Masukสิ้นเสียงของเธอ แรงดูดมหาศาลแรงหนึ่งได้พาร่างของเธอไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นตา ลู่หยวนซีล้มหัวคะมำลงไปอย่างแรง เธอพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางตื่นตระหนก
“สวัสดีและยินดีต้อนรับ คุณลู่หยวนซี” เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เธอสะดุ้งจนตัวโยน ลู่หยวนซีมองไปรอบๆ หาที่มาของเสียง แต่แล้วกลับพบเพียงความเปล่าเท่านั้น “ที่นี่คือที่ไหน คุณเป็นใคร พาฉันมาที่นี่ทำไม” ลู่หยวนซีถามออกไปอย่างลนลาน เวลานี้เธอรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็จำเป็นต้องทำใจดีสู้เสือเข้าไว้ “ใจเย็นๆ ก่อน ผมจะค่อยๆ อธิบายให้คุณได้เข้าใจไปทีละเรื่อง ถ้าพร้อมแล้วอย่างนั้นเราก็มาเริ่มกันเลย” เสียงที่ไร้ที่มาดังขึ้นกังวานภายในหัวของเธอ ลู่หยวนซีนิ่งเงียบเพื่อรอฟังว่าเจ้าเสียงนั้นจะพูดอะไรต่อ “ผมคือ ระบบ โปรแกรมอัจฉริยะที่สามารถคิดด้วยตนเองได้ ที่นี่คือภายในโลกของผม และคุณคือคนที่ผมเลือกให้ทำหน้าที่ต่อจากนี้ไป” ลู่หยวนซีได้ฟังแล้วรู้สึกว่ามันค่อนข้างเชื่อได้ยากมาก หรือว่าเธอกำลังถูกทดลองอะไรบางอย่างจากรัฐบาลอยู่หรือเปล่า “ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดแน่นอน โลกของคุณนั้นยังล้าหลังเกินไปที่จะมีโปรแกรมระบบอัจฉริยะอย่างผมได้ เอาเถอะ ต่อไปเมื่อคุณได้สัมผัสอีกโลกคุณก็จะเข้าใจได้เอง” ลู่หยวนซีตกตะลึงจนทำสีหน้าไม่ถูก เมื่อเจ้าระบบรู้แม้กระทั่งความคิดของเธอ หรือว่าเธอจะกำลังถูกทดลองอยู่จริงๆ “ก็บอกว่าไม่ใช่ยังไงเล่า!!! ยัยผู้หยิงคนนี้นี่ เชื่อยากเชื่อเย็นซะเหลือเกิน เดี๋ยวผมก็ปล่อยให้ตายไปจริงๆ ซะเลย” เสียงทุ้มที่เคยสุภาพเวลานี้ไม่ต่างจากหญิงสาวเสียงแปดหลอดที่กำลังหงุดหงิด เมื่อเวลามีคนทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ลู่หยวนซีหลังจากที่ถูกดุเธอก็สะดุ้งขึ้นมาอย่างแรง แต่แล้วเสียงนั้นก็กลับมาสุภาพเช่นเดิม “อะแฮ่ม!! ขออภัย เอาเป็นว่าทุกอย่างที่คุณกำลังสัมผัสอยู่นี้คือเรื่องจริงทั้งหมด ดังนั้นจงเชื่อเถอะว่าคุณไม่ได้กำลังถูกทดลองอยู่” ลู่หยวนซีที่นิ่งเงียบมาตลอดพยักหน้าหงึกหงัก เพราะเธอกลัวว่าหากทำอะไรให้เขาไม่พอใจ เจ้าเสียงนั่นจะวีนขึ้นมาอีก “ดี!! ถ้าอย่างนั้นก็เข้าเรื่องกันเลย คุณลู่ คุณคือผู้ถูกเลือกให้มาทำหน้าที่สำคัญบางอย่าง และหน้าที่นั้นก็คือ ช่วยชีวิตของตัวร้ายในนิยายให้มีชีวิตรอด โดยที่คุณต้องไม่ทำตัวสะดุดตาให้ผู้เขียนจับได้เป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถช่วยเหลือคุณได้ เพราะในโลกของนิยายนักเขียนคือพระเจ้าที่ระบบอย่างเราไม่สามารถแทรกแซง ทำได้เพียงมองดูผ่านตัวคุณที่ถูกส่งเข้าไป พูดง่ายๆ คุณก็ไม่ต่างจากบัคที่เราแอบวางเอาไว้ในนิยายเรื่องนี้” ลู่หยวนซีไม่ค่อยเข้าใจที่ระบบพูดกับเธอ หากตัวร้ายในนิยายจะต้องตายตามความต้องการของนักเขียน แล้วระบบไปยุ่งอะไรด้วย ชื่อของเขาก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นตัวร้าย ตายไปก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง “ไม่ได้!! เขาจะตายไม่ได้เด็ดขาด ถึงยังไงคุณก็จะต้องช่วยตัวร้ายคนนี้ให้ได้ ข้อแลกเปลี่ยนคือผมจะทำให้คุณกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งในโลกจริงๆ ของคุณ” ลู่หยวนซีกลอกตาอย่างไม่พอใจ เจ้าระบบบ้านี่แอบอ่านความคิดของเธออีกแล้วอย่างนั้นหรือ น่าหงุดหงิดชะมัด “อะแฮ่ม!!” เสียงระบบกระแอมเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาอีก “ก่อนที่คุณจะใช้ให้ฉันทำงานให้ คุณบอกได้ไหมว่าทำไมเขาถึงตายไม่ได้” ลู่หยวนซียกมือเท้าเอวอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะเธอเองก็เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน “กะ...ก็แหม!!แบบว่า เขาหล่อเหลารูปงามเป็นหนึ่งในแผ่นดิน แม้แต่พระเอกในเรื่องยังต้องชิดซ้าย ถ้าปล่อยให้ตายไปแบบนี้ก็น่าเสียดายมากเลยไม่ใช่หรือ” หลังจากที่ได้ฟังคำตอบ ลู่หยวนซีก็แทบหงายหลัง นี่มันเหตุผลบ้าอะไรเนี่ย เจ้านี่มันเป็นระบบอัจฉริยะบ้าผู้ชายหรือยังไง เสียงก็ออกจะแมนซะขนาดนั้น ลู่หยวนซีพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ที่เธอต้องนอนเป็นผักอยู่ในโรงพยาบาล คงจะไม่ใช่ฝีมือเจ้านี่ด้วยหรอกกระมัง “..........” ไร้สัญญาณตอบกลับ ลู่หยวนซีรู้ว่าระบบได้ยินเสียงความคิดของเธอ แต่แล้วบางอย่างก็วาบเข้ามาในหัว หลังจากที่ความคิดของเธอหยุดลง “นี่!!! คงจะไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม คุณคงไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉันเกิดอุบัติเหตุใช่ไหม” ลู่หยวนซีตวาดออกไปเสียงดัง หากว่าเป็นเรื่องจริงเธอไม่อยากจะคิดเลยว่าตนเองกำลังพบอยู่กับอะไรกันแน่ “ตะ..ต้องไม่ใช่อยู่แล้ว ภัยพิบัติมีอยู่ทุกที่ เพียงแต่คุณดันซวยไปอยู่ตรงนั้นก็เท่านั้นเอง” ถ้าหากเจ้าระบบมีตัวตน เวลานี้ลู่หยวนซีจะต้องได้เห็นมันหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นปาดเหงื่อเป็นแน่ ทั้งเรื่องการสัมภาษณ์งานที่ถูกยกเลิก ทั้งเรื่องที่แฟนของเธอแอบนอกใจ เป็นฝีมือของเขาทั้งนั้น แต่ว่าจะให้เธอรู้เรื่องนี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นนิสัยไม่ยอมคนอย่างลู่หยวนซีคงจะยอมตายดีกว่ายอมช่วยเหลือเขาเป็นแน่ “ไม่ใช่ก็แล้วไป ถ้าอย่างนั้นก็บอกมาสิว่าฉันต้องทำยังไงบ้าง ถึงจะช่วยเจ้าตัวร้ายคนนั้นให้รอดตายจากปลายปากกาของนักเขียนคนนั้นได้” ลู่หยวนซีนั่งลงขัดสมาธิเพื่อรอฟังว่าระบบจะสั่งให้เธอทำอะไรอีก “ผมจะส่งคุณเข้าไปในตัวละครที่ไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในเนื้อเรื่อง พูดง่ายๆ คือเป็นตัวประกอบที่ใช้แล้วทิ้ง คุณแค่พยายามช่วยชีวิตของตัวร้ายให้ได้เท่านั้น แล้วก็อย่าปล่อยให้เขากลับไปแก้แค้นพระเอกอีกครั้งนะ ไม่อย่างนั้นความได้แตกแน่ คุณต้องรู้เอาไว้ก่อนว่าหลังจากที่คุณเข้าไปในนิยายแล้ว ผมจะไม่สามารถช่วยเหลือคุณได้ คุณต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเองเท่านั้น” ลู่หยวนซีถอนหายใจออกมาเบาๆ เป็นระบบที่ใช้งานคนเก่งเหลือเกิน ผู้หญิงตัวคนเดียวจะเอาชีวิตรอดไปได้สักกี่วันเชียว “ไม่ต้องห่วง ผมไม่มีทางปล่อยให้คุณเข้าไปในนั้นมือเปล่าแน่นอน นี่คือเนื้อหาของหนังสือนิยายเล่มนั้น รวมทั้งระบบการรักษาที่ผมส่งให้คุณไปแล้วตั้งแต่ที่คุณเข้ามาที่นี่ รวมทั้งช่องว่างเก็บของแค่คุณนึกถึงก็สามารถใช้งานได้ เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ” “ดะ...เดี๋ยว” ลู่หยวนซียังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างของเธอก็ถูกดูดด้วยแรงมหาศาลอีกครั้ง เมื่อเธอลืมตาขึ้นพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางผู้หญิงมากมายที่แต่งตัวด้วยชุดจีนโบราณ เจ้าระบบไม่เห็นบอกเลยว่าต้องเข้ามาในนิยายย้อนยุคจีนโบราณ งานหยาบแล้วทีนี้ เธอควรจะเริ่มยังไงดี “เอ้า!!เหตุใดถึงได้เงียบไปเล่า เล่าต่อสิ ตอนนี้คุณชายผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าต้องออกจากจวนตามคำสั่งเพื่อมารับใช้คนพิการใกล้ตายเช่นนี้คงจะลำบากไม่น้อย” ลู่หยวนซียืนทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าไหลตามน้ำไปก่อน เพราะเธอยังไม่ได้อ่านเนื้อหาในนิยายเลย แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเวลานี้อยู่ในช่วงไหนของเนื้อเรื่องหลัก แต่แล้วอาการปวดหัวของเธอก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ภาพก่อนหน้านี้และอิริยาบถต่างๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวราวกับกำลังนั่งมองวิดีโอเก่า บางภาพชัดบ้างบางภาพก็กลายเป็นเส้นสีดำมองเห็นไม่ชัด หลังจากอาการปวดหัวได้หายไป ลู่หยวนซีก็มองไปยังเหล่าสตรีชาวบ้านเหล่านั้นทีละคน คนพวกนี้คงเป็นตัวประกอบที่ไม่ต่างจากเอ็นพีซีเหมือนเธอกระมัง “เป็นอะไรไปหรือ ไม่เล่าต่อแล้ว หรือว่าเจ้าต้องรีบกลับเรือน” หญิงชาวบ้านนางหนึ่งเอ่ยถามลู่หยวนซี หลังจากที่เห็นเธอยกมือกุมหัวของตน “ชะ..