Masukขอบตาแดงก่ำของลู่หยวนซี บ่งบอกว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แววตาของเธอสั่นไหวเพราะพยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดความสามารถ
“ฉันรู้เรื่องนี้มานานแล้ว อย่าได้เสียเวลาอีกเลย เสี่ยวซีเอ๋อ เธอไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างเอาไว้เองทั้งหมดหรอกนะ ออกไปใช้ชีวิตที่โลกภายนอกเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ซะ ที่ฉันดูแลพวกเธอมาสิบกว่าปี ฉันหวังเพียงว่าพวกเธอจะเติบโตขึ้นและมีชีวิตที่ดีก็เท่านั้นเอง ส่วนเรื่องเด็กๆ ที่บ้านเด็กกำพร้า ฉันได้เตรียมการเอาไว้เพื่อพวกเขาเรียบร้อยแล้ว เธอไม่ต้องเป็นห่วง แคกๆๆๆ” พูดยังไม่ทันจบผอ.ฟางก็ไอออกมาอย่างหนักอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีเลือดปนออกมากว่าปกติ ลู่หยวนซีไม่ฟังที่ผอ.ฟางห้ามอีกแล้ว เธอรีบวิ่งไปตามหมอมาตรวจดูอีกครั้ง หลังจากอาการไอทุเลาลง ผอ.ฟางก็ได้หลับไปเพราะฤทธิ์ของยา ลู่หยวนซีย้อนกลับมาที่บ้านเด็กกำพร้าฉือชุนอีกครั้ง เธอไม่กล้าบอกความจริงเกี่ยวกับอาการของผอ.ฟางให้เด็กๆ ได้รู้ เพราะเธอกลัวว่าทุกคนจะตื่นตระหนกและขวัญเสีย กว่าครึ่งเดือนที่ ผอ.ฟางได้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประจำเมือง ทุกครั้งที่อาการของเธอกำเริบลู่หยวนซีรู้สึกว่าหัวใจของเธอถูกบีบรัดจนไม่สามารถอธิบายถึงความเจ็บปวดนั้นได้ เธออยากจะแบ่งเบาความเจ็บปวดของหญิงชราที่เสียสละตนเองมาทั้งชีวิตเพื่อเด็กๆ ในบ้านเด็กกำพร้าฉือชุน แต่นั่นเป็นเพียงความรู้สึกของลู่หยวนซีเพียงฝ่ายเดียว เธอไม่ใช่หมอเธอไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงกักเก็บความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ภายในใจ และคอยตอบคำถามของเด็กๆ ที่ถามถึงผอ.ฟางของพวกเขาว่าเมื่อไหร่เธอจะกลับมา ผอ.ฟางรู้อาการป่วยของตนเองดี เธอจึงไม่ต้องการเสียเวลาที่โรงพยาบาลอีกแล้ว เมื่อคุณหมอเข้ามาตรวจอาการของเธออีกครั้ง ผอ.ฟางจึงยื่นความประสงค์ที่ต้องการกลับมาพักที่บ้านของตน คุณหมอเจ้าของไข้เซ็นอนุญาตแต่โดยดี เพราะได้คุยกับผอ.ฟางไปก่อนหน้านี้แล้วเกี่ยวกับอาการของเธอ เธอคิดว่าวาระสุดท้ายของชีวิตของตน เธออยากจะกลับมาอยู่กับเด็กๆ ที่เธอรักที่ฉือชุนอีกครั้ง ลู่หยวนซีที่ได้รู้เรื่องที่ผอ.ฟางจะออกจากโรงพยาบาล ความจริงเธอไม่เห็นด้วย แต่เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีทางห้ามหญิงชราได้ จึงได้พาเธอกลับมาพบหน้าเด็กๆ อีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย งานเลี้ยงเล็กๆ ถูกจัดขึ้นเพื่อต้อนรับผอ.