำพรางด้วยผ้าโปร่งแล้วพากันแค่นเสียงเย้ยหยันในลำคอ บางคนยังถึงขั้นเอ่ยออกมาโดยตรง“กระหม่อมทราบมาว่าพระสนมเป็นเพียงแม่ค้าชาวบ้าน ทว่าอย่างไรตอนนี้ก็ได้เป็นพระสนมแล้ว เรื่องมารยาทอย่างเครื่องแต่งกายก็ควรจะทราบบ้างนะพ่ะย่ะค่ะ”หลิ่งฟางเซียงปรายตามองอีกฝ่ายแล้วยกยิ้มเย้ยหยันใต้ผ้าโปร่ง ดูจากลักษณะของขุนนางผู้นี้แล้วน่าจะเป็นรองเจ้ากรมโยธาอันจ้าวเหยียน“รองเจ้ากรมอันกล่าวเช่นนี้กำลังตำหนิฝ่าบาทหรือ”อันจ้าวเหยียนอยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาด้วยโทษหมิ่นเบื้องสูงจึงรีบขยับตัวมาคุกเข่ากลางห้องโถงรีบเอ่ยแก้ต่างในทันที“กระหม่อมมิได้มีเจตนาเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ พระสนมทรงกล่าวหากระหม่อมเช่นนี้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่”“ข้าเป็นเพียงแม่ค้าชาวบ้านจะกล่าวหารองเจ้ากรมไปทำไม อีกทั้งตอนนี้ตำแหน่งของข้าก็เป็นเพียงสนมขั้นผิน เทียบกับอันเฟยแล้วนับว่า
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็วหลิ่งฟางเซียงสวมชุดที่รัดกุมก้าวออกจากจวนอ๋อง ทว่าทันทีที่รถม้าเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองทางทิศใต้ เบื้องหน้าก็มีกลุ่มชาวบ้านจำนวนมากขวางกั้นเอาไว้“พวกเราไม่ยอมให้ใครพาพระชายาไปทั้งนั้น!”"ใช่! พวกเราไม่ยอม! พระนางเป็นชายาของท่านอ๋องแล้ว จะเข้าวังไปเป็นพระสนมได้อย่างไรกัน"เมื่อมีเสียงคนที่หนึ่งร้องคัดค้าน คนที่สองที่สามก็ร้องตาม เจียงฟ่านที่ยืนรออยู่หน้าประตูขบกรามแน่น จ้องมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยความคับแค้นใจ ในอดีตเขากับอ๋องเฉินฝึกฝนเรียนรู้และเติบโตมาพร้อมกัน ทว่าเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นเชื้อพระวงศ์จึงมีโอกาสมากกว่า เพียงไม่กี่ปีก็เป็นแม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือ ครอบครองพื้นที่ศักดินากลายเป็นแม่ทัพปกครองเมือง ในขณะที่เขาเป็นเพียงแม่ทัพไร้นามผู้หนึ่งเท่านั้นวันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึก ว่าการเป็นศัตรูกับข้านั้นมีจุดจบเช่นไร“ขัดขวางราชโองการมีโทษประหาร! ใครกล้าก็ลองดู”แม้จะถูกข่มขู่ด้วยโทษตาย หากแต่ชาวบ้านตรงหน้ากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด พากันถืออาวุธที่พอจะหาได้ ทั้งไม้ จอบ เสียม กำมั่นเอาไว้ด้วยสายตาแน่วแน่ ต่อให้ต้องสู้จนตัวตายะวกเขาก็ไม่คิดถอยหนีพระชาย
"ราชโองการแห่งองค์ฮ่องเต้ ไป๋ฟางเซียงมีคุณงามความดี ช่วยเหลือประชาชนจากโรคระบาด เป็นสตรีอันควรเป็นแบบอย่าง โปรดแต่งตั้งขึ้นเป็น 'ผิงไป๋' รับราชโองการ..."หลิ่งฟางเซียงคล้ายถูกสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสกๆ ทั้งที่เธอพยายามหลบหลีด้วยวิธีการสารพัดแต่สุดท้ายก็ไม่อาจหลบเลี่ยงชะตานี้หานตงขมวดคิ้วแน่น แม่นางไป๋เป็นสตรีของท่านอ๋อง เขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดแย่งชิงนางไปจากผู้เป็นนาย แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นองค์ฮ่องเต้ก็ตาม“แม่นางไป๋ คือพระชายาของท่านอ๋อง จะไปเป็นสนมของฝ่าบาทได้อย่างไร""ขัดราชโองการมีโทษเท่ากับกบฏ ทหารจับตัวมันสังหารเสีย!!""ช้าก่อนท่านแม่ทัพ หานตงทำเช่นนี้จะกล่าวว่ากบฏได้อย่างไรต้องกล่าวว่ามีใจภักดีต่างหาก"รุ่ยหลินเฮ่อรีบเอ่ยปากช่วยคน โดยจงใจใช้เสียงที่ดังกว่าปกติ เพื่อเรียกความสนใจจากชาวเมืองโดยรอบ"แม้ว่าแม่นางไป๋จะยังไม่ได้ผ่านพิธีการของราชวงศ์ แต่นางก็เข้าจวนอ๋องมาอย่างเป็นทางการ มีพยานบุคคลยืนยันเป็นจำนวนมาก! ท่านประกาศราชโองการออกมาเช่นนี้ กลับสร้างความเสื่อมเสียให้ฝ่าบาท ทำให้พระองค์ตกเป็นที่ครหาของผู้คนว่าเป็นกษัตริย์แย่งชิงภรรยาชาวบ้าน!”"แม่นางไป๋ ยังไม่ผ่านพิธีการของราชวงศ์ จะ