ใช่ข้าต้องกลับแล้ว ป่านนี้คุณชายคงจะรอแย่ ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” หญิงชาวบ้านเหล่านั้นมองตามหลังลู่หยวนซีที่รีบเดินกลับไปยังเรือนเล็กหลังหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาห่างจากตัวหมู่บ้านไปเล็กน้อยด้วยสายตามึนงง “นางเคยเป็นห่วงคุณชายของนางตั้งแต่เมื่อใดกัน ข้าเห็นวันทั้งวันเอาแต่เดินเที่ยวเตร่ในหมู่บ้าน ไม่ก็มานั่งเล่นกับพวกเราอยู่ที่นี่” หญิงชาวบ้านทั้งหมด ต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของสตรีนางนั้น“เอ๊ะ!”มู่หยุนถิงอุทานเบาๆ ตอนแรกคิดเพียงแค่ต้องการเห็นหน้าท่านประธานใกล้ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะใกล้ไปแล้ว“นี่!คุณ”มู่หยุนถิงตกใจที่ได้เห็นใบหน้าที่แสนคุ้นเคยของผู้ชายทั้งสองคน เฮ่อเหวินจิ่งเหยียนและจ้าวหลี่เสวียนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หรือว่าตนเองยังฝันอยู่ มู่หยุนถิงหยิกแขนตนเองเบาๆ จากนั้นจึงร้องซี๊ดขึ้นมา“คุณคือมู่หยุนถิงลูกสาวคนเดียวของประธานมู่สินะครับ”ชายหนุ่มที่มีหน้าตาเหมือนจ้าวหลี่เสวียนพูดขึ้น ทำเอามู่หยุนถิงถึงกับอ้ำอึ้งไป นอกจากหน้าตาจะเหมือนกันเสียงของเขายังเหมือนกันอีกด้วย ดวงตาสับสนของมู่หยุนถิงปรากฏขึ้นยามเมื่อมองไปที่เขา“ผมคือเยี่ยนจืออี้ เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาและผมเป็นคู่หมั้นของคุณ”เยี่ยนจืออี้ชี้ไปยังร่างสูงที่ยืนเงียบจ้องไปยังลู่หยวนซีที่ยังมีอาการตกตะลึงอยู่ เธอไม่คิดว่าจะได้พบคนที่มีใบหน้าเหมือนกับเขาอย่างกะทันหัน ความสับสน ความคิดถึง ความเศร้า ทุกความรู้สึกที่ลู่หยวนซีมีมันปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของเธอ น้ำตาเม็ดโตผุดขึ้นมาในดวงตางามอย่างรวดเร็ว หญิงสาวรีบก้มหน้าซ่อนมันทันทีก่อนที่จะมีใครเห็น“นี่ ถึงกับตะลึงไปเลยหรอ เขาหล่อใช่ไหมล่ะ”มู่หยุนถิงเอ่ยเย้าเพื่อนสาว
หลายสิบปีผ่านไป เหล่าลูกหลานของลู่หยวนซีต่างมีวิถีชีวิตตามเส้นทางของตนเอง เหล่าญาติสนิทต่างก็ทยอยจากโลกนี้ไปทีละคน ตอนนี้นางเองก็ชรามากแล้วแต่สามีของนางก็ยังคงรักและดูแลนางไม่แตกต่างจากช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมาสองสามีภรรยาได้หยุดการเดินทางของตนลงจากนั้นจึงย้ายมาอยู่หมู่บ้านในหุบเขาเล็กๆ สถานที่ที่ทั้งสองได้พบกันครั้งแรกใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเงียบสงบ คนในหมู่บ้านต่างก็ไม่รู้ที่มาของพวกเขา รู้เพียงสองผู้เฒ่าเป็นคนจิตใจดีและเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นลู่หยวนซีนั่งรับลมอยู่ที่เก้าอี้หน้าเรือนทำให้นางหวนนึกถึงช่วงเวลาที่คอยดูแลเฮ่อเหวินจิ่งเหยียน เขาเป็นคนที่ดื้อรั้นแต่นางกลับดื้อรั้นกว่า ตอนนี้ต้นพลับที่อยู่ริมรั้วเติบโตสูงใหญ่เพราะผ่านมานานหลายสิบปี นางยิ้มให้กับตนเองเมื่อรู้สึกว่าชีวิตของนางนั้นช่างคุ้มค่าที่ได้เกิดมาตอนนี้นางไม่รู้สึกว่าตนเองต้องการอะไรอีกแล้ว นางมีสามีที่รักนางเพียงคนเดียวและลูกๆ ทั้งสองคนที่ประสบความสำเร็จแต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่สามารถทำใจได้คือ นางยังไม่ต้องการจากชายอันเป็นที่รักอย่างเขาไป แต่สังขารของมนุษย์นั้นมิอาจฝืน จึงทำได้เพียงหวังว่าหลังจากตนเองจากไปแล้วคงได้มี