ฟางออกจากโรงพยาบาลโดยเด็กๆ ทุกคนในบ้านเด็กกำพร้าฉือชุน ลูกโป่งหลากสีถูกติดประดับภายในห้องโถงที่พวกเขาใช้ทำกิจกรรมรวมกันมาโดยตลอด คำว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน ถูกติดเอาไว้เด่นหราตรงกลางผนังของห้อง ผอ.ฟางเห็นภาพเหล่านั้นเธอก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม เด็กๆ วิ่งเข้ามารุมล้อมเธอด้วยความดีใจที่สตรีที่เป็นดังมารดาและผู้ให้ชีวิตใหม่แก่พวกเขากลับมาแล้ว ลู่หยวนซียืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยหัวใจที่ปวดร้าว เธอทนมองภาพเหล่านั้นไม่ไหวจนต้องหันหน้าหนีไปทางอื่น นี่คือสิ่งที่คุณต้องการหรือคะผอ. สิ่งเหล่านี้มันสำคัญกว่าชีวิตของคุณอีกอย่างนั้นหรือ ร่างบางเดินสาวเท้าเข้ามาภายในห้องโถง ก่อนจะปรามเด็กๆ ที่รุมล้อมผอ.ฟางให้สงบลง หลังจากงานเลี้ยงต้อนรับผอ.ฟางผ่านไป วันต่อมาทุกคนก็ได้ทราบข่าวร้ายว่าหญิงชราได้จากไปแล้วอย่างสงบ แม้เธอจะเสียชีวิตเพียงลำพังภายในห้องพักส่วนตัว แต่ใบหน้าของเธอกลับไม่มีความเจ็บปวดใดๆ หลงเหลืออยู่เลย มีเพียงรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าเหมือนอย่างเคยที่เด็กๆ ได้เห็นอยู่เป็นประจำ ลู่หยวนซีที่ทำใจเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ได้แต่กอดปลอบเด็กๆ ไม่ให้พวกเขาเสียใจมากเกินไป ต่อมาร่างของผอ.ฟางได้ถูกฝังเอาไว้ในสุสานรวมกับคนในครอบครัวของเธอ หลังจากนั้นเด็กๆ ในบ้านเด็กกำพร้าฉือชุนก็ถูกรับไปอยู่ในที่ต่างๆ ตามที่ผอ.ฟางได้เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า สิบแปดปีของบ้านเด็กกำพร้าฉือชุนได้ปิดตัวลง ลู่หยวนซีเก็บเสื้อผ้าของเธอใส่เป้หลังใบใหญ่ด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ ก่อนเดินทางออกจากเมือง เธอได้แวะไปที่หลุมศพของผอ.ฟางอีกครั้ง “หนูไปครั้งนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมา แต่หนูสัญญาว่าจะกลับมาที่นี่อีกแน่นอนค่ะ บ้านเด็กกำพร้าฉือชุนจะต้องเปิดขึ้นอีกครั้งเพื่อดูแลเด็กๆ ที่คุณห่วงใย หนูไปก่อนนะคะ....คุณแม่” ลู่หยวนซีเอ่ยเรียกผอ.ฟางว่าแม่เป็นครั้งแรก จากนั้นเธอจึงมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่ ใช้ชีวิตตามที่ผอ.ฟางต้องการ ลู่หยวนซีย้ายเข้ามาอยู่ในปักกิ่งเพื่อหางานทำ เธอทำงานทุกอย่างเท่าที่ความสามารถของเด็กเรียนจบม.ปลายสามารถทำได้ หลังจากทำงานเก็บเงินอยู่หนึ่งปีเต็ม เธอก็ได้สอบเข้ามหาลัยตามที่ตนเองต้องการ สี่ปีผ่านไป หลังลู่หยวนซีเรียนจบมหาลัยมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เธอได้รับจดหมายแนะนำจากบริษัทใหญ่เพื่อเข้าสัมภาษณ์งานในทันที แต่หลังจากที่เธอเข้าไปที่บริษัทดังกล่าว กลับพบว่าจดหมายแนะนำของเธอได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และคนที่ได้รับโอกาสสัมภาษณ์ในตำแหน่งของเธอคือเพื่อนสนิทที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกันสี่ปี นอกจากนั้นเธอยังมารู้ว่าแฟนที่คบหากันมาในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยรวมหัวกับเพื่อสนิทของเธอนอกใจเธออีก ลู่หยวนซีรู้สึกเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าคนที่เธอรักสองคนจะทำแบบนั้นได้ เธอละทิ้งทุกอย่างที่ปักกิ่งเอาไว้เบื้องหลังแล้วเดินทางกลับไปยังเมืองบ้านเกิดหวังจะรักษาบาดแผลทางจิตใจของตน แต่ระหว่างทางได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ดินที่อยู่บนภูเขาถล่มลงมาทับรถโดยสารที่เธอนั่ง “อูย!!!! เจ็บชะมัด” ลู่หยวนซีพยุงกายลุกขึ้นยืนช้าๆ เพื่อดูว่ามีส่วนไหนของร่างกายได้รับบาดเจ็บบ้าง ก่อนมองหาผู้โดยสารร่วมชะตากรรมของตน แต่ที่นั่นกลับพบว่ารอบๆ ตัวเธอมืดมิดไร้แสงสว่าง หรือว่าตอนนี้เธอกำลังถูกฝังอยู่ใต้ซากรถคันนี้กัน เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็ไม่รอช้าลู่หยวนซีรีบตะโกนขอความช่วยเหลือทันที “มีใครได้ยินเสียงของฉันบ้างไหมคะ ช่วยด้วยค่ะ!! ช่วยด้วย!!ตรงนี้ยังมีคนอยู่” ลู่หยวนซีไม่กล้าขยับตัวมากเพราะเธอกลัวว่าดินที่ถล่มลงมาทับรถประจำทางคันนี้มันจะพังลงมามากกว่าเดิม แต่แล้วความรู้สึกวูบหนึ่งก็พัดผ่าน แรงบางอย่างดูดร่างของเธออย่างแรงทำให้ลู่หยวนซีไม่สามารถควบคุมตนเองได้ “เอ๊ะ!!!” เมื่อรู้ตัวอีกทีกลับพบว่า รอบๆ ตัวของเธอมีผู้คนเดินขวักไขว่เต็มไปหมด เสียงรถฉุกเฉินและกู้ภัยที่กำลังลำเลียงร่างของผู้ประสบภัยขึ้นรถพยาบาล ลู่หยวนซีที่เห็นดังนั้นเธอก็คิดว่าตนเองรอดแล้ว จนกระทั่งได้เห็นร่างที่คุ้นตาของใครคนหนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองชุดที่ตนเองใส่อยู่ “เดี๋ยวสิ!! นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่” เธอวิ่งตามเจ้าหน้าที่กู้ภัยสองคนที่กำลังหามร่างนั้นออกไปให้ห่างจากที่เกิดเหตุ ก่อนจะถูกนำขึ้นรถฉุกเฉินไปอีกคน ลู่หยวนซีทรุดกายลงนั่งตรงนั้นอย่างหมดแรง เมื่อเธอพบว่าเวลานี้ตัวเธออาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว “ขอโทษนะคะผอ. ชีวิตใหม่ในเมืองใหญ่ที่คุณคาดหวังให้ฉันไปใช้ชีวิตที่นั่น ตอนนี้มันได้จบลงแล้ว” ลู่หยวนซีนั่งมองเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่กู้ร่างของผู้ประสบภัยอีกหลายคนออกมาจากรถประจำทางคันนั้นด้วยใบหน้าเฉยชาไร้ความรู้สึก แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นภายในหัวของเธอ “ยอมแพ้ตอนนี้มันยังเร็วไปนะ คุณยังไม่ตายซะหน่อยแค่สลบไปเท่านั้น แต่ถ้าคุณปล่อยให้เวลาผ่านไปนานๆ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะตายไปจริงๆ ก็ได้ มาทำข้อแลกเปลี่ยนกับผมไหมล่ะ” ลู่หยวนซีหมุนตัวไปรอบๆ เพื่อหาว่าใครกันแน่ที่กำลังคุยกับเธอ แต่ที่นั่นกลับไม่มีใครสนใจเธอเลยสักคน ทุกคนเดินผ่านเธอไปราวกับอากาศธาตุ “คุณเป็นใครคะ....”