ช่วงหลายวันมานี้ลู่หยวนซีดูอารมณ์แปรปรวนและง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งนางก็หาเรื่องทะเลาะกับเขาด้วยเรื่องไร้สาระอย่างเช่นวันนี้ เมื่อเห็นภรรยาอารมณ์ไม่ดีชายหนุ่มจึงออกจากห้องไป รอให้นางเข้านอนแล้วจึงได้ย้อนกลับมา“ลู่หยวนซีผมกลับมาแล้ว”ในความว่างเปล่าหญิงสาวยืนอยู่เพียงลำพัง เมื่อเสียงทักทายที่ฟังคุ้นหูดังขึ้นเธอก็จำได้ทันทีว่าคือใคร“เอ๊ะนี่!! คุณ...คือระบบหรือคะ คุณกลับมาแล้วหรือฉันเป็นห่วงแทบแย่ คุณหายไปไหนมากันแน่เป็นสิบปี”“เฮ่อ! จะหายไปไหนได้ ก็ถูกกักบริเวณน่ะสิโทษฐานเข้าแทรกแซงการทำงานของผู้อื่น เจ้านักเขียนนั่นใจร้ายชะมัด ถึงกับรายงานผม”ลู่หยวนซีได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าฉงน เพื่อช่วยพวกตนเขาถึงกับยอมถูกลงโทษ เขาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร“คุณถูกขังเป็นสิบปีเลยหรือคะ น่าเห็นใจจริงๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพียงเพราะคุณต้องการช่วยชีวิตผู้อื่นถึงกับต้องทำกันรุนแรงขนาดนี้”ระบบเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยราวกับจะร้องไห้ของลู่หยวนซี ถึงกับทำอะไรไม่ถูก จึงได้รีบอธิบายความเข้าใจผิดของเธอ“เอ่อไม่ใช่แบบนั้น มันก็แค่เดือนเดียวที่ถูกพักงานน่ะ ตอนนี้ผมก็กลับมาแล้ว เห็นเธอยังสุขสบายดีอยู่แบบนี้ดูเหมือนต้นฉบั
เช้าวันต่อมา ช่วงสายลู่หยวนซีที่ถูกเฮ่อเหวินจิ่งเหยียนจับอาบน้ำแต่งกายเพื่อไปคารวะน้ำชาบิดามารดา นางที่ถูกเขาเคี่ยวกรำอย่างหนักแสดงออกว่ายังอ่อนเพลีย แต่ประเพณีที่ต้องทำก็ยังต้องทำ ไม่อย่างนั้นจะถูครหาเอาได้“มาแล้วหรือ”เจียงจื่ออิ๋งที่เล่นอยู่กับเสี่ยวอวิ๋นในห้องโถงหันมาทักทายสามีภรรยาหมาดๆ ที่กำลังเดินเคียงคู่กันมา“ท่างแม่ลู่”ส่วนเสี่ยวอวิ๋นที่เห็นลู่หยวนซีเจ้าหัวไชเท้าก็พุ่งเข้าหานางทันที เฮ่อเหวินจิ่งเหยียนเห็นเช่นนั้นเขาก็หิ้วเจ้าเด็กน้อยด้วยมือเดียว ก่อนจะอุ้มเขาเอาไว้“นางไม่ค่อยสบาย ข้าจะอุ้มเจ้าเอง”เสี่ยวอวิ๋นทำหน้ายู่ไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมให้ชายหนุ่มอุ้มตนแต่โดยดี เจียงจื่ออิ๋งที่ยืนมองดูภาพนั้นนางได้แต่นึกถึงใครบางคนที่ไม่ได้พบหน้ามาปีกว่าแล้ว เขาจะรู้หรือไม่ว่าบุตรชายของเขาตอนนี้วิ่งเร็วเสียยิ่งกว่าลิง หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ ในใจคิดว่าชาตินี้พวกเขาคงจะไม่ได้พบหน้ากันอีก“คามนับ...คามนาบ”เสี่ยวอวิ๋นนั่งลงด้านข้างของเฮ่อเหวินจิ่งเหยียน ก่อนจะทำท่าคำนับเหมือนกับที่พวกเขาทำ เรียกเสียงหัวเราะและความเอ็นดูให้กับคนทั้งห้องโถง“เสี่ยวอวิ๋นมาหายายซิ”เฟิงฉู่หรันที่รับเจียงจ