“เอ๊ะ!”มู่หยุนถิงอุทานเบาๆ ตอนแรกคิดเพียงแค่ต้องการเห็นหน้าท่านประธานใกล้ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะใกล้ไปแล้ว“นี่!คุณ”มู่หยุนถิงตกใจที่ได้เห็นใบหน้าที่แสนคุ้นเคยของผู้ชายทั้งสองคน เฮ่อเหวินจิ่งเหยียนและจ้าวหลี่เสวียนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หรือว่าตนเองยังฝันอยู่ มู่หยุนถิงหยิกแขนตนเองเบาๆ จากนั้นจึงร้องซี๊ดขึ้นมา“คุณคือมู่หยุนถิงลูกสาวคนเดียวของประธานมู่สินะครับ”ชายหนุ่มที่มีหน้าตาเหมือนจ้าวหลี่เสวียนพูดขึ้น ทำเอามู่หยุนถิงถึงกับอ้ำอึ้งไป นอกจากหน้าตาจะเหมือนกันเสียงของเขายังเหมือนกันอีกด้วย ดวงตาสับสนของมู่หยุนถิงปรากฏขึ้นยามเมื่อมองไปที่เขา“ผมคือเยี่ยนจืออี้ เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาและผมเป็นคู่หมั้นของคุณ”เยี่ยนจืออี้ชี้ไปยังร่างสูงที่ยืนเงียบจ้องไปยังลู่หยวนซีที่ยังมีอาการตกตะลึงอยู่ เธอไม่คิดว่าจะได้พบคนที่มีใบหน้าเหมือนกับเขาอย่างกะทันหัน ความสับสน ความคิดถึง ความเศร้า ทุกความรู้สึกที่ลู่หยวนซีมีมันปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของเธอ น้ำตาเม็ดโตผุดขึ้นมาในดวงตางามอย่างรวดเร็ว หญิงสาวรีบก้มหน้าซ่อนมันทันทีก่อนที่จะมีใครเห็น“นี่ ถึงกับตะลึงไปเลยหรอ เขาหล่อใช่ไหมล่ะ”มู่หยุนถิงเอ่ยเย้าเพื่อนสาว
หลายสิบปีผ่านไป เหล่าลูกหลานของลู่หยวนซีต่างมีวิถีชีวิตตามเส้นทางของตนเอง เหล่าญาติสนิทต่างก็ทยอยจากโลกนี้ไปทีละคน ตอนนี้นางเองก็ชรามากแล้วแต่สามีของนางก็ยังคงรักและดูแลนางไม่แตกต่างจากช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมาสองสามีภรรยาได้หยุดการเดินทางของตนลงจากนั้นจึงย้ายมาอยู่หมู่บ้านในหุบเขาเล็กๆ สถานที่ที่ทั้งสองได้พบกันครั้งแรกใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเงียบสงบ คนในหมู่บ้านต่างก็ไม่รู้ที่มาของพวกเขา รู้เพียงสองผู้เฒ่าเป็นคนจิตใจดีและเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นลู่หยวนซีนั่งรับลมอยู่ที่เก้าอี้หน้าเรือนทำให้นางหวนนึกถึงช่วงเวลาที่คอยดูแลเฮ่อเหวินจิ่งเหยียน เขาเป็นคนที่ดื้อรั้นแต่นางกลับดื้อรั้นกว่า ตอนนี้ต้นพลับที่อยู่ริมรั้วเติบโตสูงใหญ่เพราะผ่านมานานหลายสิบปี นางยิ้มให้กับตนเองเมื่อรู้สึกว่าชีวิตของนางนั้นช่างคุ้มค่าที่ได้เกิดมาตอนนี้นางไม่รู้สึกว่าตนเองต้องการอะไรอีกแล้ว นางมีสามีที่รักนางเพียงคนเดียวและลูกๆ ทั้งสองคนที่ประสบความสำเร็จแต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่สามารถทำใจได้คือ นางยังไม่ต้องการจากชายอันเป็นที่รักอย่างเขาไป แต่สังขารของมนุษย์นั้นมิอาจฝืน จึงทำได้เพียงหวังว่าหลังจากตนเองจากไปแล้วคงได้มี
ช่วงหลายวันมานี้ลู่หยวนซีดูอารมณ์แปรปรวนและง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งนางก็หาเรื่องทะเลาะกับเขาด้วยเรื่องไร้สาระอย่างเช่นวันนี้ เมื่อเห็นภรรยาอารมณ์ไม่ดีชายหนุ่มจึงออกจากห้องไป รอให้นางเข้านอนแล้วจึงได้ย้อนกลับมา“ลู่หยวนซีผมกลับมาแล้ว”ในความว่างเปล่าหญิงสาวยืนอยู่เพียงลำพัง เมื่อเสียงทักทายที่ฟังคุ้นหูดังขึ้นเธอก็จำได้ทันทีว่าคือใคร“เอ๊ะนี่!! คุณ...คือระบบหรือคะ คุณกลับมาแล้วหรือฉันเป็นห่วงแทบแย่ คุณหายไปไหนมากันแน่เป็นสิบปี”“เฮ่อ! จะหายไปไหนได้ ก็ถูกกักบริเวณน่ะสิโทษฐานเข้าแทรกแซงการทำงานของผู้อื่น เจ้านักเขียนนั่นใจร้ายชะมัด ถึงกับรายงานผม”ลู่หยวนซีได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าฉงน เพื่อช่วยพวกตนเขาถึงกับยอมถูกลงโทษ เขาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร“คุณถูกขังเป็นสิบปีเลยหรือคะ น่าเห็นใจจริงๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพียงเพราะคุณต้องการช่วยชีวิตผู้อื่นถึงกับต้องทำกันรุนแรงขนาดนี้”ระบบเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยราวกับจะร้องไห้ของลู่หยวนซี ถึงกับทำอะไรไม่ถูก จึงได้รีบอธิบายความเข้าใจผิดของเธอ“เอ่อไม่ใช่แบบนั้น มันก็แค่เดือนเดียวที่ถูกพักงานน่ะ ตอนนี้ผมก็กลับมาแล้ว เห็นเธอยังสุขสบายดีอยู่แบบนี้ดูเหมือนต้นฉบั
เช้าวันต่อมา ช่วงสายลู่หยวนซีที่ถูกเฮ่อเหวินจิ่งเหยียนจับอาบน้ำแต่งกายเพื่อไปคารวะน้ำชาบิดามารดา นางที่ถูกเขาเคี่ยวกรำอย่างหนักแสดงออกว่ายังอ่อนเพลีย แต่ประเพณีที่ต้องทำก็ยังต้องทำ ไม่อย่างนั้นจะถูครหาเอาได้“มาแล้วหรือ”เจียงจื่ออิ๋งที่เล่นอยู่กับเสี่ยวอวิ๋นในห้องโถงหันมาทักทายสามีภรรยาหมาดๆ ที่กำลังเดินเคียงคู่กันมา“ท่างแม่ลู่”ส่วนเสี่ยวอวิ๋นที่เห็นลู่หยวนซีเจ้าหัวไชเท้าก็พุ่งเข้าหานางทันที เฮ่อเหวินจิ่งเหยียนเห็นเช่นนั้นเขาก็หิ้วเจ้าเด็กน้อยด้วยมือเดียว ก่อนจะอุ้มเขาเอาไว้“นางไม่ค่อยสบาย ข้าจะอุ้มเจ้าเอง”เสี่ยวอวิ๋นทำหน้ายู่ไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมให้ชายหนุ่มอุ้มตนแต่โดยดี เจียงจื่ออิ๋งที่ยืนมองดูภาพนั้นนางได้แต่นึกถึงใครบางคนที่ไม่ได้พบหน้ามาปีกว่าแล้ว เขาจะรู้หรือไม่ว่าบุตรชายของเขาตอนนี้วิ่งเร็วเสียยิ่งกว่าลิง หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ ในใจคิดว่าชาตินี้พวกเขาคงจะไม่ได้พบหน้ากันอีก“คามนับ...คามนาบ”เสี่ยวอวิ๋นนั่งลงด้านข้างของเฮ่อเหวินจิ่งเหยียน ก่อนจะทำท่าคำนับเหมือนกับที่พวกเขาทำ เรียกเสียงหัวเราะและความเอ็นดูให้กับคนทั้งห้องโถง“เสี่ยวอวิ๋นมาหายายซิ”เฟิงฉู่หรันที่รับเจียงจ