ต่อมาเขาได้ส่งมอบจวนติ้งกั๋วกงให้บุตรชายบุญธรรมและทรัพย์สินส่วนหนึ่งเหลือเอาไว้ให้ลู่หยวนซีที่เป็นบุตรสาวแท้ๆ ไม่ว่าเมื่อใดที่นางเดินทางผ่านไปยังแคว้นหลี่ นางก็สามารถพักอยู่ที่นั่นได้อย่างสะดวกสบายหลังจากจัดการเรื่องราวต่างๆ จนเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็รีบควบม้ามาตามเส้นทางที่เขียนบอกเอาไว้ ทำให้ได้รู้ว่าตลอดสิบกว่าปีภรรยาที่เขาออกตามหาแทบพลิกแผ่นดิน กลับกลายเป็นว่านางได้รับบาดเจ็บจนหลับใหลไม่ได้สติ บัดนี้เขาได้พบนางแล้วและไม่คิดที่จะไปจากที่นี่จนกว่านางต้องการให้เขาจากไปลู่หยวนซีผู้ที่เฝ้ามองบิดาและมารดาอยู่ห่างๆ นางเองก็เฝ้าฝันว่าตนเองจะได้มีครอบครัวที่ครบสมบูรณ์เฉกเช่นผู้อื่น ดวงตางามมีน้ำใสเอ่อคลอ นางรู้สึกว่าความรู้สึกโหยหาภายในใจได้รับการเติมเต็มแล้ว“ยินดีด้วยที่ได้พบครอบครัวที่แท้จริง”หญิงสาวหันกลับมามองบุรุษรูปงามที่ยืนอยู่ท่ามกลางดงต้นเหมยฮวา นางส่งยิ้มกลับไปให้เขาก่อนจะยื่นมือไปด้านหน้า“ท่านเองก็เป็นครอบครัวของข้า”“ข้ารู้....ซีเอ๋อเจ้าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปหรือ”ชายหนุ่มถามหญิงสาวข้างกายระหว่างที่ทั้งสองเดินเล่นด้วยกัน บุรุษรูปงามเดินเคียงคู่กับหญิงสาวทั้งสองจูงมือกันด้วยท่าทางผ่
“นี่เป็นการเตือนเท่านั้น ถ้าหากต้องการทำร้ายมารดาของข้า ศพต่อไปจะเป็นพวกเจ้า”ลู่หยวนซีเหลือบมองไปยังกลุ่มคนที่ชักกระบี่ออกมาด้วยสายตาเย็นเยียบ ดวงตาของนางฉายแววอำมหิตราวกับสามารถสังหารผู้ใดก็ตามในห้องโถงที่กล้าขยับกายร่างสูงก้าวเข้ามาจับมือหญิงสาวขึ้นมาเป่าเบาๆ ด้วยท่าทางทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เข้ามาที่นี่“เจ็บมือแล้ว ต้องโทษที่พี่ชายไม่ได้เรื่องของข้าทำอาวุธไม่ได้เรื่องให้เจ้า”ลู่หยวนซีส่งยิ้มหวานละมุนให้กับบุรุษของตน ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่นางเลือกเขาเป็นคู่ชีวิต ทั้งสองคนสื่อใจถึงกันตั้งแต่ที่ได้ต่อสู้กับโจรสลัด มาบัดนี้เมื่อนางคิดทำสิ่งใดเหมือนกับว่าตัวเขาจะรับรู้ได้อย่างน่าอัศจรรย์“ไม่เป็นไร มันเป็นกริชที่ดี กลับไปแคว้นจิ้นเมื่อใดต้องไปขอบคุณพี่ชายของท่านแล้ว”ทั้งสองคนแสดงความรักต่อกันท่ามกลางความโกลาหนโดยที่ไม่สนใจความวุ่นวายที่พวกตนสร้างขึ้น“เจ้าเดรัจฉานน้อย!! เจ้ากล้าลงมือทำร้ายบุตรชายของข้า”ผู้เฒ่าเมี่ยวทำท่าจะกระโจนลงมาที่ลู่หยวนซีแต่ถูกเหล่าผู้คุมกฎกุมตัวเอาไว้ได้เสียก่อน เสียงคำรามไม่พอใจของชายชราดังก้องสลับกับเสียงร้องโอดโอยของเมี่ยวถัง