ต่อมาเขาได้ส่งมอบจวนติ้งกั๋วกงให้บุตรชายบุญธรรมและทรัพย์สินส่วนหนึ่งเหลือเอาไว้ให้ลู่หยวนซีที่เป็นบุตรสาวแท้ๆ ไม่ว่าเมื่อใดที่นางเดินทางผ่านไปยังแคว้นหลี่ นางก็สามารถพักอยู่ที่นั่นได้อย่างสะดวกสบายหลังจากจัดการเรื่องราวต่างๆ จนเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็รีบควบม้ามาตามเส้นทางที่เขียนบอกเอาไว้ ทำให้ได้รู้ว่าตลอดสิบกว่าปีภรรยาที่เขาออกตามหาแทบพลิกแผ่นดิน กลับกลายเป็นว่านางได้รับบาดเจ็บจนหลับใหลไม่ได้สติ บัดนี้เขาได้พบนางแล้วและไม่คิดที่จะไปจากที่นี่จนกว่านางต้องการให้เขาจากไปลู่หยวนซีผู้ที่เฝ้ามองบิดาและมารดาอยู่ห่างๆ นางเองก็เฝ้าฝันว่าตนเองจะได้มีครอบครัวที่ครบสมบูรณ์เฉกเช่นผู้อื่น ดวงตางามมีน้ำใสเอ่อคลอ นางรู้สึกว่าความรู้สึกโหยหาภายในใจได้รับการเติมเต็มแล้ว“ยินดีด้วยที่ได้พบครอบครัวที่แท้จริง”หญิงสาวหันกลับมามองบุรุษรูปงามที่ยืนอยู่ท่ามกลางดงต้นเหมยฮวา นางส่งยิ้มกลับไปให้เขาก่อนจะยื่นมือไปด้านหน้า“ท่านเองก็เป็นครอบครัวของข้า”“ข้ารู้....ซีเอ๋อเจ้าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปหรือ”ชายหนุ่มถามหญิงสาวข้างกายระหว่างที่ทั้งสองเดินเล่นด้วยกัน บุรุษรูปงามเดินเคียงคู่กับหญิงสาวทั้งสองจูงมือกันด้วยท่าทางผ่
“นี่เป็นการเตือนเท่านั้น ถ้าหากต้องการทำร้ายมารดาของข้า ศพต่อไปจะเป็นพวกเจ้า”ลู่หยวนซีเหลือบมองไปยังกลุ่มคนที่ชักกระบี่ออกมาด้วยสายตาเย็นเยียบ ดวงตาของนางฉายแววอำมหิตราวกับสามารถสังหารผู้ใดก็ตามในห้องโถงที่กล้าขยับกายร่างสูงก้าวเข้ามาจับมือหญิงสาวขึ้นมาเป่าเบาๆ ด้วยท่าทางทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เข้ามาที่นี่“เจ็บมือแล้ว ต้องโทษที่พี่ชายไม่ได้เรื่องของข้าทำอาวุธไม่ได้เรื่องให้เจ้า”ลู่หยวนซีส่งยิ้มหวานละมุนให้กับบุรุษของตน ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่นางเลือกเขาเป็นคู่ชีวิต ทั้งสองคนสื่อใจถึงกันตั้งแต่ที่ได้ต่อสู้กับโจรสลัด มาบัดนี้เมื่อนางคิดทำสิ่งใดเหมือนกับว่าตัวเขาจะรับรู้ได้อย่างน่าอัศจรรย์“ไม่เป็นไร มันเป็นกริชที่ดี กลับไปแคว้นจิ้นเมื่อใดต้องไปขอบคุณพี่ชายของท่านแล้ว”ทั้งสองคนแสดงความรักต่อกันท่ามกลางความโกลาหนโดยที่ไม่สนใจความวุ่นวายที่พวกตนสร้างขึ้น“เจ้าเดรัจฉานน้อย!! เจ้ากล้าลงมือทำร้ายบุตรชายของข้า”ผู้เฒ่าเมี่ยวทำท่าจะกระโจนลงมาที่ลู่หยวนซีแต่ถูกเหล่าผู้คุมกฎกุมตัวเอาไว้ได้เสียก่อน เสียงคำรามไม่พอใจของชายชราดังก้องสลับกับเสียงร้องโอดโอยของเมี่ยวถัง







